รายงานพิเศษ : เกษตรเขต2จัด‘Green Market #Farmer Market’ เปิดตลาดสินค้าคุณภาพสู่ตลาดไฮเอนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349596

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต2จัด‘Green Market #Farmer Market’ เปิดตลาดสินค้าคุณภาพสู่ตลาดไฮเอนด์

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต2จัด‘Green Market #Farmer Market’ เปิดตลาดสินค้าคุณภาพสู่ตลาดไฮเอนด์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ ส่งเสริมให้มีการจัดตลาดเกษตรกรขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งที่เกษตรกรจะได้นำสินค้าดีมีคุณภาพและปลอดภัย มาวางจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งในส่วของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดูแลตลาดเกษตรกรอยู่ 57 ตลาดกระจายอยู่ทั่วประเทศ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการเรื่องตลาดเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่ตลาดเกษตรกรจะอยู่หน้าศาลากลางจังหวัด หรือหน้าสำนักงานเกษตรจังหวัด แต่ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปสู่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้าหรือตลาดระดับบน (ตลาดไฮเอนด์) แต่ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ที่รับผิดชอบพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้เดินหน้าไปอีกขั้นในการร่วมมือกับศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นแหล่งที่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาตินิยมเข้ามาเลือกซื้อหาสินค้า และยังเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง จึงเป็นโอกาสที่จะได้ผลักดันให้เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าดีมีคุณภาพได้มาพบปะกับผู้บริโภคโดยตรง

ขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด นำรูปแบบการดำเนินการเชื่อมโยงการผลิตการตลาดสินค้าเกษตร GAP และตลาดเกษตรกร ไปสู่ตลาดห้างสรรพสินค้าที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อนำสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP เกษตรอินทรีย์ หรือมาตรฐานอื่นๆ ไปสู่กลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเรามีกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินการผลิตสินค้าคุณภาพและได้รับการรับรองมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชน ที่อยู่ในระบบแปลงใหญ่ก็ดี หรือกลุ่มผู้ผลิตสินค้า GAP หรือกลุ่มเกษตรอินทรีย์ อยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร จะผลักดันให้กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้ยกระดับการผลิตเพื่อเข้าไปสู่ตลาดไฮเอนด์มากขึ้น

“วันนี้เราต้องสร้างความรู้สึกหรือสร้างการรับรู้ของผู้บริโภค ให้คำนึงถึงการบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค เมื่อผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย ก็จะเป็นตัวผลักดันให้เกษตรกรผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น เป็นไปตามแนวทางการตลาดนำการผลิตนั่นเอง” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวย้ำ

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี กล่าวว่า ศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน ได้ให้การสนับสนุนเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นำสินค้าดีมีคุณภาพมาวางจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ในตลาด Green Market เป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง ติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้สินค้าเกษตรได้รับความสนใจมากขึ้น จึงเห็นว่าควรจะขยายโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปสู่เกษตรกรในเครือข่ายภาคตะวันตกทั้ง 8 จังหวัด เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัย สามารถเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จึงได้ร่วมมือกับมาร์เก็ตวิลเลจ จัดงานเชื่อมโยงการผลิตการตลาดสินค้าเกษตร GAP และตลาดเกษตรกร “Green Market # Farm Market” ขึ้นในระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 2561

ภายในงานจะประกอบไปด้วย การแสดงสินค้าเกษตรพรีเมียมกว่า 36 รายการ เป็นสินค้าสดและสินค้าแปรรูปที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน รวมถึงนวัตกรรมทางการเกษตร อีกทั้งมีการให้บริการวิเคราะห์สารพิษตกค้างในเลือดของโรงพยาบาลหัวหิน และการให้ความรู้เรื่องการเพิ่มช่องทางการขายสินค้าเกษตรผ่านไปรษณีย์ออนไลน์จากบริษัทไปรษณีย์ไทย สาขาหัวหิน ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการผลผลิตการเกษตร ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP การเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการและผู้ผลิต การสาธิต การประกอบอาหารจากผลิตภัณฑ์ภายในงาน การแข่งขันทานผลไม้ตามฤดูกาล และการจัดนาทีทอง ลด แลก แจก ชิม

ซึ่งเชื่อมั่นว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการตลาด การบริหารจัดการผลผลิตที่มีคุณภาพและมาตรฐานของเกษตรกรในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก รวมทั้งเจ้าหน้าที่และเกษตรกรได้มีโอกาสศึกษา เรียนรู้รูปแบบและขั้นตอนการดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตร สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่ของตนเองได้ในอนาคต ที่สำคัญคือได้ประชาสัมพันธ์สินค้าปลอดภัยได้มาตรฐานจากตลาดเกษตรกรให้เป็นที่รู้จักอย่าง
กว้างขวางมากขึ้น

ราคามันสำปะหลังสูงต่อเนื่อง สศก.เตือนเกษตรกรอย่ารีบขุด-หวั่นกระทบคุณภาพผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349595

x

ราคามันสำปะหลังสูงต่อเนื่อง สศก.เตือนเกษตรกรอย่ารีบขุด-หวั่นกระทบคุณภาพผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การผลิตมันสำปะหลังปี 2560/2561 คาดว่ามีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 7.87 ล้านไร่ ผลผลิต 27.24 ล้านตัน ผลผลิตต่อไร่ 3,462 เมื่อเทียบกับปี 2559/2560 พบว่า พื้นที่เก็บเกี่ยว ปริมาณผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ ลดลง 9.70% 10.67% และ 1.06% ตามลำดับ เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

สำหรับราคามันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาที่ขายได้เดือนมิถุนายน 2561 เฉลี่ย กก.ละ 2.51 บาท สูงขึ้นจากปีที่แล้วที่ กก.ละ 1.15 บาท หรือเพิ่มขึ้น 118% เนื่องจากผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการ ประกอบกับประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าหลักมีความต้องการใช้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังปรับตัวสูงขึ้น จึงเป็นสาเหตุทำให้ราคามันสำปะหลังปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ในเดือนมิถุนายน 2561 ถือเป็นช่วงปลายฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ประกอบกับฝนตกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โรงงานแป้งมันสำปะหลังส่วนใหญ่หยุดปรับปรุงเครื่องจักร และจากราคามันสำปะหลังที่ปรับตัวสูงขึ้น เกษตรกรบางส่วนจึงเร่งทำการขุดมันสำปะหลังตั้งแต่ต้นปีการผลิต และทำการเพาะปลูกซ้ำเพื่อรีบเก็บเกี่ยวในช่วงที่ราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งผลผลิตรอบสุดท้ายจะออกตลาดในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน จึงอยากฝากถึงเกษตรกร ให้ระมัดการเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตมันสำปะหลังที่ไม่ครบอายุเพื่อให้ทันราคาที่ยังคงสูงอยู่ เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังโรงงานที่ไม่ครบอายุ จะส่งผลให้คุณภาพและปริมาณผลผลิตลดลง อีกทั้งท่อนพันธุ์ที่จะนำไปปลูกต่อไม่สมบูรณ์ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังรุ่นต่อไป และเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดอีกด้วย และในส่วนของภาครัฐเตรียมแนวทางบริหารจัดการ โดยคณะรัฐมนตรี เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลังปี 2560/61 รวม 14 โครงการ เพื่อแก้ไขปัญหามันสำปะหลังทั้งระบบ

เกาะติดบริหารน้ำลุ่มเจ้าพระยาใหญ่ สทนช.ลงพื้นที่ประเมินผล-เพิ่มประสิทธิภาพ12ทุ่งรับมือน้ำหลาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349593

x

เกาะติดบริหารน้ำลุ่มเจ้าพระยาใหญ่ สทนช.ลงพื้นที่ประเมินผล-เพิ่มประสิทธิภาพ12ทุ่งรับมือน้ำหลาก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. ได้ลงพื้นที่ติดตามประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจและฐานการผลิตของประเทศ โดยช่วงฤดูฝนปี 2560 รัฐบาลได้นำร่องปรับปฏิทินการปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง ประมาณ 1.15 ล้านไร่ ให้เร็วกว่าปกติ เพื่อหลีกเลี่ยง

ผลผลิตได้รับความเสียหายจากฤดูน้ำหลาก และให้เป็นพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิงธรรมชาติในการหน่วงน้ำประมาณ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ในช่วงปลายฤดูฝน ซึ่งแม้ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาจะประสบผลสำเร็จ แต่ก็ยังมีปัญหาในบางพื้นที่ที่มีน้ำท่วมบ้านเรือนราษฎร สทนช. จึงได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมโยธาธิการและผังเมือง ร่วมกันวางแผน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ พร้อมกับแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2561

โดยมีโครงการสำคัญ อาทิ โครงการประตูระบายน้ำปากคลองบางบาล พร้อมสร้างบันไดปลา จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำหลากและเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง บรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจนถึงอ่าวไทย และเพิ่มศักยภาพการใช้น้ำเพื่อเกษตรกรรม 229,138 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ อ.พระนครศรีอยุธยา อ.บางบาล อ.บางไทร อ.บางปะอิน อ.ผักไห่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา และ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง เมื่อแล้วเสร็จจะมีประสิทธิภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดถึง 500 ลบ.ม./วินาที คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2563 ใช้งบทั้งสิ้นประมาณ 266.7 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ด้วยกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจและฐานการผลิตของประเทศ การบริหารจัดการน้ำจะต้องมีประสิทธิภาพสูงสุด สทนช. ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินโครงการศึกษาติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 8 ลุ่มน้ำหลักคือ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยา ป่าสัก สะแกกรัง และท่าจีน มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวม 99.12 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่า 47.10 ล้านไร่ พื้นที่การเกษตร 37.96 ล้านไร่ ที่เหลือเป็นพื้นที่เมืองและอื่นๆ โดยจะศึกษาเพื่อประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกำหนดแนวทางปรับปรุงการดำเนินงานและการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยคาดว่าจะศึกษาแล้วเสร็จภายในปี 2561 นี้

สสก.1รุกปั้น‘Young Smart Farmer’ ติวเข้มพัฒนาสู่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349592

x

สสก.1รุกปั้น‘Young Smart Farmer’ ติวเข้มพัฒนาสู่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตร วางเป้าการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่สู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ในทิศทางที่มีความชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มจากดำเนินงานสร้างสมดุลของการพัฒนาและส่งเสริมการเกษตรตลอดเส้นทางของการเป็นผู้ประกอบการ ภายใต้แผนการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ยุค 4.0 ทั้งหมด 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ 1.Getting idea พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2.Set up project พัฒนาการเกษตรด้วยนวัตกรรมและบริหารการเกษตรด้วยระบบ Internet of things 3.Startup พัฒนาเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ และระบบธุรกิจเกษตร Innovation Smart 4.Go to Global ยกระดับผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่สากล

ในส่วนของการจัดอบรมหลักสูตรพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในการการขับเคลื่อนดำเนินงานในโครงการดังกล่าว จะมีการฝึกอบรมจำนวน 2 ครั้ง ในครั้งที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา Young Smart Farmer ทั้งตัวบุคคล สินค้า และการจัดการ ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ที่พร้อมเข้าสู่ภาคธุรกิจเกษตร และในการอบรม ซึ่งได้มีการจัดฝึกอบรมไปแล้วเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ส่วนครั้งที่ 2 จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่สามารถวางแผนธุรกิจได้ โดยใช้กระบวนการจัดทำแผนธุรกิจ Lean Canvas และฝึกปฏิบัติในการนำเสนอสินค้า (Pitching)

“สสก.1 ได้ดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายสร้างความเข้มแข็ง โดยให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” เพื่อเพิ่มศักยภาพที่พร้อมพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ที่สามารถบริหารจัดการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในอาชีพการเกษตร เพื่อนำมาซึ่งการพึ่งพาตนเองได้ และเป็นผู้นำในท้องถิ่นสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนต่อไป” นายไพศาล กล่าว

แตกใบอ่อน : อย่าลืมช่วยถ้ำหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349591

807934531

แตกใบอ่อน : อย่าลืมช่วยถ้ำหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นาทีนี้คงไม่มีคนไทยคนไหนไม่พูดถึงความสำเร็จในการช่วยเหลือ 13 เยาวชนนักเตะและโค้ชทีม “หมูป่าอะคาเดมี” ที่ติดอยู่ภายใน

ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดย ณ นาทีนี้ก็เพียงแค่รอการพาทั้งหมดออกมาจากถ้ำที่ยังคงอยู่ในภาพน้ำท่วมสูงให้ได้อย่างปลอดภัยเท่านั้น ซึ่งคงไม่มีอะไรจะพูดมากกว่าการขอแสดงความยินดีกับครอบครัว และขอบคุณเจ้าหน้าที่ ประชาชน จิตอาสา ที่ได้เข้าไปช่วยเหลือคนละไม้คนละมือ รวมทั้งขออวยพรให้ภารกิจที่เหลือข้างหน้าอีกเพียงนิดเดียวสำเร็จลงด้วยดี

อย่างไรก็ดี ภายหลังจากปฏิบัติการยุติลง ก็อาจยังต้องมีเรื่องให้ต้องคิด ต้องทำ และต้องจัดการอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ผลกระทบ” อันเลี่ยงไม่ได้จากการปฏิบัติการ ซึ่งเท่าที่มองเห็นเวลานี้ก็น่าจะมี 2 เรื่องหลักใหญ่ๆ

เรื่องแรก คือ การช่วยเหลือกลุ่มชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการให้ที่นาของตัวเองเป็นที่รับน้ำที่สูบออกมาจากถ้ำ ซึ่งเรื่องนี้เบื้องต้นน่าจะหมดห่วงไปได้ เพราะกระทรวงเกษตรฯเตรียมแผนการเอาไว้รองรับอยู่แล้ว โดยรัฐมนตรี “กฤษฎา บุญราช” ยืนยันว่า จะมีการจ่ายเงินชดเชยให้กับชาวนาที่ได้รับผลกระทบไร่ละ 1,100 บาท พร้อมทั้งเตรียมพันธุ์ข้าวไว้แจกจ่ายให้กับเกษตรกร ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นมีนาข้าว 3 ตำบลได้รับความเสียหาย 1.6 พันไร่ น่าจะใช้งบประมาณ
ไม่เกิน 50 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ในฝั่งของ กรมชลประทาน ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นด้วยการสูบน้ำออกจากที่นาของเกษตรกร เพื่อลดระดับน้ำที่ท่วมยอดข้าวหรือกล้าที่ปักดำแล้วไม่ให้ได้รับความเสียหาย

ดังนั้น จึงน่าจะโล่งใจได้เปราะหนึ่ง สำหรับการดูแลช่วยเหลือเกษตรกรที่ยอมเสียสละเพื่อความสำเร็จของภารกิจกู้ชีวิตทั้ง 13 คนในครั้งนี้

ทีนี้จึงเหลืออีก 1 ประเด็นที่ต้องมาคิดกันต่อ นั่นคือการการฟื้นฟูและเฝ้าระวังระบบนิเวศน์ของ “ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” เพราะอย่างที่เราเห็นกันอยู่แล้ว ปฏิบัติการช่วยเหลือ “ทีมหมูป่า” ทั้ง 13 ชีวิตครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการร่วมกันหลายอย่าง ทั้งการขุดเจาะผนัง ขุดเจาะใต้ดิน เจาะน้ำบาดาล การเปลี่ยนทางน้ำ การระบายน้ำในถ้ำ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งล้วนทำให้เกิดผลต่อถ้ำหลวงอย่างเลี่ยงไม่ได้

ต้องไม่ลืมว่า “ถ้ำ” ทุกแห่งก็มีระบบนิเวศน์ของตัวเอง และเป็นระบบนิเวศน์ที่ค่อนข้างมีความเปราะบาง โดยเฉพาะในถ้ำที่ภาษาของนักธรณีเขาเรียกว่า “ถ้ำเป็น” คือยังมีการเจริญเติบโตของหินงอกหินย้อยอยู่ ซึ่งถ้าหลวง-ขุนน้ำนางนอนก็คือหนึ่งใน “ถ้ำเป็น” ที่มีความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิ ความชื้น ระดับน้ำ และปริมาณแสง ค่อนข้างมาก ดังนั้นการที่เราไปขุด ไปเจาะ ไปเปลี่ยนทางน้ำ และทำกันแบบชนิด “โครมเดียว” แบบนั้น จึงยากที่จะบอกว่าไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ภายในถ้ำ

และนี่เราก็ยังไม่ได้พูดถึงบรรดาสัตว์ต่างๆ เช่น นก หนู งู แมลง ค้างคาว หรือสัตว์อื่นๆ อีกประดามีที่อาศัยถ้ำอยู่ว่าจะได้รับผลกระทบไปด้วยหรือไม่

ดังนั้นหลังจากช่วยทั้ง 13 คนเสร็จแล้ว จึงยังวางมือไม่ได้เด็ดขาด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะต้องมานั่งคิดต่อว่าจะกลับเข้ามาฟื้นฟูถ้ำหลวงอย่างไร

อย่าลืมเด็ดขาดว่า ถ้ำก็มีชีวิตของเขา ช่วยคนให้รอดแล้ว ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำช่วยฟื้นฟู “ถ้ำ” ให้รอดตายด้วย อย่างนี้เขาถึงจะเรียกว่า “วิน-วิน”

เอาใจช่วยนะครับ

มะลิลา

ชาวไร่อ้อยกว่า100คนยื่นศาลปค.เพิ่มเติม ปมพิพาทก.อุตสาหกรรมเอื้อประโยชน์นายทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349661

ชาวไร่อ้อยกว่า100คนยื่นศาลปค.เพิ่มเติม ปมพิพาทก.อุตสาหกรรมเอื้อประโยชน์นายทุน

ชาวไร่อ้อยกว่า100คนยื่นศาลปค.เพิ่มเติม ปมพิพาทก.อุตสาหกรรมเอื้อประโยชน์นายทุน

วันพุธ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 21.33 น.

4 ก.ค.61 ที่ศาลปกครองกลาง นายมนตรี คำพล นายกสมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา จ.สระแก้ว ได้เป็นแกนนำตัวแทนเกษตรกรประมาณ 100 คน เข้ายื่นหนังสือและเอกสารเพิ่มเติม จากกรณีคดีทางสมาคมเกษตรกรชายแดนบรูพา สภาเกษตรกรสระแก้ว และเกษตรกรไร่อ้อย จ.สระแก้ว และ จ.ปราจีนบุรี จำนวน 735 คน ได้ร่วมกันยื่นฟ้อง กระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 , ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 , บริษัท น้ำตาลนิวกว้างสุ้นหลี จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 10 พ.ค.2555 เรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกกฎโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

ทั้งนี้ ศาลปกครองชั้นต้นได้พิพากษาให้ผู้ฟ้อง 735 คน ชนะคดีแต่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องที่ 1และ 2 ไม่ดำเนินตามคำพิพากษาที่สั่งให้เพิกถอนหลักเกณฑ์ตามหนังสือ สอน.ที่ อก.0601/862 ลงวันที่ 12 เมษายน 2550 เรื่องการกำหนดเงื่อนไข เรื่องการย้ายสถานที่ตั้ง และขยายกำลังการผลิตของโรงงานน้ำตาลเฉพาะหลักเกณฑ์ในข้อหนึ่งที่กำหนดให้โรงงานที่จะตั้งใหม่ต้องมีระยะห่างจากที่ตั้งของโรงงานน้ำตาลที่มีอยู่เดิมในเส้นทางที่ใกล้ที่สุดไม่น้อยกว่า 80 กิโลเมตร

นอกจากผู้ถูกฟ้องที่ 1 และ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นแล้ว แต่ก่อนหน้าวันที่ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อ.1118/2558 เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2558 สรุปว่าศาลปกครองสูงสุด เห็นพ้องกับการที่ศาลปกครองชั้นต้นให้เพิกถอนในประเด็นดังกล่าวนั้น ปรากฏว่าทางกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกหลักเกณฑ์ใหม่ในเรื่องระยะห่างระหว่างโรงงานใหม่และเก่าจากระยะทาง80 กิโลเมตรลดลงมาเหลือระยะห่าง 50 กิโลเมตร จึงทำให้คำพากษาศาลปกครองสูงสุดไม่มีผลใช้บังคับ

จากการกระทำดังกล่าวของกระทรวงอุตสาหกรรมและปลัดกระทรวงฯ ส่งผลให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกสมาคมฯประมาณ 5,000 คน เดือดร้อนเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมในการรับซื้อผลผลิตอ้อย เนื่องจากการกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ของกระทรวงอุตสาหกรรมในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากทำให้มีข้อจำกัดต้องส่งอ้อยขายให้กับโรงงานน้ำตาลและอ้อยที่มีอยู่ใน จ.สระแก้ว เพียงโรงงานเดียวเท่านั้น ทำให้เกษตรกรขาดอำนาจต่อรอง เพราะจะเกิดการผูกขาดของนายทุนโรงงานน้ำตาลรายเดิมและรายเดียวใน จ.สระแก้ว

นายมนตรี กล่าวอีกว่า ดังนั้น วันนี้ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรชาวไร่อ้อย จึงมายื่นเอกสารเพิ่มเติมกรณีพิพาทระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหหกรรม กับบริษัทน้ำตาลนิวกว้างสุ้นหลี จำกัด เพื่อร้องขอความเป็นธรรมให้รอดพ้นจากหลักเกณฑ์ที่เอื้อประโยชน์ให้นายทุนรายเดียว

ทั้งนี้ มีผู้แทนสำนักงานศาลปกครองมารับหนังสือร้องเรียนดังกล่าว และรับปากว่าจะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป

สทนช.ลุยเปิดเวทีฟังความเห็นภาคตะวันออก เดินหน้ากำหนดขอบเขตลุ่มน้ำใหม่ทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349644

สทนช.ลุยเปิดเวทีฟังความเห็นภาคตะวันออก เดินหน้ากำหนดขอบเขตลุ่มน้ำใหม่ทั่วประเทศ

สทนช.ลุยเปิดเวทีฟังความเห็นภาคตะวันออก เดินหน้ากำหนดขอบเขตลุ่มน้ำใหม่ทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 19.57 น.

นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยกองบริหารจัดการลุ่มน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)  เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการแบ่งลุ่มน้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำเป็น 25 ลุ่มน้ำหลัก และ 254 ลุ่มน้ำสาขา แต่ยังมีลุ่มน้ำหลักและลุ่มน้ำย่อยบางส่วนที่ยังไม่เชื่อมโยงสอดคล้องกับสภาพภูมิสังคม นอกจากนี้ยังพบว่าลุ่มน้ำหลักหลายลุ่มน้ำมีขนาดเล็ก บางลุ่มน้ำหลักมีความสัมพันธ์เชิงอุทกวิทยาและการบริหารจัดการที่คาบเกี่ยวกับลุ่มน้ำหลักอื่นๆ ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จในแต่ละลุ่มน้ำ จึงจำเป็นต้องทบทวนการกำหนดขอบเขตพื้นที่ลุ่มน้ำใหม่ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โดย สทนช. ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินโครงการศึกษาทบทวนการกำหนดขอบเขตพื้นที่ลุ่มน้ำที่เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและผลกระทบจากการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำ เพื่อแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำใหม่ให้เหมาะกับการบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม ตลอดจนศึกษาผลกระทบของการกำหนดลุ่มน้ำในเชิงบริหารจัดการน้ำ กฎหมาย การปกครอง และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งวิเคราะห์แบ่งขอบเขตของลุ่มน้ำย่อยและสาขาย่อย ให้เหมาะสมกับการนำมาใช้ในสนับสนุนงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในกรณีภาวะน้ำท่วม และการขาดแคลนน้ำ โดยได้วางเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งขอบเขตลุ่มน้ำ อย่างน้อย 4 ระดับ ประกอบด้วย ลุ่มน้ำประธาน ลุ่มน้ำหลัก ลุ่มน้ำย่อย และลุ่มน้ำสาขาย่อย ซึ่งจะมีลุ่มน้ำประธานทั้งหมด 10 กลุ่มลุ่มน้ำ หรือคลัสเตอร์ลุ่มน้ำ และจะมีการจับกลุ่มลุ่มน้ำหลักจาก เดิม 25 ลุ่มน้ำใหม่

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำแผนที่ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ของเขตลุ่มน้ำประธาน ลุ่มน้ำหลัก ลุ่มน้ำย่อย และลุ่มน้ำสาขาย่อย ที่มีความละเอียดถูกต้องบนแผนที่มาตรส่วน 1:4,000  เพื่อจัดทำระบบฐานข้อมูลแผนที่สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบนโปรแกรม Google Earth ที่สามารถเรียกใช้งานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว รวมทั้งทำการศึกษาและกำหนดลักษณะรายละเอียดการใช้น้ำ หลักเกณฑ์วิธีการแบ่งประเภทการใช้น้ำแต่ละประเภท และศึกษาแนวทางกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและอัตราการคิดค่าใช้น้ำไปพร้อมๆ กันด้วย

อย่างไรก็ตาม การทบทวนการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำใหม่ดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในแต่ละลุ่มน้ำ สทนช.จึงจัดให้มีเวทีชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ ให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนได้รับทราบ โดยจะกระจายจัดเวทีในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ 8 พื้นที่ๆ ละ 2 ครั้ง เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ อันจะนำมาซึ่งผลการศึกษาที่รอบด้านและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายต่อไป

โดยเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สทนช. มีการจัดการประชุมปฐมนิเทศโครงการศึกษาทบทวนแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำที่เหมาะสม (ภาคตะวันออก) ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ B โรงแรมซันไรส์ลากูน โฮเทลแอนด์กอล์ฟ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อนำเสนอเกณฑ์การแบ่งพื้นที่ลุ่มและรับฟังความคิดเห็นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้รับทราบ และในโอกาสเดียวกัน สทนช. ยังจะมีการลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาน้ำตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างอาคารป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำบางปะกง ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ของกรมชลประทาน และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ต.ดอนฉิมพลี อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

“สทนช. คาดว่า จะสามารถสรุปรายละเอียดผลการศึกษาการแบ่งลุ่มน้ำใหม่ทั้งลุ่มน้ำประธาน ลุ่มน้ำหลัก ลุ่มน้ำย่อย และลุ่มน้ำสาขาย่อย แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2561 นี้ และมั่นใจว่าการแบ่งลุ่มน้ำใหม่ จะช่วยทำให้การบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและเท่าทันต่อสถานการณ์น้ำในปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว” ผู้อำนวยกองบริหารจัดการลุ่มน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าว

เกษตรฯแจงงบ’ไทยนิยม’ยังอืด เหตุเข้าหน้าฝนเป็นอุปสรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349550

เกษตรฯแจงงบ'ไทยนิยม'ยังอืด เหตุเข้าหน้าฝนเป็นอุปสรรค

เกษตรฯแจงงบ’ไทยนิยม’ยังอืด เหตุเข้าหน้าฝนเป็นอุปสรรค

วันพุธ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 16.28 น.

“รมว.เกษตรฯแจงงบไทยนิยมฯกว่า 1.3 หมื่นล้านบาทอืด เหตุเข้าหน้าฝน เป็นอุปสรรคสร้างแหล่งน้ำชุมชน พร้อมสั่งกษ.ลงพื้นที่ชักชวนชาวสวนยาง เปลี่ยนอาชีพโค่นยางเก่า รับเงิน 1.6 หมื่นบาทต่อไร่จ่อคุย ก.คลัง เกลี่ยงบค่าเดินทางให้ผู้มีรายได้น้อยฝึกอาชีพเกษตรเพิ่ม250-300 บาทต่อคน”

4 ก.ค. 61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้ติดตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรฯ โดยมอบอำนาจให้ผู้ตรวจราชการฯ ตรวจติดตามงานตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล งานเร่งด่วน  งานในอำนาจหน้าที่ตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน และ งานริเริ่มด้านการเกษตร ขณะนี้ทั้ง22โครงการใช้งบไทยนิยม 2.4 หมื่นล้านบาท มีความก้าวหน้า 20% ซี่งในส่วนโครงการได้รับงบ 1.3 หมื่นล้านบาท เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำระดับชุมชน ที่ต้องรอฝนตกหยุดตกก่อนจึงดำเนินการได้ต่อไป ทั้งนี้โครงการส่วนใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ เกี่ยวกับการอบรมด้านอาชีพ ซึ่งต้องรอรายชื่อผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่แจ้งความประสงค์เข้าอบรมพัฒนาอาชีพ ขณะนี้บางโครงการมีผู้แจ้งความประสงค์เข้าอบรมเกินโควตา บางโครงการมีผู้ลงทะเบียนไม่ถึงโควตาที่กำหนด ได้เตรียมหารือกระทรวงการคลังให้กระทรวงเกษตรฯ สามารถดำเนินการเกลี่ยจำนวนผู้ลงทะเบียนให้สามารถรับประโยชน์ในการเบิกจ่ายค่าเดินทางเพิ่มอีกคนละ 250 – 300 บาท โดยโอนผ่านบัญชีธนาคาร จากเดิมที่จะได้รับจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคนละ 400 บาท

ส่วนกรณีการจัดซื้อเครื่องมือทางการเกษตรของสหกรณ์การเกษตร งบประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท โดยเป็นเงินในการอุดหนุนสหกรณ์การเกษตร 300 แห่ง ในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการเกษตร อาทิ รถยก สร้างลานตาก จัดซื้ออุปกรณ์อบแห้ง เป็นต้น โดยเบิกจ่ายผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ นั้น มีการเสนอราคาแตกต่างกัน เนื่องจากรายละเอียดและคุณสมบัติของเครื่องมือ ซึ่งได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจลงไปตรวจสอบโดยด่วนแล้ว สำหรับระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างที่ติดขัดอยู่นั้น กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งหารือร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรีต่อไป และขอยืนยันว่ายังไม่เกิดความเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน กิจกรรมส่งเสริมการลดพื้นที่ปลูกยาง โดยการโค่นสวนยางเดิมที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินชดเชยไร่ละ 16,000 บาท เพื่อส่งเสริมให้ผู้ปลูกยางพาราปรับเปลี่ยนไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมใหม่ ขณะนี้ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เกษตร สำรวจข้อเท็จจริงและชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่แล้ว//

ส่องเกษตร : ฮีโร่ที่‘ถ้ำหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349322

449007

ส่องเกษตร : ฮีโร่ที่‘ถ้ำหลวง’

วันพุธ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ นับเป็นช่วงที่ผมกำลังมีความสุขอย่างยิ่ง และเชื่อว่า คนไทยทั้งประเทศ รวมถึงคนอีกทั่วโลกจำนวนมากต่างก็คงมีความสุขยิ่งในเรื่องเดียวกัน เพราะเป็นช่วงที่ได้รับทราบข่าวดีว่า ปฏิบัติการค้นหาช่วยเหลือเด็ก 12 คนพร้อมโค้ชวัย 25 ปีรวมเป็น 13 คนของทีมฟุตบอลเยาวชน “หมูป่า อะคาเดมี” ที่สูญหายติดอยู่ใน“ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมเวลานับสิบวันนั้น ประสบผลสำเร็จแล้ว! พบตัวทั้งหมดปลอดภัยดี อยู่ในขั้นตอนที่จะช่วยเหลือพากันออกมาจากถ้ำต่อไป

คงไม่ต้องสาธยายอะไรมากมายว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีอุปสรรค ความยากลำบากและเสี่ยงอันตรายสูงขนาดไหน เพราะข่าวที่ทุกสื่อทั้งในประเทศและจากสำนักข่าวชื่อดังทั่วโลกพากันเกาะติด ถ่ายทอดมาให้คนไทยทั้งประเทศ ตลอดจนคนทั่วโลกเฝ้าจดจ่อติดตามมาตลอดทั้งสิบวันนี้ เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว ทั้งก่อเกิดความรู้สึกผูกพันเหมือนทั้ง 13 คนเป็นลูกหลานของตัวเองที่จะต้องช่วยชีวิตออกมาให้ได้

ทำให้เกิดกระแสการส่งกำลังใจท่วมท้นทุกภาคส่วน ตั้งแต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรและพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ ตลอดจนผู้บริหารประเทศทั้งนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ลงมาจนถึงบุคคลสำคัญภาคส่วนต่างๆและสามัญชนทั้งหลายที่ใช้ทุกรูปแบบ ทุกช่องทางโดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย เพื่อแสดงออกอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

แม้แต่บุคคลสำคัญระดับโลกอย่างองค์พระสันตะปาปาฟรานซิส ผู้นำคริสตจักรคาทอลิก แห่งนครรัฐวาติกัน ก็ยังร่วมสวดอธิษฐานส่งกำลังใจให้กับทั้ง 13 ชีวิตที่ติดในถ้ำหลวง ให้รอดกลับมาอย่างปลอดภัย

พลังแห่งทุกกำลังใจ เมื่อประสบผลสำเร็จในการช่วยชีวิตทั้ง “13 หมูป่าอะคาเดมี” ย่อมทำให้ทุกๆคนเกิดความโล่งใจจากความอัดอั้นที่เฝ้ารอ“ลุ้นระทึก”กันมาตลอด…จึงกลายเป็นความสุขสมอย่างยิ่ง

ต้องขอขอบคุณอย่างสูงแทนคนไทยทั้งประเทศ ต่อทุกๆคนที่มีส่วนร่วมสร้างความสุขนี้ให้เกิดขึ้น ไล่เลียงตั้งแต่ทุกหน่วยงานไทยเอง ทั้งภาครัฐและเอกชนไม่น้อยกว่า 30 หน่วยงานที่ระดมสรรพกำลังเข้าไปช่วย ตลอดจนหน่วยกู้ภัยนานาประเทศ ไม่ว่ากลุ่มนักดำน้ำ Derbyshire Cave rescue Organization จากอังกฤษ(ซึ่งได้ชื่อเป็นนักดำน้ำกู้ภัยในถ้ำที่เก่งที่สุดในโลก และก็ไม่ผิดหวัง เพราะเป็นกลุ่มแรกที่สามารถเจอเด็กทั้ง 13 คน) ตลอดจนทีมกู้ภัยจากมิตรประเทศทั้งลาว, สหรัฐ,จีน,ญี่ปุ่น,เบลเยียม,ออสเตรเลีย เป็นต้น

ทุกหน่วยงาน ทุกคนที่ร่วมปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ ถือเป็น“ฮีโร่”ทั้งสิ้น!

สำหรับหน่วยงานไทยที่ขอกล่าวถึง ณ ที่นี้ นอกจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย“ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร” ที่เป็นผู้บัญชาการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ตลอดจนหน่วยพิเศษ SEAL “หน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม”ของกองทัพเรือ ที่เป็นกำลังหลักสำคัญของปฏิบัติดำน้ำฝ่าฟันอันตรายเข้าไปค้นหาในถ้ำแล้ว

ในส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง โดยกรมชลประทานก็ถือเป็นหน่วยปฏิบัติงานที่สำคัญไม่ใช่น้อย เพราะน้ำที่ท่วมท้นสูงในอุโมงค์ “ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” และเติมเต็มตลอดจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องหลายวันแรกๆ นับเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อปฏิบัติการช่วยเหลือที่จำเป็นต้องแก้ไขให้ได้ และกรมชลประทานก็เป็นหน่วยงานแรกที่เข้าไป ทั้งยืนหยัดอยู่ตลอดภารกิจนี้ ระดมทั้งเครื่องสูบน้ำและผู้เชี่ยวชาญของกรมเข้าช่วยเหลือทุกช่องทางในการสูบน้ำออกจากถ้ำให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด โดยเฉพาะช่วงนาทีทองที่ฝนหยุดตก ฟ้าเปิดแล้ว ทำให้ในที่สุดระดับน้ำในถ้ำก็ลดลงไปมาก ช่วยให้หน่วยกู้ภัยต่างๆ ฝ่าเข้าไปจนถึง“พัทยาบีช” กระทั่งถึงจุดที่เด็กทั้ง 13 คนพักหลบภัยอยู่ได้

กรมชลประทานจึงนับว่าได้ช่วยเชิดหน้าชูตาให้กระทรวงเกษตรฯใน”ปฏิบัติการแห่งชาติ“ครั้งนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว!

สุดท้ายที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย ก็คือ “ฮีโร่”สามัญชนที่มีส่วนร่วม“ปิดทองหลังพระ”ในปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นเฟื่องตัวน้อยที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าใคร นั่นก็คือ บรรดา”จิตอาสา”ทั้งหลายที่เข้าไปทำหน้าที่เต็มกำลัง ตั้งแต่งานครัวทำอาหารเติมเสบียง เติมพลังให้ทุกหน่วยงาน งานจัดระเบียบพื้นที่ต่างๆ จนถึงชาวบ้านที่อาสาพาปีนป่ายไปสำรวจยังจุดต่างๆ เพื่อให้ได้ทุกแนวทางในการค้นหา

กระทั่งถึงชาวบ้านและ“เกษตรกร”ในพื้นที่ใกล้เคียง“ถ้ำหลวง”ที่ประกาศความเสียสละเป็นเสียงเดียวกัน “ยินดีที่จะให้พื้นที่เรือกสวนไร่นาของพวกตน”รองรับปริมาณน้ำมหาศาลที่จำเป็นต้องสูบออกมาจากในถ้ำ แม้จะก่อผลกระทบให้น้ำท่วมที่นาและบ้านเรือน รวมถึงบางรายเพิ่งหว่านกล้าไปแล้ว ก็พร้อมรับเพราะต่างเห็นใจพ่อแม่ของเด็ก อยากให้เด็กๆปลอดภัย

เกษตรกรชาวบ้านเหล่านี้ พวกท่านก็เป็น“ฮีโร่”เช่นกัน!

ชสท.ลุยยกระดับชีวิตสมาชิก พัฒนาแอพ‘Co-op Click 4.0’รวบรวมผลผลิต-ตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349327

x

ชสท.ลุยยกระดับชีวิตสมาชิก พัฒนาแอพ‘Co-op Click 4.0’รวบรวมผลผลิต-ตลาด

วันพุธ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) เป็นองค์กรที่เกิดจากการรวมตัวของชุมนุมสหกรณ์ระดับจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งมีสมาชิกเป็นสหกรณ์การเกษตรและเกษตรกร โดยตลอดเวลาที่ผ่านมามีบทบาทในด้านการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือของสหกรณ์การเกษตรที่ให้บริการแก่สมาชิกอย่างครบวงจร ในด้านการส่งเสริมการผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต การตลาด ให้องค์ความรู้และสวัสดิการ ตามอุดมการณ์สหกรณ์

ด้าน นายศิริชัย ออสุวรรณ ประธานกรรมการ ชสท. กล่าวว่า ชสท. ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2495 ปัจจุบันได้ดำเนินการมาครบรอบ 66 ปีแล้ว สำหรับก้าวย่างต่อไปของ ชสท. ยังคงยึดมั่นอุดมการณ์และหลักการสหกรณ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สหกรณ์สมาชิกและเกษตรกรเป็นสำคัญ โดยยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ ได้แก่ โครงการตลาดสินค้าสหกรณ์ออนไลน์ ระยะที่ 2 หรือ Co-op Click 4.0 เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมผลผลิตและการตลาดระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-COMMERCE โดยได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการ เช่น สามารถเปลี่ยนภาษาได้ทั้ง ไทย จีน อังกฤษ พัฒนาโปรแกรมให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งยังปรับเปลี่ยนแพลทฟอร์มให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดมากขึ้น รองรับการจำหน่ายสินค้าจากสมาชิกและเกษตรกรสู่สากล สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ ยังมีโครงการข้าวแกงสหกรณ์ รุ่นที่ 5 ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนให้สหกรณ์สมาชิก จำหน่ายข้าวแกงในราคาพิเศษ เริ่มต้น 10 บาทให้กับสมาชิก พนักงานและคนในชุมชน โดยขณะนี้มีสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 117 สหกรณ์ และโครงการกระจายสินค้าสหกรณ์ชุมชน เพื่อแก้ปัญหาราคาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ โดยการนำสินค้าสหกรณ์ที่มีมาตรฐาน มีคุณภาพ ราคาที่เป็นธรรม จัดจำหน่ายให้กับเครือข่ายสหกรณ์ทุกประเภททั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล เป็นต้น เพื่อให้ขบวนการสหกรณ์และเกษตรกรมีความเข้มแข็งและเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนตลอดไป