แผนสร้างดรีมทีม เสริมทัพขับเคลื่อน สทนช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/350049

แผนสร้างดรีมทีม เสริมทัพขับเคลื่อน สทนช.

แผนสร้างดรีมทีม เสริมทัพขับเคลื่อน สทนช.

วันศุกร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 18.11 น.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ถือกำเนิดขึ้นมาช่วงปลายปี 2560

ไม่มีเวลาวางไข่ ฟักไข่ ตั้งไข่ คลอดแล้วต้องเดินได้ เอาชีวิตรอดได้ทันที

สำหรับ สทนช. คือการทำงานขับเคลื่อนตามภารกิจได้เลย  ซึ่งเป็นโมเดลการสร้างองค์กรที่มหัศจรรย์พันลึกที่ยากจะเห็นที่ไหน

เพราะบทบาทภารกิจ สทนช. กำกับดูแล ทั้งนโยบาย แผนงาน โครงการ และงบประมาณ  ต้องบูรณาการ 38 หน่วยงาน 7 กระทรวง ในการขับเคลื่อนเรื่องน้ำ แต่มีกำลังคนเพียงแค่หยิบมือเดียว สถานที่แสนคับแคบ  แทบผลัดกันนั่งทำงาน  อุปกรณ์ส่วนใหญ่ได้ของเก่าที่เขาโละให้มา ฯลฯ

เป็นหนังคนละม้วนกับความเป็นองค์กรน้ำแห่งชาติที่รัฐบาลมอบหมายภารกิจยิ่งใหญ่ให้ขับเคลื่อน

ความจริงองค์กรชนิดกดปุ่มปุ๊บ ทำงานปั๊บได้เลยอย่างนี้  ต้องได้รับการสนับสนุนเต็มเหนี่ยวในทุกด้าน ไม่ว่ากำลังคน งบประมาณ เครื่องมือเครื่องไม้ ไม่ใช่สภาพขาดแคลนอย่างนี้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรได้รับรู้ความจริงข้อนี้ในฐานะผู้ทำคลอด สทนช. มากับมือด้วยมาตรา 44

ในทางตรงกันข้าม การออกแบบองค์กรกับแรงสนับสนุนที่ไม่สมดุลกัน จะทำให้คนแค่หยิบมือเดียวเหล่านี้ ค่อยๆ หมดแรงกายและหมดใจกับภารกิจยิ่งใหญ่ระดับชาติ

สุดท้าย สทนช. อาจไม่สามารถเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำประเทศตามเจตนารมณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้

ท่ามกลางความยากลำบากนี้ สำนักงานข้าราชการพลเรือน (กพ.) ยังเลือก สทนช. เป็นหน่วยงานแรกของโครงการพัฒนานักยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปประเทศเชิงบูรณาการ (Strategist Development Program)

พูดเข้าใจง่ายๆ คือการสร้างนักยุทธศาสตร์ป้อน สทนช.

เหตุผลทางการคือเป็นองค์กรใหม่ ขาดแคลนกำลังคน แต่เหตุผลที่ลึกลงไปน่าจะเป็นด้วยลักษณะงานของ สทนช. เป็นหน่วยงานบูรณาการ และน่าจะเห็นความตั้งใจขับเคลื่อนขององค์กร โดยเฉพาะผู้นำ สทนช. อย่าง ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ที่สามารถผลักดัน สทนช. ให้เป็นตัวตนได้ในเวลาอันน้อยนิด

คนหยิบมือเดียวที่มีอยู่ แก่นแกนมาจากกรมชลประทานและกรมทรัพยากรน้ำ

แต่คนที่ต้องการตามโครงการนี้คือมันสมองที่จะเป็นดรีมทีมช่วยขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

สทนช. เป็นส่วนราชการ แต่ทำงานไม่ต่างจากเอกชน ทำงานหนักแข่งกับเวลาที่มีตั้งแต่เรื่องเฉพาะหน้าใหญ่ๆ เช่น ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ยุทธศาสตร์น้ำของประเทศทั้ง 20 ปี 12 ปี และ 5 ปี ไล่ไปจนกระทั่งการรับมือฤดูน้ำหลากที่กำลังมาถึง

ถ้าทำงานแบบราชการทั่วไป ป่านนี้ สทนช. คงมีจุดจบอย่างที่มีคนปรามาสไว้ตั้งแต่จัดตั้งขึ้นมาว่า จะไปได้สักกี่น้ำ

ทำงานแบบเอกชนแล้ว ยังต้องคิดนอกกรอบ ต้องไปไกลในฐานะหน่วยงานกำกับหรือ Regulator ที่เข้าใจและรู้เท่าทันหน่วยงานปฏิบัติ หรือ Operator ที่ไม่เคยมีใครกำกับเช่นนี้มาก่อน

ไม่เช่นนั้น ไม่อาจบูรณาการงานด้านน้ำได้เลย นอกจากเป็นเจว็ดอย่างเดียว

นักยุทธศาสตร์จะหากันได้ที่ไหน กพ. เอง หรือ สทนช. ก็ไม่รู้ แต่ไม่ลองไม่รู้ จัดทำโครงการเสร็จประกาศรับสมัครข้าราชการพลเรือนเป็นนักยุทธศาสตร์ 14 คน ลุ้นว่าจะมากันกี่คน แต่ผิดคาดเพราะมาสมัครมากถึง 130 คน

เป็นความมหัศจรรย์เช่นกัน

สทนช. ต้องการนักยุทธศาสตร์ฯ สำหรับงาน 3 ด้านสำคัญ

หนึ่ง  ยุทธศาสตร์น้ำที่ต้องเกี่ยวเนื่องกับมิติด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG) และมิติด้านเศรษฐกิจและสังคม มากกว่าเรื่องน้ำโดดๆ โดยลำพัง ต้องชัดเจนในเป้าหมายและตัวชี้วัดให้ถึงผลสัมฤทธิ์

สอง คลังข้อมูล ซึ่งมีข้อมูลมากมาย เป็น Big Data ที่ชอบพูดกันเอิกเกริก แต่ยากจะหาคนชำนาญในการบริหารจัดการข้อมูลนี้ไปใช้ประโยชน์ด้านการบริหารจัดการน้ำได้อย่างจริงจัง ถ้าใช้เป็นจะเกิดคุณูปการสำหรับประเทศไทยอีกมากมาย ดังเช่นธุรกิจเอกชนทำมาแล้ว

สาม กฎหมาย เฉพาะ สทนช. มีร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ….. ที่ยังไม่สะเด็ดน้ำทีเดียว ต้องศึกษากรอบแนวคิด และร่างอนุบัญญัติหรือกฎหมายลูกออกมาอีกทอดหนึ่ง รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ภาพงานเหล่านี้ชี้ชัดว่า สทนช. ต้องการดรีมทีมแต่ละชุดมาดำเนินภารกิจเหล่านี้ให้สำเร็จลุล่วง เพราะล้วนเป็นทิศทางใหญ่ขององค์กรที่จะรองรับอนาคตของ สทนช. ทั้งสิ้น

น่ายินดีที่คนสมัครเข้ามาเป็นนักยุทธศาสตร์เป็นคนหนุ่มสาวไฟแรง การศึกษาดี บางคนเป็นนักเรียนทุน เหตุผลหนึ่งที่มาสมัครคือ ต้องการทำงานที่ท้าทายความรู้ความสามารถ ซึ่งที่ทำงานเดิมอาจมีข้อจำกัดไม่สามารถเปล่งศักยภาพออกมาได้ แต่เวที สทนช. โจทย์ชัดเจนกว่า เปิดช่องได้มากกว่า เพราะ สทนช. ต้องการมุมมองนอกกรอบด้วย

เพราะ สทนช. มีฐานะเป็น Regulator ต้องวางแผนการเล่นให้ Operator ได้ และประสบชัยชนะคือประชาชนและประเทศได้รับประโยชน์ตามแผนที่วางไว้

งานของ สทนช. จึงเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญที่ไม่อาจปล่อยให้ดิ้นรนกันเองแต่ลำพัง โดยเฉพาะรัฐบาลต้องสนับสนุนการทำงานอย่างเต็มที่

อย่าลืมว่า สทนช. ก็เป็นหน้าตาของรัฐบาล  ถ้าสำเร็จก็ถือเป็นผลงานที่สำคัญที่สามารถบริหารจัดการน้ำของประเทศที่เผชิญปัญหาแต่ละหน่วยงาน ต่างคน ต่างทำ มาโดยตลอด  แต่หากไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างที่ตั้งใจไว้ รัฐบาลเองก็ต้องหันกลับมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นด้วย

 

‘ปศุสัตว์’ลงพื้นที่ฟาร์มสระบุรี อายัดโคเนื้อ120ตัว หลังตรวจพบ’สารเร่งเนื้อแดง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/350014

'ปศุสัตว์'ลงพื้นที่ฟาร์มสระบุรี อายัดโคเนื้อ120ตัว หลังตรวจพบ'สารเร่งเนื้อแดง'

‘ปศุสัตว์’ลงพื้นที่ฟาร์มสระบุรี อายัดโคเนื้อ120ตัว หลังตรวจพบ’สารเร่งเนื้อแดง’

วันศุกร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 16.14 น.

6 ก.ค.61 ชุดเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาสารเร่งเนื้อแดง ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี สำนักงานปศุสัตว์เขต 1 ด่านกักกันสัตว์สระบุรี และกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ ได้เข้าตรวจสอบฟาร์มโคเนื้อ ณ หทัยฟาร์ม เลขที่ 25 หมู่ที่ 4 ต.งิ้วงาม อ.เสาไห้ จ.สระบุรี โดยเก็บตัวอย่างปัสสาวะโคเนื้อ จำนวน 3 ตัวอย่าง ทดสอบด้วยชุดทดสอบภาคสนาม (strip test) ให้ผลเป็นบวกต่อสารเร่งเนื้อแดงทั้ง 3 ตัวอย่าง จึงดำเนินการอายัดโคเนื้อ จำนวน 120 ตัว อาหารสัตว์ และสารผสมล่วงหน้าในอาหารสัตว์ไว้ และนำตัวอย่างปัสสาวะโคเนื้อทั้ง 3 ตัวอย่าง ส่งตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘สสก.6’เดินหน้าปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่การเป็นผู้ประกอบการ-ผู้นำด้านเกษตร‘4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349813

รายงานพิเศษ : ‘สสก.6’เดินหน้าปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่การเป็นผู้ประกอบการ-ผู้นำด้านเกษตร‘4.0’

รายงานพิเศษ : ‘สสก.6’เดินหน้าปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่การเป็นผู้ประกอบการ-ผู้นำด้านเกษตร‘4.0’

วันศุกร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากนโยบายของรัฐบาลในการดูแลลูกหลานของเกษตรกร โดยการพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่เกษตรยุคใหม่ ผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือ การบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชน โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่จบภาคการเกษตร มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการเกษตรทั้งระบบ เพื่อความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการเกษตร การพึ่งพาตนเอง และการแข่งขันทางการค้าในอนาคต

โดยความสามารถของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจากทำมากได้น้อยเป็นทำน้อยได้มาก สอดคล้องกับโมเดล Thailand 4.0 เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการเกษตรแบบดั้งเดิมไป สู่การเกษตรสมัยใหม่ เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) และการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) มีการใช้วิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และพัฒนา แล้วต่อยอดเป็น กลุ่มอาหารเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture & Bio-Tech) ซึ่งเป็น platform ในการสร้าง New Startups ด้านเทคโนโลยีการเกษตร การเปลี่ยนสินค้าเกษตรให้เป็นอาหารสุขภาพหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีมูลค่าสูง ตลอดจนการใช้ ICT เพื่อการพัฒนา Digital Market

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีนโยบายปฏิรูปการเกษตรของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ ที่จะต้องดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในด้านการพัฒนา ทั้งประโยชน์ในการบริหารจัดการด้านการเกษตรและประโยชน์เพื่อเกษตรกรที่จะได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ มีทิศทางการดำเนินงานตามกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2561 ในการสร้างสมดุลของการพัฒนาและส่งเสริมการเกษตรตลอดเส้นทางของการเป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตร (The whole process of agri-industry) โดยเกษตรกรคือผู้ประกอบการด้านการเกษตร ซึ่งตั้งแต่ปี 2557 ได้ดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเชื่อมโยงเครือข่าย โดยให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง” และมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” ปัจจุบันมีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 9,249 ราย ผ่านการประเมินคุณสมบัติเป็น Young Smart Farmer จำนวน 7,598 ราย และพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ รวม ปี 2561 มีประมาณ 940 ราย ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาต่อยอดให้ Young Smart Farmer เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ที่มีการบริหารจัดการการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรและองค์กรเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง และดำเนินงานด้านการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ชุมชนเติบโตทางเศรษฐกิจจากฐานการเกษตรได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและพัฒนา Young Smart Farmer ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม ฐานข้อมูล (Big Data) และเครือข่ายในการทำธุรกิจเกษตร รวมทั้งเป็นผู้นำด้านเกษตร 4.0 และเพื่อพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่สู่การเกษตรตามมาตรฐานสินค้าและการตลาดสากล สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้จัดให้มีการอบรมหลักสูตรผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแพร่นครา อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยอบรมดังกล่าวจะเน้นในการสร้างแนวคิดเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และการทดสอบผลิตภัณฑ์กับกลุ่มเป้าหมาย การเจรจาต่อรอง ฯลฯ และจะมีการอบรมอีกครั้งในเวทีที่ 2 เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความพร้อมมากยิ่งขึ้นในการเป็นผู้ประกอบการเกษตรต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : หมูป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349807

281225166

เลาะรั้วเกษตร : หมูป่า

วันศุกร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มาถึงวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก 13 นักเตะและโค้ช “หมูป่าอะคาเดมี” นักฟุตบอลเยาวชนของ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เป็นเวลาเกือบ 10 วัน จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก มีทีมค้นหาจากหลายประเทศเข้ามาช่วยเหลือ

แม้ตอนนี้จะพบตัวหมูป่าทั้ง 13 ชีวิตแล้ว แต่ยังไม่สามารถนำทุกคนออกมาจากถ้ำได้ เพราะเส้นทางออกจากถ้ำมีระดับน้ำสูงอยู่ แม้จะระดมสูบน้ำออกทุกทิศทาง ก็ยังไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ ตราบใดที่ฝนยังไม่หยุดตก และ การจะให้หมูป่าทุกคนดำน้ำออกมาในขณะที่ร่างกายยังไม่พร้อม หรือบางคนดำน้ำไม่เป็น ก็อาจจะเป็นอันตราย

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ “น้ำ” คือสาเหตุสำคัญ สาเหตุที่ทำให้หมูป่าติดอยู่ในถ้ำ สาเหตุที่ต้องนำหน่วยรบพิเศษทางเรือ หรือ SEAL เข้ามาช่วยโดยดำน้ำเข้าไปค้นหา สาเหตุที่ต้องนำนักดำน้ำในถ้ำที่เก่งที่สุดในโลกมาช่วย สาเหตุที่ต้องระดมเครื่องสูบน้ำที่มีประสิทธิภาพที่สุดจากทุกหน่วยงานมาช่วยสูบน้ำออกจากถ้ำ แต่ฝนก็ยังตกต่อเนื่องเติมน้ำเข้ามาในถ้ำตลอดเวลา

ที่น่าสังเกต คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ “น้ำ” ดูจะขยับตัวช้าไปสักนิด ไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทาน ของอธิบดี ทองเปลว กองจันทร์ ที่นำเครื่องสูบน้ำเข้าไปช่วยเหลือในวันที่ 26 มิถุนายน หรือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ของเลขาธิการ สมเกียรติ ประจำวงษ์ ที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของพื้นที่รองรับน้ำที่ระบายออกมาจากถ้ำหลวง เอาเมื่อหลังพบหมูป่าทั้ง 13 คนแล้ว

หน่วยงานทั้ง 2 น่าจะเชี่ยวชาญเรื่องน้ำ จนสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการระบายน้ำออกจากถ้ำได้โดยไม่ต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการระบายน้ำออกจากถ้ำเข้าพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน และทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช เร่งให้ระบายน้ำออกจากพื้นที่เกษตรอีกต่อหนึ่ง แม้ว่าชาวบ้านจะเต็มใจให้พื้นที่ของตนเป็นที่รับน้ำจากถ้ำหลวงได้ เพื่อช่วยเหลือ 13 หมูป่า ก็ตาม

ณ วันนี้ จากข้อมูลการสำรวจของจังหวัดเชียงราย พบว่าในอำเภอแม่สาย มีพื้นที่นาข้าวที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลศรีเมืองชุม ตำบลโป่งผา และ ตำบลบ้านด้าย จำนวน 1,600 ไร่ และอาจจะมีเพิ่มเติมอีก เพราะการสูบน้ำออกจากถ้ำหลวงยังดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง

รมว.กฤษฎา บุญราช บอกจะช่วยเยียวยาเกษตรกร ไร่ละ 1,100 บาท โดยใช้งบประมาณของจังหวัด พร้อมทั้งให้กรมการข้าว ของ อธิบดี อนันต์ สุวรรณรัตน์ เตรียมพันธุ์ข้าวไว้ให้เกษตรกร และให้กรมชลประทาน ระบายน้ำออกจากพื้นที่ลงแม่น้ำแม่สาย หรือ แม่น้ำม่อนแจ่มต่อไปด้วย

จากภารกิจค้นหาทีมหมูป่าอะคาเดมี ในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายครั้งนี้ อาจจะสร้างวีรบุรุษขึ้นหลายคน แต่สิ่งที่น่าจะทำคือ การถอดบทเรียนออกมาเป็นถ้ำหลวงโมเดล หรือ หมูป่าโมเดล สำหรับการเผชิญเหตุในครั้งต่อไป แม้ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก แต่ก็อาจจะเกิดขึ้นได้….

ออกจากถ้ำได้เมื่อไร ไปฉลองกันที่พัทยา…นะหมูป่า…

แว่นขยาย

สสก.8เชิดชูเกียรติอาสาสมัคร ช่วยหนุนเสริมเกษตร7จว.ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349808

สสก.8เชิดชูเกียรติอาสาสมัคร  ช่วยหนุนเสริมเกษตร7จว.ใต้

สสก.8เชิดชูเกียรติอาสาสมัคร ช่วยหนุนเสริมเกษตร7จว.ใต้

วันศุกร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธาร นวลนึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 (สสก.8) จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สสก.8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้จัดเวทียกย่องเชิดชูเกียรติอาสาสมัครเกษตร ในช่วงระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน ถึง 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน แก่อาสาสมัครเกษตร/อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร กระบี่ พังงา ระนอง และภูเก็ต โดยมี นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธาน

นายปัญญา ประดิษฐสาร ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาบุคลากร สสก.8 สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ภายในงานมีกิจกรรมน่าสนใจหลายเรื่อง อาทิ การเสวนาเรื่องผู้นำเกษตรกรกับการพัฒนาการเกษตรไทยในอนาคต การฝึกอาชีพระยะสั้นด้านการเกษตร การสาธิตด้านการเกษตรและแปรรูป การบรรยายเรื่องการบริหารจัดการผักปลอดภัยเชิงธุรกิจ นิทรรศการอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านต้นแบบ และนิทรรศการส่งเสริมการเกษตรในวาระ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งการจัดเวทีครั้งนี้ เชื่อว่าจะทำให้อกม.มีขวัญกำลังใจ และทัศนคติที่ดี ให้ความร่วมมือพัฒนางานด้านการเกษตร เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากสาธารณชนทั่วไป สามารถถ่ายทอดความรู้ เป็นแบบอย่างในการประกอบอาชีพเกษตร สร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ และเป็นผู้ประสานงานเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรสู่เกษตรกรเป้าหมายในชุมชนต่อไป

นายมิตร ยอดทอง ผอ.กลุ่มวิชาการส่งเสริมการเกษตร สสก.8 สุราษฎร์ธานี กล่าวเสริมว่า สสก.8 ยังได้จัดกิจกรรมการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาดในการเกษตร GAP โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาสินค้าเกษตรสู่ไทยแลนด์ 4.0, การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาคุณภาพสินค้าสู่มาตรฐาน GAP และการเชื่อมโยงสู่ตลาดที่สูงขึ้น, การเชื่อมโยงตลาดระหว่างผู้ผลิตสินค้า GAP กับผู้ประกอบการ ซึ่งผลจากการอภิปรายจะใช้เป็นแนวทางนำไปขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

พัฒนาอาหารกลางวันเด็กรร.ตชด. เกษตรฯสร้างอาคารจัดการผลผลิต‘GMP’ก่อนถึงครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349811

x

พัฒนาอาหารกลางวันเด็กรร.ตชด. เกษตรฯสร้างอาคารจัดการผลผลิต‘GMP’ก่อนถึงครัว

วันศุกร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดกิจกรรม “สร้างรอยยิ้มให้น้องในโรงเรียน ตชด.” โดยสร้างอาคารที่ได้รับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด และหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร หรือ GMP ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารมาอย่างต่อเนื่อง และในวาระที่กรมส่งเสริมการเกษตร ครบรอบ 50 ปี โดยสร้างอาคารตามนามที่ได้รับพระราชทานว่า “เกษตรสิริสุข” หมายถึงสถานที่แห่งความสุขและความเป็นมงคลด้านการเกษตร เพื่อให้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมีสถานที่ในการถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรให้กับนักเรียน สามารถจัดการผลผลิตทางการเกษตรของโรงเรียนอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด และหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร

โดยกิจกรรม “สร้างอาคารสืบสานปณิธานเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน” เพื่อเป็นสถานที่ในการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรให้กับนักเรียนที่เหมาะสม และสามารถจัดการผลผลิตทางการเกษตรของโรงเรียนอย่างเป็นระบบ มีความจำเป็นในการจัดฝึกอบรมเรื่อง มาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด (Good Manufacturing Practices for Packing House of Fresh Fruits and Vegetables) และหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GoodManufacturingPractice) ให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถดำเนินการในการขอรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด และหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารได้ และบริหารจัดการอาคารตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ดี ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถดำเนินการในการขอรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด และหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารได้

สำหรับการจัดฝึกอบรมในหัวข้อดังกล่าว มีเป้าหมายเป็นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานส่งเสริมเคหกิจเกษตรระดับอำเภอ และจังหวัด ในพื้นที่เป้าหมาย 5 จังหวัด (จังหวัดเชียงราย สงขลา สระแก้ว นครพนม และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) และครูจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในพื้นที่เป้าหมาย 5 จังหวัด รวมถึงผู้แทนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ในพื้นที่เป้าหมาย 5 จังหวัด โดยมีวิทยากรเป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสังกัด กองพัฒนาเกษตรกร และกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร เป็นผู้จัดฝึกอบรม โดยจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 10-13 กรกฎาคม 2561 ณ แสนปาล์ม เทรนนิ่ง โฮม จังหวัดนครปฐม

ขยายผล‘โคกหนองนาโมเดล’ ผุดแปลงสาธิตเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์-ต่อยอดศาลพระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349809

x

ขยายผล‘โคกหนองนาโมเดล’ ผุดแปลงสาธิตเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์-ต่อยอดศาลพระราชา

วันศุกร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เพื่อร่วมการอบรมหลักสูตรการออกแบบพัฒนาระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชา โคก หนองนา โมเดล รุ่นที่ 2 เพื่อหาแนวทางการนำศาสตร์พระราชาไปประยุกต์ใช้ปรับพื้นที่การเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่ โดยให้ความรู้ด้านการจัดการน้ำ ให้ผู้ร่วมอบรมได้ฝึกคิดและคำนวณปริมาณน้ำฝนให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตน นอกจากนี้ยังมีทีมวิศวกรและสถาปัตยกรรมของกรมชลประทาน ช่วยออกแบบแปลงเกษตรกรรมตามแบบ โคก หนอง นา ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของเกษตรกรที่ร่วมอบรม

สำหรับโครงการพัฒนาระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชา โคก หนองนา โมเดล นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 5 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี(ห้วยโสม) ลุ่มน้ำป่าสัก ซึ่งในส่วนของกรมชลประทานรับผิดชอบในพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำปราจีนบุรี (ห้วยโสมง) และลุ่มน้ำป่าสัก ซึ่งที่ผ่านมากรมชลประทานได้มีการดำเนินโครงการ จนประสบความสำเร็จในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี (ห้วยโสมง) จังหวัดปราจีนบุรี มาแล้ว และนำมาต่อยอดในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักเป็นครั้งที่ 2 เพื่อสร้างตัวอย่าง “โคก หนองนา โมเดล” ไว้ในบริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่เกษตรกรสามารถเรียนรู้และเข้าใจในศาสตร์พระราชา และสามารถร่วมกันพัฒนาการเกษตรให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการน้ำได้อย่างยั่งยืนต่อไป

นายวิวัฒน์กล่าวต่อว่า โครงการโคก หนองนา โมเดล เป็นแนวคิดและแนวทางที่เหมาะสมกับสภาพชีวิตของคนไทย ที่มีอาชีพเกษตรกรรมเป็นรากฐานของสังคม ซึ่งได้น้อมนำพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ด้านการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการบริหารจัดการน้ำและพื้นที่การเกษตรผสมผสานกับภูมิปัญญาพื้นบ้านได้อย่างสอดคล้อง โดยนำมาปรับเป็นคำพูดที่ง่ายต่อการเข้าใจแล้วนำไปสอนและถ่ายทอดแก่เกษตรกร เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อพื้นฐานชีวิตมีความมั่นคงแล้ว ชีวิตคนไทยจึงจะมั่นคง และยั่งยืนตลอดไป

ฝนหลวงฯเติมน้ำบาดาลได้ผลช่วยพื้นที่แล้งซ้ำซาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349882

ฝนหลวงฯเติมน้ำบาดาลได้ผลช่วยพื้นที่แล้งซ้ำซาก

ฝนหลวงฯเติมน้ำบาดาลได้ผลช่วยพื้นที่แล้งซ้ำซาก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 21.24 น.

5 ก.ค.61 นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบาดาล ระหว่างกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ว่า ความร่วมมือระยะ 3 ปี เพื่อหามาตรการรองรับภาวะวิกฤต และความต้องการใช้น้ำบาดาลที่เพิ่มมากขึ้น โดยนำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานมาบูรณาการ เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร ประชาชน และประเทศชาติ

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงฯ กล่าวว่า มีภารกิจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดการกระจายตัวของฝนในปริมาณที่เหมาะสม และบรรเทาภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำ ทั้งน้ำบนฟ้า น้ำผิวดิน และน้ำใต้ดิน  ถือเป็นการต่อยอดการทำงานร่วมกันขยายผลไปพื้นที่อื่นทั่วประเทศ หลังจากที่ร่วมมือบูรณาการเมื่อวันที่ 25 ม.ค.61 ในพื้นที่เป้าหมายเติมน้ำบาดาลลงสู่ใต้ดินตามธรรมชาติ ประเมินผลการดำเนินงานภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบาดาล สามารถรองรับภาวะวิกฤติ และมีความต้องการใช้น้ำบาดาลในกิจกรรมต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

ต่อจากนั้น นายวิวัฒน์ ได้เยี่ยมชมการดำเนินงานช่วยเหลือพื้นที่เกษตรประสบภัยแล้งซ้ำซาก ณ บ้านหนองระกำ หมู่ 5 ต.เขาชายธง อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ ซึ่งอยู่นอกเขตชลประทาน และเป็นเขตเงาฝน เพาะปลูกอ้อยได้เพียง 1 รอบต่อปี ผลผลิตต่ำ เป็นหนี้สินเพราะมีรายได้ไม่เพียงพอ เกิดการละทิ้งถิ่นฐาน ภายหลังเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ ทำให้การปลูกอ้อยที่ได้รับน้ำบาดาลมาช่วยเสริมมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เกษตรฯเปิดขั้นตอนช่วยเหลือพื้นที่ภัยพิบัติ รับผลกระทบสูบน้ำ’ถ้ำหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349857

เกษตรฯเปิดขั้นตอนช่วยเหลือพื้นที่ภัยพิบัติ รับผลกระทบสูบน้ำ'ถ้ำหลวง'

เกษตรฯเปิดขั้นตอนช่วยเหลือพื้นที่ภัยพิบัติ รับผลกระทบสูบน้ำ’ถ้ำหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 19.55 น.

เกษตรฯ เปิดขั้นตอนช่วยเหลือพื้นที่ภัยพิบัติ รับผลกระทบจากสูบน้ำถ้ำหลวงฯ พร้อมสนับสนุนพันธุ์ข้าวปลูกใหม่ให้เกษตรกรพื้นที่รับน้ำถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน 1,397 ไร่ 101 ราย ยินดีรับความเสียหายช่วย 13 ชีวิตรอดปลอดภัย กำชับเจ้าหน้าที่ กษ.ลงพื้นที่ติดตามอย่างใกล้ชิด

5 ก.ค.61 นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้สำรวจเบื้องต้นพบว่า มีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำฝนที่ตกสะสมและปริมาณน้ำที่สูบออกจากถ้ำหลวงลงลำธารสาธารณะ จำนวน 1,397 ไร่ เกษตรกร 101 ราย การช่วยเหลือได้ยึดหลักปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2556 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือชดเชยความเสียหาย โดยต้องเป็นเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย จำนวนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิง รายละไม่เกิน 30 ไร่ อัตราการช่วยเหลือตามระเบียบ คือ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท

สำหรับขั้นตอนและวิธีการดำเนินการให้ความช่วยเหลือ เมื่อเกิดภัยพิบัติ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือ และผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอประกาศให้เกษตรกรยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ01) และมีการรับรองโดยผู้นำท้องถิ่น และตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจริงกับทะเบียนเกษตรกร ด้วยคณะกรรมการตรวจสอบระดับหมู่บ้าน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะบันทึกข้อมูล และติดประกาศคัดค้านไม่น้อยกว่า 3 วัน โดยเสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติระดับอำเภอหรือจังหวัด (ก.ช.ภ.อ./ก.ช.ภ.จ.) พิจารณาให้ความช่วยเหลือ วงเงินทดรองอยู่ในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่เกิน 20 ล้านบาท ซึ่งหากไม่เพียงพอ จะนำเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอใช้เงินทดรองราชการ ในอำนาจปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงิน 50 ล้านบาท และเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยจะโอนผ่านบัญชีของเกษตรกรโดยตรง

“ระหว่างนี้ให้เกษตรกรมาแจ้งความเสียหายตามแบบยื่นความจำนง และคณะกรรมการตรวจสอบความเสียหายจากภัยพิบัติด้านพืชระดับหมู่บ้านจะลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายที่แท้จริงเป็นรายแปลง ทุกแปลง คาดว่า ภายในวันที่ 26 ก.ค.61 ตามแผน จะสามารถจัดประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัดเชียงราย (ก.ช.ภ.จ.ชร.) เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ได้กำชับให้เกษตรจังหวัดติดตามและทำความเข้าใจทุกครัวเรือน ซี่งเป็นที่น่ายินดีเพราะเกษตรกร ให้พื้นที่กำลังปลูกข้าวเป็นแหล่งรับน้ำจากถ้ำหลวง โดยทุกคนบอกว่า ข้าวปลูกใหม่ได้ แต่ชีวิตคนไม่สามารถเกิดใหม่ได้” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

บุกจับยกแก๊งมอดไม้!ยึดพะยูงมูลค่านับล้าน ซุกริมสระข้างถนนจ่อส่งนายทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/349691

บุกจับยกแก๊งมอดไม้!ยึดพะยูงมูลค่านับล้าน ซุกริมสระข้างถนนจ่อส่งนายทุน

บุกจับยกแก๊งมอดไม้!ยึดพะยูงมูลค่านับล้าน ซุกริมสระข้างถนนจ่อส่งนายทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 11.32 น.

5 ก.ค.61 พ.ต.อ.สัมภาษณ์ ศรีจันทึก ผกก.สภ.สตึก จ.บุรีรัมย์ พ.ต.ท.บุญศักดิ์ คิดสงวน รอง ผกก.สส.สภ.สตึก พ.ต.ท.นิติพงษ์ สีทาเลิศ สวป.สภ.สตึก พ.ต.ต.กรกช จงนิมิตสถาพร สว.สส.สภ.สตึก นายชาติชาย สุวรรณชาติ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ บร.3 (ประโคนชัย) ฝ่ายปกครอง อ.สตึก เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ รส. ร.23 พัน 4 ตำรวจ กก.3 ปทส. และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ร่วมกันแถลงข่าวการตรวจยึดไม้พะยูงขนาดใหญ่ที่ถูกตัดเป็นท่อน และที่แปรรูปเป็นเหลี่ยมแล้ว รวมจำนวน 35 ท่อน/เหลี่ยม ที่หน้า สภ.สตึก จ.บุรีรัมย์

หลังจากเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.สตึก จ.บุรีรัมย์ นำโดย พ.ต.ต.กรกช จงนิมิตสถาพร สว.สส.สภ.สตึก ได้สนธิกำลังกับปกครองอำเภอสตึก เจ้าหน้าที่ป้องกันรักษาป่าที่ บร.3 (ประโคนชัย) เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 3 บก.ปทส.สายตรวจจังหวัดบุรีรัมย์ และชุดปฏิบัติการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ร.23 พัน 4 ได้เข้าตรวจสอบบริเวณ ริมสระน้ำข้างถนนสาย 2226 สตึก-แคนดง ตรงข้ามบ้านเลขที่ 99 หมู่ 8 ต.นิคม อ.สตึก  หลังได้รับแจ้งจากสายว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์ 4 คน ลักลอบนำไม้หวงห้ามเข้ามาทำการแปรรูป เพื่อจำหน่าย

เมื่อเข้าไปถึงพบตัวผู้กระทำผิดเป็นชาย 4 คน ในที่เกิดเหตุ ยังพบไม้พะยูงขนาดใหญ่ที่ถูกตัดเป็นท่อน และที่แปรรูปเป็นเหลี่ยมแล้ว กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ภายในบริเวณเพิงริมสระน้ำ และในป่านับได้รวมจำนวน 35 ท่อน/เหลี่ยม ทั้งนี้ยังพบรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีแดง ทะเบียน กฉ 4135 กาฬสินธุ์ จำนวน 1 คัน เครื่องปั่นไฟจำนวน 1 เครื่อง , เลื่อยโซ่ไฟฟ้า จำนวน 1 เครื่อง เลื่อยมือ จำนวน 3 ปื้น และมีดอีโต้ จำนวน 1 เล่ม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ ได้ทำการจับตัวผู้กระทำผิด 4 คน ทราบชื่อ คือ นายโยธิน เที่ยงโยธา อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 149 หมู่ 4 ต.ดงเย็น อ.เมือง จ.มุกดาหาร นายสำลอง ดีดวงพันธ์ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 84 หมู่ 10 ต.ดงเย็น อ.เมือง จ.มุกดาหาร นายจำเนียร ธิมาชัย อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 23 หมู่ 14 ต.ยอดแกง อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ และนายสมบัติ ทิพวัจนา อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 13 หมู่ 10 ต.ดงเย็น อ.เมือง จ.มุกดาหาร

พร้อมตรวจยึดไม้พะยูง และอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำผิด ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.สตึก  ดำเนินคดีตามกฎหมาย ในข้อหา “ร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันครอบครองไม้หวงห้ามอันยังได้แปรรูป(ไม้ท่อน) โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนไม้ของกลางส่งมอบให้หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ บร.3 (ประโคนชัย) ทำการเก็บรักษาต่อไป

เจ้าหน้าที่คาดว่า กลุ่มแก๊งมอดไม้ที่ถูกจับกุม และไม้พะยูงที่ทำการตรวจยึดได้ในครั้งนี้ เป็นฝีมือของกลุ่มแก๊งมอดไม้ที่ลักลอบตัดจากพื้นที่ป่า แล้วมาทำการแปรรูปเพื่อเตรียมลำเลียงส่งขายนายทุน แต่มาถูกเจ้าหน้าที่จับกุม และตรวจยึดได้เสียก่อน ทั้งนี้คาดว่า หากสามารถลำเลียงส่งขายทุนได้จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าล้านบาท