รายงานพิเศษ : ‘สกก.ศรีเสลี่ยม จำกัด’ปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชส่งออก ตอบโจทย์ตลาดคนรักสุขภาพ-สร้างรายได้ตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350530

รายงานพิเศษ : ‘สกก.ศรีเสลี่ยม จำกัด’ปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชส่งออก  ตอบโจทย์ตลาดคนรักสุขภาพ-สร้างรายได้ตลอดปี

รายงานพิเศษ : ‘สกก.ศรีเสลี่ยม จำกัด’ปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชส่งออก ตอบโจทย์ตลาดคนรักสุขภาพ-สร้างรายได้ตลอดปี

วันอังคาร ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กล้วยหอมเขียวคาเวนดิช นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการส่งออกมากที่สุดถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ในตลาดโลก โดยประเทศที่ส่งออกกล้วยชนิดนี้มากที่สุด คือ เอกวาดอร์ รองลงมาคือ ฟิลิปปินส์ สำหรับในประเทศไทย กล้วยพันธุ์นี้ถือเป็นกล้วยหอมน้องใหม่ที่เกษตรกรเริ่มหันมาปลูกเพื่อการส่งออก เนื่องจากในหลายประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ นิยมบริโภคกล้วยหอมชนิดนี้มากกว่ากล้วยชนิดอื่น เพราะมากด้วยคุณค่าทางยาและโภชนาการ

สหกรณ์การเกษตรศรีเสลี่ยม จำกัด จังหวัดสุโขทัย เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกหันมาปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชเพื่อการส่งออก และแปรรูปขายในประเทศ โดยเน้นตลาดคนรักสุขภาพ เป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกหลังการทำนา

นายวีรวิชญ์ ศรีปา ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรศรีเสลี่ยม จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาชิกส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นการทำนาเป็นหลัก แต่หลายปีที่ผ่านมา ราคาไม่ดีนัก ประกอบกับสภาพดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้ผลผลิตและรายได้น้อยลง มีเพียงพอแค่ใช้จ่ายในครัวเรือนเท่านั้น ดังนั้น จึงได้ลองส่งเสริมให้สมาชิกปลูกกล้วยหอมเขียวคาเวนดิชเพื่อส่งออก เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดและแนวโน้มการส่งออกค่อนข้างดี โดยเริ่มปลูกเมื่อปีที่แล้ว ลองผิดลองถูกด้วยตนเองก่อน แล้วค่อยๆส่งเสริมให้สมาชิกที่สนใจปลูก ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมโครงการจำนวน 10 ราย พื้นที่มากกว่า 30 ไร่ โดยสหกรณ์จะมีการปล่อยสินเชื่อเพื่อให้สมาชิกกู้ไปลงทุน จำนวน 20,000 บาทต่อไร่ และคิดดอกเบี้ยพิเศษ นอกจากนั้นยังมีคู่มือการปลูก กล้าพันธุ์ พร้อมทั้งส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลให้คำแนะนำแก่สมาชิกถึงในแปลงอีกด้วย

“การปลูกกล้วยต่างจากการปลูกข้าว คือ กล้วยสามารถแตกหน่อ ขยายต้นได้เรื่อยๆ โดย 1 หน่อ ขยายได้ถึง 3 รุ่น การลงทุน 1 ไร่ ประมาณ 18,000 บาท ใช้หน่อกล้วยในการปลูก 320 ต้นต่อไร่ ราคาหน่อละ 35-40 บาท อีกทั้งยังต้องมีการเตรียมดิน ใส่ปุ๋ย ซึ่งการเตรียมแปลงต้องทำดินให้ร่วนซุยมากที่สุด เว้นระยะปลูก 2×2 เมตร ทั้งนี้ ปีแรกอาจจะลงทุนมากหน่อย แต่ในปีต่อไปการลงทุนจะน้อยลงเรื่อยๆ นอกจากนี้สหกรณ์ยังส่งเสริมให้สมาชิกหมักจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใช้เอง เพื่อช่วยลดต้นทุน และถ่ายทอดให้สมาชิกรู้จักการบริหารจัดการแปลงที่ดี ซึ่งที่ผ่านมาสมาชิกสามารถคืนทุนและมีกำไรตั้งแต่รุ่นแรก บางรายมีรายได้ไร่ละ 50,000 บาท และคาดว่าในระยะเวลา 2-3 ปี สามารถสร้างรายได้มากกว่า 100,000 บาทต่อไร่เลยทีเดียว” นายวีรวิชญ์ กล่าว

สำหรับเทคนิคในการปลูกกล้วยเพื่อให้สามารถส่งออกได้ราคาดีนั้น ต้องคำนวณให้กล้วยที่ปลูกให้ผลผลิตในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ เพื่อไม่ให้ผลผลิตออกตรงกับจีน ราคาจะอยู่ที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ กล้วยที่จะส่งออก ต้องนับอายุหลังจากตัดปลี 65-70 วัน และลักษณะของผลกล้วยจะต้องมีเหลี่ยม เพื่อสะดวกต่อการขนส่งระยะไกล อีกทั้งการบรรจุหีบห่อจะบรรจุเป็นหวี จำนวน 6 หวีต่อกล่อง ดูดซีนสุญญากาศเพื่อไม่ใหอากาศเข้า

ปัจจุบันนอกจากจะมีการส่งออกกล้วยชนิดนี้ไปยังประเทศฟิลิปปินส์ มองโกเลีย ดูไบ และจีนแล้ว ยังแปรรูปขายในประเทศด้วย เช่น กล้วยฉาบ กล้วยลูกเดี่ยว โดยตลาดหลักอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก และกำลังผลักดันไปสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด รวมทั้งเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ โรงพยาบาล และโรงเรียนต่อไป

สหกรณ์รับสนองพระราชดำริ อนุรักษ์พันธุกรรมพืชท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350524

x

สหกรณ์รับสนองพระราชดำริ อนุรักษ์พันธุกรรมพืชท้องถิ่น

วันอังคาร ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นโครงการที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจให้ประชาชนได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย โดยมีการจัดทำระบบสืบค้นข้อมูลพันธุกรรมพืช เพื่อใช้ประโยชน์และร่วมกันอนุรักษ์พันธุ์พืชท้องถิ่นหายากให้แพร่หลายทั่วประเทศ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2556

ทั้งนี้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ได้ร่วมสนองพระราชดำริฯ โดยอนุรักษ์ฟื้นฟูพันธุ์พืชท้องถิ่นหายากและที่ใกล้จะสูญพันธุ์ นำมาปลูกไว้ในแปลงสาธิตของโครงการ อาทิ แปลงสาธิตของสหกรณ์การเกษตรนครไทย จำกัด และแปลงสาธิตของสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด เป็นต้น ซึ่งเป็นแปลงต้นแบบที่จะนำไปขยายผลโครงการฯ สู่พื้นที่ชุมชนต่อไป

นายนพดล จัตุรัส ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์วังทอง กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้คัดเลือกนิคมสหกรณ์วังทอง เป็นพื้นที่ดำเนินโครงการ เนื่องจากเห็นว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ สามารถเป็นตัวอย่างในการดำเนินโครงการ โดยเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ร่วมเป็นวิทยากร เพื่อให้ราษฎรได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและการใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน สอดคล้องกับแนวทางการส่งเสริมพัฒนาอาชีพในนิคมสหกรณ์ การช่วยให้ราษฎรลดรายจ่ายในครัวเรือนและเพิ่มช่องทางการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น สร้างรายได้เสริมให้แก่ครอบครัวของราษฎร โดยได้แจกพันธุ์กล้าไม้หลากชนิดให้แก่สมาชิกสหกรณ์ได้ร่วมกันปลูกในแปลงสาธิตในพื้นที่ของนิคมสหกรณ์วังทอง และนำกลับไปปลูกในพื้นที่ชุมชนของตนเอง อีกกว่า 500 ต้น อาทิ ต้นตะเคียนทอง ต้นมะค่าโมง ต้นยางนา ต้นสมอพิเภก ต้นพยุง ต้นประดู่ เป็นต้น เพื่อการพัฒนาให้นิคมสหกรณ์วังทอง เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และเป็นศูนย์กลางในการขยายพันธุ์พืชบางชนิดที่หายากในท้องถิ่น ตลอดจน ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีความสมบูรณ์ยั่งยืนสืบไป

ชงทบทวนนำเข้า‘มะพร้าว’ สศก.ชี้แนวโน้มราคาร่วงต่อเนื่อง-หวั่นกระทบชาวสวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350529

ชงทบทวนนำเข้า‘มะพร้าว’ สศก.ชี้แนวโน้มราคาร่วงต่อเนื่อง-หวั่นกระทบชาวสวน

ชงทบทวนนำเข้า‘มะพร้าว’ สศก.ชี้แนวโน้มราคาร่วงต่อเนื่อง-หวั่นกระทบชาวสวน

วันอังคาร ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคามะพร้าวขณะนี้อยู่ในช่วงราคาตกต่ำ ราคามะพร้าวขนาดผลใหญ่ที่เกษตรกรขายได้ช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2561 มีแนวโน้มลดลงเฉลี่ยกก.ละ 9.74 บาท เมื่อเทียบกับปี 2560 เฉลี่ยที่กก.ละ 13.62 บาท หรือลดลง 28.49% ขณะที่ราคาเดือนมิถุนายนเฉลี่ยที่กก.ละ 5.96 บาท ลดลง
จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเฉลี่ยกก. 14.10 บาท คิดเป็นสัดส่วนที่ลดลงถึง 57.73% เนื่องจากผลผลิตมะพร้าวปีนี้ประมาณ 860,160 ตัน เพิ่มขึ้นจากที่แล้วที่มี 832,895 ตัน หรือ 2.44% จากแหล่งปลูกสำคัญ คือ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่เริ่มฟื้นตัวจากการระบาดของศัตรูพืชแมลงดำหนามและหนอนหัวดำ กอปรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนให้เกษตรกรใช้ศัตรูธรรมชาติแตนเบียนบราคอนในพื้นที่ระบาดเพื่อทำลายศัตรูพืช อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมามีปริมาณน้ำฝนเพียงพอผลผลิตมะพร้าวจึงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ผลผลิตต่อไร่ ปี 2561 อยู่ที่ 783 กิโลกรัม หรือ 626 ผลต่อไร่ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ให้ผลผลิต 754 กิโลกรัม หรือ 603 ผลต่อไร่

อย่างไรก็ตาม จากการที่พื้นที่ปลูกมะพร้าวได้รับผลกระทบจากปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าว ในช่วงปี 2556-2559 ส่งผลให้ผลผลิตภายในประเทศลดลง ขณะที่ความต้องการมะพร้าวเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีการนำเข้าเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาตกต่ำลง ซึ่งสินค้ามะพร้าวเป็นสินค้าที่ไทยต้องเปิดตลาดตามข้อผูกพัน ดังนั้น คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช จึงมีมติเห็นชอบให้เปิดตลาดมะพร้าวและผลิตภัณฑ์ ภายใต้กรอบ WTO และ AFTA คราวละ 3 ปี (ปี 2560-2562) ตามข้อผูกพัน และมีการบริหารการนำเข้าปีต่อปี โดยปี 2561 ดำเนินการ ดังนี้

1.ภายใต้กรอบ WTO ให้มะพร้าวผลและมะพร้าวฝอย ในโควตาปริมาณ 2,317 และ 110 ตัน ตามลำดับ การบริหารการนำเข้า เพื่อดูแลเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว กำหนดช่วงเวลานำเข้าในโควตาคือช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม และพฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตไทยออกสู่ตลาดน้อย 2.ภายใต้กรอบ AFTA การนำเข้ามะพร้าวผล เนื้อมะพร้าวฝอย และน้ำมันมะพร้าว ไม่จำกัดปริมาณ อัตราภาษี 0% ยกเว้นเนื้อมะพร้าวแห้ง อัตราภาษี 5% และกำหนดช่วงเวลานำเข้าในเดือนมกราคม-พฤษภาคม และพฤศจิกายน-ธันวาคม โดยให้นำเข้ามาเพื่อใช้ในกิจการของตนเองเท่านั้น ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. ขณะนี้ได้เตรียมนำเสนอคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช พิจารณาทบทวนการบริหารการนำเข้าต่อไป เพื่อเร่งช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็ว

รายงานพิเศษ : ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350329

รายงานพิเศษ : ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

รายงานพิเศษ : ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ

วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่ทราบกันแล้วว่า ศัตรูพืชมีทั้งเป็นศัตรูพืชที่เกิดขึ้นเป็นประจำกับศัตรูพืชเฝ้าระวังที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นแต่มีโอกาสจะเป็นศัตรูพืชที่อุบัติใหม่ได้

นางสาวสุมนา สิมาสฤษฏ์ ผู้อำนวยการกลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดศัตรูพืชอุบัติใหม่ และกลับมาอุบัติซ้ำ ได้แก่ 1.พืช ทั้งชนิดพืช พันธุ์พืช ระดับความต้านทานต่อศัตรูพืช การปลูกพืชพันธุ์อ่อนแอเป็นสาเหตุสำคัญของการระบาดที่รุนแรง และยังเป็นแหล่งเพิ่มปริมาณศัตรูพืชอย่างไม่มีสิ้นสุดตราบเท่าอายุขัยของพืชเหล่านั้น การระบาดของศัตรูพืชจะขึ้นกับการกระจายตัวของพืชอาศัย หากปลูกพืชอาศัยชนิดที่มีความเฉพาะเจาะจงต่อศัตรูพืชหนาแน่นเป็นบริเวณกว้าง จะเหมาะสมต่อการพัฒนาการระบาดของศัตรูพืชเป็นอย่างมาก และหากพืชนั้นเป็นพันธุ์อ่อนแอด้วยแล้วจะยิ่งเป็นเหตุให้เกิดระบาดรุนแรงเพิ่มขึ้นหลายเท่า การลดความหนาแน่นของพืชด้วยการลดพื้นที่ปลูกหรือปลูกพืชพันธุ์ต้านทานแซมหรือปลูกพืชแบบผสมผสานจะช่วยลดการระบาดลงได้

เมื่อกล่าวถึงพันธุ์พืชต้านทาน แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 1) ความต้านทานแบบจำเพาะกับชนิดของโรคและแมลง มียีนควบคุมน้อยคู่ ลักษณะต้านทานแสดงออกอย่างชัดเจน สามารถแยกออกเป็นกลุ่มตามระดับความต้านทานได้ พืชที่มีความต้านทานแบบจำเพาะมักแสดงออกกับบางสายพันธุ์ของโรคหรือแมลงเท่านั้น 2) ความต้านทานแบบไม่จำเพาะกับชนิดของโรคและแมลง เป็นลักษณะความต้านทานที่ควบคุมโดยยีนหลายคู่ การแสดงออกของลักษณะความต้านทานจึงแยกเป็นกลุ่มชัดเจนไม่ได้ ลักษณะความต้านทานแบบไม่จำเพาะนี้อาจเรียกว่า Tolerance ก็ได้ พืชที่มีลักษณะความต้านทานแบบนี้มักแสดงความต้านทานกับโรคหรือแมลงได้หลายสายพันธุ์ และมีระดับความต้านทานต่อสายพันธุ์ต่างๆ ได้เกือบเท่ากัน ความต้านทานแบบนี้มักไม่สมบูรณ์อาจปรากฏอาการของโรคอยู่บ้างเล็กน้อย โดยทั่วไปหากพืชที่มียีนต้านทานโรคปลูกในพื้นที่กว้างเป็นจำนวนมากจะมีการผสมตัวเองทำให้มีความต้านทานสูงต่อศัตรูพืชเฉพาะสายพันธุ์ แต่สำหรับพืชที่ขยายพันธุ์จากส่วนขยายพันธุ์ เมื่อมีศัตรูพืชเข้าทำลายจะพบการระบาดอย่างรุนแรง

2.ศัตรูพืช สิ่งมีชีวิตที่สร้างความเสียหายให้แก่พืชที่ปลูก เช่น ทำความเสียหายจากการวางไข่ที่เนื้อเยื่อพืชแล้วกระตุ้นให้พืชเกิดการเจริญผิดปกติเกิดปุ่มปมขึ้น มีการปล่อยสารพิษต่อพืชทำให้เนื้อเยื่อพืชเหี่ยวแห้ง เกิดอาการคล้ายใบไหม้ ทำให้ใบพืชบิดงอผิดรูปร่างไป นอกจากนี้แมลงบางชนิดยังเป็นพาหะนำโรคมาสู่พืชได้อีกด้วย สาเหตุที่ศัตรูพืชเกิดการระบาด คือ ศัตรูพืชมีการขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณโดยเฉพาะจากพืชอาศัยที่อ่อนแอการเพิ่มปริมาณก็จะยิ่งมากขึ้น เมื่อศัตรูพืชมีปริมาณเพิ่มขึ้นก็จะมีการแพร่กระจายจากแหล่งที่กำเนิดไปยังที่อื่นๆ โดยผ่านปัจจัยต่างๆ เช่น เศษซากพืช ดิน ลม น้ำ แม้กระทั่งส่วนขยายพันธุ์ของพืช สำหรับศัตรูพืชอุบัติใหม่เป็นศัตรูที่ไม่เคยเกิดการระบาดมาก่อน ณ สถานที่หนึ่งซึ่งต่อมากลายเป็นศัตรูพืช ณ สถานที่นั้น ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการเคลื่อนย้ายของศัตรูพืชเองที่อพยพเข้ามาหรือแพร่กระจายโดย ลม ฝน น้ำ และพาหะอื่นๆ เช่น การแพร่กระจายของไมยราบยักษ์ จากภาคเหนือลงมายังภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ หรือจากการนำเข้าศัตรูพืชมาจากต่างประเทศทั้งโดยเจตนา เช่น การระบาดของผักตบชวา และไม่เจตนา เช่น การระบาดของหนอนหัวดำที่ติดมากับปาล์มประดับ หรือผลมะพร้าวที่นำเข้ามาจากประเทศในแถบอินเดีย ศรีลังกา

3.สภาพแวดล้อม นอกจากเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคพืชและแมลงระบาดแล้ว ยังมีอิทธิพลต่อพืช ทำให้พืชอ่อนแอเกิดโรคง่าย สภาพแวดล้อมที่กล่าวถึง ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด ลม ความเป็นกรดและด่าง แร่ธาตุอาหาร ออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ อินทรียวัตถุ ชนิดและเนื้อดิน ฝนและน้ำค้าง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อการเจริญเติบโตและการเข้าทำลายของศัตรูพืชทั้งสิ้น การเปลี่ยนแปลงหรือทำลายสภาพสมดุลของธรรมชาติ จะทำให้ศัตรูจากแหล่งใกล้เคียงอพยพเข้าไปยังพื้นที่ใหม่ เนื่องจากแหล่งอาศัยของมันถูกทำลาย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพป่าไปเป็นพื้นที่เกษตร ทำให้เกิดการระบาดของตั๊กแตนปาทังก้า จักจั่นในไร่อ้อย หรือการระบาดของหนูในนาข้าว การเปลี่ยนแปลงของศัตรูธรรมชาติทำให้การควบคุมโดยธรรมชาติเสียสมดุลไป เกิดการระบาดของศัตรูพืชจากที่ไม่เคยระบาดมาก่อน หรือการกลับมาระบาดใหม่ในพื้นที่ที่ไม่เคยมีการระบาดมานานแล้ว

ดังนั้น เกษตรกรต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ของโรคและแมลงอย่างต่อเนื่อง โดยหมั่นสำรวจและตรวจสอบพื้นที่ของตนเอง เพื่อเตรียมความพร้อมหาแนวทางในการควบคุมโรคและแมลงที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที หากเกิดการระบาดหรือมีแนวโน้มว่าจะระบาดของโรคและแมลงชนิดใหม่ๆที่ไม่เคยพบในพื้นที่หรือเคยพบเมื่อนานมาแล้ว โดยเมื่อสำรวจพบการระบาดของโรคและแมลงสามารถปรึกษาและขอคำแนะนำได้ที่กรมส่งเสริมการเกษตร หรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

กรมชลมุ่งวิจัยพัฒนานวัตกรรม n สร้างแนวร่วม‘มวลชน’เพิ่มประสิทธิภาพงานจัดการน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350327

x

กรมชลมุ่งวิจัยพัฒนานวัตกรรม n สร้างแนวร่วม‘มวลชน’เพิ่มประสิทธิภาพงานจัดการน้ำ

วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในโอกาสการก้าวสู่ปีที่ 117 กรมชลประทานมีนโยบายให้ความสำคัญเรื่องกระบวนการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนมีส่วนร่วม ซึ่งที่ผ่านมาสามารถขับเคลื่อนได้สำเร็จน่าพอใจ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยสงสัยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการน้ำโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนที่หลายหน่วยงานมาศึกษาดูงานเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปถ่ายทอดและขยายเครือข่ายในพื้นที่อื่นๆ จนได้รับรางวัลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

นอกจากนี้ งานวิจัยเป็นอีกหนึ่งที่กรมชลประทานให้ความสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาได้สนับสนุนให้มีการวิจัยเพื่อตอบสนองการพัฒนาแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำ สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม โดยปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา สำนักวิจัยและพัฒนา มีผลงานวิจัยถึง 23 เรื่อง เช่น การประยุกต์ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อศึกษาการบริหารจัดการอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก โครงการควบคุมกำจัดผักตบชวาด้วยวิธีการบูรณาการในอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อันเนื่องมาจากพระราชดำริิ จ.ปราจีนบุรี เป็นต้น

นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาองค์กรอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเร่งปรับโครงสร้างหน่วยงาน นำนวัตกรรมด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์อัตรากำลังของข้าราชการและพนักงานราชการ เพื่อให้สามารถพิจารณาเกลี่ยกำลังและขอจัดสรรพนักงานราชการเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนการขอทุนเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลแก่บุคลากรอย่างต่อเนื่องทุกปี รวมทั้งได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังผู้ปฏิบัติผ่านกิจกรรม KM และ Unit School
โดยน้อมนำศาสตร์พระราชาไปสู่การปฏิบัติผ่านหลักสูตรการอบรมเตรียมการรองรับแผนปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทรัพยากรน้ำ)

‘ลับแล’ดันผลิตข้าวกล้องส่งออก n สหกรณ์เพิ่มกำลังผลิต6พันไร่ลุยตลาด‘ออสเตรเลีย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/350325

x

‘ลับแล’ดันผลิตข้าวกล้องส่งออก n สหกรณ์เพิ่มกำลังผลิต6พันไร่ลุยตลาด‘ออสเตรเลีย’

วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพนม แก้วกุลศรี หัวหน้าฝ่ายรวบรวมแปรรูปและส่งเสริม สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมสมาชิกผลิตข้าวกล้องเพื่อการส่งออก ผ่านโครงการนาแปลงใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาล โดยส่งเสริมให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการปลูกข้าวพันธุ์พิษณุโลก2 กข 49 กข 47 ซึ่งเป็นพันธุ์เมล็ดยาว ผลิตเป็นข้าวกล้องเพื่อส่งขายให้กับบริษัท The Natural Growth Co.,Ltd. หรือ NGC เป็นบริษัทที่รับซื้อข้าวกล้องจากสหกรณ์เพื่อส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย จำนวน 180 ตันต่อเดือน นอกจากนี้ ข้าวที่ตกเกรด ยังนำมาทำแป้งข้าวกล้อง เพื่อส่งขายให้กับบริษัทเช่นกัน จำนวน 20 ตันต่อเดือน เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

ทั้งนี้ ปัจจุบันสหกรณ์ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวทั้งหมด 6,000 ไร่ โดยสหกรณ์จะมีการจัดโซนแปลงปลูกข้าวของสมาชิก โดยสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีแปลงปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ไม่กระจัดกระจาย เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม ดูแล ซึ่งสหกรณ์จะเข้าไปสำรวจคุณภาพดินในพื้นที่สมาชิกว่าเหมาะสมกับการปลูกข้าวพันธุ์ไหน และดินลักษณะนี้ควรใช้ปุ๋ยอะไร โดยจะเน้นปุ๋ยอินทรีย์ที่บริษัทส่งเสริมให้ใช้เป็นหลัก เพราะไม่มีสารตกค้าง เพื่อให้ได้ผลผลิตตรงตามที่บริษัทต้องการ

“ก่อนที่จะมีโครงการนี้ สมาชิกขายข้าวให้กับพ่อค้าทั่วไป โดยราคาพ่อค้าจะไม่มีส่วนต่าง แต่หลังจากสมาชิกเข้าร่วมโครงการ ชีวิตความเป็นอยู่มีความมั่นคงขึ้น เนื่องจากมีตลาดรองรับที่แน่นอน อีกทั้งสหกรณ์ยังรับซื้อผลผลิตในราคาที่แพงกว่าราคาท้องตลาดทั่วไป ตันละ 500 บาท นอกจากนั้น ยังมีเงินให้สมาชิกกู้ไปลงทุนก่อน ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี โดยให้กู้ไร่ละ 2,500 บาท ตลอดจนสนับสนุนรถหยอด รถดำข้าว ให้สมาชิกใช้ เพื่อลดการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว จากเดิมที่เคยใช้ประมาณ 25-30 กก.ต่อไร่ ตอนนี้ใช้ไม่เกิน 8 กก.กรัมต่อไร่ และเดิมต้นทุนในการผลิตข้าวตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยวจะอยู่ที่ 3,600 บาทต่อไร่ ปัจจุบันเหลือเพียง 2,400 บาทต่อไร่ สามารถช่วยต้นทุนลดลงได้ ไร่ละ 1,200 บาท นอกจากนี้ ผลผลิตต่อไร่ก็เพิ่มขึ้นด้วย จากเดิมที่ได้เพียงไร่ละ 650 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นเป็นไร่ละ 850-1,100 กิโลกรัมเลยทีเดียว” นายพนมกล่าว

ส่าสุดสหกรณ์ได้ส่งตัวอย่างข้าวพันธุ์ กข 57 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ต้านทานหนาวได้ดีไปให้บริษัทพิจารณา ซึ่งทางบริษัทก็ตอบรับกลับมา สหกรณ์จึงส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าว กข 57 เพิ่มอีก เพื่อให้สมาชิกมีรายได้ตลอดปี

ชายคาพระพิรุณ : 9 กรกฎาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/350322

586851

ชายคาพระพิรุณ : 9 กรกฎาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวเล่าข่าวเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชายคาพระพิรุณเหมือนเดิมครับ…ต้นสัปดาห์ที่แล้วเราได้รับข่าวดีที่ทีมกู้ภัยเจอเด็กและโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมีทั้ง 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนหลังจากค้นหากันมาร่วม 9 วัน…เหตุการณ์นี้เราได้เห็นน้ำใจและความสามัคคีของคนไทย ที่ต่างมีจุดหมายเดียวกันคือการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งหมด ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่…โดยกรมชลประทานได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการทำทางเบี่ยงน้ำ (Bypass) จนสามารถตัดยอดน้ำรวมกันได้ประมาณ 32,000 ลบ.ม./วัน ส่งผลให้ระดับน้ำในถ้ำหลวงได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการสูบน้ำถ้ำหลวง นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรม
ส่งเสริมการเกษตร บอกว่า จะยึดหลักปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2556 โดยต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย จำนวนพื้นที่ได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิงรายละไม่เกิน 30 ไร่ อัตราการช่วยเหลือ ข้าวไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ๆละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ ไร่ละ 1,690 บาท

ส่วนการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่รับน้ำซึ่งส่วนใหญ่เป็นนาข้าว ทางกรมการข้าว โดยนายสุวัฒน์ เจียระคงมั่น
รองอธิบดีกรมการข้าว บอกว่า จากการสำรวจพบว่ามีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 3 ตำบล คือ ต.โป่งผา ต.สีเมืองชุม และ ต.บ้านด้าย อ.แม่สาย มีพื้นที่ข้าวได้รับผลกระทบทั้งสิ้นประมาณ 1,397.5 ไร่ กรมการข้าวได้ประสานงานกับหน่วยงานของกรมการข้าวในพื้น ที่ให้จัดทีมเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับเทคโนโลยีการปลูกข้าวที่เหมาะสมหลังน้ำลด และประสานงานกับสำนักงานเกษตรอำเภอเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการสำรวจระดับความเสียหายของพื้นที่นาข้าวเพื่อเตรียมพร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบนาข้าวเสียหายอย่างสิ้นเชิง…

ขุนเกษตรา เป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทั้ง 13 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันทำงานกันอย่างเต็มที่ ทำให้เราได้เห็นศักยภาพรวมถึงเทคโนโลยีของหลายๆ หน่วยงาน ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้แพ้ใครในโลก และที่ต้องไม่ลืมคือน้ำใจของเกษตรกรที่ยอมเสียสละให้พื้นที่เกษตรของตัวเองเป็นพื้นที่รับน้ำ ซึ่งนับว่าเป็นความเสียสละอย่างใหญ่หลวงยิ่งนัก ภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ ควรดูแลเกษตรกรเหล่านี้อย่างดีและเหมาะสมที่สุดทั้งด้านการชดเชยและการฟื้นฟู

ขุนเกษตร

ติวเข้ม‘Young Smart Farmer’ พัฒนาสู่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/350328

ติวเข้ม‘Young Smart Farmer’  พัฒนาสู่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่

ติวเข้ม‘Young Smart Farmer’ พัฒนาสู่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่

วันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธาร นวลนึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายในการดูแลลูกหลานของเกษตรกร โดยการพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่เกษตรยุคใหม่ โดยนับตั้งแต่ปี 2557 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเชื่อมโยงเครือข่าย เพื่อให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง” โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 9,249 ราย ผ่านการประเมินคุณสมบัติเป็น Young Smart Farmer 7,598 ราย และกรมส่งเสริมการเกษตรมีเป้าหมายหลักที่จะพัฒนาต่อยอดให้ Young Smart Farmer เหล่านี้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ที่มีการบริหารจัดการการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง และดำเนินงานด้านการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงจัดทำโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ เป้าหมาย Young Smart Farmer 100 ราย ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน เพื่อพัฒนาเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม ฐานข้อมูล (Big Data) และเครือข่ายในการทำธุรกิจเกษตร และเป็นผู้นำด้านเกษตร 4.0 ต่อไป

นายปัญญา ประดิษฐสาร ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาบุคลากร กล่าวเสริมว่า ได้กำหนดแผนจัดอบรมผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ จำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 5 วัน โดย รับสมัครและคัดเลือก Young Smart Farmer ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัด 100 ราย ครั้งที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม ณ โรงแรมวังใต้ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อหาหลักสูตรจัดตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ Business Inspiration, Lean Business Model, Design Thinking For Innovation Development, เทคนิคการเจรจาทางการค้า และ วิถีชีวิตกับธุรกิจชุมชน ส่วนครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นช่วงเดือนสิงหาคม 2561 โดยเน้นกระบวนการจัดทำแผนธุรกิจเกษตรด้วยนวัตกรรมสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่

‘กฤษฎา’ปลุกพลังกษ.! ใช้’ไทยนิยมยั่งยืน’วัดผลงาน ช่วยเกษตกรได้จริงมีรางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/350347

'กฤษฎา'ปลุกพลังกษ.! ใช้'ไทยนิยมยั่งยืน'วัดผลงาน ช่วยเกษตกรได้จริงมีรางวัล

‘กฤษฎา’ปลุกพลังกษ.! ใช้’ไทยนิยมยั่งยืน’วัดผลงาน ช่วยเกษตกรได้จริงมีรางวัล

วันอาทิตย์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 17.29 น.

8 ก.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวให้นโยบายผลักดันโครงการไทยนิยม ยั่งยืน งบ 2.4 หมื่นล้านบาท ระหว่างประชุมทางไกลกับสำนักงานเกษตรทั่วประเทศที่ผ่านมา ว่า โครงการไทยนิยมฯ ถือเป็นงานแรกของ 3 รัฐมนตรีเกษตรฯ ขอให้ทุกคนพร้อมใจกันทำเพื่อเกษตรกร ใช้เงินอย่างโปร่งใสให้เกิดประโยชน์สูงสุดทุกพื้นที่ ซี่งก็รู้กันว่าเกษตรกรไทยโชคไม่ดี เผชิญฝนแล้งน้ำท่วม เสี่ยงสูงแต่รายได้น้อย กระทรวงเกษตรฯ ต้องช่วยทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น หากเจ้าหน้าที่มีปัญหาการทำงานพบอุปสรรคอะไร ให้บอกมาที่กระทรวง หรือโทรมาหาตนได้เลยได้แจกเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวไปแล้ว ถ้าตนโทรไปถามขอให้พูดเรื่องจริง

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ระหว่างนี้กำลังร่างแผนการผลิตใหม่ กำหนดเป็นพื้นที่เกษตรเศรษฐกิจ เมื่อเกิดความเสียหาย ราคาไม่ดี จะได้รับการชดเชย เกษตรกรทุกอาชีพได้รับการดูแลด้านสวัสดิการด้วย ซี่งให้เกษตรจังหวัดไปรวบรวมข้อมูลผลผลิตย้อนหลัง 3 ปี ส่งมาให้ส่วนกลาง เพื่อเป็นโมเดลการเกษตรแผนใหม่ ให้เกษตรอำเภอ เกษตรตำบล ทำงานร่วมกับปลัดอำเภอ สามารถหาผู้ซื้อกับผู้ผลิตมาเจอกัน และแปรรูปได้ รวมทั้งหามาตรการรองรับเกษตรกรไทยอายุมาก โดยให้เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ไม่ที่ดิน ไปทำสัญญาเช่าแบ่งปันผลประโยชน์กัน และโครงการไทยนิยมฯ นี้ เป็นตัวชี้วัดผลงานด้วย พื้นที่ใดทำได้ตามนี้ จะพิจารณารางวัลได้เลื่อนขั้นเงินเดือนแบบฟาสแทร็ค หรือผู้ช่วยปลัดกระทรวงลงพื้นที่ไปทำกับจังหวัดได้ผลจะให้ขึ้นเป็นผู้ตรวจฯ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทูตเกษตรอยู่ต่างประเทศ กลับเข้าประเทศต้องไปเป็นเกษตรจังหวัดก่อน สัมผัสปัญหาชาวบ้าน ไม่ใช่กลับมาขึ้นตำแหน่งผู้บริหารทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันผลดำเนินงานโครงการไทยนิยมฯในส่วนกระทรวงเกษตรฯ 22 โครงการ มีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 4.3 ล้านราย อาทิ โครงการสร้างฝายชะลอน้ำ เป้าหมาย 1,097 แห่ง แล้วเสร็จ 255 แห่ง โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแหล่งน้ำชลประทาน เป้าหมาย 1,400 แห่ง แล้วเสร็จ 32 โครงการ โครงการพัฒนาอาชีพสวนยางรายย่อย เป้าหมาย 1.5 แสนไร่ ขณะนี้เกษตรกรผ่านการอนุมัติ 13,077 ราย พื้นที่ 83,707 ไร่ เกษตรกรได้รับเงินงวดที่ 1 แล้ว 904 ราย 4,946 ไร่

ส่วนโครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่ทดแทนอาชีพสวนยาง เกษตรกร 3 หมื่นราย มีเกษตรกรเข้าร่วม 9,404 ราย อบรมแล้ว 2,739 ราย โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าวเพื่อทำเกษตรผสมผสาน พื้นที่ 6,832 ไร่ เกษตรกร 860 ราย โดยขณะนี้ได้จำนวน 2,534 ไร่ อบรมเกษตรกรแล้ว 689 ราย โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานรัฐ เป้าหมาย 317 รายการ ขณะนี้รับซื้อน้ำยางสด 3,952.77 ตัน แปรรูปน้ำยางสดเป็นน้ำยางข้น 1,880.894 จำหน่ายน้ำยางข้นให้บริษัท 125.01 ตัน ดำเนินการแล้วเสร็จ 11 รายการ ลงนามสัญญาแล้ว 25 รายการ จัดซื้อจัดจ้าง 291 รายการ

โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) 146 สหกรณ์ 267 รายการ จัดหาผู้รับจ้างได้แล้ว 226 รายการ โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิต 99 สหกรณ์ 242 รายการ ดำเนินการหาผู้รับจ้างได้แล้ว 230 รายการ โครงการเพิ่มศักยภาพการรวบรวมและการแปรรูปยางพารา 62 สหกรณ์ 149 รายการ จัดหาผู้รับจ้างได้แล้ว 127 รายการ ส่วนโครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่ผู้ลงทะเบียนรับสวัสดิการรัฐ มี 9 หน่วยงานอบรม เป้าหมาย 2.08 แสนราย มีผู้เข้าร่วม 1.3 แสนราย ได้รับการอบรมแล้ว 9.6 พันราย เป็นต้น

รับมือ‘ลำไย’ล้นตลาด คาดผลผลิต6.6แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/350264

รับมือ‘ลำไย’ล้นตลาด  คาดผลผลิต6.6แสนตัน

รับมือ‘ลำไย’ล้นตลาด คาดผลผลิต6.6แสนตัน

วันอาทิตย์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พาณิชย์สั่งเตรียมพร้อมเร่งระบายลำไยในทุกมิติหลังคาดการณ์ปีนี้ผลผลิตสูงถึง 665,704 ตัน เชิญคู่ค้าจากต่างประเทศลุยถึงถิ่นภาคเหนือ เจรจาซื้อขายกันในพื้นที่ นำร่องยกแรก 17-20 ก.ค.

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ขณะนี้นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ได้มอบหมายให้กรมฯ ดำเนินการหาตลาดส่งออกลำไยเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนตลาดอินโดนีเซียที่รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกกฎระเบียบห้ามนำเข้าลำไยในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2561 ซึ่งตรงกับช่วงที่ลำไยทางภาคเหนือของไทยออกสู่ตลาดมาก โดยข้อมูลจากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 ระบุว่า ในปีนี้ (2561) ผลผลิตลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ จะมีปริมาณ 654,329 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว (2560) ร้อยละ 6.67 (ปี 2560 มีปริมาณ 613,416 ตัน) และส่วนใหญ่จะออกในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2561 ประมาณ 381,498 ตัน (เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ1.01)

ทั้งนี้ระหว่างวันที่ 17 – 20 กรกฎาคม นี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ได้เชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อจากต่างประเทศ จำนวน 18 – 20 ราย จากตลาดศักยภาพใหม่ๆ ได้แก่ ประเทศอินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อมาเจรจากับผู้ผลิต ผู้ส่งออกสินค้าลำไยและผลิตภัณฑ์จากลำไยของไทย จำนวน 15 – 20 รายที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน คาดว่าจะเกิดคำสั่งซื้อทันทีประมาณ 3,000 ตัน

“เป้าหมายเพื่อเร่งรัดและขยายการส่งออกผลไม้ภาคเหนือโดยเฉพาะลำไยสู่ตลาดศักยภาพอื่นๆ ลดการพึ่งพาตลาดส่งออกเดิม รวมถึงการเพิ่มช่องทางในการขยายตลาดส่งออกสินค้าลำไยและผลิตภัณฑ์จากลำไยให้กับผู้ประกอบการไทย ทั้งผู้ส่งออกรายใหญ่ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) และกลุ่มสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพสามารถทำตลาดส่งออกได้เพิ่มขึ้น และที่สำคัญจะช่วยผลไม้ภาคเหนือและผลิตภัณฑ์ลำไยเป็นที่รู้จักแพร่หลายในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น” นางจันทิรา กล่าว

และว่ายังจะมีการจัดกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ จัดเวทีเวทีเสวนาให้คำปรึกษาในด้านระบบโลจิสติกส์สำหรับสินค้าเกษตร การนำลำไยไปแปรรูปในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Creative Longan) รวมถึงการเข้าสู่การค้าในระบบออนไลน์ (E-Commerce) รวมทั้ง ยังได้เชิญเว็บไซต์ Tmall.com เข้าร่วม “Thai Flagship Store Business Matching” ภายในงาน THAIFEX – World of Food Asia 2018 เพื่อเลือกซื้อสินค้าคุณภาพของไทย ซึ่งลำไยก็เป็นหนึ่งในสินค้าที่ได้รับความสนใจอย่างมาก

“ปีนี้คาดว่าผลผลิตลำไยจะออกสู่ตลาดจำนวนมากจากสภาพดินฟ้าอากาศที่เอื้ออำนวย จึงต้องเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรไทยในการแสวงหาตลาดการค้าในต่างประเทศ และส่งเสริมผ่านเครือข่ายหรือกิจกรรมต่างๆ ให้สามารถระบายลำไยผ่านช่องทางต่างๆ ให้เร็วที่สุด เพื่อลดปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรไทยอีกแรงหนึ่ง” นางจันทิรา กล่าว