ชาวนาเฮ! ‘กรมการข้าว’รับรอง2พันธุ์ข้าวใหม่ คุณลักษณะเด่นข้าวพื้นนุ่ม-ให้ผลผลิตสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350979

ชาวนาเฮ! 'กรมการข้าว'รับรอง2พันธุ์ข้าวใหม่ คุณลักษณะเด่นข้าวพื้นนุ่ม-ให้ผลผลิตสูง

ชาวนาเฮ! ‘กรมการข้าว’รับรอง2พันธุ์ข้าวใหม่ คุณลักษณะเด่นข้าวพื้นนุ่ม-ให้ผลผลิตสูง

วันพุธ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 15.13 น.

11 ก.ค.61 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า คณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวมีมติรับรองพันธุ์ข้าวใหม่เพื่อเป็นทางเลือกให้ชาวนา และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าข้าว จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวพันธุ์ กข77 ซึ่งเป็นข้าวเจ้านุ่มรองรับการส่งออกในตลาดอาเซียน และจีน ในกลุ่มคนรายได้ปานกลางนิยมข้าวพื้นนุ่มซึ่งเป็นที่ต้องการและเจาะตลาดได้กว้างกว่าข้าวหอมมะลิ ที่นิยมในกลุ่มรายได้สูง รวมทั้งข้าวขึ้นน้ำพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์เหลืองใหญ่ 48 นับเป็นข้าวขึ้นน้ำพันธุ์แรกที่ข้าวสุกร่วน ไม่แข็งเหมือนข้าวขึ้นน้ำพันธุ์อื่นๆ

โดยข้าวพันธุ์ กข77 เป็นข้าวเจ้านุ่มไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 105-108 วัน (หว่านน้ำตม) 110-115 วัน (ปักดำ) ปรับปรุงพันธุ์โดยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีนำเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 ไปฉายรังสีแกมมาที่ภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทป มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปี 2545 และปลูกคัดเลือกสายพันธุ์จนได้ลักษณะมีต้นเตี้ย ลำต้นแข็งแรง ไม่ล้ม เมื่อนำข้าวสารมาหุงสุกมีความเหนียว นุ่ม มีปริมาณอมิโลสต่ำ ร้อยละ 16.34 ไม่มีกลิ่นหอม มีเสถียรภาพการให้ผลผลิตดี ให้ผลผลิตสูงสุดในสภาพแปลงทดลอง 983 กิโลกรัม/ไร่ สามารถปลูกได้ในเขตนาชลประทาน แต่ไม่ควรปลูกในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคและแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญ

ทั้งนี้ สถานการณ์พันธุ์ข้าวนุ่มที่มีการรับรองในประเทศไทยยังมีอยู่จำนวนน้อย และสามารถปลูกให้ผลผลิตดีในบางพื้นที่ ผลผลิตต่ำ ทำให้การผลิตข้าวชนิดนี้ภายในประเทศมีความกระจัดกระจาย การควบคุมคุณภาพข้าวทำได้ยาก การรวบรวมผลผลิตเพื่อให้ได้ปริมาณมากมีต้นทุนสูง ในขณะที่ข้าวเจ้านุ่มกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ข้าว กข77 จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของชาวนาที่จะผลิตข้าวนุ่มที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง และเพิ่มศักยภาพการส่งออกข้าวไทยในอนาคต

สำหรับพันธุ์เหลืองใหญ่ 48 เป็นข้าวขึ้นน้ำไวต่อช่วงแสง ซึ่งศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรีได้เก็บรวบรวมรวงข้าวพันธุ์เหลืองใหญ่จากแปลงของนางทองปอน เพชรเอี่ยม ตำบลบ้านสร้าง อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อปี 2546 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมของเกษตรกรกว่า 30 ปี ใน จ.ปราจีนบุรี นครนายก เนื่องจากมีความทนแล้งในระยะกล้า และยืดปล้องได้ดีในสภาพนาน้ำลึก ปรับปรุงพันธุ์โดยการคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์ มีลักษณะเด่นเป็นข้าวขึ้นน้ำที่มีอมิโลสปานกลาง ข้าวสุกร่วนไม่แข็งเหมือนข้าวขึ้นน้ำพันธุ์อื่นๆ ปริมาณโปรตีนในข้าวกล้องสูง ร้อยละ 9.27 ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 401 กิโลกรัม/ไร่ โดยมีศักยภาพให้ผลผลิตสูงสุด 560 กิโลกรัมต่อไร่ สามารถขึ้นน้ำและยืดปล้องได้ดี ปลูกได้ดีในน้ำลึกกว่า 1 เมตร มีน้ำท่วมขังตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป แต่มีข้อควรระวังเนื่องจากข้าวพันธุ์นี้อ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคขอบใบแห้งและโรคใบขีด

นายอนันต์ ​กล่าวว่า​ ในประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวในสภาพนาน้ำลึกกว่า 300,000 ไร่ กระจายในพื้นที่ 46 จังหวัด และยังประสบปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี เนื่องจากเกษตรกรร้อยละ 98 เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวขึ้นน้ำพื้นเมืองไว้ปลูกเองโดยไม่ค่อยตัดข้าวปนในแปลง ทำให้มีข้าวพันธุ์อื่นและข้าวแดงปนเกินกว่ามาตรฐานเมล็ดพันธุ์ ส่งผลให้คุณภาพข้าวไม่ได้มาตรฐาน ข้าวที่ขายจึงได้ราคาต่ำกว่าที่เป็นจริง การรับรองข้าวพันธุ์เหลืองใหญ่ 48 นี้ จะช่วยให้ชาวนามีพันธุ์ข้าวที่เป็นทางเลือกในการปลูกข้าวมากยิ่งขึ้น และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ยังคงนิยมบริโภคข้าวพื้นเมือง หรือนำข้าวแปรรูปเป็นอาหารอื่นเพิ่มมูลค่าในตลาดได้มากยิ่งขึ้น

กษ.โชว์ความสำเร็จเปิดตลาดผลไม้ไทยสู่จีน 3สหกรณ์ตะวันออกส่งทุเรียนล็อตแรก3พันตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350976

กษ.โชว์ความสำเร็จเปิดตลาดผลไม้ไทยสู่จีน 3สหกรณ์ตะวันออกส่งทุเรียนล็อตแรก3พันตัน

กษ.โชว์ความสำเร็จเปิดตลาดผลไม้ไทยสู่จีน 3สหกรณ์ตะวันออกส่งทุเรียนล็อตแรก3พันตัน

วันพุธ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 15.07 น.

เกษตรฯโชว์ความสำเร็จ เปิดตลาดผลไม้ไทยสู่ประเทศจีน ขายบนออนไลน์ของอาลีบาบา 3สหกรณ์ภาคตะวันออกส่งทุเรียนล็อตแรก3พันตัน

11 ก.ค.61 นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง Shanghai Win Chain Supply Management Co., Ltd. หรือ “Win- Chain” กับสหกรณ์ผู้ผลิตทุเรียน 3 แห่งในภาคตะวันออก ได้แก่ สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด จังหวัดระยอง , สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด จังหวัดจันทบุรี และสหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จำกัด จังหวัดตราด เพื่อสั่งซื้อทุเรียนของสหกรณ์นำไปจำหน่ายที่ประเทศจีน ล็อตแรก 3,000 ตัน

นายวิวัฒน์ กล่าวว่า จากที่บริษัทอาลีบาบา กรุ๊ป ของจีนได้ให้ความสนใจและต้องการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากไทย รวมถึงทุเรียน ไปจำหน่ายผ่านช่องทางต่างๆ ของอาลีบาบา เช่น ผ่านเว็บไซต์ Tmall.com กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ประสานความร่วมมือให้ตัวแทนของ Win-Chain ประชุมหารือกับตัวแทนของสหกรณ์ในภาคตะวันออก ทางบริษัทได้ส่งทีมงานลงพื้นที่สวนผลไม้ของสมาชิกสหกรณ์ทั้ง 3 จังหวัด เพื่อเยี่ยมชมกระบวนการผลิตทุเรียนตามมาตรฐาน GAP ตั้งแต่ในส่วนของเกษตรกร ก่อนจะรวบรวมส่งให้สหกรณ์คัดคุณภาพ และบรรจุลงกล่องเพื่อขนส่งจำหน่ายสู่ตลาด ทำให้บริษัทฯ เกิดความมั่นใจว่าในการสั่งซื้อทุเรียนจากสหกรณ์จะได้สินค้าที่มีคุณภาพ และได้มีการร่วมกันวางระบบโลจิสติกในการขนส่งสินค้าเพื่อให้ทุเรียนจากประเทศไทยไปถึงจีนได้เร็วสุด ซึ่งทุเรียนของไทยที่จะส่งจำหน่ายให้อาลีบาบา ทางบริษัทจะนำไปขายผ่านทางออนไลน์และช่องทางต่างๆ ที่เป็นเครือข่ายตั้งอยู่ในเมืองต่างๆ ของจีน เช่น Tmall และ RT-Mart

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนอุปกรณ์การตลาดที่จำเป็นในการรวบรวมผลผลิตและการขนส่งสินค้าให้กับสหกรณ์ และประสานช่องทางการตลาด เชื่อมโยงเครือข่ายผลไม้ระหว่างสหกรณ์กับภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งความร่วมมือกับอาลีบาบา กรุ๊ปของจีนในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสทางการตลาดผลไม้ของสหกรณ์ครั้งสำคัญ ที่จะสามารถส่งผลไม้ของไทยไปจำหน่ายผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ของประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่กว้างและเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยด้วย หากความร่วมมือในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ คาดว่าในอนาคตน่าจะมีการขยายความร่วมมือในการสั่งซื้อผลไม้ชนิดอื่นๆ เพิ่มเติมต่อไป

สทนช.ไล่บี้แก้ปัญหา‘บึงบอระเพ็ด’ ขีดเส้นยกร่างแผนแม่บทพัฒนาและฟื้นฟูภายในกันยายน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350826

สทนช.ไล่บี้แก้ปัญหา‘บึงบอระเพ็ด’ ขีดเส้นยกร่างแผนแม่บทพัฒนาและฟื้นฟูภายในกันยายน

สทนช.ไล่บี้แก้ปัญหา‘บึงบอระเพ็ด’ ขีดเส้นยกร่างแผนแม่บทพัฒนาและฟื้นฟูภายในกันยายน

วันพุธ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนเรศวร เร่งดำเนินโครงการศึกษาทบทวนแผนการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ เพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด โดยบูรณาการกับผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมทั้งแผนการทำงานเป็นรายปีและหน่วยงานรับผิดชอบ เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาของบึงบอระเพ็ดในด้านทรัพยากรน้ำ มลพิษ ระบบนิเวศน์ และการใช้ประโยชน์ที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาบึงบอระเพ็ด พร้อมกำหนดเป้าหมายและแนวทางในการพัฒนาที่เหมาะสม และวางกรอบแนวทางในการพัฒนาและการฟื้นฟูที่มีความเหมาะสมก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะได้นำผลการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางการพัฒนาบึงบอระเพ็ดในแนวทางเดียวกัน สอดคล้องและส่งเสริมซึ่งกันและกัน

“ที่สำคัญ คือ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกันในด้านผลประโยชน์ในพื้นที่บึงบอระเพ็ด ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและฟื้นฟูบึงเป็นอย่างมาก จึงจะต้องมีคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับและไว้ใจ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในบึง ให้เข้ามาทำหน้าที่ประสานงานที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มต่างๆ เพื่อลดความขัดแย้ง และร่วมกันแสวงหาทางออกจากปัญหาอย่างเหมาะสม ซึ่งคาดว่าผลการศึกษาดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในกันยายนนี้อย่างแน่นอน”

ทั้งนี้โครงการศึกษาฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด เป็นรูปแบบในการจัดทําแผนแบบบูรณาการสหวิทยาการเชิงยุทธศาสตร์อย่างมีส่วนร่วม โดยจะมีการศึกษาทบทวน วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลก่อนจัดทำเป็นแผนแม่บทการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด ที่นอกจากจะมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ให้ดีขึ้น ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว จะต้องใช้ประโยชน์จาก บึงบอระเพ็ดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนสามารถนำแผนแม่บทไปดําเนินการตามภาระหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ภายใต้การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของภาคประชาชนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพราะถ้าหากบึงบอระเพ็ดมีการพัฒนาในทิศทางที่เหมาะสมแล้ว จะสามารถตอบโจทย์การบริหารจัดการน้ำตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ สทนช.ยังติดตามแผนบูรณาการหน่วยงานเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาการบุกรุก การใช้ประโยชน์เป็นที่ดินทำกิน และการเพิ่มพื้นที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำของบึงบอระเพ็ด ตามข้อสั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 ประกอบกับข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรีในการลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น สทนช.จะเร่งบูรณาการแผนงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาพื้นที่บึงบอระเพ็ดในระยะเร่งด่วนคู่ขนานไปด้วย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง เนื่องจากมีความต้องการใช้น้ำถึง 127 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเดิมมีพื้นที่ 132,737 ไร่ ปัจจุบันเหลือพื้นที่ 67,327 ไร่ ความจุ 180 ล้าน ลบ.ม. ที่ระดับเก็บกักสูง + 24 ม.รทก. โดยส่วนใหญ่เพื่อการเกษตร มีราษฎรบุกรุกพื้นที่ เข้าไปใช้ประโยชน์รวม 5,635 แปลง มีตะกอนสะสมปีละ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้บึงตื้นเขิน ซึ่งกรมชลประทาน ดำเนินการขุดลอกตะกอนดินแล้วเสร็จเมื่อปี’59 จำนวน 2.1 ล้านลูกบาศก์เมตรขณะที่ในปี’60 อีก 3.3 ล้าน ลบ.ม. อยู่ระหว่างดำเนินการ รวมถึงศึกษาแนวทางการยกระดับสันฝายจากระดับ +24 ม.รทก.อีก 1 เมตร ซึ่งสามารถเพิ่มความจุได้กว่า 300 ล้านลบ.ม. เพื่อให้บึงบอระเพ็ดมีศักยภาพส่งน้ำให้เป็นบึงอเนกประสงค์ที่สามารถบริหารจัดการรับน้ำหลาก และส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรได้

ชี้ช่องใช้บัญชีวางแผนการผลิต เกษตรกรรุ่นใหม่แนะปรับแนวคิดดึงการตลาดนำทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350823

ชี้ช่องใช้บัญชีวางแผนการผลิต เกษตรกรรุ่นใหม่แนะปรับแนวคิดดึงการตลาดนำทาง

ชี้ช่องใช้บัญชีวางแผนการผลิต เกษตรกรรุ่นใหม่แนะปรับแนวคิดดึงการตลาดนำทาง

วันพุธ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสิรวิชญ์ มิไพทูล เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม จังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2560 อายุ 26 ปี เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่นำระบบตลาดนำการผลิตมาปรับใช้ในการทำสวนมะม่วง ทำให้สามารถผลิตมะม่วงนอกฤดูเพื่อส่งออกต่างประเทศได้ตลอดทั้งปี และผลผลิตได้ตามมาตรฐาน GAP นอกจากนี้ยังนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้ในการวางแผนการผลิต และทำหน้าที่เป็นครูบัญชีประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ สอนแนะการบันทึกบัญชีให้แก่เกษตรกรและคนในชุมชน และเปิดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงคุณภาพเพื่อการส่งออกให้เป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจ

“แต่เดิมครอบครัวทำไร่ข้าวโพด แต่ด้วยต้นทุนการผลิตสูง ทำให้ได้กำไรน้อย ไม่คุ้มกับการลงทุน จนกระทั่งปี 2531 จึงหันมาปลูกมะม่วงพันธุ์พื้นบ้าน ได้แก่ เขียวเสวย แรด และหนองแซง แต่รายได้ก็ยังน้อยอยู่ ต่อมาเห็นว่าการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นที่ต้องการของตลาดจึงทดลองปลูกและประสบความสำเร็จ และได้มีการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรภายในชุมชนเพื่อส่งออกขายตลาดในประเทศ ทำให้ได้ผลผลิตตามความต้องการของตลาด และมีอำนาจ ในการต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง”

ต่อมาในปี 2553 ได้มีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงคุณภาพเพื่อการส่งออก เพื่อรวบรวมผลผลิตในการส่งออกตลาดในประเทศ และต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ และมาเลเซีย และได้มีการพัฒนารูปแบบการเกษตรให้เป็นแบบ GAP หรือการทำการเกษตรแบบปลอดภัย ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ เป็นต้นแบบของประเทศไทยในการทำการเกษตรแบบ GAP ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เพชรบูรณ์ ได้เข้าไปให้คำแนะนำการจดบันทึกบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ ทำให้สิรวิชญ์เห็นว่าการปลูกมะม่วงในแต่ละช่วงมีความแตกต่างกัน การปลูกมะม่วงในฤดูเพื่อส่งออกภายในประเทศได้กำไรน้อย เนื่องจากมีคู่แข่งมาก จึงคิดต่อยอดมาเป็นการปลูกนอกฤดูและส่งออกต่างประเทศ เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูง ทำให้มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น โดยนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์และคิดค้นหาวิธีลดต้นทุนการผลิตทั้งการทำปุ๋ยหมัก การทำไส้เดือนดิน และการผสมธาตุอาหารใช้เอง เพื่อนำมาใช้ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรที่มีราคาสูง

จากการเห็นถึงประโยชน์ของการทำบัญชี จึงอยากจะถ่ายทอดความรู้เรื่องบัญชีให้กับเกษตรกรได้รู้และเข้าใจและเห็นถึงประโยชน์ของการทำบัญชี จึงได้สมัครเข้าร่วมเป็นครูบัญชีอาสา ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และจัดตั้ง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอหนองไผ่ เพื่อถ่ายทอดความรู้การจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกรอีกด้วย

“บัญชี เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าจะวางแผนการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเราไปในรูปแบบไหน และควรจะวางแผนชีวิตไปในทิศทางใด เช่นเดียวกับการทำการเกษตร ข้อมูลทางบัญชีก็จะเป็นตัวพยากรณ์ล่วงหน้าได้ว่าควรจะวางแผนการผลิตอย่างไรต่อไป รวมทั้งการนำหลัก 3 คิด 4 รู้ มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ 1.คิดจำแนก ทำให้รู้รายได้ รู้รายจ่ายของตนเอง 2.คิดปะติดปะต่อ เปรียบเทียบรายได้ รายจ่าย ทำให้รู้หนี้สิน ฝึกนิสัยการใช้จ่ายเงิน และ 3.คิดหลักบัญชี ทำให้รู้ทิศทางอนาคตของตนเอง สร้างนิสัยการออม ถ้าเราทำได้ก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิต”สิรวิชญ์ กล่าว

นำศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาน้ำ ชลประทานบุรีรัมย์คว้าชนะเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350821

x

นำศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาน้ำ ชลประทานบุรีรัมย์คว้าชนะเลิศ

วันพุธ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกิติกุล เสภาศีราภรณ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานบุรีรัมย์ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการที่จังหวัดบุรีรัมย์มีความเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนปีละ 1.6 ล้านคนเทียบเท่ากับประชากรในจังหวัดและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึง 2.5 ล้านคนในปีต่อมา ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำดิบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมใช้น้ำดิบเพื่ออุปโภค-บริโภคปีละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็นปีละเกือบ 20 ล้านลบ.ม.หรือประมาณเดือนละ 1.6 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่จังหวัดมีพื้นที่เก็บน้ำเท่าเดิม จำเป็นจะต้องวางแผนจัดหาน้ำดิบเพิ่มเติม โดยจะต้องไม่กระทบต่อปริมาณน้ำที่จัดสรรให้กับภาคเกษตรกรรม เกษตรกรยังคงต้องได้รับประโยชน์จากแหล่งน้ำต้นทุนของจังหวัดเช่นเดิม

“กรมชลประทานโดยโครงการชลประทานบุรีรัมย์ ได้วางโครงการแผนพัฒนาลุ่มน้ำลำตะโคงทั้งหมด โดยได้น้อมนำศาสตร์พระราชา ในเรื่องอ่างพวงของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาใช้ โดยได้วางโครงสร้างการเพิ่มและเติมน้ำอย่างเป็นระบบ ทำให้การจัดหาน้ำเพียงพอกับความต้องการทั้งน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น และน้ำเพื่อภาคการเกษตร รวมทั้งยังสามารถบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ทำให้ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดโครงการชลประทานดีเด่นประจำปี 2561 ที่ผ่านมา” นายกิติกุลกล่าว

ส่วนการวางแผนรับมือสถานการณ์น้ำในฤดูฝนปีนี้ที่กำลังจะมาถึงนั้น ขณะนี้ได้เริ่มเฝ้าระวัง พร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้ง 16 แห่งทั้งจังหวัดเพื่อรับรองปริมาณน้ำที่จะเข้ามาใหม่ รวมทั้งได้การประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ดังนั้นจึงมั่นใจว่า ฤดูฝนปีนี้บุรีรัมย์จะไม่ประสบปัญหาด้านน้ำที่รุนแรงอย่างแน่นอน

ส่องเกษตร : หัวใจแห่งฮีโร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350820

449007

ส่องเกษตร : หัวใจแห่งฮีโร่

วันพุธ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ขณะเขียนต้นฉบับอยู่นี้ เป็นเช้าวันอังคาร 10 ก.ค.2561 นับจากวันที่เด็กๆ กับโค้ชร่วม 13 ชีวิตทีม “หมูป่าอะคาเดมี” เข้าไปติดอยู่ใน “ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน”ที่เชียงรายตั้งแต่ 23 มิ.ย.รวม 17 วันแล้ว และน่าจะเป็นวันสุดท้ายเพราะคาดว่าภายในคืนวันอังคารนี้ ปฏิบัติการช่วยเหลือจะสามารถนำพาเด็กที่เหลือ 5 คนออกจากถ้ำได้อย่างปลอดภัย หลังจากปฏิบัติการในวันอาทิตย์กับวันจันทร์สำเร็จลงได้ด้วยดี พาเด็กๆ ออกมาได้แล้ว 8 คน

ทันทีเมื่อ 13 หมูป่าฯออกจากถ้ำได้ปลอดภัยครบหมด คงเป็นช่วงเวลาที่คนทั้งประเทศและชาวโลกอีกมากมายที่เฝ้าจดจ่อติดตามข่าวนี้มาตลอด 17 วัน คงได้“เฮ”ยินดีกันสุดเสียง ด้วยความโล่งใจเสียที เพราะต้องยอมรับว่า ปฏิบัติการที่กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกตลอดสิบกว่าวัน โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ต่างต้องลุ้นกันระทึกชนิด“บีบหัวใจ” มีความรู้สึกที่ขึ้นๆ ลงๆ สุดขีด ทั้งสุขและโศกเป็นอย่างยิ่ง

ต้นสัปดาห์ที่แล้ว เปิดขึ้นมาด้วยความสุข เพราะหลังปฏิบัติการค้นหาเด็กที่สาบสูญในถ้ำอันดำมืดอยู่ร่วม 10 วัน ก็ได้พบตัวเด็กครบทุกคนอยู่กันปลอดภัยบริเวณ“เนินนมสาว” เนินแคบๆ ที่ถูกน้ำล้อมรอบภายในถ้ำ ซึ่งคลิปภาพและเสียงเด็กๆที่สนทนากับนักดำน้ำชาวอังกฤษทีมแรกที่เป็นผู้พบตัวนี้ ได้กลายเป็น“ภาพจำ”ที่ประทับใจคนทั้งโลก สร้างความหวังสูงว่า ต่อจากนี้จะพาเด็กทุกคนออกมาได้ราบรื่นเรียบร้อย

แต่แล้วก็ต้องพบกับความเป็นจริงว่า การค้นหาพบเด็กเป็นแค่ความสำเร็จเบื้องต้นเท่านั้น ส่วนที่ยากแสนเข็ญยิ่งกว่าคือ การพาออกจากถ้ำที่มีสภาพทางธรรมชาติสุดโหดและจมน้ำลึกหลายช่วง เป็นระยะทางยาว ขณะที่เด็กๆ ไม่เพียงดำน้ำไม่เป็น แม้กระทั่งว่ายน้ำธรรมดาก็ยังทำไม่ได้

ความยากแสนเข็ญต่อการดำน้ำในถ้ำสุดโหดนี้ พิสูจน์ให้เห็นชัดด้วยการเสียสละอันยิ่งใหญ่ถึงชีวิตของวีรบุรุษที่ชื่อ “จ่าแซม”-จ.อ.สมาน กุนัน อดีตทหารหน่วยซีล ในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา..ทำให้ปลายสัปดาห์กลายเป็นความโศกเศร้าสุดซึ้ง ขณะเดียวกันก็สร้างความวิตกยิ่งต่อการพา 13 หมูป่าฯออกมาอย่างไรให้ปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบรัด ด้วยมีลมมรสุมที่กำลังพัดพาฝนเข้ามาเติมปริมาณน้ำในถ้ำมากยิ่งขึ้น

แต่ในที่สุดจากการร่วมแรงร่วมใจและวางแผนอย่างรอบคอบ เตรียมพร้อมทุกๆด้านของหน่วยงานไทย ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญและทีมกู้ภัยที่เก่งที่สุดจากนานาชาติที่ระดมกำลังและเครื่องมือทันสมัยมาช่วยกันเต็มที่ เป็นภาพ“ปฏิบัติการกู้ภัยระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์” ก็ประสบผลสำเร็จทั้งในวันอาทิตย์ที่พาออกมาได้ 4 คน และวันจันทร์อีก 4 คน เหลืออีก 5 คนในวันอังคาร คงจะสำเร็จเรียบร้อยด้วยดีเช่นกัน

อีกครั้งที่ต้องขอขอบคุณ“ฮีโร”ทุกๆคน ทุกๆฝ่ายที่ร่วมกันทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้สำเร็จลง เป็นภาพอันงดงามที่จะต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

และที่ต้องคารวะอย่างสุดหัวใจ ก็คือการเสียสละด้วยชีวิตของ “จ่าแซม-จ.อ.สมาน กุนัน” รวมถึงคารวะต่อหัวใจของครอบครัว“จ่าแซม” ทั้งผู้ที่เป็นภรรยาและผู้เป็นพ่อ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ มิเพียงไม่ตัดพ้อหรือโทษเด็ก โทษใครต่อการเสียชีวิตขอ“จ่าแซม” แต่ยังส่งกำลังใจ ส่งความปรารถนาดี ขอให้ทุกคนทุกฝ่ายปฏิบัติภารกิจในการนำพา 13 หมูป่าฯ ออกมาให้สำเร็จ สมดังเจตนารมณ์ที่ “จ่าแซม” ต้องการ…หัวใจจ่าแซมยิ่งใหญ่ หัวใจพ่อและภรรยาของเขา ก็ยิ่งใหญ่เช่นกัน

สำหรับ “ฮีโร่” สามัญชน อย่าง “เกษตรกร” ชาวบ้านในพื้นที่รอบถ้ำหลวงที่ยอมเสียสละอย่างเต็มใจให้พื้นที่รองรับน้ำปริมาณมหาศาลที่สูบออกมาจากถ้ำหลวง แม้จะสร้างความเสียหายให้กับไร่นาที่ลงแรงเพาะปลูกไปแล้วก็ตาม… ตอนนี้รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดแนวทางในการเยียวยาให้เป็นที่เรียบร้อยแล้วตามคำสั่งของท่าน รมว.กฤษฎา บุญราช

ย้ำกันตรงนี้อีกครั้ง เช่น จะมีการจ่ายเงินชดเชยให้กับพื้นที่ไร่นาที่เสียหายสิ้นเชิงรายละไม่เกิน 30 ไร่ในอัตราสำหรับนาข้าวไร่ละ 1,113 บาท ส่วนพืชไร่ได้ไร่ละ 1,148 บาทและพืชสวนหรืออื่นๆ ได้ไร่ละ 1,690 บาท ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2556 ขณะที่หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว กรมการข้าวจะเข้าไปช่วยฟื้นฟูนาข้าวที่เสียหาย พร้อมกับสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ ซึ่งเท่าที่สำรวจเบื้องต้นมีนาข้าวถูกน้ำจากถ้ำหลวงท่วมแล้วประมาณ 1,397.5 ไร่

แต่ปรากฏว่า ก็มีเกษตรกรชาวบ้านหลายรายที่ให้สัมภาษณ์สื่อบอกว่า ไม่ต้องการรับเงินเยียวยา เพราะสิ่งที่เขาต้องการก็เช่นเดียวกับคนไทยทั้งประเทศ คือ ช่วยเหลือเด็กให้ได้เท่านั้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

นี่ก็เป็นหัวใจของความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของ “ฮีโร่” เกษตรกรไทย ที่ต้องกราบอีกเช่นกัน

สาโรช บุญแสง

เร่งเครื่องยกระดับ‘YSF’ พัฒนาผู้ประกอบการไทยสู่ยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350822

เร่งเครื่องยกระดับ‘YSF’ พัฒนาผู้ประกอบการไทยสู่ยุคดิจิทัล

เร่งเครื่องยกระดับ‘YSF’ พัฒนาผู้ประกอบการไทยสู่ยุคดิจิทัล

วันพุธ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวภายหลังการเป็นประธานเปิดอบรมหลักสูตรมาตรฐานสินค้าเกษตรและตลาดสากล ให้กับ Young Smart Farmer ที่มีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตรยุคดิจิทัล ว่า จากนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตรที่ต้องการผลักดันให้เกษตรกรรุ่นใหม่มีศักยภาพในการทำการเกษตร ที่ตอบสนองต่อความต้องการในยุคปัจจุบันได้อย่างยั่งยืนนั้น นับเป็นอีกหนึ่งมิติของการสร้างและพัฒนาบุคลากรภาคการเกษตรให้มีความเข้มแข็ง โดยปีงบประมาณ 2561 จะเน้นหนักการดำเนินงานจัดฝึกอบรม เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในระดับเข้มข้นให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ

สำหรับการจัดอบรมในหลักสูตรมาตรฐานสินค้าเกษตรและตลาดสากล ซึ่งจัดอบรมขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับ Young Smart Farmer นั้นก็เพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายได้รับความรู้และสามารถนำไปพัฒนารวมถึงบริหารจัดการผลผลิตให้มีคุณภาพมาตรฐานในระดับที่สูงยิ่งขึ้น สามารถทำตลาดได้กว้างมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศไปพร้อมกัน โดยกรมได้มุ่งหวังว่ากลุ่มเกษตรกรที่ถูกคัดเลือกและมีโอกาสเข้ามาฝึกอบรมในครั้งนี้ จำนวน 100 ราย จะประสบความสำเร็จและเป็นต้นแบบการดำเนินงานให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ในแต่ละภูมิภาคคนอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้การจัดฝึกอบรมจะมีด้วยกัน 2 ครั้งในระหว่างวันที่ 4-6 กรกฎาคม และ 1-3 สิงหาคม 2561 ณ โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์ กรุงเทพฯ

“อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การพัฒนาส่งเสริมการเกษตร Young Smart Farmer ไปสู่การเป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตรที่เข้มแข็งและพึ่งตนเองได้นั้น การดำเนินงานจำเป็นจะต้องเน้นหนักในกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายโดยให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง” ให้ได้โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้จัดการเรียนรู้ พร้อมกันก็ส่งเสริมให้เกิดเครือข่าย มีการเชื่อมโยงเครือข่ายที่ครอบคลุม โดยหวังว่ากลุ่มคนดังกล่าวจะเป็นกลุ่มเกษตรกรต้นแบบและสามารถส่งต่อความสำเร็จในการทำการเกษตรให้เพื่อน พี่ น้อง เกษตรกรด้วยกันต่อไปในอนาคต” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

ศูนย์ข้อมูลน้ำ สทนช. ระวังตาบอด สอนตาดีเดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350878

ศูนย์ข้อมูลน้ำ สทนช. ระวังตาบอด สอนตาดีเดิน

ศูนย์ข้อมูลน้ำ สทนช. ระวังตาบอด สอนตาดีเดิน

วันอังคาร ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 19.53 น.

เฝ้ามองการทำงานของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)  ด้วยใจระทึกตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้ ม.44 ประกาศจัดตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาเมื่อปลายปี 2560

กำลังคนแค่นับนิ้วกับภารกิจการเป็นหน่วยงานกลางบูรณาการเรื่องน้ำ ซึ่งถือเป็นภารกิจใหญ่หลวง แต่ภายใต้ข้อจำกัดนั้นก็สามารถฟันฝ่ามาได้ไล่หลังการเพิ่มจำนวนคนไม่ถึง 100 คน

หน่วยงานกลางจริง มีอำนาจจริง แต่ไม่ได้หมายความว่า เรียกหน่วยงานอื่นมาแล้วชี้นิ้วสั่งตามความต้องการของตัวเองอย่างเดียว  หากคิดอย่างนั้น สทนช. ก็พังตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว

ตรงกันข้าม สนทช. ยังต้องเข้าไปในลักษณะผู้ประสานความร่วมมือในฐานะหน่วยงานกลางเรื่องน้ำ มีทั้งการรับฟังความคิดเห็น แผนงาน โครงการ กระทั่งชี้แนะทางออกของปัญหา และ ฯลฯ  เพื่อให้งานบริหารจัดการน้ำของประเทศเดินหน้าอย่างเป็นเอกภาพจริงจัง  เกิดประโยชน์ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิมที่ต่างคนต่างทำ และบรรลุเป้าหมายที่รัฐบาลนี้ต้องการเห็นหน่วยงานกลางเรื่องน้ำเกิดขึ้นและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

การออกแบบ สนทช. จำกัดจำนวนกำลังพลในตัว เพราะทำหน้าที่ผู้กำหนด Regulator ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ Operator ดังนั้นในการถ่ายโอนเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่นมาอยู่ที่ สทนช. ในระยะแรก หรือแม้ระยะถัดไปยังคงเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้และประสบการณ์การทำงานในหน่วยงานน้ำมาแล้วทั้งสิ้น โดยเฉพาะจากกรมชลประทานและกรมทรัพยากรน้ำ

ทุกวันนี้ที่ทำงานได้ขนาดนี้ถือว่า เกินไปจากความคาดหมายของหลายๆ คนที่นึกปรามาสว่า จะเผชิญความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ

แต่เมื่อตั้งไข่ได้สำเร็จจนขับเคลื่อนงานได้ระดับหนึ่ง และร่วมกันจัดนิทรรศการและเปิดตัวกับบรรดาหน่วยงานด้านน้ำ 38 หน่วย 7 กระทรวง ให้ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ประจักษ์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา สทนช. เริ่มได้รับการพูดถึงและได้รับการยอมรับตามมา

ยิ่งถ้าได้เห็นการขับเคลื่อนการบูรณาการรับมือน้ำหลากพื้นที่ลุ่มต่ำ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นการประเดิมติดตามงานในพื้นที่เสี่ยง      ก็ได้เห็นภาพหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมกันจับมือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หรือที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบมากขึ้น เป็นภาพการเชื่อมร้อยการทำงานเข้าด้วยกัน ไม่ว่ากรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตลอดจนเจ้าของพื้นที่ไม่ว่าจังหวัดหรืออำเภอ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

นั่นเป็นการลงไปขับเคลื่อนเพียงพื้นที่เดียว หากมองการทำงานในขอบเขตทั่วประเทศ ในฐานะหน่วยงาน “แห่งชาติ” สทนช. ยังต้องทำงานอย่างหนัก โดยเฉพาะปัญหาเฉพาะหน้าอย่างการรับมือน้ำท่วม ต้องเอ็กซเรย์ทั้งช่วงเตรียมการรับมือ ช่วงเกิดเหตุ และการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ ตลอดจนการถอดบทเรียน

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. ตอบคำถามของพิธีกรบนเวทีสัมมนา การปฎิรูปการบริหารจัดการน้ำของประเทศ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ถึงเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับน้ำว่า ยังต้องพึ่งพาความร่วมมือจากทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เป็นต้น

ฟังแล้วก็ชวนฉุกใจคิด

แน่นอนในช่วงเริ่มต้นตั้งไข่ ยังอาจพอทำใจรับได้ แต่อนาคตอันไม่นานนับแต่นี้ไป  หาก สทนช.ยังคงยืมจมูกหายใจด้วยการแบมือขอข้อมูลหลักจากหน่วยงานที่เป็น Operator เหล่านี้ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็น Regulator ก็จะเป็นภาพที่ดูไม่จืดและไม่น่าจะถูกหลักการทำงาน

ตรงกันข้าม ด้านหนึ่งแม้ สทนช. พึ่งพาจากหน่วยงาน Operator แต่อีกด้านหนึ่ง สทนช. ต้องมีศูนย์ข้อมูลของตัวเอง ทั้งการสร้างสมดุลข้อมูลและการวางกรอบทิศทางข้อมูลที่กว้างขึ้นหรือลึกขึ้น เพื่อสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง และตอบโจทย์หน่วยงานกลางด้านน้ำอย่างที่รัฐบาลต้องการ

ทุกวันนี้ ข้อมูลที่ได้รับยังต้องถามว่า เป็นข้อมูลที่ สทนช. ต้องการมากน้อยเพียงใด มีความถูกต้องเชื่อถือได้แค่ไหน และยังมีข้อมูลสำคัญที่ยังไม่ได้ส่งมาบ้างหรือไม่

ว่ากันไม่ได้ เพราะเมื่อเป็นการขอความอนุเคราะห์ ก็สุดแต่เจ้าของข้อมูลจะให้หรือไม่ให้ หรือหากให้ก็ช้ำเกินกว่าจะเยียวยา

แต่เป็นการบ้านที่นายกรัฐมนตรี อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรรับรู้และพิจารณาอย่างจริงจังว่า ศูนย์ข้อมูลน้ำอย่างเต็มระบบของ สทนช. เป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่

ไม่เช่นนั้น Regulator อย่าง สทนช. ที่มีข้อมูลจำกัด เปรียบไปก็คล้ายๆ กับคนตาบอดไปสอนคนตาดีอย่าง Operator เดินนั่นแหละ

เกษตรรุกหนักพัฒนาผู้ประกอบการ จับ‘Young Smart Farmer’ติวเข้มเทคโนโลยี-นวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350527

เกษตรรุกหนักพัฒนาผู้ประกอบการ จับ‘Young Smart Farmer’ติวเข้มเทคโนโลยี-นวัตกรรม

เกษตรรุกหนักพัฒนาผู้ประกอบการ จับ‘Young Smart Farmer’ติวเข้มเทคโนโลยี-นวัตกรรม

วันอังคาร ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานสงเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตร วางเป้าการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่สู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ในทิศทางที่มีความชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แผนการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ยุค 4.0 ทั้งหมด 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ 1.Getting idea พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2.Set up project พัฒนาการเกษตรด้วยนวัตกรรมและบริหารการเกษตรด้วยระบบ Internet of things 3.Startup พัฒนาเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ และระบบธุรกิจเกษตร Innovation Smart 4.Go to Global ยกระดับผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่สากล

ในส่วนของการจัดอบรมหลักสูตรพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในการการขับเคลื่อนดำเนินงานในโครงการดังกล่าว จะมีการฝึกอบรมจำนวน 2 ครั้ง ในครั้งที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา Young Smart Farmer ทั้งตัวบุคคล สินค้า และการจัดการ ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ที่พร้อมเข้าสู่ภาคธุรกิจเกษตร และในการอบรม ซึ่งได้มีการจัดฝึกอบรมไปแล้วเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ส่วนครั้งที่ 2 จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่สามารถวางแผนธุรกิจได้ โดยใช้กระบวนการจัดทำแผนธุรกิจ Lean Canvas และฝึกปฏิบัติในการนำเสนอสินค้า (Pitching)

“สสก.1 ได้ดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายสร้างความเข้มแข็ง โดยให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” เพื่อเพิ่มศักยภาพที่พร้อมพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ที่สามารถบริหารจัดการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในอาชีพการเกษตร เพื่อนำมาซึ่งการพึ่งพาตนเองได้ และเป็นผู้นำในท้องถิ่นสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนต่อไป” นายไพศาล กล่าว

รักษ์เกษตร : ปลูกสวนครัวกินได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350523

x

รักษ์เกษตร : ปลูกสวนครัวกินได้

วันอังคาร ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม บ้านผมมีเนื้อที่น้อยมาก ไม่มีที่จะปลูกอะไรได้เลยครับ ขอคำแนะนำว่าจะปลูกอะไรได้บ้างครับ

ณรงค์ สนองไพฑูรย์

เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร

คำตอบ

การปลูกผักสวนครัวข้างรั้ว ดูแลง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องยกแปลงเพาะปลูก ปลูกข้างบ้านใช้รั้วในการปลูกให้เลื้อยคลุม ขอแนะนำผัก 9 ชนิด เพื่อประโยชน์หลายทาง ทั้งด้านสวยงาม และสามารถนำมารับประทานได้

1.ตำลึง เป็นเถาไม้เลื้อย มีมือเกาะยื่นออกมาจากที่ข้อ ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือดอกคู่ มีลักษณะเป็นรูประฆัง กลีบดอกสีขาว แยกเพศอยู่คนละต้น ดอกออกตรงที่ซอกใบ ลักษณะของผลเป็นวงรีทรงยาวสีเขียวอ่อน เมื่อยามแก่จัดจะเป็นสีแดง ใช้เมล็ดจากผลแก่หยอดลงในหลุม ปลูกได้ดีในดินร่วนซุย หลังจากที่ต้นกล้างอก ก็ให้หาไม้มาปักเพื่อให้ต้นตำลึงใช้เลื้อย สามารถนำเถาแก่มาตัดให้ได้ขนาด 4-6 นิ้ว ปักลงในถุงเพาะชำ หลังจากรากและใบงอกแล้ว ก็นำไปปลูกต่อได้ ใบตำลึงมีสารเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยแป้ง และมีบีตาแคโรทีนสูง ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก

2.พริกขี้หนู การปลูกพริกขี้หนูโดยการหว่านเมล็ดลงพื้นดิน ไม่ต้องเพาะกล้าก่อน พริกเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมาก ถ้ามีความชื้นสูงไป ควรพรวนดินให้น้ำระเหยออกจากดิน และถ้าดินแห้งไป ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ควรใช้วัสดุคลุมดิน เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดินด้วย

3.กะเพรา เป็นไม้พุ่มเตี้ย มีสองประเภท คือ กะเพราขาว และ กะเพราแดง เริ่มปลูกแค่ต้นเดียว พอเมล็ดร่วงก็ขึ้นง่าย จะขึ้นเต็มไปหมด สามารถปลูกได้ในดินเกือบทุกประเภท มีกลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยามากมาย

4.ตะไคร้ มี 2 ชนิด คือ ตะไคร้ขาว และตะไคร้แดง เป็นพันธุ์ไม้ที่ไม่ต้องมีการดูแลมาก ชอบดินที่มีความชุ่มชื้น สามารถจะแตกหน่อออกมามากมาย มีกลิ่นหอม ตะไคร้ขาว ใช้ประกอบอาหาร ตะไคร้แดง ใช้สำหรับไล่แมลง

5.โหระพา ใบสด จะมีน้ำมันหอมระเหย มีคุณประโยชน์ทางอาหารและยา ช่วยขับลมแก้ท้องอืดเฟ้อ ใช้เป็นอาหาร แต่งกลิ่นอาหาร แต่งกลิ่นสำอางบางชนิด เมล็ดเมื่อแช่น้ำจะพองเป็นเมือก เป็นยาระบายได้เป็นอย่างดี

6.แมงลัก และโหระพา ทั้งสองชนิดนี้ มีลักษณะต้นและใบคล้ายคลึงกับต้นกะเพรา จะต่างกันตรงกลิ่น และสีไม่เหมือนกัน ใบของโหระพานั้น ใบเป็นมัน และหนากว่า ก้านใบ และลำต้นมีสีม่วงแดง ส่วนแมงลัก มีใบ ก้านใบ และลำต้น เป็นสีเขียวอ่อน และมีขนอ่อนอยู่ตามใบและก้านดอกด้วย

7.มะกรูด เป็นสมุนไพร ใช้ใบมะกรูดและผิวมะกรูดมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงอาหาร ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงที่จำเป็นอย่างขาดไม่ได้เลย สารเคมีที่สำคัญที่พบได้ในผลมะกรูดก็คือ น้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความงาม และในด้านของยาสมุนไพร

8.มะนาว สามารถปลูกในกระถางใหญ่ หรือตะเข่งได้ เพื่อสะดวกในการดูแลรักษา เพียงแต่หาพันธุ์ดีดี ที่มีลูกดก สามารถออกลูกได้ทั้งปี ก็ไม่ต้องไปซื้อมะนาวมารับประทาน ช่วยประหยัดได้อย่างมากเลยทีเดียว

9.ขิง ข่า ขมิ้น ทั้งสามชนิดนี้ มีคุณลักษณะคล้ายคลึงกัน เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะ แทงหน่อหรือลำต้นขึ้นเป็นกอ ประกอบด้วยกาบ หรือโคนใบหุ้มซ้อนกัน ขยายพันธุ์โดยใช้เหง้า ปลูกในดินร่วนซุยผสมปุ๋ยหมัก หรือดินเหนียวปนทราย ชอบขึ้นในที่ชื้นมีการระบายน้ำดี ถ้าน้ำขังอาจเป็นโรคเชื้อรา ใช้ประโยชน์ทางอาหารและยามากมาย

นาย รัตวิ