‘กฤษฎา’จี้กยท.ยกระดับราคายางไม่ต่ำกว่า60บาทต่อกก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351421

'กฤษฎา'จี้กยท.ยกระดับราคายางไม่ต่ำกว่า60บาทต่อกก.

‘กฤษฎา’จี้กยท.ยกระดับราคายางไม่ต่ำกว่า60บาทต่อกก.

วันศุกร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 15.18 น.

13 ก.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการใช้ของผู้ประกอบการภายในประเทศ ประกอบกับมีฝนตกชุกในพื้นที่ปลูกยาง ทำให้ปริมาณยางออกสู่ตลาดน้อยลง ราคายางแผ่นรมควันอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 45 บาท แต่ราคาที่เหมาะสมควรไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 60 บาท โดยให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ให้ความสำคัญในการยกระดับราคายางพารา

ขณะที่ นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าฯ กยท.กล่าวว่า ได้จัดทำแนวทางยกระดับราคายางและสร้างเสถียรภาพราคายาง โดยให้กองจัดการโรงงาน 2 กยท.เขตภาคใต้ตอนกลางที่ ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เพิ่มกำลังการผลิตน้ำยางข้น จากเดิม 1,500 ตัน เป็น 2,500 ตันต่อเดือน ซึ่งจะสามารถรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรได้มากขึ้น ช่วยให้ขายน้ำยางสดได้ในราคาที่สูงขึ้นด้วย จากนั้น กยท.จะขายให้กับผู้ประกอบการที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบ

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ กยท.ทุกจังหวัด สำรวจปริมาณยางแห้งทั้งแผ่นรมควัน ยางแท่ง หรือยางประเภทอื่นๆ ซึ่งรวมถึงภาคเอกชนซื้อยางดิบจากเกษตรกรมาแปรรูปเพื่อรอการจำหน่าย โดยจะนำข้อมูลมาใช้บริหารจัดการเพื่อให้ราคายางภายในประเทศมีเสถียรภาพ การดำเนินการทั้ง 2 แนวทางนี้ จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยาง โดยจะสามารถขายยางผ่านตลาดกลาง ทั้ง 6 แห่ง และตลาดเครือข่ายของ กยท.ทั่วประเทศ ซึ่งทั้งกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้ง กยท.มั่นใจว่า จะเกิดประโยชน์ต่อชาวสวนยาง โดยผู้ประกอบการที่มารับซื้อยางพาราสามารถเสนอราคารับซื้อยางผ่านตลาดกลาง ทั้ง 6 แห่ง คือ ที่ จ.ยะลา , สงขลา , นครศรีธรรมราช , สุราษฎร์ธานี , บุรีรัมย์ และ จ.หนองคาย รวมถึงตลาดเครือข่ายของ กยท.ทั่วประเทศ การแข่งขันการด้านราคารับซื้อนี้จะส่งผลให้เกิดการผลักดันราคายางในตลาดให้เพิ่มขึ้น อีกทั้งสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศด้วย

เฝ้าระวังเข้มสถานการณ์‘ลำไย’ เกษตรฯเตรียมพร้อมมาตรการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351263

เฝ้าระวังเข้มสถานการณ์‘ลำไย’  เกษตรฯเตรียมพร้อมมาตรการ

เฝ้าระวังเข้มสถานการณ์‘ลำไย’ เกษตรฯเตรียมพร้อมมาตรการ

วันศุกร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เฝ้าระวังเข้มสถานการณ์‘ลำไย’

เกษตรฯเตรียมพร้อมมาตรการ

สกัดผลผลิตกระจุกทุบราคาดิ่ง

“กรมส่งเสริมการเกษตร” เร่งติดตามสถานการณ์และแนวโน้มการผลิต การตลาดลำไย ปี 2561 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ เน้นวิเคราะห์และเฝ้าระวังปัญหาที่จะเกิดขึ้นช่วงผลผลิตกระจุกตัวในเดือนสิงหาคมนี้ รวมทั้งติดตามสถานการณ์การเก็บเกี่ยวและราคาผลผลิต เพื่อเตรียมมาตรการรองรับและจัดทำแผนบริหารจัดการผลผลิตอย่างครบวงจร

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์แนวโน้ม ผลผลิตลำไย ปี 2561 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง และจังหวัดตาก จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 40,913 ตัน คิดเป็นร้อยละ 6.7 โดยเป็นผลผลิตในฤดู 381,498 ตัน (58%) และนอกฤดู 272,831 ตัน (42%) ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดให้มีการประชุมติดตามสถานการณ์และแนวโน้มการผลิต การตลาดลำไย ปี 2561 ของ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ณ ห้องประชุมสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การผลิต การตลาดลำไย ปี 2561 รายจังหวัด การเฝ้าระวังปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงผลผลิตกระจุกตัว (พีค) ในช่วงเดือนสิงหาคม 2561 การติดตามสถานการณ์การเก็บเกี่ยวและราคาผลผลิตลำไย ปี 2561 (War room) รวมทั้งการจัดประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการบริโภคลำไย พร้อมวางแผนบริหารจัดการผลผลิตลำไยในฤดูเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น

สำหรับประมาณการผลผลิตลำไยในฤดู ทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือ จะมีผลผลิตรวม 381,498 ตัน แบ่งเป็น เชียงใหม่ พื้นที่ปลูก 195,670 ไร่ ผลผลิต 137,219 ตัน ลำพูน พื้นที่ปลูก 182,391 ไร่ ผลผลิต 125,120 ตัน เชียงราย พื้นที่ปลูก 130,902 ไร่ ผลผลิต 63,357 ตัน พะเยา พื้นที่ปลูก 56,383 ไร่ ผลผลิต 25,632 ตัน น่าน พื้นที่ปลูก 33,321 ไร่ ผลผลิต 21,425 ตันลำปาง พื้นที่ปลูก 18,702 ไร่ ผลผลิต 5,293 ตัน ตาก พื้นที่ปลูก 3,855 ไร่ พื้นที่ปลูก 1,747 ตัน และแพร่ พื้นที่ปลูก 4,718 ไร่ ผลผลิต 1,705 ตัน โดยมีแผนบริหารจัดการผลผลิตลำไยเชิงปริมาณ แบ่งเป็น 3 แนวทาง คือ 1. การกระจายผลผลิตภายในประเทศ ได้แก่ บริโภคสดตลาดในประเทศ 28,084 ตัน คิดเป็นร้อยละ 7.36 2. แปรรูป ได้แก่ อบแห้งทั้งเปลือก 227,251 ตัน, อบแห้งเนื้อสีทอง 18,530 ตัน และอื่นๆ (เช่น โรงงานผลไม้กระป๋อง/น้ำสกัดผลไม้เข้มข้น/แช่แข็ง) 25,089 ตัน คิดเป็นร้อยละ 71 และ 3. ลำไยสดส่งออก 82,544 ตัน คิดเป็นร้อยละ 21.61 โดยมอบหมายให้คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและให้ข้อมูลเกษตรกรเพื่อใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งพิจารณาวางแผนและกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับจังหวัด ขณะนี้มีผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้ว จำนวน 4,891 ตัน คิดเป็นร้อยละ 1 ราคาจำหน่ายลำไยผลสดลูกร่วงอยู่ที่ประมาณ 16-17 บาทต่อกิโลกรัม และลำไยเกรด AA อยู่ที่ประมาณ 27-30 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนแผนบริหารจัดการเชิงคุณภาพ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการโครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพ ปี 2561 โดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (ลำไย) ในการส่งเสริมเกษตรกรผลิตลำไยคุณภาพ จำนวน 6,543 ราย เพื่อให้เกษตรกรผลิตลำไยคุณภาพ เป็นเกรด AA และ A โดยคาดว่าจะมีผลผลิตลำไยคุณภาพ ประมาณ 27,000 ตัน นอกจากนี้ ยังได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตลำไยนอกฤดูอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกษตรกรเกิดการยอมรับและปฏิบัติตาม และปรับเปลี่ยนมาผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น

‘ปศุสัตว์’ลงพื้นที่ฟาร์มนครปฐม อายัด’หมู’2,709ตัว หลังตรวจพบสารเร่งเนื้อแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351335

'ปศุสัตว์'ลงพื้นที่ฟาร์มนครปฐม อายัด'หมู'2,709ตัว หลังตรวจพบสารเร่งเนื้อแดง

‘ปศุสัตว์’ลงพื้นที่ฟาร์มนครปฐม อายัด’หมู’2,709ตัว หลังตรวจพบสารเร่งเนื้อแดง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 21.18 น.

12 ก.ค.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ สั่งการให้ นายสัตวแพทยจีรศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ พร้อมด้วยชุดเฉพาะกิจปราบปรามการใช้สารเร่งเนื้อแดงกรมปศุสัตว์ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จาก สพส. , อยส. ,กลุ่มด่านกักกันสัตว์ที่ 7 , กลุ่มด่านกักกันสัตว์ที่ 6 และกลุ่มด่านกักกันสัตว์เขต 1 รวมกว่า 100 นาย เข้าตรวจสอบฟาร์มใน อ.เมือง จ.นครปฐม เพื่อตรวจปัสสวะสุกรด้วยชุดทดสอบภาคสนาม (strip test)

โดยในวันนี้ปฏิบัติงานในพื้นที่ อ.เมือง ผลดำเนินการเข้าตรวจสอบฟาร์มสุกร จำนวน 17 ฟาร์มสุกร รวม 25,000 ตัว พบผลบวกต่อสารเร่งเนื้อแดง จำนวน 4 ฟาร์ม จึงได้อายัดสุกร จำนวน 2,709 ตัว (คิดเป็น 10.8%) โดยปัสสาวะที่ให้ผลบวกจะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติหากผลตรวจยืนยันว่าพบสารเร่งเนื้อแดงจะดำเนินคดีต่อไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้จะเป็นการตรวจสอบอย่างละเอียด เข้มข้นและครอบคุมทุกพื้นที่ๆ ที่มีการเลี้ยงสุกรหนาแน่นและในโรงฆ่าสัตว์รวมถึงสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ด้วย ซึ่งนอกจากปฏิบัติการในพื้นที่ จ.นครปฐม แล้วจะขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ด้วย ซึ่งจะปฎิบัติอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เนื่องจากสัตว์ที่มาจากฟาร์มที่ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงมีความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ที่บริโภคผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์ดังกล่าว โดยการกระทำดังกล่าวข้างต้น เป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ หากพบเห็นการกระทำผิดโปรดแจ้งเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) “DLD 4.0” ที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

สทนช.ลงพื้นที่สำรวจบึงราชนก รุกทำแผนแม่บทฟื้นฟูเพื่อบริหารจัดการน้ำได้เต็มศักยภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351305

สทนช.ลงพื้นที่สำรวจบึงราชนก รุกทำแผนแม่บทฟื้นฟูเพื่อบริหารจัดการน้ำได้เต็มศักยภาพ

สทนช.ลงพื้นที่สำรวจบึงราชนก รุกทำแผนแม่บทฟื้นฟูเพื่อบริหารจัดการน้ำได้เต็มศักยภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 19.21 น.

เมื่อเช้าวันนี้ 12 กรกฎาคม นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลงพื้นที่สำรวจบึงราชนก จ.พิษณุโลก เปิดประชุมจัดทำแผนแม่บทฟื้นฟู “บึงราชนก”  พร้อมกำหนดแผนปฏิบัติการให้หน่วยเกี่ยวข้องขับเคลื่อน หวังฟื้นสภาพบึงให้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่สมบูรณ์ของประเทศ ตั้งเป้าได้แผนบริหารจัดการอย่างครอบคลุมทุกมิติ

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมปฐมนิเทศโครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทและฟื้นฟูบึงราชนก จ.พิษณุโลก เพื่อชี้แจงกรอบแนวคิดและรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพปัญหาและรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์จากพื้นที่จริง ก่อนเดินทางไปยังสถานีเติมน้ำลงสู่ชั้นน้ำบาดาล ระบบเติมน้ำผ่านสระ ที่บ้านเสวยซุง หมู่ที่ 7 ต.บึงกอก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก และติดตามการเตรียมความพร้อมสำหรับการรับน้ำเข้าทุ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำ ที่ทุ่งบางระกำ ต.แม่ระหัน อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำประจำปี 2561  ณ บึงราชนก จ.พิษณุโลก ว่า บึงราชนก มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 4,865 ไร่ 2 งาน 85 ตารางวา ตั้งอยู่ในเขต ต.สมอแข อ.เมือง และต.วังพิกุล ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก จัดเป็นพื้นที่ที่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการน้ำที่มีความหลากหลาย และมีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมามีประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินของบึงราชนกจำนวนมาก ทั้งเพื่อทำการเกษตร ปศุสัตว์ รวมถึงการสร้างที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกันส่วนราชการที่มาขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ก็มีการปล่อยปละละเลยขาดการดูแลพื้นที่อย่างเป็นเอกภาพ มีการใช้งบประมาณจำนวนมากในพื้นที่แต่ไม่มีการบูรณาการให้เกิดประโยชน์หลักในการเป็นพื้นที่เก็บกักน้ำ

จากปัญหาดังกล่าวรัฐบาลจึงได้มอบหมายให้ สทนช. เป็นผู้รับผิดชอบจัดทำแผนพัฒนาและฟื้นฟูบึงราชนก โดยวิเคราะห์สภาพปัญหาของบึงราชนกในด้านทรัพยากรน้ำ มลพิษ ระบบนิเวศ การใช้ประโยชน์ และอื่นๆที่มีผลกระทบต่อการพัฒนา พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมาย แนวทาง และจัดทำแผนพัฒนาที่ครอบคลุมตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืน ตลอดจนจัดทำแผนปฏิบัติการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการได้อย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ โดยขั้นแรก สทนช. จะทำการสำรวจและเก็บข้อมูลต่างๆ อาทิ สภาพภูมิประเทศ ปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำท่า ปริมาณตะกอน ทรัพยากรดิน ระบบนิเวศทางน้ำและบนบก การใช้ประโยชน์พื้นที่ สภาพเศรษฐกิจและสังคม การท่องเที่ยว ฯลฯ เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดที่จำเป็นต่อการปรับปรุงและฟื้นฟู รวมถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคอื่นๆ เพื่อนำมาผนวกกับการวิเคราะห์ระบบบริหารจัดการน้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้แผนแม่บทที่สามารถฟื้นฟูพัฒนาบึงราชนกได้อย่างยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“ในแผนแม่บทฯ อย่างน้อยจะต้องมีรายละเอียดที่ครอบคลุมประเด็นต่างๆ อาทิ การบริหารจัดการพื้นที่ รวมถึงขั้นตอนดำเนินงาน การอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนา การปรับปรุงคุณภาพน้ำและระบบนิเวศวิทยาทางน้ำ การจัดองค์กรเพื่อการบริหารจัดการพื้นที่ รวมทั้งการติดตามประเมินผลและการตรวจสอบการดำเนินการตามแผน ซึ่งรายละเอียดแผนงานทั้งหมด สทนช.จะดำเนินการโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การฟื้นฟูบึงราชนกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำได้เต็มศักยภาพ รวมถึงสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืนด้วย” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

กษ.ร่วมมือภูฏาน ยกระดับสหกรณ์ขนาดเล็ก เตรียมเชิญดูงานในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351284

กษ.ร่วมมือภูฏาน ยกระดับสหกรณ์ขนาดเล็ก เตรียมเชิญดูงานในไทย

กษ.ร่วมมือภูฏาน ยกระดับสหกรณ์ขนาดเล็ก เตรียมเชิญดูงานในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 18.16 น.

12 ก.ค.61 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย และกระทรวงเกษตรและป่าไม้ของประเทศภูฏาน ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อร่วมกันพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตร โดยฝ่ายภูฏานได้เสนอโครงการส่งเสริมตลาดสหกรณ์โดยผ่านเกษตรพันธสัญญา เพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่าง 2 ประเทศ ซี่งได้ร่วมประชุมหารือแนวทางการขยายความร่วมมือในด้านการพัฒนาสหกรณ์เพื่อพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ในภูฏานให้มีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันสหกรณ์ในภูฏานส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ขนาดเล็ก มีสมาชิกแห่งละประมาณ 25 – 30 คน และยังขาดระบบบริหารจัดการที่ดี จึงทำให้ไม่มีความเข้มแข็งมากนัก โดยจะเชิญตัวแทนของสหกรณ์ภูฏาน และเกษตรกร 10 คน เดินทางดูงานในไทย ไปเยี่ยมชมการบริหารจัดการสหกรณ์ขนาดเล็กที่ดำเนินธุรกิจ ด้านข้าวและโคนมของไทย ซึ่งสนใจมากเป็นพิเศษ เพื่อนำไปปรับใช้พัฒนาระบบสหกรณ์

ทั้งนี้ กรมได้ออกแบบหลักสูตรการฝึกอบรมสหกรณ์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการฝึกอบรมสมาชิก เป็นหลักสูตรเดียวกับที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรของสหกรณ์ขนาดเล็กของภูฏาน

พร้อมกันนี้ จะจัดหลักสูตรอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการตลาดทางการเกษตรและสหกรณ์ของภูฏานให้ด้วย หากภูฏานมีความต้องการ สำหรับการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นในประเทศภูฏานนั้น ได้เริ่มต้นมาไม่นานนัก โดยได้มีการออกพระราชบัญญัติ สหกรณ์เมื่อปี 2552 ก่อนจะเริ่มจัดตั้งสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเป็นครั้งแรกในปี 2553 ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั้งสิ้น จำนวน 66 แห่ง กลุ่มเกษตรกร จำนวน 414 แห่ง และชุมนุมสหกรณ์ จำนวน 1 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์และกลุ่มเกษตรขนาดเล็ก ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตการเกษตร ทั้งปศุสัตว์ พืช ผักและผลไม้ เพื่อจำหน่ายตลาดภายในชุมชน

อีสานวิกฤติแล้ง! ส่งฝนหลวงพลิกฟื้นนาข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351184

อีสานวิกฤติแล้ง! ส่งฝนหลวงพลิกฟื้นนาข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้

อีสานวิกฤติแล้ง! ส่งฝนหลวงพลิกฟื้นนาข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 15.27 น.

12 ก.ค.61 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า มอบหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสุรินทร์ ให้ความช่วยเหลือพื้นที่ทุ่งกุลา ที่กำลังประสบภาวะฝนทิ้งช่วงและเริ่มส่อเค้าวิกฤติการขาดแคลนน้ำ ทำให้มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ ประมาณ 612,500 ไร่ คิดเป็น 29% ของจำนวนพื้นที่ทุ่งกุลา 2.1 ล้านไร่

ปัจจุบันสภาพอากาศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณการกระจายตัวของฝนไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ปริมาณน้ำไม่เพียงพอสำหรับพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ บริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุม 5 จังหวัด ประกอบด้วย เขตติดต่อจังหวัดร้อยเอ็ด สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ และมหาสารคาม รวมกว่า 2.1 ล้านไร่ ซึ่งได้รับผลกระทบด้านการขาดแคลนน้ำในภาวะค่อนข้างวิกฤติ ได้ปรับแผนการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับความต้องการใช้น้ำในภาคเกษตร โดยได้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสุรินทร์ ที่สนามบินสุรินทร์ภักดี อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เพิ่มเติม 1 หน่วย ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับเขื่อนหลักในพื้นที่รับผิดชอบทันทีที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย

ทั้งนี้ จากการปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อวันที่ 11 ก.ค. หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดสุรินทร์ ได้ขึ้นปฏิบัติการ 3 ภารกิจ 6 เที่ยวบิน ตามตำราฝนหลวงพระราชทาน ประกอบด้วย ภารกิจที่ 1 ขั้นตอนที่ 1 ก่อกวน บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือ อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ถึงอำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด ภารกิจที่ 2 ขั้นตอนที่ 2 เลี้ยงให้อ้วน บริเวณอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ถึงอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ภารกิจที่ 3 ขั้นตอนที่ 3 โจมตี บริเวณทิศใต้ อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด ถึงอำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์

ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณอำเภอปทุมรัตน์ เกษตรวิสัย สุวรรณภูมิ โพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด และอำเภอท่าตูม รัตนบุรี โนนนารายณ์ สนม สำโรงทาบ ศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ หลังการปฏิบัติการฯ ทำให้จังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ ประมาณ 612,500 ไร่ คิดเป็น 29% ของจำนวนพื้นที่ทุ่งกุลา 2.1 ล้านไร่

อย่างไรก็ตาม ยังปฎิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรตามที่ได้รับการร้องขออย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ทันทีที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย และเกษตรกรสามารถแจ้งขอรับบริการฝนหลวงได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงในทุกภูมิภาคของประเทศ และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทาง http://www.royalrain.go.th เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และการรายงานข่าวการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

แตกใบอ่อน : เดินหน้าฟื้นฟูถ้ำหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350984

807934531

แตกใบอ่อน : เดินหน้าฟื้นฟูถ้ำหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในที่สุดเรื่องราวของ 13 “หมูป่า” ก็จบลงแล้วแบบ “แฮปปี้ เอนดิ้ง” หลังจาก “โค้ชเอก” หมูป่าตัวสุดท้ายถูกพาออกจากถ้ำได้อย่างปลอดภัยเมื่อช่วงเย็นวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา

นาทีนี้ เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศคงรู้สึกเหมือนกันว่า ดีใจ ปลื้มใจ และหันไปทางไหนก็มีแต่ “ฮีโร่” ที่เราอยากแสดงความขอบคุณเต็มไปหมด ตั้งแต่ท่านผู้ว่าฯ “ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร” ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (ศอร.) ไล่ไปจนถึงหน่วยซีล นักดำน้ำและทีมกู้ภัยจากนานาชาติ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร แพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร จิตอาสาทั้งที่ทำงานอยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง ชาวบ้าน 4 ตำบลที่ยอมเสียสละไร่นาของตัวเองให้เป็นที่รับน้ำจากถ้ำ หรือแม้กระทั่งพ่อมดแห่งวงการเทคโนโลยีชื่อก้องโลกอย่าง “อีลอน มัสก์” ซีอีโอ SpaceX, Tesla และ Boring Company ที่ลงทุนคิดค้น “Mini-sup” หรือจรวดจิ๋ว เพื่อพาทีมหมูป่าออกจากถ้ำ พร้อมกับลงทุนบินเอามาส่งด้วยตัวเอง

ที่สำคัญ คือ ดวงวิญญาณของ “จ่าแซม” จ.อ.สมาน กุนัน อดีตทหารหน่วยซีลที่ปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจช่วยเด็กๆ จนลมหายใจสุดท้าย

คนเหล่านี้เขาคือ “ฮีโร่” ตัวจริง และควรค่าอย่างยิ่งที่จะได้รับคำขอบคุณจากใจของเราคนไทยทุกคน

ขอบคุณมากๆ ครับ

อย่างไรก็ดี หลังจากเสร็จภารกิจการช่วยเหลือ 13 หมูป่าแล้ว สิ่งที่เราต้องมาคิดและมาติดตามกันต่อ คือ การฟื้นฟูพื้นที่บริเวณถ้ำหลวง ซึ่งมีประเด็นสำคัญ คือ ระบบนิเวศน์ของถ้ำหลวง เพราะอย่างที่เคยเขียนไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “ถ้ำ” ทุกแห่งก็มีระบบนิเวศน์ของตัวเอง และเป็นระบบนิเวศน์ที่ค่อนข้างมีความเปราะบาง มีความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิ ความชื้น ระดับน้ำ และปริมาณแสง ค่อนข้างมาก

ดังนั้นการที่เราไปขุด ไปเจาะ ไปเปลี่ยนทางน้ำ มันหนีไม่พ้นอยู่แล้วที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ภายในถ้ำ และอาจทำให้ถ้าหลวงกลายเป็น “ถ้ำตาย” ได้

ทั้งนี้แม้คำสั่งเสียงดังฟังชัดออกมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ ขณะที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะเจ้าของพื้นที่ก็ได้แสดงการตอบรับเรื่องดังกล่าวอย่างดี

แต่หลังจากนี้ก็ยังอยากได้ยิน กรมอุทยานฯ ช่วยออกมาสรุปให้ชัดๆ ถึงสถานการณ์ของถ้ำหลวงว่า ระบบนิเวศน์ของถ้ำเสียหายมากน้อยขนาดไหน และจะต้องดำเนินการฟื้นฟูอย่างไร เพราะดังที่เคยบอกไปแล้วเหมือนกันครับว่า ช่วยเด็กให้ปลอดภัยแล้ว ก็ต้องช่วยถ้ำให้ปลอดภัยด้วย

“วิน-วิน” กันทั้งคนและธรรมชาติครับ

มะลิลา

สทนช.ขับเคลื่อนจัดทำSEAโครงการน้ำ ลดเผชิญหน้าประชาชน-เพิ่มความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350987

สทนช.ขับเคลื่อนจัดทำSEAโครงการน้ำ  ลดเผชิญหน้าประชาชน-เพิ่มความยั่งยืน

สทนช.ขับเคลื่อนจัดทำSEAโครงการน้ำ ลดเผชิญหน้าประชาชน-เพิ่มความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมเชิงนโยบายและระดับยุทธศาสตร์ ระดมสมองหน่วยงานด้านน้ำ เตรียมพร้อมขับเคลื่อนกระบวนการจัดทำ “SEA” ศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมก่อนพัฒนาโครงการบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ พุ่งเป้าลดปัญหาความขัดแย้งกับประชาชน มุ่งสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ รองรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า การพิจารณาโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศในช่วงที่ผ่านมา จะใช้แนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งระยะหลังมักเกิดปัญหาการต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์หรือประชาชนในพื้นที่ตามมา เนื่องจากขาดความไว้วางใจและขาดความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานเจ้าของโครงการกับชุมชน จึงมีความจำเป็นต้องปฏิรูปกระบวนการดังกล่าวทั้งเชิงระบบและโครงสร้าง โดยปัจจุบันแนวทางที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายและถูกนำไปใช้ในประเทศต่างๆ ในฐานะเครื่องมือนำไปสู่ทางออกของปัญหาความขัดแย้งระหว่างสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนา คือ การศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA)

“SEA เป็นการศึกษาประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การพัฒนานโยบาย แผนงาน และโครงการขนาดใหญ่ โดยบูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี แล้วเปรียบเทียบทางเลือกเพื่อให้การตัดสินใจมีคุณภาพ รอบคอบ โปร่งใส และมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยการดำเนินการ SEA จะทำก่อนขั้นตอนการพัฒนาโครงการ ซึ่งสามารถช่วยชี้ว่านโยบาย แผนงาน และโครงการขนาดใหญ่ลักษณะใดเหมาะสมกับพื้นที่และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน”

นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า SEA ถูกนำมาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 เห็นชอบให้หน่วยงานต่างๆ นำหลักการ SEA ไปใช้ แต่ให้เป็นไปโดยสมัครใจ กระทั่งล่าสุดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) จึงมีการผลักดันให้นำมาใช้โดยมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินพัฒนาโครงการต่างๆในอนาคต ต้องมีการจัดทำ SEA ด้วย โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาแนวทางปฏิบัติให้เหมาะสมกับการนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ

ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการด้านน้ำ สทนช. ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่บูรณาการข้อมูล แผนงาน โครงการ และควบคุมการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน 38 หน่วยงานใน 7 กระทรวงให้มีเอกภาพ จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมเชิงนโยบายและระดับยุทธศาสตร์ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ กรุงเทพฯ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดและขั้นตอนการทำ SEA รวมทั้งระดมสมองหาวิธีการที่เหมาะสมในการจัดทำ SEA ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสมต่อการขับเคลื่อนในอนาคตต่อไป

โดยการประชุม ประกอบด้วย การบรรยายเรื่อง “SEA กับการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”, การเสวนาเรื่อง “ความสำคัญของ SEA กับการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย” และ “ใช้ SEA อย่างไรให้ช่วยสร้างสรรค์งานบริหารจัดการน้ำ” และการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อระดมความคิดเห็นเรื่องแนวทางการประยุกต์ใช้ SEA กับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทย

“เป้าหมายสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การเตรียมความพร้อมในการวางกระบวนการศึกษา SEA ด้านทรัพยากรน้ำ เนื่องจากในอนาคตการจัดทำรายงาน EIA ในประเทศไทย ต้องมีการประเมิน SEA ด้วย แม้ขณะนี้กฎหมายยังไม่ได้บังคับให้ทำ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรดำนินการ เพื่อลดปัญหาข้อขัดแย้งและสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ อันจะส่งผลให้การพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำของประเทศเกิดความมั่นคงและยั่งยืนได้ต่อไปในอนาคต” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

กระตุ้นทำบัญชีวางแผนชีวิต ชูโมเดล‘3 คิด 4 รู้’หนุนเกษตรกรประสบความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350985

x

กระตุ้นทำบัญชีวางแผนชีวิต ชูโมเดล‘3 คิด 4 รู้’หนุนเกษตรกรประสบความสำเร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินงานส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคลให้กับเกษตรกรและสมาชิกสถาบันเกษตรกร โดยจัดอบรมสอนแนะการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ สามารถนำมาวิเคราะห์วางแผนประกอบอาชีพ โดยนำแนวคิด 3 คิด 4 รู้ สู่ความพอเพียง ซึ่งเป็นการนำหลักบัญชีมาผสมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวทางในการดำเนินการตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ผ่านโครงการต่างๆ รวมทั้งได้สร้างอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ส่งเสริมการจัดทำบัญชีให้แก่เกษตรกร ใน 3 กิจกรรม ได้แก่ การอบรมสอนแนะ การกำกับกระตุ้น และการติดตามเก็บข้อมูลทางบัญชี ซึ่งในปัจจุบันได้มีการพัฒนาโปรแกรมบัญชีรายบุคคลเป็น Application ชื่อ Smart Me เพื่อให้เกษตรกรใช้ในการบันทึกบัญชีอีกด้วย

สำหรับแนวคิด 3 คิด 4 รู้ สู่ความพอเพียงประกอบด้วย 1.คิดจำแนก เพื่อให้รู้รายได้-รายจ่าย รู้จักการใช้จ่ายของตนเองอย่างพอประมาณ อย่างมีเหตุผล ประหยัด และใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น 2.คิดปะติดปะต่อ เพื่อให้รู้หนี้สิน ได้ปลดหนี้ สามารถเปรียบเทียบรายได้ รายจ่าย ฝึกนิสัยการใช้จ่ายเงิน 3.คิดหลักบัญชี เพื่อให้รู้ทิศทางอนาคตตนเอง รายจ่ายสมดุลกับรายรับ รู้จักออมเงิน มีกลไก ลดความเสี่ยง

“กรมได้ส่งเสริมให้เกษตรกรนำแนวทาง 3 คิด 4 รู้ นี้ไปใช้เป็นหลักคิดในการทำบัญชี เริ่มจาก ลงมือทำบัญชีทุกวัน เพื่อให้รู้จักคิดจำแนกรายได้ รายจ่าย สามารถเปรียบเทียบรายได้ รายจ่าย ฝึกนิสัยการใช้จ่ายเงิน ทำให้มีเงินพอใช้ ได้ปลดหนี้ สุดท้ายคือ การรู้ทิศทางอนาคตของตนเอง สร้างนิสัยการออม ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ที่สำคัญคือ การจดแบบไม่หลอกตัวเอง จดไปตามข้อเท็จจริง ซึ่งหากท่านใดยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการทำบัญชี กรม มีเครือข่ายครูบัญชี จำนวน 6,538 คน กระจายอยู่ในทุกจังหวัด ซึ่งจะเป็นตัวแทนในการเข้าไป สอนแนะการทำบัญชีให้ โดยผู้ที่สนใจให้ครูบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของกรมเข้าไปชี้แนะ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ทุกจังหวัด หรือที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ CALL CENTER 0-2016-8888 เพราะหากรู้จักหากิน แต่ไม่รู้จักการทำบัญชีก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จ” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

เล็งสร้างอ่างฯ‘ห้วยแม่ละเมา’ กรมชลพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/350986

x

เล็งสร้างอ่างฯ‘ห้วยแม่ละเมา’ กรมชลพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน

วันพุธ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 15.27 น.

เล็งสร้างอ่างฯ‘ห้วยแม่ละเมา’

กรมชลพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน

รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก

ศึกษา3จุดทั่ว‘ลุ่มน้ำแม่ละเมา’

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนให้เขตเศรษฐกิจพิเศษตากที่มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีแผนดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในลุ่มน้ำแม่ละเมาซึ่งเป็นสาขาใหญ่ของแม่น้ำเมยเบื้องต้นจำนวน 3 แห่งคือ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนกลาง-บ้านใหม่พัฒนา โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยอุ้มเปี้ยมตอนบน และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่กึ๊ดหลวงตอนบน ซึ่งจะสามารถเก็บน้ำได้รวมกันมากกว่า 170 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็นปริมาณน้ำประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำที่ไหลผ่านลำห้วยแม่ละเมา คือ 314 ล้านลบ.ม.ต่อปี

ทั้งนี้การพัฒนาแหล่งน้ำทั้ง 3 แห่งดังกล่าว จะสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก ครอบคลุมพื้นที่ อ.แม่สอด อ.แม่ระมาด และ อ.พบพระ โดยเฉพาะโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนกลาง-บ้านใหม่พัฒนา ซึ่งเป็นอ่างขนาดกลางมีความจุถึง 85 ล้าน ลบ.ม. เมื่อก่อสร้างเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่สำคัญ สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษตากอย่างมาก เพราะจะทำให้มีน้ำต้นทุนพอเพียงสำหรับที่จะโรยน้ำ ให้กับเขื่อนทดน้ำโกกโก่ เพื่อส่งให้กับพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานได้อีกกว่า 50,000 ไร่ และยังจะทำให้มีน้ำเพียงพอที่จะส่งให้กับภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวในพื้นที่ิีอีกด้วย

“เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่เห็นด้วยที่จะให้ก่อสร้าง อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนกลาง-บ้านใหม่พัฒนา ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะเสนอต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พิจารณาเห็นชอบในหลักการก่อนที่จะสำรวจและออกแบบ และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติภายในปี 2562 คาดว่าประมาณปี 2563 จะสามารถ เริ่มดำเนินการก่อสร้าง โดยใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปีจึงจะแล้วเสร็จ” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า ภาคเกษตรกรรมของทั้ง 3 อำเภอมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นเนื่องจากเป็นนิคมสหกรณ์ผลิตข้าวโพด รองจากจังหวัดเพชรบูรณ์ และยังมีการผลิตเมล็ดพันธุ์ส่งขาย นอกจากนี้ ภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวต่อเนื่อง เฉพาะพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมาที่ อ.แม่สอด ซึ่งมีมูลค่าการค้าขายหลายหมื่นล้านบาทต่อปี พบว่าความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นจากปีละ 14 ล้านลบ.ม. เป็น 21 ล้านลบ.ม.ในอีก 2 ปีข้างหน้า และภายใน 10 ปี จะเพิ่มเป็น 38 ล้านลบ.ม.

ดังนั้นหากอ่างฯห้วยแม่ละเมาสร้างเสร็จ นอกจากมีน้ำมาเสริมพื้นที่เกษตรแล้ว สิ่งสำคัญคือ จะทำให้มีน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภค รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษของ อ.แม่สอด ได้อย่างพอเพียง เนื่องจากมีแผนสร้างโรงสูบน้ำบริเวณหน้าเขื่อนทดน้ำโกกโก่เพื่อส่งน้ำดิบลงไปผลิตประปาใน เขตอำเภอแม่สอด พร้อมกับสร้างสถานีสูบน้ำที่ฝายท่าวังผา บริเวณปลายแม่น้ำเมยแล้วดึงน้ำไปใช้ได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการใช้ประโยชน์น้ำลำห้วยแม่ละเมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของลุ่มน้ำ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รอการสร้างอ่างฯห้วยแม่ละเมา กรมชลประทานกำลังดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบนซึ่งจะสร้างเสร็จภายในปีนี้ สามารถเก็บน้ำได้ 13 ล้านลบ.ม. น่าจะเพียงพอสำหรับการสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับ อ.แม่สอดได้ในระยะหนึ่ง