กษ.โต้มอร์มูฟ ยันปลูกพืช’ไฮโดรโปนิกส์’ไม่ใช่เกษตรอินทรีย์ ใช้สารเคมี-กำจัดศัตรูพืชได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351980

กษ.โต้มอร์มูฟ ยันปลูกพืช'ไฮโดรโปนิกส์'ไม่ใช่เกษตรอินทรีย์ ใช้สารเคมี-กำจัดศัตรูพืชได้

กษ.โต้มอร์มูฟ ยันปลูกพืช’ไฮโดรโปนิกส์’ไม่ใช่เกษตรอินทรีย์ ใช้สารเคมี-กำจัดศัตรูพืชได้

วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 18.12 น.

16 ก.ค.61 นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีเพจ MOREMOVE นำเสนอข้อมูลจากมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ระบุว่า พบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานในผักไฮโดรโปนิกส์มากกว่าผักปลูกโดยใช้ดินนั้น ว่า กรมวิชาการเกษตรมีภารกิจในการกำกับดูแลและให้การรับรองแหล่งผลิตพืชในระบบ GAP และเกษตรอินทรีย์ ซึ่งรวมถึงการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ด้วย ซึ่งเป็นการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน อาศัยการให้ธาตุอาหารในรูปแบบสารละลาย แต่การปลูกบางพื้นที่ยังใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ รวมทั้งการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่การทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรจึงสามารถใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามคำแนะนำบนฉลากวัตถุอันตรายได้ และเว้นระยะการใช้ก่อนการเก็บเกี่ยวเช่นเดียวกับการปลูกพืชในระบบ GAP หรือการปลูกพืชในระบบอื่น ซึ่งหากปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าวจะไม่มีสารตกค้างในผลผลิตแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชในดินโดยปกติสารเคมีจะมีการสลายตัวได้เร็ว เนื่องจากปัจจัยของอุณหภูมิและแสงแดดรวมทั้งมีจุลินทรีย์ที่ช่วยสลายสารเคมีลงไปในดิน แต่การปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินหรือในโรงเรือนจะไม่มีจุลินทรีย์เป็นตัวช่วยจึงสลายตัวได้ช้า อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรมีคำแนะนำให้เกษตรกรที่ปลูกพืชในโรงเรือนใช้ชีวภัณฑ์ เช่น ไตรโครเดอร์มา และไส้เดือนฝอยทดแทนการใช้สารเคมี หรือหากมีความจำเป็นต้องใช้ให้ใช้ตามคำแนะนำในฉลาก และเว้นระยะการใช้ก่อนการเก็บเกี่ยวให้ถูกต้อง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า นอกจากการให้การรับรองแหล่งผลิตแล้วกรมวิชาการเกษตรยังมีมาตรการในการเผ้าระวังสารพิษตกค้างในผลผลิต โดยติดตามสุ่มเก็บตัวอย่างผลผลิตแล้วนำมาตรวจวิเคราะห์สารตกค้างในห้องปฏิบัติการ โดยสุ่มเก็บทั้งในแปลงซึ่งเป็นแหล่งผลิต จุดรวบรวมผลผลิตในและโมเดิร์นเทรด ซึ่งเป็นแผนงานประจำทุกปีและเพิ่มแผนการสุ่มตรวจในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น ตรุษจีน และปีใหม่ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดยในปี 2561 นี้ได้มีแผนการสุ่มเก็บตัวอย่างทั่วประเทศ รวมจำนวน 9,000 – 10,000 ตัวอย่าง

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังได้จัดทำโครงการวิจัยแร่งด่วน โดยทำการสำรวจสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อมบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย และวิจัยสารพิษตกค้างในพืชผัก ผลไม้ ที่มีความเสี่ยงจากสารเคมีทางการเกษตรด้วย โดยสำรวจและติดตามผลกระทบในน้ำและดิน มีเป้าหมายในการเก็บชนิดและจำนวนตัวอย่าง 800 ตัวอย่าง เพื่อนำมาตรวววิเคราะห์สารตกค้าง

“การสุ่มตัวอย่างพืชผักที่จำหน่ายในประเทศเป็นการกำกับดูแล ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมวิชาการเกษตร สุ่มตรวจสารตกค้างในพืชที่ได้รับรองมาตรฐาน GAP หากพบเกินค่ามาตรฐานจะดำเนินการแจ้งเตือนเกษตรกรให้ปรับปรุงแก้ไข หากไม่แก้ไขจะมีการพักใช้หรือเพิกถอนการรับรองต่อไป อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค โดยดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา , กรมส่งเสริมคุณภาพและสิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขจังหวัด เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ปรับพลวัตงานภาคการเกษตร n ติวเข้มจนท.ความรู้-งานวิจัย-นวัตกรรมถ่ายทอดสู่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351740

x

ปรับพลวัตงานภาคการเกษตร n ติวเข้มจนท.ความรู้-งานวิจัย-นวัตกรรมถ่ายทอดสู่เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.25 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงก้าวสู่บริบทใหม่ในการพัฒนา เพื่อก้าวสู่กระแสโลกอนาคต ทั้งความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่มีแนวโน้มของสังคมผู้สูงอายุ กระแสความต้องการ สุขภาพและชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีการคิดค้นนวัตกรรมภายใต้แนวคิดของการตัดลดสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือไม่ต้องการให้น้อยลงเรื่อยๆ จนเหลือศูนย์ หรือไม่มีเลย การขาดแคลนทรัพยากร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เป็นอัจฉริยะต้องสอดคล้องกับแนวคิดสีเขียว ดังนั้น ภาคการเกษตรของไทยจึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรอบด้าน กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาท ภารกิจในการดูแลและพัฒนาเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร องค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ฝึกอาชีพเกษตรกรและให้บริการทางการเกษตร พัฒนาส่งเสริมและประสาน การถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรและจัดการผลิตพืช ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้กับเกษตรกร จึงต้องปรับตัวและก้าวให้ทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีนโยบายในการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาวิชาการด้านการวิจัย และการส่งเสริมการเกษตร ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและสถาบันการศึกษาในภูมิภาค เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานวิจัย สร้างรากฐานทางวิชาการ เสริมสร้างทักษะศักยภาพ และเพิ่มวุฒิบัตรทางการศึกษาให้กับเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรสู่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

นายสมจิตร ธีระบุญชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัด ขอนแก่น ได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การพัฒนางานวิชาการด้านการวิจัยและการส่งเสริมการเกษตร ระหว่าง กรมส่งเสริมการเกษตรและมหาวิทยาลัยขอนแก่นขึ้น เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมประตูน้ำโฮเต็ล อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานการพัฒนาวิชาการด้านการวิจัยและการส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมการขยายผลเทคโนโลยี นวัตกรรม และงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในงานส่งเสริมการเกษตร และกำหนดแนวทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพให้แก่บุคลากรของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อให้สามารถนำความรู้และผลงานวิจัยใหม่ๆ ไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 16 กรกฎาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351736

586851

ชายคาพระพิรุณ : 16 กรกฎาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวกลับมาเล่าข่าวเหมือนเดิมครับ..สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้ยินดีที่น้องๆ ทีมหมูป่าอะคาเดมีทั้ง 13 คน ออกมาจากถ้ำหลวงได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นน้ำใจของทั้งคนไทยและต่างชาติ ได้เห็นความร่วมมือของทุกฝ่ายที่มีเป้าหมายเดียวกันคือหมูป่าทั้ง 13 ตัวต้องปลอดภัย ขุนเกษตราจึงอยากฝากถึงน้องๆ ว่า นับจากนี้ไปจะต้องดำเนินชีวิตโดยเป็นคนดีของสังคม โตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพเพื่อจะได้ตอบแทนสังคมและประเทศชาติในอนาคต…ภารกิจกู้ภัยครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบพื้นที่ทำการเกษตรรอบถ้ำหลวง โดยเฉพาะนาข้าวที่เป็นพื้นที่รับน้ำเพื่อช่วยเหลือน้องๆ ทีมหมูป่า และทันทีที่ภารกิจกู้ภัยเสร็จสิ้น ภารกิจฟื้นฟูช่วยเหลือเกษตรกรก็ได้ดำเนินการทันที โดย นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ลงพื้นที่มอบปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติจากการรับน้ำรอบพื้นที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาคลุกกับเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรจะทำการปลูกหลังน้ำลด เพื่อใช้ป้องกันและกำจัดโรคข้าวที่อาจเกิดขึ้นได้หลังน้ำลด ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่ทางการเกษตร ณ วันที่ 10 ก.ค. พบพื้นที่เสียหายสิ้นเชิง 1,266.75 ไร่ เกษตรกร 126 ราย วงเงินขอรับความช่วยเหลือ 1,409,892.75 บาท ซึ่งอยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถอนุมัติได้ทันที …ขุนเกษตรา ต้องขอบคุณในน้ำใจของพี่น้องเกษตรกรรอบๆ พื้นที่ถ้ำหลวงที่ยอมเสียสละให้น้ำไหลลงพื้นที่นาของตนเองเพื่อแลกกับ 13 ชีวิต ต่อจากนี้ก็คงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องดูแลชดเชยตามระเบียบ หลักเกณฑ์และความเหมาะสมต่อไป…

สัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้โชว์ความสำเร็จของการส่งเสริมช่องทางตลาดผลไม้ไทยสู่ประเทศจีน
โดยจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างบริษัท Shanghai Win Chain Supply Management Co., Ltd. ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางในการจัดหาสินค้าจากทั่วโลกส่งให้กับกลุ่มธุรกิจอาหารสดของอาลีบาบา กรุ๊ป ประเทศจีน กับตัวแทนสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ภาคตะวันออก 3 แห่ง เพื่อทำข้อตกลงซื้อขายทุเรียนของไทยไปจำหน่ายผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ในประเทศจีน ซึ่งการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ สืบเนื่องจากที่บริษัทอาลีบาบา กรุ๊ป ของจีนได้ให้ความสนใจและต้องการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากไทย รวมถึงทุเรียน ไปจำหน่ายผ่านช่องทางต่างๆ ของอาลีบาบา เช่น เว็บไซต์ Tmall.com

ความร่วมมือกับอาลีบาบา กรุ๊ปของจีนในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสทางการตลาดผลไม้ของสหกรณ์ครั้งสำคัญ ที่จะสามารถส่งผลไม้ของไทยไปจำหน่ายผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ของประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่กว้างและเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยด้วย…

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : ผลไม้ภาคใต้4ชนิดพร้อมออกสู่ตลาดช่วงครึ่งปีหลัง หนุนประชาชนบริโภคผลไม้ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351743

รายงานพิเศษ : ผลไม้ภาคใต้4ชนิดพร้อมออกสู่ตลาดช่วงครึ่งปีหลัง  หนุนประชาชนบริโภคผลไม้ไทย

รายงานพิเศษ : ผลไม้ภาคใต้4ชนิดพร้อมออกสู่ตลาดช่วงครึ่งปีหลัง หนุนประชาชนบริโภคผลไม้ไทย

วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากผลไม้ภาคตะวันออก ได้ออกตลาดมาให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลองจนใกล้จะหมดฤดู ก็จะมาถึงช่วงของผลไม้ในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังเริ่มทยอยออกมาอีกระลอก ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.ได้ร่วมมือกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจ 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ปี 2561 ภาพรวมทั้งประเทศ รวมทุกจังหวัดที่มีเนื้อที่ให้ผลแล้วพบว่า ทุเรียนมีผลผลิตรวม 726,809 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 91,778 ตัน เพิ่มขึ้น 14.45% เงาะมีผลผลิตรวม 275,366 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 26,253 ตัน เพิ่มขึ้น 10.54% มังคุดมีผลผลิตรวม 167,156 ตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 42,724 ตัน ลดลง 20.36% และลองกองมีผลผลิตรวม 103,145 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 55,086 ตัน เพิ่มขึ้น 114.62% ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายเดือนมิถุนายน 2561 พบว่า ทุเรียนออกสู่ตลาดแล้ว 435,368 ตัน หรือ 60% เงาะออกสู่ตลาดแล้ว 159,715 ตัน หรือ 58% มังคุดออกสู่ตลาดแล้ว 55,800 ตัน หรือ 33% และลองกองออกสู่ตลาดแล้ว 4,424 ตัน หรือ 4% โดยมีแหล่งผลิตจากภาคตะวันออก ขณะที่ผลไม้ภาคใต้กำลังเริ่มทยอยให้ผลผลิต

 

สำหรับสถานการณ์ผลผลิตผลไม้ 4 ชนิดในช่วงครึ่งปีหลัง (ก.ค.-ธ.ค.) ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจากภาคใต้ ซึ่งพบว่า ทุเรียน จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก 40% รวมประมาณ 291,441 ตัน ซึ่งจะออกสู่ตลาดมากช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. แต่จะออกมากสุดในช่วงเดือนส.ค. ส่วนเงาะจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก 42% หรือประมาณ 115,651 ตัน และจะออกสู่ตลาดมากในช่วงส.ค.-ก.ย. มังคุด จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก 64% รวมประมาณ 111,356 ตัน และจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. แต่จะออกมากสุดในช่วงเดือนส.ค. และลองกองจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก 96% รวมประมาณ 98,721 ตัน ซึ่งจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนส.ค.-ต.ค.แต่ออกมากสุดในเดือนก.ย.

แม้ทุเรียนและมังคุดของภาคตะวันออกได้ออกสู่ตลาดไปแล้ว แต่ผู้บริโภคสามารถรอผลผลิตจากภาคใต้ที่จะออกมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมได้เช่นกัน ส่วนลองกอง โดยเฉพาะลองกองตันหยงมัส ผลผลิตจะออกสู่ตลาดในเดือนส.ค.เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคช่วยกันสนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรในช่วงเวลาดังกล่าว และหากท่านที่ต้องการอุดหนุนหรือสั่งจองในปริมาณมาก สามารถติดต่อโดยตรงไปยังเกษตรจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด หรือสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นหลักการบริหารจัดการผลไม้ให้มีข้อมูลการผลิตที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงกับตลาด
ผู้ซื้อได้อย่างเหมาะสมโดยให้จังหวัดมีการบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง จัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ ซึ่งมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลัก เชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในจังหวัด ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นบริหารจัดการเชิงปริมาณจัดสมดุลอุปสงค์ อุปทาน ด้วยการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยให้รวมกลุ่มเพื่อผลิตไม้ผลคุณภาพตามระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถผลิตไม้ผลคุณภาพนอกฤดู พร้อมเชื่อมโยงและหาตลาดรองรับผลผลิตอย่างต่อเนื่อง

เปิดหลักสูตรผู้สอบบัญชีสหกรณ์ พัฒนาทักษะ-เท่าทันสถานการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351737

เปิดหลักสูตรผู้สอบบัญชีสหกรณ์  พัฒนาทักษะ-เท่าทันสถานการณ์

เปิดหลักสูตรผู้สอบบัญชีสหกรณ์ พัฒนาทักษะ-เท่าทันสถานการณ์

วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตร ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ระดับกลาง รุ่นที่ 2 ว่า เนื่องจากปัจจุบันสหกรณ์ดำเนินธุรกิจที่ซับซ้อนและการทำธุรกรรมทางการเงินมีการขยายตัวที่รวดเร็วและมีความยุ่งยากในการตรวจสอบ ประกอบกับเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะช่วยในการสอบบัญชีมีความก้าวหน้าทันสมัยเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งผู้สอบบัญชีต้องมีการพัฒนาปรับปรุงตนเองให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ดังนั้น ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ระดับกลางที่เป็นผู้สอบบัญชีระดับ 2-3 ซึ่งเป็นบุคลากรด้านสอบบัญชีส่วนใหญ่ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จำเป็นต้องพัฒนาความรู้และทักษะให้ก้าวทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อสามารถตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ สามารถให้คำแนะนำในการบริหารจัดการและการควบคุมภายในอย่างเป็นระบบและเหมาะสมสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ลดหรือป้องกันการเกิดข้อบกพร่องได้ อันจะส่งผล ให้สหกรณ์มีระบบการบริหารจัดการที่ดี มีความโปร่งใส และเป็นที่เชื่อถือศรัทธาต่อมวลสมาชิก โดยการอบรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-11 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการปฏิรูปที่ดิน อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีข้าราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ระดับชำนาญการที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สอบบัญชีระดับ 2 และ 3 ไม่เกษียณอายุในปี 2561 และสามารถเข้ารับการอบรมได้ตลอดหลักสูตรจำนวน 80 คน เข้ารับการอบรม

เร่งสางปัญหาลุ่มน้ำปิงตอนบน n สทนช.วางแผนบริหารจัดการเชิงพื้นที่เป็นระบบทั้งลุ่มน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351739

x

เร่งสางปัญหาลุ่มน้ำปิงตอนบน n สทนช.วางแผนบริหารจัดการเชิงพื้นที่เป็นระบบทั้งลุ่มน้ำ

วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ลุ่มน้ำในภาคเหนือโดยเฉพาะลุ่มน้ำปิงตอนบน ยังเป็นลุ่มน้ำที่ประสบปัญหาทั้งน้ำท่วมในฤดูฝนและขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง รวมทั้งมีปัญหาคุณภาพน้ำและการกำจัดวัชพืชในลำน้ำอีกด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงสั่งการให้ สทนช. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Based) ทั้งลุ่มน้ำ

สำหรับลุ่มน้ำปิงตอนบน แม้จะมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นต้น แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากน้ำได้ทั้งลุ่มน้ำ จำเป็นจะต้องมีการพัฒนาวางแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในลำน้ำปิง ซึ่งเป็นลำน้ำสายหลักของลุ่มน้ำ ล่าสุด ได้มีการก่อสร้างฝายวังปาน จังหวัดลำพูน ปิดกั้นลำน้ำปิงที่ บ้านท่าหลุก ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“ฝายวังปาน เป็นฝายคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดโค้ง พร้อมช่องระบายทราย มีความยาวทั้งสิ้น 130 เมตร โดยก่อสร้างทดแทนฝายเดิมที่ชำรุดเสียหาย เพื่อส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร และการอุปโภค บริโภคของราษฎร ในเขตอำเภอเวียงหนองล่อง และอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน สามารถกักเก็บน้ำในลำน้ำได้ประมาณ 9 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ทั้งหมด 9,000 ไร่” นายสมเกียรติกล่าว

นอกจากนี้ในลำน้ำปิงตอนบนยังได้มีการก่อสร้างฝายดอยน้อย ที่ตำบลดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการโดยกรมชลประทาน เพิ่มขึ้นอีกแห่ง เป็นการสร้างทดแทนฝายเดิมที่ชำรุดเสียหาย เป็นฝายคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดโค้ง พร้อมช่องระบายทราย มีความยาวทั้งสิ้น 125 เมตร เพื่อควบคุมและระบายน้ำของลำน้ำปิงในเขตบ้านดอยน้อยและพื้นที่ใกล้เคียง สามารถบริหารจัดการน้ำในการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของราษฎรได้ประมาณ 17,000 ไร่ และยังสนับสนุนสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำเพื่อการหาน้ำอุปโภคบริโภคของราษฎรในเขตพื้นที่ตำบลดอยหล่อ และพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ให้ราษฎรในเขตพื้นที่โครงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

‘กรมการข้าว’คิกออฟแผนผลิตข้าวทั่วปท. หนุนปลูกข้าวพันธุ์ใหม่-พื้นนุ่มป้อนตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351774

'กรมการข้าว'คิกออฟแผนผลิตข้าวทั่วปท. หนุนปลูกข้าวพันธุ์ใหม่-พื้นนุ่มป้อนตลาด

‘กรมการข้าว’คิกออฟแผนผลิตข้าวทั่วปท. หนุนปลูกข้าวพันธุ์ใหม่-พื้นนุ่มป้อนตลาด

วันอาทิตย์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 17.23 น.

15 ก.ค.61 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งให้นำการตลาดมาวางแผนการผลิตข้าวทั้งประเทศอย่างเป็นระบบตามแผนข้าวครบวงจร ซึ่งบูรณาการทำงานกัน 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย โดย 3 ปีที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการทำนาในระบบแปลงใหญ่ ซึ่งได้ผลดีในการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และปรับปรุงคุณภาพผลผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่เดิมชาวนาส่วนใหญ่ คุ้นเคยกับการปลูกข้าวพื้นแข็ง ได้แก่ สายพันธุ์ กข 41 57 61 ชัยนาท 1 ส่วนข้าวพื้นนุ่ม ได้แก่ สายพันธุ์กข 21 , 43 , 59 พิษณุโลก 80 ยังปลูกกันไม่มาก พื้นที่ปลูกข้าวทั้ง 2 กลุ่ม อยู่ในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง

“ขณะนี้ชาวนาตื่นตัวมาก ที่จะปรับการปลูกข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดจากการเข้าไปส่งเสริมของกรมการข้าว ซึ่งมีนโยบายจำแนกตลาดข้าวให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น จากเดิมแบ่งเป็นตลาดข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุม ข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวสี ขณะนี้ได้จำแนกข้าวขาวให้แบ่งย่อยเป็นข้าวพื้นแข็งและข้าวพื้นนุ่ม จะส่งเสริมข้าวพันธุ์ใหม่ กข 77 และพันธุ์เหลือง
ใหญ่ 48 ซึ่งสมาคมผู้ส่งออกข้าวระบุว่าข้าวพื้นนุ่มกำลังเป็นที่ต้องการของประเทศจีน โดยประเทศเวียดนาม ได้เริ่มส่งเข้าไปขายที่จีนแล้ว” นายอนันต์ กล่าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า วางแผนการผลิตข้าวปี 2561/2562 เพิ่มการส่งเสริมการผลิตข้าวพื้นนุ่มให้มากขึ้น เพื่อส่งตลาดในจีน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดียังคงนิยมข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นข้าวที่มีคุณภาพระดับดีมากและราคาสูง ส่วนผู้บริโภคทั่วไปต้องการข้าวพื้นนุ่ม ซึ่งราคาลดหลั่นลงมา พร้อมกับสนับสนุนการจับคู่ค้าระหว่างกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ผลิตข้าวพื้นนุ่มกับผู้ส่งออก เพื่อทดลองทำตลาดจีนหลายกลุ่มแล้วและปีการผลิต 2562 จะส่งเสริมการผลิตข้าวพื้นนุ่มสายพันธุ์ต่างๆ ป้อนตลาดจีน​ตลาดอาเซียน​ และตลาดต่างประเทศอื่นๆ

สมคิด-กฤษฏาจัดโปรแรง เลิกปลูกข้าวนาปรังรอบ2-3กว่า3ล้านไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351720

สมคิด-กฤษฏาจัดโปรแรง เลิกปลูกข้าวนาปรังรอบ2-3กว่า3ล้านไร่

สมคิด-กฤษฏาจัดโปรแรง เลิกปลูกข้าวนาปรังรอบ2-3กว่า3ล้านไร่

วันอาทิตย์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 14.38 น.

สมคิด – กฤษฏา จัดโปรแรงเลิกปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 – 3 กว่า 3 ล้านไร่ ชงสูตรการผลิตใหม่ ดีเดย์ฤดูกาลหน้าเปลี่ยนนาข้าวปลูกข้าวโพดเล็งเป้าพื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง ภาคอีสาน

15 ก.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าเวลา 09.00 น. ในวันจันทร์ที่ 16 ก.ค. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมากระทรวงเกษตร ร่วมประชุมกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ วางแผนการผลิตใหม่ พร้อมกับผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ผู้จัดการธนาคารเอสเอ็มอี (SME) โดยหารือถึงแนวทางพัฒนาอาชีพและช่วยเหลือเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการพักหนี้ 3 ปี และเรื่องแนวทางการจัดทำแผนการผลิตทางการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดหรือไม่ผลิตล้นตลาด

นายกฤษฏา กล่าวว่ากระทรวงเกษตรฯได้จัดเตรียมนำเสนอข้อมูล รายละเอียดวิธีการจัดทำแผนการผลิตทางการเกษตรให้ชัดเจนว่ากำหนดแผนการผลิตเกษตรกรรมอะไรบ้าง จะทำอย่างไรหรือมีมาตรการอะไรบ้างที่จะทำให้เกษตรกรทำการผลิตไม่ให้ผลผลิตล้นตลาดและจะใช้งบประมาณเท่าไหร่ในเรื่องอะไร ประเด็นสำคัญต้องมีมาตรการที่สร้างความมั่นใจให้เกษตรกรในการผลิตตามแผนแล้วจะมีรายได้มากขึ้นหรืออย่างน้อยทำตามแผนการผลิตแล้วจะไม่ขาดทุน

“แผนการผลิตใหม่ จะประกาศภายใน 3 เดือนนี้ มีมาตรการต่างๆ ออกมาอย่างรูปธรรมโดยประกาศใช้เขตเกษตรเศรษฐกิจ ผมเสนอท่านรองนายกฯ 2 แนวทาง คือประกาศเต็มพื้นที่ทั้งประเทศ หรือทำเฉพาะทดลอง ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ในพื้นที่เพาะปลูกเขตชลประทานภาคกลาง และพื้นที่สหกรณ์การเกษตรที่เข้มแข็ง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคอีสาน ผมมุ่งหวังผลปรับเปลี่ยนการทำนาครั้ง 2, 3 มาปลูกข้าวโพด หรือมันสำปะหลัง ลดพื้นที่ทำนา ประมาณ 2 – 3 ล้านไร่ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้มีมาตรการจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนนาข้าวไปปลูกข้าวโพด โดยรัฐจ่ายให้ไร่ละ 2 พันบาท แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยท่านรองนายกฯ ต้องการให้เสนอมาอย่างชัดเจนในการใช้งบประมาณและสามารถดำเนินได้รวดเร็วให้ทันฤดูกาลผลิตหน้าหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวรอบแรก” นายกฤษฏา กล่าว

ไร้ทุจริต! ปลัดเกษตรฯแจงยิบงบ2.5หมื่นล้านโครงการไทยนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351485

ไร้ทุจริต! ปลัดเกษตรฯแจงยิบงบ2.5หมื่นล้านโครงการไทยนิยม

ไร้ทุจริต! ปลัดเกษตรฯแจงยิบงบ2.5หมื่นล้านโครงการไทยนิยม

วันศุกร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 17.30 น.

13 ก.ค.61 นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยผลสอบข้อเท็จจริงโครงการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องมือคุรุภัณฑ์การเกษตร ในโครงการชะลอพืชผลการเกษตร (แก้มลิง) ของโครงการไทยนิยม ยั่งยืน วงเงิน 1.7 พันล้านบาท จ่ายอุดหนุนให้กับสหกรณ์การเกษตร 307 แห่ง โดยผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่า ไม่พบประเด็นการทุจริตใดๆ รวมทั้งในส่วนโครงการไทยนิยมฯ ของกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการ 22 โครงการ วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท แต่ถ้าใครพบทุจริตให้ช่วยแจ้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) , คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งการเบิกจ่ายงบในโครงการต่างๆ มีความจำเป็นต้องดำเนินการภายในวันที่ 30 ก.ย.เพื่อให้ทันฤดูกาลผลิตปีนี้

นายเลิศวิโรจน์ กล่าวว่า โครงการชะลอพืชผลการเกษตร สรุป 2 ประเด็น ที่มีการตั้งข้อสงสัยในการของบในแต่ละรายการ ที่สหกรณ์การเกษตร ต่างๆ ได้ของบเพื่อไปสมทบกับงบของสหกรณ์เอง ในการจัดซื้อคุรุภัณฑ์ ยุ้ง ฉาง ลานตาก ไซโล เครื่องมือประกอบธุรกิจการเกษตร ได้ให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการสอบภายใน 30 วัน โดยกรมชี้แจงว่าในส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังไม่บอกกรอบวงเงิน โดยแจ้งไปยังสหกรณ์ที่มีศักยภาพจะได้รับการสนับสนุนงบ ตามความจำเป็นการใช้งาน โดยวิธีการตั้งงบประมาณ ได้พิมพ์ลงอีบัสเจ็ต ว่าของบใด จำนวนเท่าไหร่ จึงทำให้มีความหลากหลาย ถ้าไม่มีราคามาตรฐาน ให้ไปขอจากผู้ค้า 3 ราย ในพื้นที่เพื่อเป็นราคาเปรียบเทียบ อันไหนไม่มีใช้ราคาต่ำสุด ดังนั้นสหกรณ์ 300 กว่าแห่ง จะมีคำของบมาเป็นหมื่นรายการ มีความหลากหลายมาก เพราะต่างสหกรณ์ต่างพื้นที่ และจากร้านค้าต่างๆ มาอ้างอิงกระบวนการต่อมากรมนำมาพิจารณาถึงความจำเป็น มีคณะทำงานจัดทำงบประมาณ มาดูรายละเอียด รายการใดมีประโยชน์กับสมาชิก และสเปกที่ขอมาเกินความจำเป็นหรือไม่ จึงทำสรุปในตอนแรกเป็นเงิน 6.4 พันล้านบาท เมื่อมาพิจารณาตัดทอนลงมา 4.9 พันล้านบาท แล้วส่งไปสำนักงบประมาณ ซึ่งระหว่างการดำเนินการ สำนักงบฯ แจ้งมาว่ามีวงเงิน 2 พันล้านบาท ในส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสำนักงบฯ มีกำหนดราคาไว้ด้วย ก่อนที่จะผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

“ผมเอง และผู้บริหารกระทรวง ได้พิจารณา งบ 1.7 พันล้านบาท ให้กับกว่า 300 สหกรณ์ จัดซื้อจัดจ้างคุรุภัณฑ์ และผ่านสำนักงบฯพิจารณา เป็นราคากำหนดตามมาตรฐาน เช่น รถโฟล์คลิฟท์ ขนาด 2 พันซีซี ซื้อได้หลายยี่ห้อ ราคาขอไปก็มีความแตกต่าง และสิ่งก่อสร้าง มีราคากำหนดไว้เป็นตารางเมตร” นายเลิศวิโรจน์ กล่าว

ด้าน นายจักรกฤษ แก้วทอง ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยาง จ.ตรัง กล่าวว่า ได้ยื่นของบซื้อรถโฟล์คลิฟท์ ขนาด 3 พันซีซี ราคา 1.3 ล้านบาทต่อคัน แต่ได้งบซื้อจริง 9.8 แสนบาท ซี่งได้เสนอราคาเปรียบเทียบจากบริษัทในพื้นที่ 2 ราย โดยสหกรณ์จ่ายเงินสมทบอีก 10% ส่วนสหกรณ์การเกษตร จ.เชียงราย เสนอซื้อรถโฟล์คลิฟท์ ราคา 9.5 แสนบาท ขนาด 2.5 พันซีซี ได้อนุมัติงบ 6.5 แสนบาท ในส่วนสหกรณ์การเกษตร จ.อุตรดิกต์ ก่อสร้างไซโล 45 ล้าน ซี่งต่ำกว่าราคากลาง จะใช้เก็บข้าวปีละ 7 หมื่นตัน โดยกรมให้ 39 ล้านบาท สหกรณ์สมทบ 14%

เกษตรฯอายัดปุ๋ย-วัตถุอันตรายผิดกฎหมาย2จว.มูลค่ากว่า20ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351425

เกษตรฯอายัดปุ๋ย-วัตถุอันตรายผิดกฎหมาย2จว.มูลค่ากว่า20ล้าน

เกษตรฯอายัดปุ๋ย-วัตถุอันตรายผิดกฎหมาย2จว.มูลค่ากว่า20ล้าน

วันศุกร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 15.28 น.

13 ก.ค.61 นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตร ทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบโกดังที่ ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พบวัตถุอันตราย 30 ตัน ปุ๋ย 20 ตัน อุปกรณ์การผลิต วัตถุดิบ ภาชนะบรรจุ ฉลากจำนวนมาก รวมมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างและอายัดไว้ทั้งหมด เนื่องจากเบื้องต้นพบความผิด คือ ผลิตและมีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต และผลิตปุ๋ยเคมีโดยไม่ได้อนุญาต

ขณะเดียวกันได้รับรายงานที่ จ.พิษณุโลก เพิ่มเติมอีกว่า เจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรได้เข้าตรวจสอบร้านค้าปุ๋ย ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบ มีใบอนุญาตขายปุ๋ย และใบอนุญาตมีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายถูกต้อง แต่จากการตรวจสอบผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายที่วางจำหน่ายอยู่บนชั้นภายในร้าน เบื้องต้นพบว่าเป็นทะเบียนที่หมดอายุแล้ว 6 รายการ และปุ๋ยเคมีธาตุอาหารรอง-เสริม ที่ไม่ระบุทะเบียนบนฉลากด้านในแต่ระบุที่ด้านนอก 4 รายการ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดทั้งหมดต่อไป