ล้อมคอกปัญหา‘ลุ่มน้ำพอง’ สทนช.คลอดแผนเพิ่มศักยภาพป้องกันอุทกภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352247

x

ล้อมคอกปัญหา‘ลุ่มน้ำพอง’ สทนช.คลอดแผนเพิ่มศักยภาพป้องกันอุทกภัย

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ปี 2560 ที่ผ่านมา ลุ่มน้ำพองซึ่งเป็นลุ่มน้ำสาขาที่สำคัญของลุ่มน้ำชีประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างรุนแรง เนื่องจากมีพายุพัดผ่านถึง 3 ลูก ทำให้น้ำล้นเขื่อนอุบลรัตน์ ส่งผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตรท้ายเขื่อนต่อเนื่องไปจนถึงลำน้ำชี ดังนั้นเพื่อป้องปัญหาในระยะยาว รัฐบาลจึงมอบให้สทนช.บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทานวางแนวทางการแก้ไขปัญหาและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำพอง

ทั้งนี้จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าจะต้องปรับปรุงเพิ่มระดับเก็บกักฝายหนองหวาย ที่สร้างกั้นลำน้ำพอง พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพความจุลำน้ำพอง กรณีเขื่อนอุบลรัตน์ ระบายน้ำมากกว่า 34 ล้าน ลบ.ม./วัน ให้สามารถป้องกันน้ำไม่ให้น้ำไหลย้อนเข้าลำห้วยสาขาท่วมพื้นที่นา และก่อสร้างประตูระบายน้ำพร้อมบานระบายน้ำรับน้ำแบบ 2 ทาง เพิ่มเติมบริเวณปากลำห้วยสาขาของลำน้ำพอง นอกจากนี้จะต้องก่อสร้างสถานีสูบด้วยไฟฟ้าที่ประตูระบายน้ำลำห้วยสาขาบางแห่ง เพื่อระบายน้ำฝนในพื้นที่ออกสู่ลำน้ำพอง ตลอดจนเสริมความแข็งแรงของคันคลองส่งน้ำเพื่อใช้เป็นพนังกั้นน้ำ รวมทั้งปรับปรุงท่อลอดคลองของแนวคันคลองส่งน้ำ โดยติดตั้งบานรับน้ำ 2 ทาง ในส่วนของถนนที่เป็นทางหลวงชนบท จะต้องปรับปรุงเสริมระดับถนนให้สูงเพียงพอป้องกันน้ำไหลข้ามถนน ให้ทำหน้าที่เป็นพนังกั้นน้ำ และก่อสร้างอาคารบังคับน้ำตัดกับลำน้ำ สามารถป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในกรณีการระบายจากเขื่อนอุบลรัตน์ประมาณ 50 ล้าน ลบ.ม./วัน ไม่ให้ล้นข้ามเข้าพื้นที่ป้องกันสำคัญ

“แม้การดำเนินงานตามแนวทางแก้ไขปัญหาและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำพองดังกล่าว ยังไม่แล้วเสร็จในปีนี้แต่ได้มีการบูรณาการวางแผนป้องกันปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมีการเสริมความแข็งแรงของคันคลองส่งน้ำ โดยเฉพาะจุดที่ถูกน้ำกัดเซาะขาดเป็นการชั่วคราว และซ่อมแซมท่อลอดคลองพร้อมติดตั้งบานระบายน้ำรับน้ำสองทางตามพื้นที่มีความเสี่ยงจะเกิดอุทกภัยรวมทั้งยังได้เพิ่มศักยภาพการระบายน้ำของสถานีสูบน้ำห้วยพระ คือ ที่จะระบายลงสู่แม่น้ำชี จากปัจจุบันที่มีเครื่องสูบน้ำ20 เครื่อง อัตราสูบ 3 ลบม./วินาที สูบได้วันละประมาณ 5 ล้าน ลบ.ม./วัน เป็น46 เครื่อง สามารถสูบน้ำได้ วันละ 7.5 ล้าน ลบ.ม./วัน เพียงพอที่จะปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ได้อย่างแน่นอน” เลขาธิการสทนช. กล่าว

อาลีบาบาลุยซื้อทุเรียน เซ็นเอ็มโอยู3สหกรณ์ตะวันออกไม่ต่ำกว่า3พันตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352246

x

อาลีบาบาลุยซื้อทุเรียน เซ็นเอ็มโอยู3สหกรณ์ตะวันออกไม่ต่ำกว่า3พันตัน

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า บริษัท Shanghai Win Chain Supply Management Co.,Ltd. หรือ Win Chain ซึ่งเป็นหน่วยงานจัดหาสินค้า ให้กับธุรกิจอาหารสดของอาลีบาบากรุ๊ป ประเทศจีน ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับสหกรณ์ผู้ผลิตทุเรียนในภาคตะวันออก ประกอบด้วย สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด จ.ระยอง สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด จ.จันทบุรี และสหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จำกัด จ.ตราด เพื่อนำทุเรียนไทยไปขายผ่านเว็บไซต์ Tmall.com ในเครืออาลีบาบา รวมถึงร้านสะดวกซื้อที่เป็นเครือข่ายตั้งอยู่ในเมืองต่างๆ ของจีน ทั้งนี้คาดว่าจะมียอดสั่งซื้อทุเรียนของสหกรณ์นำไปจำหน่ายที่ประเทศจีน ในฤดูกาลปี 2562 ปริมาณไม่น้อยกว่า 3,000 ตัน หรือ 800,000 ลูก มูลค่าประมาณ 360 ล้านบาท

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เป็นข้อตกลงในการสนับสนุนและร่วมมือด้านการส่งเสริมพัฒนา และผลักดันการ
ส่งออกทุเรียนในรูปแบบสดและแช่แข็งส่งไปสู่ตลาดจีนซึ่งสาระสำคัญในบันทึกข้อตกลงมีการกำหนดให้สหกรณ์ทำหน้าที่แนะนำและส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ให้พัฒนาคุณภาพผลผลิตทุเรียนเพื่อการส่งออก โดยสหกรณ์ต้องให้ความสำคัญในการผลิตและส่งมอบผลผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ขณะเดียวกันจะต้องมีการติดโลโก้ หรือสัญลักษณ์ประจำแบรนด์ของบริษัท Win Chain และข้อมูลของบริษัทลงบนกล่องบรรจุสินค้าด้วย ส่วนข้อตกลงเรื่องราคา บริษัท Win Chain จะรับซื้อผลผลิตทุเรียนจากสมาชิกสหกรณ์ในราคานำตลาดหรือสูงกว่าราคาตลาด และขายในราคาที่ครอบคลุมราคาทุน และราคาค่าบริหารจัดการ

การลงนามในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสทางการตลาดผลไม้ของสหกรณ์ครั้งสำคัญ ที่จะสามารถส่งผลไม้ของไทยไปจำหน่ายผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ของประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่กว้างและเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยด้วย หากความร่วมมือในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ คาดว่าในอนาคตน่าจะมีการขยายความร่วมมือในการสั่งซื้อผลไม้ชนิดอื่นๆ เพิ่มเติมต่อไป

กษ.ใช้โมเดลแม่แจ่ม ขยายผลศาสตร์พระราชา ปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352163

กษ.ใช้โมเดลแม่แจ่ม ขยายผลศาสตร์พระราชา ปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร

กษ.ใช้โมเดลแม่แจ่ม ขยายผลศาสตร์พระราชา ปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร

วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 16.28 น.

เกษตรฯใช้โมเดลแม่แจ่ม เชียงใหม่ ขยายผลศาสตร์พระราชา ปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร ลดพืชเชิงเดี่ยวใช้สารเคมีมาก เผาป่าทำลายหน้าดิน

17 ก.ค.61 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชา ในเขตพื้นลุ่มน้ำปิง ในโครงการพัฒนาระบบกสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง ระยะที่ 1 อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ โดยมีพื้นที่เป้าหมายใน 3 ตำบล ของ อ.แม่แจ่ม ต.กองแขก ต.บ้านทับ และ ต.เคิ่ง ซึ่งสภาพพื้นที่ของอำเภอแม่แจ่มในปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องหมอกควันจากการเผาป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว ผืนดินถูกทำลายจากการชะล้างหน้าดินทำเกษตรต้องพึ่งสารเคมี ทำให้ชาวบ้านมีหนี้ประมาณ 25 ล้านบาท

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า จะต้องเริ่มจากการหยุดหนี้หรือพักหนี้ก่อน แล้วปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งจากการเจรจากับทั้ง 2 สถาบันการเงิน ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะพักชำระต้นเงินและดอกเบี้ยใน 3 ปีแรก โดยเริ่มชำระหนี้คืนในปีที่ 4 อย่างน้อยร้อยละ 10 ของเงินต้น พร้อมดอกเบี้ย หากจะขอรับการอุดหนุนดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นใหม่ ร้อยละ 3 ต่อปี ใน 5 ปีแรกจากรัฐบาล โดยเกษตรกรจะต้องดำเนินการตามศาสตร์พระราชาอย่างเข้มแข็ง ส่วนเกษตรกรที่ต้องการเงินทุนเพื่อนำไปฟื้นฟูการผลิตและการประกอบอาชีพใหม่ สามารถขอสินเชื่อในรูปแบบกลุ่ม ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี คาดว่า 3 ปีแรก จะช่วยพลิกฟื้นคืนธรรมชาติที่สมบูรณ์ให้กลับคืนมาและปลดหนี้ได้ใน 10 ปี ส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างความมั่นคงในที่ดินทำกิน สร้างป่า สร้างรายได้ โดยจะนำโมเดลอำเภอแม่แจ่ม เพื่อมุ่งสู่การเป็นชุมชนต้นแบบของอำเภออื่นๆ

เดินหน้าเชื่อมโยงการผลิต-การตลาดสินค้าเกษตร GAP และตลาดเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352161

เดินหน้าเชื่อมโยงการผลิต-การตลาดสินค้าเกษตร GAP และตลาดเกษตรกร

เดินหน้าเชื่อมโยงการผลิต-การตลาดสินค้าเกษตร GAP และตลาดเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 16.25 น.
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิดงานเชื่อมโยงการผลิตการตลาดสินค้าเกษตร GAP และตลาดเกษตรกร โดยมีนางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ร่วมในพิธี ณ มาร์เก็ตวิลเลจ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

รายงานพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา ตัวอย่างความเข้มแข็งของชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351939

รายงานพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา ตัวอย่างความเข้มแข็งของชุมชน

รายงานพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา ตัวอย่างความเข้มแข็งของชุมชน

วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ได้ดำเนินการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่รับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้แก่ กาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาครและสุพรรณบุรี

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ให้ความสำคัญในการผลักดันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ โดยกลุ่มที่เข้มแข็งอยู่แล้วก็พัฒนายกระดับมาตรฐานสินค้าหรือบริการให้ดียิ่งขึ้น ส่วนกลุ่มไหนที่ผลประเมินอยู่ในขั้นต้องปรับปรุง ก็จะส่งเสริมให้เขามีการจัดทำแผนพัฒนาว่าสมาชิกกลุ่มอยากทำอะไร เจ้าหน้าที่จะได้ถ่ายทอดองค์ความรู้หรือพาไปอบรม ดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกลุ่มที่ประสบความสำเร็จ ตลอดจนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด

ตัวอย่างวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา ต.เกษตรพัฒนา อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนในชุมชน ทำผลิตภัณฑ์แปรรูปน้ำสมุนไพร จากวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น จนประสบความสำเร็จสินค้าได้มาตรฐานผ่านการรับรองจาก อย. ทุกชนิด มีออเดอร์สั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนผลิตแทบไม่ทัน สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับสมาชิก

จากการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา จะพบว่ารูปแบบการดำเนินงานของกลุ่มนี้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งความสะอาดและปลอดภัย แต่สิ่งหนึ่งที่พบคือสมาชิกมีอายุเฉลี่ยค่อนข้างมาก อาจจะต้องมีการนำลูกหลานหรือยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (Young Smart Farmer) เข้ามาช่วยเสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะการพัฒนาบรรจุภัณฑ์หรือแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งตอนนี้ยังเป็นรูปแบบธรรมดาที่วางจำหน่ายตามร้านค้าทั่วไป หากพัฒนาให้มีรูปแบบที่ทันสมัย สามารถมอบให้เป็นของฝากของขวัญเพื่อสุขภาพได้ก็จะยกระดับสินค้าไปสู่ตลาดอีกระดับหนึ่งได้ ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 มีโครงการที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้ชื่อว่า FIN FIN ในการพัฒนารูปแบบแพ็กเกจจิ้งให้กับกลุ่มเกษตรกร ซึ่งในปี 2562 จะพิจารณานำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว

นางสมศรี เกตุแก้ว ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา เล่าว่า ตอนก่อตั้งกลุ่มภายใต้ชื่อกลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านเกษตรพัฒนา เมื่อปี 2528 เพื่อรวมกลุ่มสมาชิกหารายได้เสริมหลังว่างจากการทำการเกษตร ซึ่งทำมาหลายอย่างเริ่มจากดอกไม้จัน ผลไม้หยี ผลไม้อบแห้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงได้ปรับมาเป็นทำน้ำผลไม้ที่หาวัตถุดิบได้ท้องถิ่น เช่น น้ำฝรั่ง น้ำองุ่น น้ำลำไย น้ำข้าวโพด

หลังจากนั้นปี 2543 พื้นที่ในชุมชนมีการปลูกว่านหางจระเข้กันเยอะมาก โรงงานรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 2 บาท และบางครั้งก็ไม่มารับซื้อตามสัญญา ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน จึงได้ลองทำน้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่มแบบจริงจัง โดยรับซื้อว่านหางจระเข้จากเกษตรกรในพื้นที่ โดยประกันราคากิโลกรัมละ 4 บาท ได้คิดค้น ปรับปรุงสูตรจนได้รสชาติตามที่พอใจ จึงผลิตออกวางจำหน่าย ซึ่งในช่วงแรกสินค้ายังไม่ได้รับความนิยมก็ต้องไปออกร้าน ประชาสัมพันธ์ตามงานต่างๆ จนทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เมื่อปี 2549 ได้จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษตรพัฒนา โดยขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรอำเภอบ้านแพ้ว กรมส่งเสริมการเกษตร ปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตน้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่ม (กลิ่นใบเตย ลิ้นจี่ องุ่น) และน้ำสมุนไพรพร้อมดื่ม (น้ำเก๊กฮวย น้ำเฉาก๊วย น้ำตะไคร้ น้ำอัญชัน และน้ำมะตูม) โดยสินค้าทุกชนิดได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อย.

กว่าจะมาถึงวันนี้ ก็ต้องผ่านอุปสรรคมาหลายรูปแบบ เช่น การให้เครดิตลูกค้านำสินค้าไปขายก่อนแล้วจ่ายทีหลัง เมื่อถึงเวลาชำระเงินมีการตีคืนสินค้าเสียหายเพราะไม่ได้แช่เย็น ทำให้กลุ่มขาดทุน จึงมีกฎเกณฑ์ว่าจะไม่ส่งสินค้าที่ไหน ลูกค้าต้องเป็นผู้มารับสินค้าเองที่สถานที่ผลิตและรับผลิตตามจำนวนที่ลูกค้าสั่งเท่านั้น เน้นผลิตใหม่สดวันต่อวัน และไม่รับเปลี่ยนคืนหากสินค้าเสียหายจากการที่ลูกค้าไม่รักษาคุณภาพสินค้า ไม่แช่เย็น และไม่เปิดเครดิตสินค้า รับชำระเป็นเงินสดเท่านั้น โดยได้กำหนดราคาขายส่งไว้ต่ำ มีผลกำไรจากราคาทุนเพียงเล็กน้อย แค่พออยู่ได้ เน้นส่งเสริมให้สมาชิกมีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ซึ่งก็ทำให้สมาชิกทุกคนอยู่ได้ ชุมชนมีความเข้มแข็ง

รักษ์เกษตร : ไม้ดอกไม้ประดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351938

x

รักษ์เกษตร : ไม้ดอกไม้ประดับ

วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมชอบปลูกไม้ดอกไม้ประดับ แต่ไม่ค่อยทราบคุณสมบัติของไม้ประเภทต่างๆ ว่าแตกต่างกันอย่างไร ขอทราบความรู้ความเข้าใจด้วยครับ

ไพโรจน์ รักษาวงษ์

อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา

คำตอบ

พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับทุกชนิด ที่ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากความสวยงามของดอก และที่ปลูกไว้เพื่อประดับบ้านเรือนอาคารสถานที่ โดยให้ดอกบานติดอยู่กับต้น เพื่อเพิ่มบรรยากาศให้สถานที่นั้น ให้น่าอยู่น่าอาศัยน่าทำงาน ผู้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับเหล่านี้ จะต้องมีความรู้เรื่องต้นไม้ที่ปลูกไว้ด้วยว่ามีคุณลักษณะอย่างไร และต้องดูแลรักษาอย่างไรอีกด้วย

ไม้ดอกไม้ประดับแต่ละประเภท สามารถแบ่งได้ดังนี้

1.แบ่งตามความต้องการแสงในการเจริญเติบโต แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

1)พืชในร่ม เป็นพืชที่ต้องการความเข้มของแสงต่ำ ควรปลูกในที่ร่มมีแสงรำไร จะทำให้พืชมีการสังเคราะห์แสงดี อย่าให้ถูกแดดจัด เพราะจะทำให้ใบไหม้และตายได้ เช่น เฟิร์นต่างๆ บอนสี สาวน้อยประแป้ง  เป็นต้น

2)พืชกลางแจ้ง เป็นพืชที่ต้องการความเข้มของแสงสูง จึงจะทำให้ขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชทำได้ดี พืชประเภทนี้ ต้องปลูกกลางแจ้ง ถูกแดดจัดตลอดทั้งวัน เช่น กุหลาบ เฟื่องฟ้า ยี่โถ ชวนชม เข็ม ดาวเรือง ดาวกระจาย เป็นต้น

2.แบ่งตามคุณลักษณะรูปทรงของลำต้นและใบ จะเป็นพรรณไม้ที่มุ่งเน้นความสวยงามที่รูปทรงของลำต้น พุ่ม ใบ แบ่งได้ดังนี้

1)ไม้ยืนต้น ส่วนมากเป็นพรรณไม้ที่ต้องขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีอายุยืนนานหลายปี ได้แก่ ไม้ยืนต้นใบเลี้ยงคู่ เป็นไม้ที่ให้ร่มเงา เช่น คูณ ประดู่ จามจุรี ทองกวาว พิกุล ลั่นทม ชงโค เป็นต้น  และไม้ยืนต้นที่มีลักษณะพิเศษของลำต้น ใบ หรือทรงพุ่มสวยงาม เช่น เฟื่องฟ้าตอ โมกตอ ไม้ดัดไม้แคระ ซองออฟอินเดีย และไม้ยืนต้นใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น จันผา ปาล์ม จั๋ง ตาล อินทผลัม ปาล์มน้ำมัน หมากต่างๆ เป็นต้น

2)ไม้พุ่ม เป็นพรรณไม้ที่ขยายพันธุ์โดยวิธีการตอน หรือตัดชำ ตัดเป็นพุ่มได้ ได้แก่ ชนิดตัดแต่งบังคับทรงพุ่มได้ เช่น เข็ม ชบาด่าง หูปลาช่อน นีออน ลิ้นกระบือ และชนิดซอยบังคับทรงพุ่ม ใช้กับพรรณไม้ที่ต้องการให้ออกดอก และต้องการควบคุมความสูงของทรงพุ่ม เช่น เฟื่องฟ้า เข็มปัตตาเวีย เข็มมาเลเซีย เป็นต้น

3)ไม้กอ  เป็นพรรณไม้ที่ขยายพันธุ์โดยวิธีการแยกหัว หน่อ หรือเหง้า ได้แก่ ขิงแดง ข่าด่าง รางทอง เขียวหมื่นปี สับปะรดสี หนวดปลาดุก กาบหอย และไม้คลุมดิน เป็นพืชที่มีลำต้นสั้น หรือลำต้นเลื้อยยาวแผ่คลุมดินได้ดี เช่น มันเทศด่าง ผกากรองเลื้อย เป็นต้น

3.แบ่งตามความสวยงาม หรือการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆ ได้แก่

1)พืชพรรณที่มีโคนต้นหรือรากสวยงาม เช่น ชวนชม ไทร โพธิ์ สนเลื้อย แพรมน่าตะโก เป็นต้น

2)พืชพรรณที่มีลำต้นแปลกสวยงาม เช่น ไม้ดัด ไม้แคระ ปาล์มชนิดต่างๆ เป็นต้น

การปลูกไม้ดอกให้ได้ดี ควรจะต้องให้ต้นไม้ได้รับแสงแดดไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง และต้องศึกษาถึงคุณลักษณะของไม้ดอกแต่ละชนิด เช่น ความต้องการน้ำมากหรือน้ำน้อย โดยส่วนใหญ่แล้ว ไม้ดอกจะชอบดินที่มีน้ำชุ่ม แต่จะไม่แฉะ ส่วนหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือ ต้องมีการดูแลความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีการจัดการปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกันอย่างเหมาะสม เท่านี้ไม้ดอกไม้ประดับของท่านก็จะมีความสวยความงาม

นาย รัตวิ

บูรณาการแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ สทนช.ระดมสมองทั่วประเทศเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351935

x

บูรณาการแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ สทนช.ระดมสมองทั่วประเทศเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการ

วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองประธานอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มอบหมายให้ สทนช. เป็นหน่วยงานหลักในการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนปี 2561 โดยจัดการเสวนาเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในระดับส่วนกลางและภูมิภาค 5 ครั้ง โดยที่ผ่านมาได้จัดไปแล้ว 3 ครั้ง ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล, พื้นที่ภาคเหนือ ที่โรงแรมคุ้มภูคำ จ.เชียงใหม่ และล่าสุดที่โรงแรมวิวิช จ.ขอนแก่น ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเสวนาจากคณะกรรมการลุ่มน้ำ กลุ่มผู้ใช้น้ำ ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ อาทิ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพไทย มาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนอย่างคับคั่ง

โดยที่เหลืออีก 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 3 จะจัดในพื้นที่ภาคกลาง ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครอบคลุมพื้นที่ 25 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร และครั้งที่ 4 จัดในพื้นที่ภาคใต้ ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ณ จังหวัดสงขลา ครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัด โดยภายในงานจะมีการเสวนาในหัวข้อ “การเตรียมความพร้อมจัดการน้ำหลากปี 2561 ในระดับพื้นที่(จังหวัด) พร้อมทั้งได้มีการจัดนิทรรศการในเรื่องต่างๆ เช่น แผนแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ ของ สทนช. การบริหารจัดการและแจ้งเตือนภัยของกรมอุตุนิยมวิทยา การบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ปี 2561 ของกรมชลประทาน และมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการจัดการน้ำหลากปี 2561 ในระดับพื้นที่ของทุกจังหวัดในแต่ละพื้นที่ด้วย

“การจัดเสวนาดังกล่าว จะทำให้ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ลุ่มน้ำ ได้รับรู้แผนงานและผลงานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศของรัฐบาล รวมทั้งมีความเข้าใจและทราบถึงสถานการณ์น้ำ ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการน้ำหลาก ช่วงฤดูฝน ปี 2561 และก่อให้เกิดการมีส่วนร่วม การบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านความพร้อม ด้านแผนงาน ด้านการบริหารจัดการ การให้ความช่วยเหลือ ด้านเครื่องจักรเครื่องมือในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย เป็นต้น ทั้งนี้ การเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างการรับรู้และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานด้านน้ำที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในภาพรวมทำได้อย่างถูกต้อง ทันเวลา โดยเฉพาะในประเด็นความพร้อมของแผนงาน การบริหารจัดการ ตลอดจนการรับมือกับวิกฤติภัยน้ำ” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย

ติวเข้มโปรแกรมประมวลผลบัญชี เพิ่มศักยภาพตรวจสอบ‘สหกรณ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351930

x

ติวเข้มโปรแกรมประมวลผลบัญชี เพิ่มศักยภาพตรวจสอบ‘สหกรณ์’

วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาววิภา เจริญศิริสุนทร รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือช่วยในการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ประมวลผลสำหรับผู้สอบบัญชีภาคเอกชน ประจำปี 2561 รุ่นที่ 2 ว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมสหกรณ์ให้ใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล เพื่อให้สหกรณ์มีระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้ประกอบการบริหารจัดการได้ ซึ่งในปัจจุบันสหกรณ์ที่จัดจ้างผู้สอบบัญชีภาคเอกชนได้นำโปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์มาใช้งานที่หลากหลาย แต่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง การอบรมครั้งนี้จึงเป็นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือช่วยในการตรวจสอบบัญชี เพื่อให้การตรวจสอบเฉพาะในแต่ละด้านของระบบงานสหกรณ์และให้ผู้ปฏิบัติงานสอบบัญชีได้ฝึกปฏิบัติและตรวจสอบบัญชีเป็นไปในทิศทางทางเดียวกัน สอดคล้องกับมาตรฐานการสอบบัญชี รวมทั้งเป็นการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องด้านคอมพิวเตอร์ให้กับผู้สอบบัญชีสหกรณ์ภาคเอกชน

“การอบรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สอบบัญชีภาคเอกชนได้รับความรู้ ความเข้าใจ และมีแนวทางในการใช้เครื่องมือช่วยในการตรวจสอบสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ได้ ตลอดจนเกิดทักษะในการปฏิบัติการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการตรวจสอบบัญชี รวมทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการสอบบัญชีสหกรณ์ และสร้างความน่าเชื่อถือแก่งานสอบบัญชีสหกรณ์ในภาพรวม” รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

เกษตรฯจับมือมอ.พัฒนางานวิจัย ร่วมขับเคลื่อนงานส่งเสริมเกษตรกรพื้นที่ภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/351933

x

เกษตรฯจับมือมอ.พัฒนางานวิจัย ร่วมขับเคลื่อนงานส่งเสริมเกษตรกรพื้นที่ภาคใต้

วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร MOU กับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พัฒนาวิชาการด้านการวิจัยและการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยและการส่งเสริมการเกษตรกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ และเป็นการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร และประชาชนทั่วไปได้รับทราบถึงความร่วมมือในการส่งเสริม การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และภายใต้บันทึกความร่วมมือนี้ ทั้งกรมส่งเสริมการเกษตรและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะได้ร่วมกันกำหนดภารกิจที่ต้องดำเนินการ พื้นที่เป้าหมายและแผนการดำเนินการในลำดับต่อไป

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สาระสำคัญของการร่วมมือครั้งนี้มี 6 ประเด็น คือ 1.การพัฒนาบุคลากรส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรผู้นำ เพื่อพัฒนาบุคลากรส่งเสริมการเกษตร เยาวชนเกษตรและเกษตรกรผู้นำ เพิ่มทักษะที่สามารถเป็นผู้ประกอบการได้ 2.การส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการ 3.การพัฒนามาตรฐานผลผลิตสินค้าด้านพืช สัตว์ ประมง และผลิตภัณฑ์ เป็นความร่วมมือการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาผลผลิตสินค้าเกษตรในภาคใต้ ได้แก่ ไม้ผล พืชไร่ และพืชผัก และในแต่ละปีจัดให้มีการนำเสนอผลผลิตสินค้าเกษตรที่ผ่านมาตรฐานในงาน “เกษตรภาคใต้” ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อประชาสัมพันธ์และเจรจาธุรกิจ 4.ด้านการศึกษาวิจัย การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม 5.การพัฒนาการผลิตปาล์มน้ำมันและยางพารา และ 6.การจัดการเทคโนโลยีและสารสนเทศ เป็นความร่วมมือในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อใช้ในงานส่งเสริมการเกษตร และงานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สามารถอำนวยความสะดวกต่อการจัดการฐานข้อมูลด้านการเกษตร และเกษตรกรสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้

‘กฤษฎา’ปลื้มตลาดใหม่ปั๊มยอดสั่งซื้อยางไทย ผู้ว่าฯกยท.คาดเห็นราคา60บาทไตรมาส3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352026

'กฤษฎา'ปลื้มตลาดใหม่ปั๊มยอดสั่งซื้อยางไทย ผู้ว่าฯกยท.คาดเห็นราคา60บาทไตรมาส3

‘กฤษฎา’ปลื้มตลาดใหม่ปั๊มยอดสั่งซื้อยางไทย ผู้ว่าฯกยท.คาดเห็นราคา60บาทไตรมาส3

วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 19.40 น.

16 ก.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะที่สถานการณ์ด้านราคายางพารายังทรงตัว ทั้งนี้ ภายหลังการดำเนินงานพาคณะทูตและผู้ค้ายางในตลาดใหม่ กว่า 20 ประเทศ ไปดูการผลิตยางพาราครบวงจร ในมาตรการเสริมสร้างศักยภาพเพื่อขยายตลาดคู่ค้ายางพาราไทย ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี มียอดการสั่งซื้อยางพาราเข้ามาเดือนละ 50,000 ตัน หรือประมาณปีละ 600,000 ตัน

ด้าน นายนายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ราคายางในตลาดเริ่มปรับตัวขึ้น 1 – 1.50 บาทต่อ กก.จากที่ได้ดำเนินมาตรการราคาเดียว 6 ตลาด โดยให้เงินหมุนเวียน 250 ล้านบาท ซึ่งทำให้ชาวสวนยางเข้ามาขายตลาดกลางมากขึ้น รวมทั้งวันที่ 17 ก.ค.จะประชุมบอร์ดยาง เพื่อเริ่มโครงการโค่นยางอีก 2 แสนไร่ จะทำให้ราคาขยับขึ้น 10 บาทต่อ กก.คาดว่าจะเห็นราคา 60 บาท ช่วงไตรมาสสาม โดยปีนี้โค่นยางไปแล้ว 4 แสนไร่ รัฐจ่ายให้เกษตรกรไร่ละ 1.6 หมื่นบาท ไปปลูกพืชอื่น ซึ่งจะโค่นในพื้นที่ไม่เหมาะสมกว่า 3 ล้านไร่ ใน 5 ปี ในส่วนที่ปลูกยางพื้นที่ป่า กว่า 1 ล้านไร่ ห้ามกรีดยาง จะลดปริมาณยางสู่ตลาดได้ปีละ 3 แสนตัน

“ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 นี้ กยท.มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความเป็นเกษตรสวนยางและด้านการพัฒนางานวิจัย ไปสู่องค์กรชั้นนำระดับโลกในการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ” นายเยี่ยม กล่าว