พัฒนาความรู้ยุวเกษตรกร สสก.6เดินเครื่องเพิ่มทักษะเสริมสร้างความเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352664

พัฒนาความรู้ยุวเกษตรกร  สสก.6เดินเครื่องเพิ่มทักษะเสริมสร้างความเข้มแข็ง

พัฒนาความรู้ยุวเกษตรกร สสก.6เดินเครื่องเพิ่มทักษะเสริมสร้างความเข้มแข็ง

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร มีแผนในการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกรให้เข้มแข็งและสามารถพัฒนาตนเองให้ได้ ซึ่งต้องเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่ม องค์กร และชุมชนในการดำเนินกิจกรรมต่างๆทั้งในระดับของการพึ่งพาตนเอง และในระดับการแข่งขัน ซึ่งกลไกหนึ่งที่สนับสนุนให้กลุ่มยุวเกษตรกรได้รับการพัฒนาอย่างเต็มความสามารถไปสู่เป้าหมาย คือ การนำเอากระบวนการจัดตั้งกลุ่ม การบริหารจัดการกลุ่มในขั้นพื้นฐานไปสู่การเชื่อมโยงเครือข่ายการมีส่วนร่วม การเสริมสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มยุวเกษตรกรในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำให้มีความสามารถในการแสวงหาข้อมูล การวิเคราะห์ปัญหา กำหนดแนวทางในการพัฒนา การจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างชาญฉลาด รวมทั้งการนำองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นนวัตกรรม และเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนฐานความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรมาประยุกต์ในการขับเคลื่อนการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตร ซึ่งก่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือในหลายๆ ด้าน อีกทั้งยังเป็นการพัฒนายุวเกษตรกรไปสู่การเป็น Young Smart Farmer

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้แผนงานดังกล่าวของกรมส่งเสริมการเกษตรบรรลุเป้าหมาย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้จัด “งานชุมนุมยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรกร ระดับเขต ปี 2561”ขึ้น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสมาชิกยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรให้มีความรู้ ทักษะทางด้านการเกษตร เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ ฝึกการทำงานแบบมีส่วนร่วม ฝึกความเป็นผู้นำและสร้างเครือข่ายเพื่อพัฒนายุวเกษตรไปสู่การเป็นมืออาชีพทางด้านการเกษตรต่อไป

กรมปศุสัตว์ย้ำเนื้อไก่ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล มีมาตรการเฝ้าระวัง-ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352684

กรมปศุสัตว์ย้ำเนื้อไก่ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล มีมาตรการเฝ้าระวัง-ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

กรมปศุสัตว์ย้ำเนื้อไก่ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล มีมาตรการเฝ้าระวัง-ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 19.58 น.

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เตือนผู้บริโภคอย่าตื่นตระหนกกรณีการสุ่มตรวจเนื้อไก่ ระบุเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ออกตรวจสอบมาตรฐานทั้งที่จุดจำหน่ายและย้อนกลับถึงฟาร์มเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยในอาหาร แนะเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากฟาร์มมาตรฐาน

19 ก.ค.61 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และโฆษกกรมปศุสัตว์ ในฐานะ “มิสเตอร์ไก่เนื้อ” เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมไก่เนื้อของไทยมีการพัฒนาทั้งด้านอาหารสัตว์ การเลี้ยง-การจัดการฟาร์ม และการป้องกันโรคมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กรมปศุสัตว์ยังมีระบบการรับรองและกำกับดูแล ให้สถานประกอบการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยอาหารทั้งห่วงโซ่การผลิต โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ดำเนินการตรวจสอบและติดตาม ทั้งที่โรงงานอาหารสัตว์ที่มีการควบคุมการใช้อาหารสัตว์ผสมยาโดยสัตวแพทย์ การเลี้ยงที่ฟาร์มมาตรฐาน การเชือดชำแหละที่โรงฆ่าที่ถูกสุขอนามัยและถูกกฎหมาย จนถึงการจัดจำหน่าย ทั้งที่ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาเก็ต และร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ ที่สำคัญยังมีการเฝ้าระวังยาปฏิชีวนะและสารตกค้างอย่างเข้มงวดทั้งวงจร

“จากการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่มีการสุ่มเก็บตัวอย่างครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมกว่า 30,683 ตัวอย่างต่อปี และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ ที่ได้รับรองตามมาตรฐานสากล ISO17025 เป็นที่ยอมรับในระดับโลก พบว่า สินค้าปศุสัตว์ของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยสอดคล้องตามมาตรฐานสากลที่นานาชาติยอมรับ ซึ่งเป็นผลมาจากการเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน” รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว และย้ำว่า

ขอให้ผู้บริโภคอย่าตื่นตระหนกกับข้อมูลข่าวสารต่างๆ เนื่องจากกระบวนการผลิตไก่เนื้อในอุตสาหกรรมอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวดของกรมปศุสัตว์ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการบริโภคเนื้อสัตว์อย่างปลอดภัยกรมปศุสัตว์ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจซ้ำอีกครั้ง และขอแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์จากผู้ผลิตที่มีมาตรฐาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์จะมีการเก็บตัวอย่างสินค้าและตรวจสอบเป็นประจำ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการเฝ้าระวังสารตกค้างต่างๆในสินค้าปศุสัตว์ ดังเช่น สัญลักษณ์ Q หรือสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK ที่กรมปศุสัตว์มอบให้กับร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีมาตรฐาน เป็นต้น

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนปฏิบัติการ “การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทย พ.ศ.2560–2564” เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยา และกำกับดูแลการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมในภาคอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง อีกทั้งยังจัดทำโครงการร่วมกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งประชาชาติ (FAO) ในการวิเคราะห์และจัดการความเสี่ยงของเชื้อดื้อยาในกระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์ ขณะเดียวกันได้ร่วมมือกับสมาคมผู้เลี้ยงสัตว์ ภาคเอกชน และเกษตรกร ในการส่งเสริม สนับสนุนแนะนำให้จัดทำระบบการเลี้ยงที่สามารถป้องกันโรคได้ เพื่อให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจและลดการใช้ยาปฏิชีวนะ

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันเป็น “สายตรวจปศุสัตว์” หากพบการกระทำผิดเกี่ยวกับภาคปศุสัตว์ สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน แอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการตรวจสอบได้อย่างทันท่วงที

กษ.ขยายช่องทางขายสินค้าสหกรณ์ผ่านแอพ นำร่องกรุงเทพ45 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352597

กษ.ขยายช่องทางขายสินค้าสหกรณ์ผ่านแอพ นำร่องกรุงเทพ45 แห่ง

กษ.ขยายช่องทางขายสินค้าสหกรณ์ผ่านแอพ นำร่องกรุงเทพ45 แห่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 16.08 น.

19 ก.พ.61 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ.) เปิดเผยถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสู่การพัฒนาตลาดสินค้าสหกรณ์ โดยเชิญผู้แทนสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ สหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าเกษตร ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยและสหกรณ์เครือข่าย เข้าร่วม 220 คน ว่า กรมฯมีนโยบายที่จะต่อยอดธุรกิจให้กับศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์(ซีดีซี) 122 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์ร้านค้า เพื่อขยายผลจากรูปแบบธุรกิจของเดิม โดยเชิญชวนสหกรณ์ภาคออมทรัพย์ ที่มีกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วมเป็นช่องทางตลาดให้กับศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ นับเป็นจุดเริ่มต้น เป็นการเปิดตลาดสินค้าสหกรณ์ ระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตกับสหกรณ์ที่เป็นฝั่งผู้บริโภคนำไปเป็นสวัสดิการของสมาชิกได้อีกด้วย และยังมีสินค้าเกรดพรีเมียมของสหกรณ์ เป็นสินค้าออกสู่ตลาดภายนอกต่อยอดธุรกิจได้อีกจำนวนมาก เช่น ข้าวสาร กาแฟ นมพร้อมดื่ม ผัก ผลไม้ สมุนไพร หมอนยางพารา และสินค้าแปรรูปต่างๆ

นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ผลการเจรจาครั้งนี้เครือข่ายธุรกรรมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 จำนวน 45 แห่ง เข้าร่วมในการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิต ใช้แนวการตลาดนำการผลิต ยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า เพิ่ม QR Code  มีข้อมูลสินค้า สร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าสหกรณ์เป็นข้อมูลที่จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าของสหกรณ์ และจากนี้จะมีการจัดงานสหกรณ์ผู้ผลิตพบผู้บริโภค เพื่อส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น Co-op Click Cooperative Online Product Marketing, Line เป็นต้น ซึ่งการขยายช่องทางการติดต่อ และการสั่งซื้อสินค้าจากสหกรณ์ได้สะดวกถึงมือผู้บริโภคโดยตรงทุกครัวเรือน

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนปล่อยแตนเบียนต่อเนื่อง ควบคุมหนอนหัวดำมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352439

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนปล่อยแตนเบียนต่อเนื่อง ควบคุมหนอนหัวดำมะพร้าว

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนปล่อยแตนเบียนต่อเนื่อง ควบคุมหนอนหัวดำมะพร้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หนอนหัวดำมะพร้าว เป็นศัตรูมะพร้าวที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เริ่มระบาดในพื้นที่ปลูกมะพร้าวทั่วประเทศไทย ในปี 2555 พื้นที่ราว 88,000 ไร่ ปัจจุบันพื้นที่การระบาดได้ขยายวงกว้างไปยังแหล่งปลูกมะพร้าวนับแสนไร่ ทำให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน เพื่อตัดวงจรหนอนหัวดำไม่ให้สร้างความเสียหายได้อีกต่อไป

หนอนหัวดำนับเป็นศัตรูตัวร้ายของมะพร้าว เนื่องจากการเข้าทำลายของหนอนหัวดำ จะเข้าทำลายใบมะพร้าว ทำให้ใบมะพร้าวแห้ง นอกจากทำลายมะพร้าวแล้ว ยังทำลายพืชอื่นๆ อีกหลายชนิด ได้แก่ ตาลโตนด หมาก ปาล์มน้ำมัน และปาล์มประดับต่างๆ โดยหนอนหัวดำมะพร้าวจะมีระยะตัวหนอน 7 – 8 วัย อายุหนอน 33 – 39 วัน ระยะดักแด้ 9 – 11 วัน ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน มีอายุ 5 – 11 วัน ระยะที่ทำลายมะพร้าว คือ ระยะตัวหนอนเท่านั้นที่ทำลาย โดยการกัดแทะผิวใบ โดยทั่วไปชอบทำลายใบมะพร้าวแก่ จากนั้นจะเข้าดักแด้ภายในใบมะพร้าว แล้วออกมาเป็นตัวเต็มวัยในที่สุด

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มอบหมายให้กลุ่มส่งเสริมการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย และหน่วยงานที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ ประกอบด้วย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช ซึ่งตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 9 ศูนย์ และหน่วยงานในพื้นที่ เช่น ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนหลัก และศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนเครือข่าย รวม 1,764 ศูนย์ ดำเนินการผลิตขยายแตนเบียนบราคอน เพื่อใช้ควบคุมและกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว ซึ่งหนึ่งในมาตรการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน

แตนเบียนบราคอน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brocon hebetor say จัดเป็นแมลงศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของหนอนหัวดำมะพร้าว โดยมีลักษณะเป็นแตนเบียนขนาดเล็ก 1.3-2.7 มิลลิเมตร ตัวเต็มวัยเพศเมียทำลายหนอนหัวดำในระยะหนอน โดยการใช้อวัยวะวางไข่เจาะแทงที่ตัวหนอนหัวดำ ไข่ของแตนเบียนจะเจริญเติบโต และฟักออกมาดูดกินของเหลวจากหนอนหัวดำ จากนั้นจะเข้าดักแด้อยู่บนซากหนอนหัวดำ และเมื่อเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยจะเจาะออกมาเพื่อผสมพันธุ์ ขยายออกสู่ธรรมชาติต่อไป ซึ่งวิธีการใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุมศัตรูพืชนั้น จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

การปล่อยแตนเบียนบราคอน กรมส่งเสริมการเกษตรได้ใช้วิธีการปล่อยแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ซึ่งวิธีการปล่อยแตนเบียนจะมีชนิดท่วมท้น เพื่อเพิ่มปริมาณแตนเบียนบราคอนให้มากที่สุดในธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถือได้ว่ามีการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวมากที่สุด โดยเฉพาะอำเภอทับสะแก และอำเภอบางสะพาน กรมส่งเสริม
การเกษตรได้เฝ้าระวังและติดตาม พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณ พร้อมเจ้าหน้าที่ออกติดตามสำรวจทุกระยะ ซึ่งผลของการปล่อยแตนเบียนบราคอนทำให้หนอนหัวดำมะพร้าวลดลงอย่างเห็นได้ชัด 50-60%และมีประชากรแตนเบียนบราคอนเพิ่มขึ้นในสภาพธรรมชาติถึง 25%

สำหรับอัตราการปล่อยแตนเบียนบราคอน 200 ตัวต่อไร่ ในการปล่อยแตนเบียนแต่ละครั้งนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงหลังปล่อยแตนเบียนบราคอน เพราะทุกขั้นตอนเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องต่อเนื่อง และมีผลต่อกันในการควบคุมหนอนหัวดำ ทั้งนี้ เพื่อรักษาปริมาณและคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้แตนเบียนหนอนบราคอนที่มีคุณภาพ และสามารถควบคุมหนอนหัวดำได้ตามศักยภาพ โดยมีมาตรฐาน ดังนี้ มีความสมบูรณ์แข็งแรง (ดูจากการบินหรือเดินตลอดเวลาเพื่อหาเหยื่อ) มีอัตราส่วนแตนเบียนเพศผู้ : เพศเมียคือ 1 : 1 และต้องนับจำนวนแตนเบียนทั้งหมดที่สมบูรณ์ (มีอวัยวะครบสมบูรณ์)

อย่างไรก็ตาม การปล่อยแตนเบียนหนอนบราคอนเพื่อใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ควรปล่อยให้ถูกช่วง ถูกเวลา เนื่องจากแตนเบียนหนอนบราคอนเป็นสิ่งมีชีวิต หากปล่อยในวันที่อากาศร้อนเกินไป หรือปล่อยไปแล้ว เกษตรกรข้างเคียงมีการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช อาจส่งผลทำให้แตนเบียนบราคอนตายได้ ดังนั้น เมื่อปล่อยแตนเบียนหนอนบราคอนไปแล้ว ควรห้ามไม่ให้เกษตรกรฉีดพ่นสารเคมีโดยเด็ดขาด

แตนเบียนบราคอนเป็นศัตรูธรรมชาติที่สามารถควบคุมประชากรหนอนหัวดำมะพร้าวได้ผลเป็นอย่างดี อีกทั้งเกษตรกรสามารถผลิตและปล่อยได้เองเกษตรกรที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาเรียนรู้ได้จากศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนใกล้บ้าน

ชูเกียรติอาสาสมัครเกษตร สสก.4สร้างกำลังใจ-เพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352436

ชูเกียรติอาสาสมัครเกษตร  สสก.4สร้างกำลังใจ-เพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติงาน

ชูเกียรติอาสาสมัครเกษตร สสก.4สร้างกำลังใจ-เพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สสก.4 ขอนแก่น จัดเวทียกย่องเชิดชูเกียรติอาสาสมัครเกษตรระดับเขต สร้างขวัญและกำลังใจ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน

นายสมจิตร ธีระบุญชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4ขอนแก่น กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยการบริหารงานอาสาสมัครเกษตร พ.ศ.2551 มีการดำเนินงานอาสาสมัครเกษตรทั้งสิ้นจำนวน 13 สาขา ต่อมาได้มีการแก้ไขระเบียบดังกล่าว โดยเพิ่มเติมอาสามาสมัครเกษตรที่เกิดขึ้นภายหลัง ปัจจุบันมีจำนวน 16 สาขา และมีอาสามาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ที่มาจากการคัดเลือกของอาสาสมัครเกษตรที่มีในหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 คน มีวาระในการดำเนินงาน 4 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ ในการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตร ร่วมจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรระดับหมู่บ้าน ประสานงานในการถ่ายทอดความรู้และแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรของเกษตรกรในหมู่บ้าน ติดตามและรายงานสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอความช่วยเหลือ

“ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการพัฒนาอาสาสมัครเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น ดำเนินการจัดเวทียกย่องเชิดชูเกียรติอาสาสมัครเกษตรระดับเขต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างอาสาสมัครเกษตร ตลอดจนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานอาสาสมัครเกษตร ส่งเสริมการมีส่วนร่วม เพื่อให้อาสาสมัครเกษตรสามารถปฏิบัติงานตามกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ”นายสมจิตร กล่าว

ไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่เกษตรอินทรีย์ กรมวิชาการฯยันใช้สารเคมีได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352437

x

ไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่เกษตรอินทรีย์ กรมวิชาการฯยันใช้สารเคมีได้

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่เกษตรอินทรีย์

กรมวิชาการฯยันใช้สารเคมีได้

ย้ำสามารถปลูกให้‘ปลอดภัย’

ถ้าทำตามกระบวนการแนะนำ

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยกรณีเพจ MOREMOVE นำเสนอ ข้อมูลจากมูลนิธิชีววิถีหรือไบโอไทย ระบุว่า พบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานในผักไฮโดรโปนิกส์มากกว่า ผักปลูกโดยใช้ดินนั้น ว่า กรมวิชาการเกษตรมีภารกิจในการกำกับดูแลและให้การรับรองแหล่งผลิตพืชใน ระบบ GAP และเกษตรอินทรีย์ ซึ่งรวมถึงการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ด้วย ซึ่งเป็นการปลูกพืชแบบไม่ใช้ ดิน อาศัยการให้ธาตุอาหารในรูปแบบสารละลาย แต่การปลูกบางพื้นที่ยังใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ได้ รวมทั้งการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่การทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรจึงสามารถใช้ปุ๋ยเคมีและ สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามคำแนะนำบนฉลากวัตถุอันตรายได้ และเว้นระยะการใช้ก่อนการเก็บเกี่ยวเช่นเดียวกับการปลูกพืชในระบบ GAP หรือการปลูกพืชในระบบอื่นซึ่งหากปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังกล่าวจะไม่มีสารตกค้างในผลผลิตแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชในดินโดยปกติสารเคมีจะมีการสลายตัวได้เร็วเนื่องจากปัจจัยของ อุณหภูมิและแสงแดดรวมทั้งมีจุลินทรีย์ที่ช่วยสลายสารเคมีลงไปในดิน แต่การปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินหรือ ในโรงเรือนจะไม่มีจุลินทรีย์เป็นตัวช่วยจึงสลายตัวได้ช้าอย่างไรก็ตามกรมวิชาการเกษตรมีคำแนะนำให้เกษตรกรที่ปลูกพืชในโรงเรือนใช้ชีวภัณฑ์ เช่น ไตรโครเดอร์มา และไส้เดือนฝอยทดแทนการใช้สารเคมี หรือหากมีความจำเป็นต้องใช้ให้ใช้ตามคำแนะนำในฉลากและเว้นระยะการใช้ก่อนการเก็บเกี่ยวให้ถูกต้อง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า นอกจากการให้การรับรองแหล่งผลิตแล้วกรมวิชาการเกษตร ยังมีมาตรการในการเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผลผลิต โดยติดตามสุ่มเก็บตัวอย่างผลผลิตแล้วนำมาตรวจ วิเคราะห์สารตกค้างในห้องปฏิบัติการ โดยสุ่มเก็บทั้งในแปลงซึ่งเป็นแหล่งผลิต จุดรวบรวมผลผลิตในและโมเดิร์นเทรด ซึ่งเป็นแผนงานประจำทุกปีและเพิ่มแผนการสุ่มตรวจในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น ตรุษจีน และ ปีใหม่ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดยในปี 2561 ได้มีแผนการสุ่มเก็บตัวอย่างทั่วประเทศรวมจำนวน 9,000-10,000 ตัวอย่าง

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังได้จัดทำโครงการวิจัยเร่งด่วน โดยทำการสำรวจสารพิษตกค้าง ในสิ่งแวดล้อมบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย และวิจัย สารพิษตกค้างในพืชผัก ผลไม้ที่มีความเสี่ยงจากสารเคมีทาง การเกษตร ด้วย โดยสำรวจและติดตามผลกระทบในน้ำและดินมีเป้าหมายในการเก็บชนิดและจำนวน ตัวอย่าง 800 ตัวอย่างเพื่อนำมาตรวววิเคราะห์สารตกค้าง

“การสุ่มตัวอย่างพืชผักที่จำหน่ายในประเทศเป็นการกำกับดูแล ดำเนินการโดยสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมวิชาการเกษตรสุ่มตรวจสารตกค้างในพืชที่ได้รับรองมาตรฐานGAP หากพบเกินค่ามาตรฐานจะดำเนินการแจ้งเตือนเกษตรกรให้ปรับปรุงแก้ไข หากไม่แก้ไขจะมีการพักใช้หรือ เพิกถอนการรับรองต่อไป อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค โดยดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเป็นการบูรณาการ การทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมส่งเสริมคุณภาพและสิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขจังหวัด เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค” อธิบดีกรมวิชาการ เกษตร กล่าว

แตกใบอ่อน : ​ฮีโร่ผู้เสียสละในภารกิจช่วยหมูป่า13ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352435

807934531

แตกใบอ่อน : ​ฮีโร่ผู้เสียสละในภารกิจช่วยหมูป่า13ชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวที่คนไทยรวมไปถึงคนทั่วทุกมุมโลกติดตามกันมากที่สุด เทียบได้กับการแข่งขันฟุตบอลโลกที่เพิ่งจบไปเช่นกัน คงหนีไม่พ้นข่าว 13 ชีวิตของทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี ที่ติดในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กว่าที่ทีมช่วยเหลือจะสามารถเข้าไปพบเจอ และได้ทำการวางแผนนำตัวทีมหมูป่าออกมาได้อย่างปลอดภัยทุกคนซึ่งเป็นภารกิจที่มีทีมช่วยเหลือรวมกว่า50 หน่วยงาน และได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะจากนานาชาติทั่วโลก อีกหลายประเทศ บางคนถึงกับเรียกว่าเป็นภารกิจรวมฮีโร่ของโลกอย่างแท้จริง จนภารกิจสำเร็จสร้างความดีใจและความสุขให้กับผู้คนทั้งประเทศ

จากคลิปแรกที่ออกมาหลังจากพบทีมหมูป่าทำให้เราได้เห็นว่าทั้ง 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงกว่า 9 วัน โดยปราศจากอาหารเพื่อยังชีพ ทำให้เด็กๆ และโค้ชซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด แต่สติสัมปชัญญะที่แสดงให้เห็นในการโต้ตอบพูดคุยกับนักดำน้ำจากอังกฤษทั้ง 2 คน ถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างมาก ทำให้เป็นที่สนใจว่าที่ผ่านมาทั้ง 13 ชีวิตเอาชีวิตรอดมาได้อย่างไร แล้วพบว่าโค้ชที่มีวุฒิภาวะมากที่สุดในกลุ่มเป็นคนแนะนำให้เด็กนอนนิ่งๆ เพื่อใช้พลังงานให้น้อยที่สุด จัดระเบียบการใช้ไฟฉายที่ทุกคนติดตัวไป โดยใช้ทีละกระบอกและเปิดเพื่อตรวจดูระดับน้ำเท่านั้น อาศัยการดื่มน้ำที่หยดลงมาจากถ้ำเพื่อประทังชีวิต น้ำที่ไหลตามหินย้อย คือน้ำสะอาด ยิ่งไหลผ่านชั้นหินหลายชั้น จะยิ่งได้รับแร่และเกลือแร่หลากหลายชนิด ซึ่งช่วยลดการอ่อนเพลียได้มาก

ทีมที่เข้าไปพบกลุ่มเด็กทีมแรกคือ ทีมผู้เชี่ยวชาญการดำน้ำจากประเทศอังกฤษ ที่ได้เข้ามาสนับสนุนการช่วยเหลือเป็นทีมแรก โดยได้รับการสนับสนุนคอยช่วยเหลือจากหน่วยซีลของไทย ที่ต้องทำงานอย่างหนักตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงทีมค้นหาและกู้ภัยหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองกำลังภาคพื้นแปซิฟิกจากสหรัฐอเมริกา ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านกู้ภัยในถ้ำพร้อมหุ่นยนต์ใต้น้ำของจีน หน่วยกู้ภัยสนับสนุนจากญี่ปุ่นและออสเตรเลีย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาวและเมียนมา ที่ส่งทีมร่วมค้นหาในพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ยังมีทีมช่วยเหลืออีกหลายภาคส่วน โดยมีนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นแม่ทัพใหญ่ในการบัญชาการหน่วยงานต่างๆ ในปฏิบัติการครั้งนี้ รวมถึงพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่นำทีมเข้าถึงพื้นที่ในชุดพร้อมปฏิบัติการเพื่อลาดตระเวนหาปล่อง หรือรอยแยกที่สามารถเข้าและโรยตัวลงไปในถ้ำได้ และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านขุดเจาะ ทีมสูบน้ำ ทหารเกณฑ์ผู้กินนอนในถ้ำ หน่วยกู้ภัย ทีมแพทย์และพยาบาล ทีมจิตอาสาที่คอยดูแลเรื่องอาหารให้แก่เจ้าหน้าที่ และทำความสะอาดรักษา ถึงจะเป็นหน้าที่เล็กๆ แต่ก็ถือว่ามีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน และยังมีอีกหลายภาคส่วนที่อาจจะกล่าวได้ไม่หมดในที่นี้ ถือเป็นการร่วมแรงร่วมใจจากคนหลากหลายเชื้อชาติ เพื่อช่วยเหลือทั้ง 13 ชีวิตให้ปลอดภัยกลับมาพบหน้าครอบครัว ถึงแม้จะมีเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด จากการสูญเสียจ่าเอกสมาน กุนันอดีตหน่วยซีล ของกองทัพเรือไทย ที่เสียชีวิตจากการขาดออกซิเจนขณะที่เขาพยายามจะว่ายน้ำกลับ ออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนในภารกิจนี้ ซึ่งการสูญเสียบุคคลผู้เสียสละชีวิตครั้งนี้ ทุกคนต่างเสียใจอย่างสุดซึ้ง

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชาวนาที่เสียสละด้วยใจ ยอมให้พื้นที่ทำนา ทำสวน ทำไร่ เป็นแหล่งรองรับน้ำที่สูบออกมาจากถ้ำ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ทีมช่วยเหลือทีมหมูป่าทั้ง 13 คน ได้รอดชีวิตกลับมา ความเสียสละนี้ถือได้ว่าเป็นน้ำใจของเจ้าของที่ดินที่ยิ่งใหญ่ งดงาม น่าชื่นชมเป็นที่สุด ถึงแม้ท้ายสุด ภาครัฐได้มีการจ่ายเงินชดเชยเยียวยา แต่ถึงกระนั้นยังมีเกษตรกรบางส่วนที่ไม่ขอรับเงินชดเชย โดยรวมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบประมาณ 1,266 ไร่ เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นเหตุที่เกิดขึ้นอย่างสุดวิสัย แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกแล้วว่า “คนไทยเคยไม่ทิ้งกัน” ไม่ว่าจะเลวร้ายหนักหนาเพียงใด อยากฝากให้พี่น้องลูกหลานไทยในวันนี้และวันข้างหน้า ช่วยเป็นกำลังใจให้เหล่าฮีโร่เหล่านี้ รวมถึงจดจำและรักษาสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ไว้ให้ประเทศไทยของเรา ดำรงคงอยู่ได้ไปตราบนานเท่านาน

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (ไทยกรีน อะโกร)

เกษตรฯจับมือมข.พัฒนานวัตกรรม ปูพรมถ่ายทอดเทคโนโลยีอุ้มเกษตรกรภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352248

เกษตรฯจับมือมข.พัฒนานวัตกรรม ปูพรมถ่ายทอดเทคโนโลยีอุ้มเกษตรกรภาคอีสาน

เกษตรฯจับมือมข.พัฒนานวัตกรรม ปูพรมถ่ายทอดเทคโนโลยีอุ้มเกษตรกรภาคอีสาน

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ผนึกกำลัง ม.ขอนแก่น นำความรู้ด้านเทคโนโลยี และผลงานวิจัยใหม่ๆ ถ่ายทอดสู่เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการพัฒนาและส่งเสริมเกษตรกรและองค์กรเกษตรกรให้มีรายได้สูงขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยการนำความรู้ เทคโนโลยี และผลงานวิจัยใหม่ๆ มาถ่ายทอดสู่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ขณะที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)
ก็เป็นสถาบันการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการทำการวิจัย เพื่อหาความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะสามารถนำไปสนับสนุนการดำเนินงาน
ด้านการส่งเสริมการเกษตร การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมสู่เกษตรกรได้

ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 (สสก.4) จังหวัดขอนแก่น ประสานไปยัง มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อดำเนินงานความร่วมมือการพัฒนาวิชาการด้านการวิจัยและการส่งเสริมการเกษตร ระหว่าง 2 หน่วยงาน โดยเฉพาะการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ร่วมกัน รวมถึงพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจชุมชน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และในอนาคตจะมีการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ และเครือข่ายให้มีศักยภาพและความเข้มแข็งเพื่อให้เยาวชนเกษตรกร เกษตรกร และองค์กรเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง พร้อมทั้งแข่งขันกับตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้ ตลอดจนร่วมกันพัฒนาระบบถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีผลกระทบสูงผ่านกลไก ศพก.และแปลงใหญ่ โดยใช้เครื่องมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบสูงต่อการพัฒนาอาชีพการเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่นการจัดการเรียนรู้ผ่านสื่อต่างๆ การพัฒนาระบบโรงเรียนเกษตรกร (Farmer Field School:FFS)เป็นต้น โดยในปีแรกจะดำเนินการโครงการในพื้นที่นำร่องเพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผลต่อไป

นอกเหนือจากนั้น ยังร่วมกันยกระดับการบริหารจัดการศัตรูพืชให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีให้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเพื่อนำไปถ่ายทอดให้เกษตรกร รวมทั้งร่วมกันพัฒนาโมเดลการพยากรณ์ศัตรูพืชการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตชีวภัณฑ์ให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน และการศึกษาวิจัยในเรื่องประสิทธิภาพของการใช้ชีวภัณฑ์ร่วมกันหลายชนิดหรือการใช้ชีวภัณฑ์ร่วมกับสารชนิดอื่น ตลอดจนพัฒนาการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต การเชื่อมโยงตลาดเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ

รองศาสตราจารย์ ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างความร่วมมือทางวิชาการ การวิจัย และการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น กับ กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกรมที่ใหญ่และมีบุคลากรจำนวนที่สุดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเป็นหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร โดยมีเกษตรตำบล เป็นผู้ที่ทำงานในพื้นที่และรับรูปศักยภาพและปัญหาของเกษตรกรเป็นอย่างดี ซึ่งการสร้างความร่วมมือกันในครั้งนี้จึงเป็นความร่วมมือที่สอดรับกันและกันอย่างแท้จริง ภายใต้แนวทางการผลิตทางการเกษตรและอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยจะมีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายและแผนการดำเนินงานร่วมกันของแต่ละส่วนของโครงการหรือกิจกรรมย่อยต่อไป ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะดำเนินการร่วมกัน 4 ปี และอาจมีความร่วมมือในลักษณะเดียวกันนี้ในระยะต่อไปอีก ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคมและเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ส่องเกษตร : ถอดบทเรียนปฏิบัติการ‘ถ้ำหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352243

449007

ส่องเกษตร : ถอดบทเรียนปฏิบัติการ‘ถ้ำหลวง’

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ปฏิบัติการช่วยเหลือ 13 หมูป่าที่ถ้ำหลวง”จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์เป็นทางการจริงๆในวันพฤหัสบดี 19 ก.ค.นี้ ที่ว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์อย่างเป็น“ทางการ” เพราะปฏิบัติการครั้งประวัติศาสตร์ที่โลกจะต้องจดจำไม่มีวันลืมในการช่วยเหลือเด็กๆนักฟุตบอลเยาวชนทีม“หมูป่าอะคาเดมี”พร้อมโค้ชรวม 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง- ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย นานรวม 17 วันนั้นประกอบด้วย 3 ภารกิจหลัก เริ่มด้วยภารกิจค้นหาจนเจอหลังจากติดอยู่ในถ้ำ 10 วัน จากนั้นก็เข้าสู่ภารกิจที่สองที่ยากลำบากแสนสาหัส คือการพาออกจากถ้ำอันสุดหฤโหด ซึ่งทำได้สำเร็จในช่วง 7 วันต่อมา

ภารกิจสุดท้ายคือการส่งทั้ง 13 คนกลับบ้าน คืนสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นของพ่อแม่ญาติมิตร หลังพักฟื้นร่างกายอยู่ในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ครบ 7 วัน จนแข็งแรงดีไม่พบอาการเจ็บป่วยหรือติดเชื้อใดๆ จาก“ถ้ำหลวง” รวมทั้งมีสภาพจิตใจที่พร้อมกลับสู่ชีวิตปกติอีกครั้ง..ดีเดย์ส่งกลับบ้านก็คือ19 ก.ค.นี้

แม้ภารกิจที่เป็น“ทางการ”จะปิดจ๊อบลงแต่ยังคงมีเรื่องราวอีกมากมายที่ต้องทำต่อเพื่อให้ปฏิบัติการที่ทุ่มเทกันไปมโหฬาร โดยเฉพาะหนึ่งชีวิตที่ต้องสูญเสียไปของ “วีรบุรุษถ้ำหลวงตัวจริง”อย่างจ่าแซม-น.ต.สมาน กุนัน…ได้เกิดผลที่คุ้มค่ามากที่สุด

แน่นอนว่า การที่ 13 ชีวิต รอดปลอดภัยกลับสู่อ้อมกอดครอบครัว ก็ถือเป็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่ามากแล้ว แต่ก็ยังสามารถใช้“คุณค่าอันยิ่งใหญ่”จากปฏิบัติการครั้งนี้ ให้เกิดประโยชน์ต่อไปในอนาคตได้อีกมากมาย จึงเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้อง“ถอดบทเรียน” เก็บเกี่ยวนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ไม่ว่าจะในด้านพัฒนาการทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือด้านอื่นๆอีกก็ตาม

อย่างเช่นเรื่องหนึ่งก็คือ “การบริหารจัดการน้ำ” ซึ่งมีข่าวว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กำลังถอดบทเรียนกรณี“ถ้ำหลวง” เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการน้ำโดยดึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการเรื่องน้ำที่ถ้ำหลวง มาร่วมดำเนินการเบื้องต้น สทนช.ได้หารือแล้วกับผู้แทนกรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมอุทยานแห่งชาติฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสทนช.ระบุว่า จะใช้วิกฤติการถ้ำหลวงฯ ครั้งนี้เป็นโอกาสให้ทุกหน่วยงานด้านน้ำร่วมกันถอดบทเรียนจากข้อมูลที่ทุกหน่วยงานร่วมกันศึกษา นำมาวิเคราะห์แหล่งที่มาของน้ำ ตาน้ำ น้ำที่ซึมเข้าถ้ำรวมกับข้อมูลเชิงเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ นำมาสู่มาตรการระบายน้ำถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนเพื่อร่วมวางมาตรการแผนบริหารจัดการน้ำจากแหล่งน้ำของวนอุทยาน ทั้งระยะกลางและระยะยาว ทั้งในเขตและนอกเขตพื้นที่โดยจะนำเอาน้ำซึม น้ำซับไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรการเก็บกักน้ำจากถ้ำ รวมถึงแหล่งน้ำอื่นๆ ในช่วงฤดูฝนให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ช่วงฤดูแล้งได้เต็มศักยภาพ เพื่อนำไปสู่แผนบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำของประเทศโดยเร็วต่อไป

ก็ถือเป็น“บทเรียนที่ดี”เรื่องหนึ่งที่สามารถนำไปพัฒนาการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ ให้เกิดประโยชน์ได้หลากหลาย รวมถึงช่วยเรื่อง“การเกษตร”ในพื้นที่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ผมเองอยากให้การถอดบทเรียนและการคิดเรื่อง“บริหารน้ำ”นี้ กว้างไกลออกไปยิ่งกว่านี้ ไม่เฉพาะแต่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเท่านั้นเพราะจะเห็นได้ว่าปฏิบัติการที่ถ้ำหลวงโดยเฉพาะเรื่องการระบายน้ำและเบี่ยงทางน้ำไม่ให้เข้าถ้ำนั้น มีทั้งภาควิชาการ,ภาคเอกชน จนถึงระดับชาวบ้านเข้ามามีบทบาทลงมือ“ร่วมด้วยช่วยกัน”มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคณะเครื่องสูบน้ำซิ่ง ท่อพญานาค จากหลายจังหวัดภาคกลาง ทั้งนครปฐม,ราชบุรี,เพชรบุรี หรือทีมขุดเจาะน้ำบาดาล นำโดยสมาคมน้ำบาดาลแห่งประเทศไทยที่มีนายสุรทิน ชัยชมพูนายกสมาคมนำทีมลุยอย่างแข็งขัน เป็นต้น

ทีมงานเอกชนมากฝีมือเหล่านี้ แม้อาจจะไม่สูงส่งในเชิงวิชาการถึงขั้นที่จะร่วมวางแผน“บริหารน้ำ”ได้มากมาย แต่พวกเขาก็มีประสบการณ์และมีฝีมือเฉพาะด้านของตัวเอง ที่น่าจะนำมาแชร์บทเรียน เติมเต็มแผนงานบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสมบูรณ์ยิ่งขึ้นได้ ทั้งยังจะเป็น“เครือข่าย”ที่สามารถจะขอให้ยกกำลังมาช่วยในภาวะที่จำเป็นต่างๆในอนาคตได้อีกด้วย…ผมว่า เชิญพวกเขามาร่วม“ถอดบทเรียน”เพื่อสร้างโมเดลการบริหารจัดการน้ำที่ดียิ่งขึ้นได้

และนี่ยังถือเป็นแนวทาง“ประชารัฐ”ความร่วมมือของภาครัฐ,เอกชนและภาคประชาชนอย่างที่ท่านนายกฯบิ๊กตู่ใฝ่ฝันอีกด้วย!

สาโรช บุญแสง

สสก.9เดินหน้าขับเคลื่อน พัฒนาทักษะอาชีพเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352244

สสก.9เดินหน้าขับเคลื่อน  พัฒนาทักษะอาชีพเกษตร

สสก.9เดินหน้าขับเคลื่อน พัฒนาทักษะอาชีพเกษตร

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดพิษณุโลกทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 (สสก.9) จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า สสก. 9 เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการสร้างทักษะส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร กิจกรรมสร้างรายได้แก่เกษตรกรรายย่อย โดยในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ภายใต้ความรับผิดชอบของ สสก.9 จังหวัดพิษณุโลก ประกอบด้วย กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี อยู่ระหว่างการจัดฝึกอบรมเกษตรกรตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 20 กรกฎาคม 2561

จากนั้นจึงจะเข้าสู่การจัดเวทีชุมชนครั้งที่ 2 เพื่อให้คณะกรรมการ ระดับชุมชนพิจารณาโครงการ พร้อมแผนการปฏิบัติงาน แผนการใช้จ่ายงบประมาณ และแผนธุรกิจและเสนอต่อคณะกรรมการฯ ระดับอำเภอ และระดับจังหวัดต่อไป ตามลำดับ ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส คำนึงถึงความต้องการของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่เป็นสำคัญ และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ เป็นที่ปรึกษาและช่วยแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ และผลสัมฤทธิ์ ตรงตามวัถตุประสงค์ของโครงการ กล่าวคือ ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการมีความเข้มแข็ง เกิดการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน มีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนในชุมชน และชุมชนมีการบริหารจัดการด้านการเกษตรตรงตามความต้องการของชุมชน