กรมชลฯเปิดฝายวังปาน แก้ปัญหาชาวบ้านแย่งน้ำไม่พอเลี้ยงพื้นที่เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353165

กรมชลฯเปิดฝายวังปาน แก้ปัญหาชาวบ้านแย่งน้ำไม่พอเลี้ยงพื้นที่เกษตร

กรมชลฯเปิดฝายวังปาน แก้ปัญหาชาวบ้านแย่งน้ำไม่พอเลี้ยงพื้นที่เกษตร

วันอาทิตย์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 18.53 น.

22 ก.ค.61 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่เปิดฝายวังปาน จ.เชียงใหม่ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จใช้งบกว่า 400 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำแล้งและอุทกภัย ในพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน รวมทั้งได้เดินหน้าก่อสร้างฝายในลุ่มน้ำปิงเพิ่มอีก 3 แห่ง จนถึงเขื่อนภูมิพลให้เสร็จทันใช้ช่วงฤดูฝนนี้ โดย นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการเร่งรัดให้ทุกโครงการดำเนินการส่งมอบให้ได้ตามงวดงาน เช่น โครงการอุโมงค์ส่งน้ำแม่แตง-แม่งัด-แม่กวง จะต้องให้เสร็จในปี 2564 และฝายทดน้ำต่างๆ ทำหน้าที่รองรับน้ำส่วนเกินในลุ่มน้ำแม่ปิง เพื่อช่วยเหลือพื้นตอนล่าง เมื่อแล้วเสร็จจะทำให้การบริหารจัดการน้ำจากภาคเหนือตอนบนได้ผลมากยิ่งขึ้น และลดผลกระทบเกิดอุทกภัยขึ้นทุกปีจากปัญหาน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลาง จนถึงพื้นที่กรุงเทพฯ

ด้าน นายภูวดล คำพุฒ ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 1 จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ได้ก่อสร้างฝายวังปานอย่างถาวรให้แล้วเสร็จเร็วกว่าแผนงาน 2 เดือน แก้ปัญหาแย่งน้ำมาหลาย 10 ปี หมดไป ส่งผลเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ผลผลิตการเกษตรดีขึ้น โดยกำลังเร่งรัดสร้างอีก 2 ฝาย กั้นลำน้ำปิง จนถึง จ.ตาก ทั้งนี้ ฝายวังปาน เดิมทำชั่วคราวใช้ไม้เป็นโครงสร้าง เมื่อถึงฤดูฝนพังชำรุดมาต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มเกษตรเรียกร้องกรมชลประทานให้เร่งสร้าง เพราะหน้าแล้งลำน้ำปิงแห้งที่สุดจนเดินข้ามได้ ชาวบ้านจะขุดบ่อดักน้ำไว้ ทำให้พื้นเกษตรขาดแคลนน้ำเกษตรกรเป็นหนี้สิน

ขณะที่ นายชูชาติ ศรีหล้า ผู้ใหญ่บ้านท่าลุ อ.หนองร่อง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ทำให้มีประปาหมู่บ้าน และฝายยังปั่นกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำ ชาวบ้านได้ใช้ 2 อำเภอ มีน้ำบาดาลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสวนลำใย นาข้าว สวนมะม่วง มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ฝายนี้มีคุณค่ามหาศาล ขอขอบคุณรัฐบาลนี้ และกรมชลประทาน เร่งรัดโดยเร็ว เป็นสิ่งที่พี่น้องภาคภูมิใจมากที่เห็นใจชาวบ้านมาช่วยทำให้คุณภาพชีวิตเกษตรกร 3 – 4 พันครัวเรือนดีขึ้น หลังจากรอโครงการนี้มา 7 ปี

รัฐบาลเร่ง4ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนแผนพัฒนาเกษตรอินทรีย์5ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353081

รัฐบาลเร่ง4ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนแผนพัฒนาเกษตรอินทรีย์5ปี

รัฐบาลเร่ง4ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนแผนพัฒนาเกษตรอินทรีย์5ปี

วันอาทิตย์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 13.24 น.

รัฐบาลมุ่งแผนงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์ 5 ปี จัดตั้งสถาบันการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ นำร่องพื้นที่ “ยโสธร” แล้ว พร้อมจัดทำพิกัดศุลกากรสำหรับเกษตรอินทรีย์ 5 ชนิด “ชา-มะพร้าว-กะทิ-มังคุด-ทุเรียน” 

22 ก.ค. 61 พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม เป็นประธานว่า ความคืบหน้าในการดำเนินงานของคณะอนุกรรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตรมีเรื่องการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของชาติ พ.ศ. 2560-2564 โดยในแผนงานกำหนดการขับเคลื่อนไว้ 4 ยุทธศาสตร์ คือ

1 .การส่งเสริมความรู้ และนวัตกรรม

2 .การผลิตสินค้าและบริการที่จะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

3.การตลาดและการบริการ

4.การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ตามนโยบายของโครงการส่งเสริมและสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดตั้งสถาบันการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ และจัดทำพิกัดศุลกากรสำหรับเกษตรอินทรีย์ 5 ชนิด ได้แก่ ชา มะพร้าว กะทิ มังคุดและทุเรียน ส่วนกลไกขับเคลื่อนทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่จะใช้หลักการตลาดนำการผลิต อีกทั้งกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 7 ประเภท คือ ใกล้โรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม ใกล้พื้นที่ที่เป็นการปฏิบัติงานของคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ พื้นที่ สปก. พื้นที่เอกชนกลุ่มเกษตรกร และพื้นที่ที่เกษตรกรมีความพร้อมที่จะเป็นพื้นที่หลักในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยจะใช้กลไกขับเคลื่อนระหว่างกลุ่มจังหวัดร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงมหาดไทยอาศัยความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน อย่างไรก็ตามขณะนี้มีการนำร่องทำเกษตรอินทรีย์แล้วที่จ.ยโสธร

“เรื่องเกษตรอินทรีย์เป็นนโยบายของภาครัฐที่กำลังจะขับเคลื่อนไปใน 5 ปี เพื่อให้เกษตรกรดำเนินการผลิตและแปรรูปจนถึงการจัดจำหน่าย ให้ครบองค์ประกอบในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยพล.อ.ประวิตรให้ความสำคัญ อีกทั้งกำชับให้กระทรวงมหาดไทยประสานเชื่อมโยงไปกับทางจังหวัด และกลุ่มจังหวัดที่เป็นเป้าหมาย เพื่อพัฒนาเกษตรอินทรีย์ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ 5 ปี ได้บรรลุตามที่ตั้งใจไว้” พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าว

‘ห้วยฮ้องไคร้’เปิดตัวปลูกข้าวจากตอซัง’พันธุ์สันป่าตอง1’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353000

'ห้วยฮ้องไคร้'เปิดตัวปลูกข้าวจากตอซัง'พันธุ์สันป่าตอง1'

‘ห้วยฮ้องไคร้’เปิดตัวปลูกข้าวจากตอซัง’พันธุ์สันป่าตอง1’

วันเสาร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 16.45 น.

“ห้วยฮ้องไคร้ เปิดตัวงานวิจัยสุดเจ๋ง ปลูกข้าวจากตอซัง พันธุ์สันป่าตอง1 สำเร็จครั้งแรกของโลก ได้พันธุ์ข้าวบริสุทธิ์ 95% ใช้ตอปลูกต่อ4 รอบต่อปี ลดต้นทุนปลูก120 วัน พร้อมเผย ปลูกมะนาว แบบไฮรโดโพนิกส์ ได้ผลสุดเลิศเพียงปีเดียวออกลูกได้แล้ว”

21 ก.ค. 61 นายชานุวัตร เลิศศิลป์เจริญ ผอ.สำนักงานชลประทานที่1 จ.เชียงใหม่ เปิดเผยระหว่างนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ว่าพระองค์ทรงให้ใช้พื้นที่บริเวณป่าขุนแม่กวง กว่า8,500 ไร่ พลิกฟื้นจากสภาพป่าเต็งรังหลังจากหมดสัมปทานตัดไม้ เหลือสภาพดินเสื่อมโทรมแห้งแล้งรุนแรง ให้เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์

โดยวิสัยทัศน์การพัฒนาคือ ต้นทางเป็นป่าไม้ ปลายทางเป็นประมง ระหว่างทางเป็นเกษตรอุตสาหกรรม

รวมทั้งการตลาด ในช่วง35 ปีที่ผ่านมาได้พลิกฟื้นป่าให้คืนความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการพัฒนาป่าไม้ 3 วิธี คือ การพัฒนาป่าด้วยระบบคลองไส้ไก่ – คูคลองก้างปลา การพัฒนาป่าด้วยระบบฝายต้นน้ำลำธาร และการพัฒนาป่าด้วยระบบน้ำฝนตามธรรมชาติ แก้ปัญหาน้ำป่าหลากท่วมเขตเมือง สำหรับระบบบริหารจัดการของศูนย์ฯทรงพระราชทานให้ศูนย์ฯ ช่วยให้เกษตรกรได้รับความสะดวก ประหยัดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย  ให้เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) ดังพระราชดำริว่า

ให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทำหน้าที่เสมือน พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต หรือสรุปผลการพัฒนาที่ประชาชนจะเข้าไปเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้จริง

และนำผลสำเร็จของงานวิจัยกว่า 250 เรื่อง มาขยายผลให้แก่เกษตรกรและบุคคลทั่วไป จำนวน 23 หลักสูตร ได้ดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ด้านนายนพดล โค้วสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายวิชาการศูนย์ฯห้วยฮ้องไคร้ กล่าวว่ามีการขยายผลโครงการพระราชดำริ ได้วิจัยขยายพันธุ์ข้าวโดยใช้ตอซังได้ประสบสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

พร้อมนำออกเผยแพร่ นำข้าวพันธุ์พื้นเมืองเดิม พันธุ์สันป่าตอง 1 ที่เกี่ยวแล้วเหลือตอซังประมาณ 5 ซม.แล้วให้น้ำต่อจะได้ต้นข้าวออกใหม่ ไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูก  จะไม่เหมือนข้าวล้มต่อ ทำให้ได้ความบริสุทธิ์เมล็ดพันธุ์ สูงกว่า95% ทั้งหมดในรอบต่อไปดีกว่าปลูกนาปรังและนาปีเพราะประหยัดต้นทุนได้120 วัน ใน1 ปีปลูกได้ถึง4 รอบ มีปริมาณผลผลิตดี 650-700 กก.ต่อไร่ โดยกำลังทดลองพันธุ์ข้าวหอมปทุมธานี 1 ด้วย นอกจากนี้ยังทดลองปลูกไม้ผลด้วยระบบไฮโดโพนิกส์ ไม่ต้องใช้ดิน ได้สำเร็จ สามารถเร่งออกดอกได้เร็วขึ้นเช่นมะนาว ในปีแรกให้ออกผลได้ รวมทั้งองุ่น แคนตาลูป  ซึ่งผลสำเร็จนี้เผยแพร่สู่สาธารณชนนับเป็นก้าวใหม่ของศูนย์

เกษตรฯรุกปรับแนวทางผลิตสินค้าเกษตร ดึงพืชเศรษฐกิจทดแทนนาปรัง สอดคล้องตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352850

เกษตรฯรุกปรับแนวทางผลิตสินค้าเกษตร ดึงพืชเศรษฐกิจทดแทนนาปรัง สอดคล้องตลาด

เกษตรฯรุกปรับแนวทางผลิตสินค้าเกษตร ดึงพืชเศรษฐกิจทดแทนนาปรัง สอดคล้องตลาด

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 18.40 น.

เกษตรฯ รุกนโยบายผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องความต้องการของตลาด จัดทำโครงการปลูกพืชอื่นๆ หลังฤดูทำนาปี เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หวังช่วยลดปริมาณข้าวนาปรังส่วนเกิน และช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ ในส่วนของมันสำปะหลังโรงงาน กษ. ไม่ได้มีนโยบายในส่งเสริมปลูกมันสำปะหลังโรงงานทดแทนการปลูกข้าว แต่จะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังเดิม

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ราคาข้าวปัจจุบัน พบว่า ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15 % ราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นาทั้งประเทศ ระหว่างเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2561 เฉลี่ยตันละ 7,835 บาท โดยภาคกลางราคาเฉลี่ยตันละ 7,804 บาท สำหรับข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ 105 ปี 2561 (มกราคม – กรกฎาคม 2561) เฉลี่ยตันละ 13,529 บาท ซึ่งสถานการณ์การผลิตข้าว ปัจจุบันพบว่า ข้าวมีผลผลิตส่วนเกินจากความต้องการตลาด โดยไทยมีพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศประมาณ  71.8 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิตประมาณ 32.63 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการทั้งในและนอกประเทศเฉลี่ย 5 ปี ประมาณ 30.88 ล้านตัน ดังนั้นจึงเกิดผลผลิตส่วนเกิน 1.75 ล้านตัน เมื่อคำนวณกลับเป็นพื้นที่จะมีเนื้อที่ปลูกข้าวมากเกินความต้องการ  2.6 ล้านไร่

รัฐบาลจึงได้มีโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2561/62 เพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกมิให้ออกสู่ตลาดในปริมาณมากเกินความต้องการของตลาด โดยให้เก็บข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางเพื่อรักษาระดับราคาข้าวเปลือกให้มีเสถียรภาพ ตลอดจนให้เกษตรกรขายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งดำเนินการทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปี 2561/62 กับกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งหากเกษตรกรมียุ้งฉางของตัวเอง จะต้องเป็นยุ้งฉางที่มั่นคงแข็งแรงที่สามารถเก็บข้าวเปลือกไว้ได้ตลอดระยะเวลาที่กู้เงิน โดยไม่ทำให้ข้าวเกิดความเสียหายและเสื่อมคุณภาพ ส่วนเกษตรกรที่ไม่มียุ้งฉางเป็นของตัวเอง (เช่น เกษตรกรในภาคกลาง 22 จังหวัด) สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยนำไปเข้าร่วมกับสถาบันเกษตรกรที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับส่วนงานราชการ ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน (รวมถึงศูนย์ข้าวชุมชน) ที่รวบรวมข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2561/62 จากสมาชิกสถาบันเกษตรกร

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ต้องการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของชาวนา รัฐบาลจึงได้มีนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวนาปรังไปปลูกพืชอื่นๆ ที่ตลาดมีความต้องการ และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยคำนึงถึงสภาพพื้นที่เหมาะสมตาม Agri-Map ซึ่งในรายการพืชอื่นๆ นั้น มีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นทางเลือกหนึ่งและมีพืชใช้น้ำน้อยอื่นๆ โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีเนื้อที่เพาะปลูกประมาณ 6.71 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิต 5.03 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการตลาดเฉลี่ยปีละประมาณ 7.95 ล้านตัน ดังนั้น ตลาดต้องการเพิ่มอีกถึง  2.92 ล้านตัน  โดยการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่นที่ 2 ช่วงพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ จะตรงกับช่วงนาปรังพอดี และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีอายุเก็บเกี่ยว 120 วัน ซึ่งเกษตรกรจะสามารถทำข้าวนาปีต่อได้เลย

ทั้งนี้ โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี2560/61  มีเป้าหมาย 700,000 ไร่ โดยรัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเป็นต้นทุนการผลิตไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ ต่อราย ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วม ทั้งหมด 67,000 ราย พื้นที่ 500,000 ไร่  โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการเกิดประโยชน์ ช่วยให้เกษตรกรได้ผลผลิตโดยเฉลี่ย 1,000 กก./ไร่ สามารถขายได้ 7.3 บาท/กก. ทำให้มีรายได้ 7,300 บาท/ไร่ กำไร ประมาณ 3,300 บาท ซึ่งสูงกว่า การปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งมีกำไรเพียงไร่ละ 560 บาท/ไร่   ทำให้มีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คุณภาพดีออกสู่ตลาดกว่า 500,000 ตัน  โดยไม่ต้องนำเข้าข้าวสาลี  สามารถปรับสมดุลการผลิตข้าวใน ฤดูกาลผลิต 2560/61 ทำให้ราคาข้าวดีขึ้น เนื่องจากลดปริมาณข้าวนาปรังส่วนเกิน และเป็นการปรับระบบการปลูกข้าว ไม่ให้มีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งสามารถช่วยลดการระบาดของศัตรูพืชลงได้

สำหรับสินค้ามันสำปะหลัง ไม่ได้อยู่ในรายการพืชอื่นๆ หลังฤดูทำนาปี โดยกระทรวงเกษตรฯ พิจารณาว่าเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีอนาคต ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้มีนโยบายในส่งเสริมปลูกมันสำปะหลังโรงงานทดแทนการปลูกข้าว แต่จะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังเดิม เนื่องจากมันสำปะหลังเป็นพืชที่ไม่เหมาะสมในพื้นที่ปลูกข้าว มีระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วง 8-12 เดือน อีกทั้งส่งผลให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่เหมาะแก่การปลูกข้าว โดยปัจจุบัน มีเนื้อที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง 8.29 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 27.24 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 40.75 ล้านตัน จึงยังต้องการผลผลิตเพิ่มอีก 13.51 ล้านตัน ซึ่งไทยยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อแปรรูปและส่งออก

รมช.เกษตรฯเป็นปธ.เปิดงานคิกออฟไทยนิยมยั่งยืนด้านปศุสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352827

รมช.เกษตรฯเป็นปธ.เปิดงานคิกออฟไทยนิยมยั่งยืนด้านปศุสัตว์

รมช.เกษตรฯเป็นปธ.เปิดงานคิกออฟไทยนิยมยั่งยืนด้านปศุสัตว์

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 17.07 น.

20 ก.ค.61 เมื่อเวลา 10.00 น.ที่สหกรณ์การเกษตรคงสามัคคี จำกัด ต.เมืองคง อ.คง จ.นครราชสีมา นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “กิจกรรม Kick off ไทยนิยม ยั่งยืน ด้านปศุสัตว์” โดย นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวต้อนรับ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา นายอำเภอ ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธร ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ด้านปศุสัตว์

โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ด้านปศุสัตว์ ประกอบด้วย 3 โครงการ งบประมาณรวมทั้งหมด 671.159 ล้านบาท โดยทุกกิจกรรมดำเนินการเสร็จแล้ว ได้แก่ 1.โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ กิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพด้านปศุสัตว์ อำเภอละ 10 ราย 882 อำเภอ รวม 8,820 ราย 2.โครงการศูนย์ขยายพันธุ์และส่งเสริมการผลิตปศุสัตว์ กิจกรรมขยายพันธุ์สัตว์และส่งเสริมอาชีพด้านปศุสัตว์ โดยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสัตว์พันธุ์ดีในศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ 31 แห่ง และจำหน่ายสัตว์พันธุ์ดีให้กับเกษตรกรรายย่อยและเครือข่ายในพื้นที่ 77 จังหวัด และ 3.โครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร กิจกรรมอาสาปศุสัตว์เพื่อการพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกรรายย่อย โดยพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผสมเทียมให้กับอาสาปศุสัตว์ จำนวน 4,100 ราย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อและแพะโดยอาสาปศุสัตว์ 100,000 ราย

โดยกิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการและแสดงนวัตกรรมเกี่ยวกับการผสมเทียม การตรวจท้องโดยวิธีอัลตร้าซาวนด์ การตรวจไขมันแทรกในเนื้อ การใช้วัคซีนป้องกันโรคสัตว์ การสาธิตการผสมเทียมโคเนื้อ การสาธิตทำอาหารสัตว์ TMR (ชาวโคราชร่วมใจ ช่วยเหลือชาวไร่สับปะรดชัยภูมิ) การรับจองสัตว์พันธุ์ดีชนิดต่าง ๆ ของกรมปศุสัตว์ในราคาเหมาะสม การจัดฐานเรียนรู้ทักษะอาชีพการเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ การมอบป้ายที่ทำการอาสาพร้อมอุปกรณ์เฝ้าระวังโรค ป้ายสร้างงานสร้างรายได้ มอบกรรมสิทธิ์ลูกโคกระบือ การประชุมพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเครือข่ายเกษตรกร และการทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายลูกโคที่เกิดจากการผสมเทียมกับฟาร์มผู้เลี้ยงโคขุนคุณภาพ เพื่อให้ได้ราคาที่เป็นธรรม เป็นต้น

ทั้งนี้ ได้พบปะเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ เยี่ยมชมนิทรรศการ ชมการสาธิตการผสมเทียมของอาสาสมัคร เป็นสักขีพยานการลงนามในบันทึกข้อตกลงการรับซื้อผลผลิตลูกโคก่อนขุน และเดินทางไปตรวจเยี่ยมสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ เพื่อติดตามความพร้อมในการผลิตวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทย ที่สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

ล่าช้า30%! ‘กฤษฎา’จี้บริษัทเร่งรัดทำแผนงานสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ’แม่แตง-แม่งัด-แม่กวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352803

ล่าช้า30%! 'กฤษฎา'จี้บริษัทเร่งรัดทำแผนงานสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ'แม่แตง-แม่งัด-แม่กวง'

ล่าช้า30%! ‘กฤษฎา’จี้บริษัทเร่งรัดทำแผนงานสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ’แม่แตง-แม่งัด-แม่กวง’

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 15.35 น.

“กฤษฎา”ขีดเส้นเดดไลน์3เดือนจี้บริษัทเร่งรัดทำแผนงานรายสัปดาห์ สร้างอุโมงค์ส่งน้ำแม่แตง-แม่งัด-แม่กวง หลังจากล่าช้าไปกว่าแผน30% จี้กรมชลฯตั้งคณะทำงานติดตามปัญหาล่าช้า เรียกผู้บริหาร4บริษัทมายืนยันโครงการแล้วเสร็จในสัญญาหรือไม่ หากส่งมอบงานช้าอาจเปลี่ยนผู้รับเหมา

20 ก.ค.61 ที่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ลงมาตรวจติดตามโครงการอุโมงค์ผันน้ำแม่แตง ไปลงเขื่อนแม่งัด และเขื่อนแม่กวงฯ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำจากพื้นที่เมืองเชียงใหม่ และลำพูน ที่มีการขยายขึ้น รวมถึงการปัญหาอุทกภัยจากน้ำส่วนเกินลำน้ำแม่แตง ไปกักเก็บใน 2 เขื่อน ซึ่งเป็นการขยายผลในพระราชดำริ ร.9 เพิ่มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ โครงการขุดอุโมงค์ส่งน้ำมีความล่าช้ากว่าแผนจากที่กรมชลประทานได้จ้างผู้รับเหมาขุดอุโมงค์ 4 สัญญา ระยะทางกว่า 47 กม.วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท เริ่มปี 2558 และสิ้นสุดปี 2564 เมื่อมาตรวจทำให้ทราบว่าในระยะเวลามาถึงช่วงนี้ผู้รับเหมาจะต้องทำโครงการให้ได้ 50 – 53% แต่พบว่าขณะนี้ภาพรวมโครงการเพิ่งทำได้ 23% ซึ่งได้รับการชี้แจงถึงความล่าช้าในช่วงเริ่มต้นโครงการที่มีปัญหาศึกษาภาพแวดล้อม รวมถึงการขอใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติ

นายกฤษฎา กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้ นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ตั้งคณะทำงานติดตามปัญหาความล่าช้า และให้เรียกผู้บริหารของ 4 บริษัท มาคุยเพื่อทำแผนเร่งรัดการทำงานภายใน 3 เดือน โดยแผนนี้ต้องหาสาเหตุและแนวทางแก้ไขเพื่อให้โครงการสำเร็จ ซึ่งต้องมีนายช่างของกรมชลฯ ควบคุมงาน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของบริษัทฝ่ายเดียว

“ตั้งคณะทำงานติดตามประเมิน พร้อมมีแนวทางถ้าไม่ทันระยะเวลาจ้างงาน จะมีมาตรการเร่งรัดอย่างไร เช่น เพิ่มเวลาทำงานอีกเท่าตัว รวมถึงดูสาเหตุว่าสาเหตุที่ไม่ทันจากปัญหาในด้านเทคนิคหรือบริหาร ผมพร้อมประสานงานข้ามกระทรวงแก้ปัญหาได้ทันที ซึ่งในแผนการทำงานนี้จะกระตุ้นเตือนผู้รับจ้าง เร่งผลักดันงานตามระยะเวลาในสัญญา หรือหากขยายเวลาจะต้องจำเป็นเท่านั้น อีกประการถ้าโครงการสำเร็จ เป็นโครงการแรกผันน้ำรอดอุโมงค์ใต้ดิน ภูเขา ผืนป่า เป็นโครงการขนาดใหญ่ตัวอย่างในพื้นที่อื่นที่รัฐทำได้โดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม ผมห่วงกังวลทำอย่างไรให้โครงการสำเร็จได้ในปี 2564 จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ 2 จังหวัด ไม่เกิดความขัดแย้งพื้นที่เกษตรแย่งน้ำเมื่อถึงหน้าแล้ง ซึ่งผมตั้งใจให้เสร็จได้เร็ว

ทั้งนี้ ในส่วนเขตอุทยาน กำลังเร่งรัด รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผ่านคณะกรรมการทรัพยากรฯ ขณะนี้สามารถเดินหน้าได้ โดยไม่ต้องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังนั้น ปัญหาการส่งมอบพื้นที่ช้า อาจเกี่ยวข้องแต่ประเด็นที่สองอาจเกิดจากความขัดข้องทางเทคนิคบางประการ ส่วนกรณีจะเปลี่ยนบริษัทหรือไม่ ต้องดูสาเหตุส่งงานช้า ผมตั้งคณะทำงานคอยติดตามภาพรวม เพื่อให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย อย่าคิดว่ามาคาดโทษ มาครั้งนี้ลงมาดูความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามสัญญา โดยกรมชลฯ ต้องมีแผนงานรายสัปดาห์ ผมเสนอความเห็นว่าหากยังช้ามีการเตือนบริษัทกี่ครั้งครั้ง ระดับไฟเหลือ ไฟแดง และไปคุยผู้บริหารบริษัท ทำไมก่อนหน้ามาประมูลงานอ้างว่าทำได้มีเทคนิคก้าวหน้าต่างๆ ช่วง 3 เดือนนี้คุยกับผู้รับจ้าง ให้มายืนยันทำได้ตามสัญญา และอีก 3 เดือน ผมจะมาดูด้วยตนเองมาทำให้โครงการสำเร็จ” นายกฤษฎา กล่าว

ด้าน นายทองเปลว กล่าวว่า ความคืบหน้าการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำเข้า – ออก หมายเลข 2 เป็นการขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำระยะที่ 2 ช่วงลำน้ำแม่แตง (ประตูระบายน้ำแม่ตะมาน) – เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เมตร ระยะทาง 25.624 กิโลเมตร ปริมาณน้ำผ่านอุโมงค์สูงสุด 28.50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมอาคารประกอบ ขณะนี้สามารถขุดเจาะได้ระยะทางประมาณ 1,264 เมตร คิดเป็นความก้าวหน้า ร้อยละ 14 หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถผันน้ำส่วนเกินจากลำน้ำแม่แตง ประมาณ 113 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือน ก.ค. – พ.ย.ไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ก่อนจะส่งต่อไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ตามลำดับ​

ส่วนของความคืบหน้าการขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำระยะที่ 1 ช่วงเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล – เขื่อนแม่กวงอุดมธารา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.20 เมตร ระยะทางประมาณ 22.975 กิโลเมตร ปริมาณน้ำไหลผ่านอุโมงค์สูงสุด 26 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมอาคารประกอบ ปัจจุบันสามารถขุดเจาะได้ระยะทางประมาณ 6,319 เมตร คิดเป็นความก้าวหน้า ร้อยละ 33.577 ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลในช่วงฤดูฝน ที่มีปริมาณน้ำเกินความต้องการเฉลี่ยได้ประมาณ  ปีละ 47 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยลดการสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ได้เป็นอย่างมาก

ในช่วงบ่ายลงพื้นที่โครงการฝายวังปาน ซึ่งตั้งกั้นลำน้ำปิง ระหว่าง ต.หนองล่อง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน และ ต.สบเตี๊ยะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เพื่อพบปะกับชาวบ้านและกลุ่มผู้ใช้น้ำทั้งสองจังหวัด ซึ่งในอดีตเคยประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างรุนแรง โดยกรมชลประทานได้ดำเนินการซ่อมแซมเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนให้แก่ชาวบ้านในเบื้องต้น และในระยะยาวได้ดำเนินการก่อสร้างฝายคอนกรีตทดแทนที่ฝายเดิม เพื่อให้ใช้งานได้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 4 พันไร่

‘กรมชลฯ’เร่งเจาะอุโมงค์แม่แตง-แม่งัด แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352744

'กรมชลฯ'เร่งเจาะอุโมงค์แม่แตง-แม่งัด แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

‘กรมชลฯ’เร่งเจาะอุโมงค์แม่แตง-แม่งัด แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 10.33 น.

20 ก.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฤษฎา บุญราช  รมว.เกษตรฯพร้อมด้วย    นาย ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการขุดเจาะอุโมงค์  ส่งน้ำแม่แตง – แม่งัดฯ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา หวังแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งใน      ลุ่มน้ำปิงอย่างยั่งยืน

โดยนาย ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่แตง-แม่งัด บริเวณอุโมงค์ส่งน้ำเข้า – ออก หมายเลข 2 บ้านทับเดื่อ ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปัจจุบันภาพรวมของการก่อสร้างมีความคืบหน้าไปมากกว่า ร้อยละ 24 สำหรับการลงพื้นที่ในวันนี้(20 ก.ค. 61) เป็นการติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำเข้า – ออก หมายเลข 2 เป็นการขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำระยะที่ 2 ช่วงลำน้ำแม่แตง (ประตูระบายน้ำแม่ตะมาน) – เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เมตร ระยะทาง 25.624 กิโลเมตร ปริมาณน้ำผ่านอุโมงค์สูงสุด 28.50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมอาคารประกอบ

ขณะนี้สามารถขุดเจาะได้ระยะทางประมาณ 1,264 เมตร คิดเป็นความก้าวหน้า ร้อยละ 14 หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถผันน้ำส่วนเกินจากลำน้ำแม่แตง ประมาณ 113 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ก่อนจะส่งต่อไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราตามลำดับ

ในส่วนของความคืบหน้าการขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำระยะที่ 1 ช่วงเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล – เขื่อนแม่กวงอุดมธารา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.20 เมตร ระยะทางประมาณ 22.975 กิโลเมตร ปริมาณน้ำไหลผ่านอุโมงค์สูงสุด 26 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมอาคารประกอบ ปัจจุบันสามารถขุดเจาะได้ระยะทางประมาณ 6,319 เมตร คิดเป็นความก้าวหน้า ร้อยละ 33.577 ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลในช่วงฤดูฝน ที่มีปริมาณน้ำเกินความต้องการเฉลี่ยได้ประมาณ   ปีละ 47 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยลดการสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ได้เป็นอย่างมาก

สำหรับโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ทั้ง 2 ระยะ คาดว่า จะดำเนินการแล้วเสร็จตามกำหนด ในปี 2564 สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำแม่กวงอุดมธารา ได้เฉลี่ยปีละประมาณ 160  ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการใช้น้ำในช่วงฤดูฝนของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธาราได้ประมาณ 175,000 ไร่ ส่วนในช่วงฤดูแล้ง เพิ่มจาก 17,060 ไร่ เป็น 76,129 ไร่ นอกจากนี้ ยังสามารถสนับสนุนการใช้น้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง ได้อีกประมาณ 14,550 ไร่

อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวยังเพิ่มขีดความสามารถในการน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน จากปีละ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 50 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำปิงตอนบน ซึ่งกรมชลประทาน ได้นำระบบโทรมาตรและระบบเตือนภัยน้ำท่วมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำและเตือนภัยจากน้ำหลากที่เกิดขึ้นล่วงหน้า เพื่อบรรเทาอุทกภัยและลดความเสียหายจากสภาวะน้ำท่วมในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ได้อีกด้วย

ขณะเดียวอธิบดีกรมชลประทาน ได้นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่โครงการฝายวังปาน ซึ่งตั้งกั้น      ลำน้ำปิง ระหว่างตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน และ ตำบลสบเตี๊ยะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพบปะกับชาวบ้านและกลุ่มผู้ใช้น้ำทั้งสองจังหวัด ซึ่งในอดีตเคยประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างรุนแรง เนื่องจากฝายวังปานชำรุด ประกอบกับในปี 2554 เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก ยิ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ชาวบ้านผู้ใช้น้ำจากฝายวังปานทั้งสองจังหวัดได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดข้อพิพาทแย่งชิงน้ำกัน จึงร้องขอให้หน่วยงานราชการหาแนวทางให้ความช่วยเหลือ หลังจากนั้นกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันหาแนวทางแก้ไข

นอกจากนี้กรมชลประทานได้ดำเนินการซ่อมแซมเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนให้แก่ชาวบ้านในเบื้องต้น และในระยะยาวได้ดำเนินการก่อสร้างฝายคอนกรีตทดแทนที่ฝายเดิม เพื่อให้ใช้งานได้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน สามารถบริหารจัดการน้ำได้ทั้งในฤดูแล้งและในฤดูฝน พร้อมก่อสร้างคันกั้นน้ำฝั่งซ้าย พร้อมอาคารประกอบ ความยาวประมาณ  1 กิโลเมตร ขณะนี้การดำเนินการก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ สามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของราษฎร ประมาณ 4,000 ไร่ ราษฎรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมีผลผลิตการเกษตรและรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์น้ำ (เก็บกักน้ำ)  เอื้อประโยชน์ในการทำประมงและเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของทั้งสองจังหวัดอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’สานต่อโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ให้บริการเกษตรกรทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352667

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’สานต่อโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ให้บริการเกษตรกรทุกจังหวัดทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’สานต่อโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ให้บริการเกษตรกรทุกจังหวัดทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“คลินิกเกษตรเคลื่อนที่” เป็นวิธีการที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ให้กับเกษตรกรจนบรรลุผลสำเร็จ เนื่องจากเป็นช่องทางที่ให้บริการตรงตามความต้องการและทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งการดำเนินงานคลินิกเกษตรเป็นการบูรณาการทุกสาขา ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง ฯลฯ โดยการให้บริการกับประชาชน ถึงพื้นที่ โดยการนำคลินิกต่างๆ เข้าไปหาเกษตรกร เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรตื่นตัว ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งเป็นหน่วยบริการให้กับเกษตรกร สามารถแก้ไขปัญหาทางการเกษตรได้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำหรับการจัดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ เป็นการร่วมบูรณาการของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2545 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สามารถให้บริการและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรได้กว่า 3,500,000 ราย โดยคลินิกดินเป็นคลินิกที่เกษตรกรมาเข้ารับบริการมากที่สุดมีจำนวนเกษตรกรเข้ารับบริการ กว่า 619,000 ราย รองลงมา เป็นคลินิกปศุสัตว์ กว่า 615,000 ราย คลินิกพืช รวมทั้งคลินิกอื่นๆ เช่น คลินิกส่งเสริมการเกษตร เช่น จักรกลการเกษตร ผึ้ง ศัตรูพืช กว่า 485,000 ราย ตามลำดับ ซึ่งเกษตรกรที่มีปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ห่างไกลก็ยังสามารถเข้าถึงบริการทางวิชาการ และได้รับการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างครบวงจรในคราวเดียวกัน

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2561 นี้ ขอเชิญชวนเกษตรกรร่วมงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ซึ่งจะจัดขึ้นทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยกิจกรรมภายในคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ที่เปิดให้บริการ จะให้บริการทั้ง คลินิกดิน โดยให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยและให้บริการด้านวิเคราะห์ ตรวจสอบดินและปุ๋ย คลินิกพืช ให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยและให้บริการด้านโรคและแมลง ศัตรูพืช วัชพืชการเก็บเกี่ยวพืชการผลิตเมล็ดพันธุ์ การคัดเลือกพันธุ์ การทดสอบความงอกการขาดธาตุอาหารพืช สารพิษตกค้าง วัตถุมีพิษทางการเกษตร คลินิกปศุสัตว์ ให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยโรคและการตรวจรักษา พยาบาลสัตว์ การให้วัคซีน ทำหมันสัตว์ การผสมเทียมการควบคุมโรคระบาดในสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ คลินิกประมงให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยและรักษาโรคในสัตว์น้ำ การควบคุมโรคระบาดในสัตว์น้ำการตรวจคุณภาพน้ำ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

คลินิกชลประทาน ให้คำปรึกษา แนะนำการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำ และการให้น้ำแก่พืช คลินิกสหกรณ์ให้คำปรึกษา แนะนำการจัดตั้งสหกรณ์ การบริหารงานในสหกรณ์ และให้ความรู้เกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับสหกรณ์ คลินิกบัญชี ให้คำปรึกษา แนะนำการจัดทำบัญชีฟาร์ม บัญชีครัวเรือน คลินิกกฎหมาย ให้คำปรึกษา แนะนำ และประสานความรู้ด้านกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คลินิกข้าวให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัยโรคที่เกิดในข้าว การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูข้าว การกำจัดวัชพืชในนาข้าว การลดต้นทุนการผลิตข้าว การใช้ข้าวพันธุ์ดี การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว การบริการตรวจรับรอง GAP ข้าว การแปรรูปและการใช้ประโยชน์จากข้าว คลินิกหม่อนไหม ให้คำปรึกษา แนะนำการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม พันธุ์หม่อนที่ควรปลูก การตัดแต่งกิ่งและการดูแลรักษาแปลงหม่อน การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูหม่อน การดูแลรักษาผลหม่อนสุก และการทำชาใบหม่อน คลินิกอื่นๆได้แก่ คลินิกบริหารศัตรูพืช คลินิกพันธุ์พืชเพาะเลี้ยง คลินิกจักรกล คลินิกพืชสวน คลินิกผึ้ง คลินิกยางพารา คลินิกเศรษฐกิจการเกษตร และคลินิกสาธารณสุข ทั้งนี้ในแต่ละจังหวัดจะจัดงานไม่พร้อมกัน ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านท่าน

เลาะรั้วเกษตร : ถึงคิวผักไฮโดรโพนิกส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352666

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ถึงคิวผักไฮโดรโพนิกส์

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากที่เครือข่ายต่อต้านสารเคมีทางการเกษตรทั้งหลายไม่สามารถทำให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย แบนสารกำจัดวัชพืชได้ตามประสงค์ ก็มีการเผยแพร่ผลการตรวจสอบสารพิษตกค้างในผักอีกรอบ คราวนี้เป็นผักที่ปลูกในระบบไม่ใช้ดิน หรือที่เรียกว่า ผักไฮโดรโพนิกส์

เป็นที่น่าสังเกตว่า ข่าวที่มีการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียในช่วงนี้นั้น ได้อ้างถึงข่าวที่ไทยแพนเคยเผยแพร่ผ่านสื่อมาแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 โดยระบุว่าได้ไปเก็บตัวอย่างผักในห้างขายปลีกหลายแห่ง ในกรุงเทพฯและปริมณฑล พบว่ามีสารตกค้างมากถึง 25 ชนิด ทั้งสารกำจัดเชื้อราสารกำจัดวัชพืช สารกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช รวมทั้งไนเตรท

ผู้ที่นำมาเผยแพร่อีกครั้งคือ ไบโอไทยโดยอ้างถึงข้อมูลของไทยแพนที่กล่าวมาแล้ว พร้อมกับตบท้ายว่าตั้งแต่มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว (ตั้งแต่มกราคม 2561) ยังไม่เห็นการแสดงความรับผิดชอบใดๆ ของหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

ภาพอินโฟกราฟิก ที่ไบโอไทยนำมาเผยแพร่ ภายใต้หัวข้อ “ทำไมพบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานในผักไฮโดรโพนิกส์มากกว่าผักที่ปลูกโดยใช้ดิน” อ้างที่มา จาก สรุปสาระสำคัญจากรายงานของ Horticulture Australia,2008,2011 และ New Zealand Institute for Crop & Food Research 2003 ซึ่งเป็นรายงานที่เนิ่นนานมากแล้ว

ไบโอไทยยังสรุปด้วยว่า ปัญหาสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานของผักไฮโดรโพนิกส์นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งมีการส่งเสริมปลูกผักไฮโดรโพนิกส์มากที่สุดก็พบเช่นกัน แต่รายละเอียดอื่นๆ ไบโอไทยไม่ได้พูดถึง

เผือกร้อนตกถึงกรมวิชาการเกษตร อธิบดี สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ เปิดแถลงข่าว และ เฟซบุ๊คไลฟ์ ชี้แจงเรื่องนี้โดยสรุปว่า การปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ ไม่ใช่การปลูกผักในระบบอินทรีย์ เป็นการปลูกผักธรรมดาที่เหมือนกับการปลูกในดิน แต่แทนที่จะเป็นดินก็เป็นการปลูกในสารละลายที่เป็นธาตุอาหารพืชแทน ด้วยเหตุนี้การปลูกผักไฮโดรโพนิกส์จึงสามารถใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ แต่ต้องใช้อย่างถูกต้องตามคำแนะนำในฉลาก และต้องทิ้งระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังจากฉีดพ่นสารเคมีตามกำหนดเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค พูดง่ายๆ คือ ต้องทำตามระบบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP เหมือนการปลูกผักในดินเช่นเดียวกัน

พร้อมกับบอกด้วยว่า กรมวิชาการเกษตรให้การรับรองพืชที่ปลูกตามระบบ GAP จึงสุ่มตรวจเฉพาะผักที่ได้การรับรอง GAP ถ้าพบว่ามีสารตกค้างก็จะเตือนผู้ผลิตให้ปรับปรุงการผลิตให้ถูกต้อง ถ้าไม่เชื่อฟังก็จะยกเลิกการรับรอง ส่วนผัก หรือพืชอื่นๆ ที่ไม่ได้รับการรับรอง GAP จะเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.ทำการสุ่มตรวจ

อย่างไรก็ตามอธิบดี สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ยังบอกด้วยว่าจริงๆ แล้ว จะมีการทำงานร่วมกันทั้ง กรมวิชาการเกษตร อย.กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และ สาธารณสุขจังหวัด ในการสุ่มตรวจสารตกค้างในพืชผักผลไม้ในท้องตลาดอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ไม่ได้นิ่งเฉยอย่างที่ไบโอไทยกล่าวหา

ว่ามา ก็ว่าต่อ…เพื่อโปรดทราบ

ขอแถมท้ายด้วยเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ค่อนข้างเป็นห่วง ไม่ใช่เรื่องผัก ไม่ใช่เรื่องสารพิษตกค้าง แต่เป็นเรื่องที่ รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาประชุมสั่งการที่กระทรวงเกษตรฯ ให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง แล้วให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน เช่น ข้าวโพด และมันสำปะหลัง รวมทั้งให้โค่นยางทิ้งโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อจะดึงราคายางให้สูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 60 บาท

เรื่องยางก็ว่ากันไป…แต่เรื่องเอามันสำปะหลังลงนานี่ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะมันสำปะหลังไม่ใช่พืชอายุสั้นมีอายุเก็บเกี่ยวเป็นปีทีเดียว ถ้าเกษตรกรหลงเชื่อเอาที่นาไปปลูกมันสำปะหลังตามที่ว่า พื้นที่นาที่อุดมสมบูรณ์สำหรับการทำนาปีก็จะหายไป ราคามันตอนนี้ก็แย่อยู่แล้วจะมิยิ่งสร้างปัญหาไปกันใหญ่หรือ เปลี่ยนเป็นมันเทศก็ว่าไปอย่าง โดยเฉพาะมันม่วง หรือมันญี่ปุ่นที่ตลาดต้องการ…

เอานักเศรษฐศาสตร์มาดูแลเกษตร..ก็ผิดฝาผิดตัวเช่นนี้แล…..

แว่นขยาย

พัฒนาแหล่งน้ำ‘ลำห้วยขะยุง’ กรมชลช่วยคนกันทรลักษ์ เล็งผุดอ่างความจุ40ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่เกษตรอีก4.2หมื่นไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352665

x

พัฒนาแหล่งน้ำ‘ลำห้วยขะยุง’ กรมชลช่วยคนกันทรลักษ์ เล็งผุดอ่างความจุ40ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่เกษตรอีก4.2หมื่นไร่

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ลำห้วยขะยุงไร้แหล่งเก็บน้ำ เกษตรกรมีน้ำเพื่อการเพาะปลูกอย่างจำกัด ชลประทานเผยโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง ความจุ 40 ล้านลบ.ม. จะช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนให้การเกษตร สามารถเปิดพื้นที่เกษตรเพิ่มได้อีก 4.2 หมื่นไร่ สนับสนุนการปลูกทุเรียนภูเขาไฟ ผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัด อีกทั้งบรรเทาปัญหาน้ำท่วมให้ชาวเมืองกันทรลักษ์ร่วมพันครอบครัว

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า บริเวณลำน้ำห้วยขะยุง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ยังไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำถาวร มีเพียงฝาย 3 แห่งตลอดลำน้ำ ได้แก่ ฝายบ้านกะมอล ฝายบ้านน้ำเย็น และฝายขะยุง ที่เป็นเครื่องมือทดน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก อีกทั้งยังไม่มีระบบส่งน้ำสมบูรณ์ เกษตรกรต้องดำเนินการสูบน้ำจากฝายด้วยตนเอง ทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ฝายแต่ละแห่งสามารถส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรได้ราวพันไร่เท่านั้น ปัจจุบันชาว อ.กันทรลักษ์ใช้น้ำจากลำห้วยขะยุงผลิตน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้นคือหน้าแล้งไม่มีน้ำในลำห้วย และเมื่อถึงหน้าฝนน้ำจะหลากเข้าท่วมอำเภอเมืองกันทรลักษ์ ทำให้ประชาชนและเกษตรกรบริเวณนี้ไม่มีเสถียรภาพในการใช้น้ำ

“ลำน้ำห้วยขะยุงมีต้นน้ำมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงเร็ก ไหลลงมาที่ลำห้วยขะยุง จ.ศรีสะเกษ ผ่าน อ.กันทรลักษ์ ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำมูล มีน้ำท่าไหลเข้าลำห้วยปีละประมาณ 70 ล้านลบ.ม. ซึ่งโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง สามารถกักเก็บน้ำได้ 40 ล้านลบ.ม. ซึ่งน้ำจำนวนนี้จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ระยะยาวต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎร ได้แก่ การนำน้ำไปใช้เป็นแหล่งน้ำดิบสำคัญสำหรับผลิตน้ำประปา การช่วยเพิ่มพื้นที่เกษตรอีก 42,500 ไร่ ซึ่งแม้ตอนนี้เกษตรกรส่วนใหญ่จะทำนาและปลูกยางพาราเป็นหลัก แต่คาดว่าในวันข้างหน้าแผนการเพาะปลูก มีแนวโน้มจะปรับเปลี่ยนการผลิตส่วนหนึ่งจากสวนยางพาราเป็นสวนผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด เพราะไม้ยืนต้นมีความเสถียรของราคามากกว่า ตลาดนิยมชัดเจน อีกทั้งดินบริเวณนี้คุณภาพดี เป็นดินภูเขาไฟ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อทุเรียนภูเขาไฟผลไม้ราคาดีและเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก” นายเฉลิมเกียรติ กล่าว

นายธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ราษฎรและเกษตรกรในกันทรลักษ์ใช้น้ำจากห้วยขะยุงเป็นหลัก สิ่งสำคัญคือหากความต้องการใช้น้ำในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การทำเกษตร อุปโภค-บริโภคของราษฎรเพิ่มขึ้นจะก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ ซึ่งหากลำห้วยขะยุงมีแหล่งกักเก็บน้ำ นอกจากจะช่วยเพิ่มพื้นที่การเกษตร เกษตรกรมีน้ำปลูกพืชชนิดอื่นต่อหลังจากทำนา ช่วยสร้างรายได้แล้ว ยังจะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมเมืองช่วยราษฎรได้ร่วมพันครอบครัว ราษฎรมีความมั่นใจว่าจะมีน้ำใช้ในอนาคต ซึ่งถ้าทำได้จะเกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด

“เวลานี้รัฐบาลมีนโยบายปรับเปลี่ยนการปลูกพืช เช่น โค่นยางเพื่อปลูกพืชอย่างอื่น เกษตรกรของเราก็เปลี่ยนมาปลูกทุเรียนและประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมากกับทุเรียนภูเขาไฟ ณ ตอนนี้จังหวัดศรีสะเกษมีพื้นที่ปลูกทุเรียนภูเขาไฟอยู่ใน 3 อำเภอ คือ กันทรลักษ์ ขุนหาญ และศรีรัตนะ รวมพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ ทางจังหวัดตั้งเป้าจะเพิ่มพื้นที่ปลูกเป็น 1 หมื่นไร่ภายใน 3 ปี โดยเน้นปลูกทุเรียนคุณภาพดี อย่างไรก็ตามปัจจัยที่สำคัญของการปลูกทุเรียนคือ น้ำ หากมีแหล่งน้ำที่มั่นคงจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแน่นอน” ผู้ว่าราชการ จ.ศรีสะเกษ กล่าว