ประกวดเครื่องแต่งกายผ้าไหม 15สถาบันร่วมประชันงานออกแบบ-ส่งเสริมเอกลักษณ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353496

x

ประกวดเครื่องแต่งกายผ้าไหม 15สถาบันร่วมประชันงานออกแบบ-ส่งเสริมเอกลักษณ์ไทย

วันพุธ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมได้ดำเนินโครงการประกวดออกแบบชุดเครื่องแต่งกายสิ่งทอผ้าไหมเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “ผ้าไหมไทยในมุมมองและสไตล์ของคนรุ่นใหม่ : Creative ready to wear” เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การใช้ผ้าไหมไทยแก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยผ้าไหมที่นำมาออกแบบตัดเย็บจะใช้ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานเป็นวัตถุดิบหลัก ผ่านการคิดและออกแบบจากเยาวชน จากสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์และแฟชั่นที่เข้าร่วมโครงการ โดยปีนี้มีสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการประกวดดังกล่าว 15 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และมหาวิทยาลัยศิลปากร

โดยมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการได้จัดทำแบบร่างภาพประกอบแรงบันดาลใจ (Mood Board) และนำเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุง สำหรับวันนี้เป็นการทำผลงานต้นแบบมานำเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อตัดสินผลงานในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งผลงานทุกชิ้นจะนำไปจัดแสดงนิทรรศการในงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 13 ประจำปี 2561 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายในงานในวันอังคารที่ 31 กรกฎาคม 2561 ซึ่งในปีสถาบันการศึกษาที่ได้รับรางวัลที่ 1 ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เนื่องจากสามารถสร้างสรรค์ผลงานชุดแต่งกายที่ตอบโจทย์ได้อย่างครอบคลุม ผ่านมุมมองความคิดสร้างสรรค์ และการนำไปต่อยอดการผลิตเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันได้

‘สรวิศ ธานีโต’มอบ5นโยบายขับเคลื่อนกรมปศุสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353535

'สรวิศ ธานีโต'มอบ5นโยบายขับเคลื่อนกรมปศุสัตว์

‘สรวิศ ธานีโต’มอบ5นโยบายขับเคลื่อนกรมปศุสัตว์

วันอังคาร ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 16.35 น.

24 ก.ค.61 เมื่อเวลา 09.30 น.ที่โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญด้านปศุสัตว์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ปศุสัตว์เขต ปศุสัตว์จังหวัด ผู้อำนวยการกอง/สำนัก ผู้อำนวยการศูนย์/สถานี และหัวหน้าด่านกักกันสัตว์ เพื่อมอบนโยบายในการขับเคลื่อน ติดตามการดำเนินการ รับฟังปัญหา/อุปสรรค แลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมหาแนวทางแก้ไขการดำเนินการ และได้มอบต้นรวงผึ้ง จำนวน 79 ต้น ต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10 เพื่อไปปลูกที่จังหวัด เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดีของพสกนิกรที่มีต่อพระองค์

โดยนโยบายในการขับเคลื่อนกรมปศุสัตว์ 5 ข้อหลัก ดังนี้ 1.การตั้งกองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ เพื่อรับผิดชอบภารกิจตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ร.บ.สถานพยาบาลสัตว์ และกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายจัดตั้งสถานพยาบาลสัตว์เพิ่มขึ้นปีละ 20 แห่ง ใน 20 อำเภอ 2.การควบคุม ป้องกัน และกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า เนื่องจากเป็นความมั่นคงแห่งชาติ จึงมีการตั้งโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โดยดำเนินการแบบคู่ขนานการทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติและมหาวิทยาลัย และการนำเข้า bulk vaccine เพื่อมาแบ่งบรรจุ เตรียมความพร้อมในการผลิต

3.การประชาสัมพันธ์เชิงรุก การเร่งทำระบบการเชื่อมโยงข้อมูล Big data ภายใต้ฐานข้อมูลหนึ่งเดียว Single base 4.โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เน้นการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเน้นให้เด็กได้ดื่มนมที่มีคุณภาพได้ตามมาตรฐานหลักเกณฑ์และวิธีการโครงการฯ และ 5.ด้านงานวิจัย/งานวิชาการ เน้นการนำไปใช้ได้ และเวลามีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรมปศุสัตว์ ให้ทางผู้เชี่ยวชาญรีบชี้แจงเพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง และจะมีการประกวดงานวิจัยดีเด่นประจำปี เริ่มต้นในปี 2562

ทั้งนี้ ให้ทุกหน่วยงานเร่งการดำเนินงานอย่างเข้มงวด โดยทุกจังหวัดที่ได้ดำเนินการโครงการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อเฉลิมพระเกียรติรัชกาล 10 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ให้ถ่ายรูปและผลดำเนินงานส่งไปรวบรวมที่ สคบ.เพื่อรายงานต่อไป และ 20 จังหวัด ที่สถานะปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ให้รักษาสถานะไว้ตลอดปี จะมีการพิจารณาให้รางวัล และให้ถ่ายทอดมาตรการดำเนินการให้จังหวัดที่เกิดโรค เพื่อนำไปเป็นแนวทาง และให้ทางเขตช่วยกำกับการดูแลการทำงานจังหวัด  และช่วยชี้แจงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรมปศุสัตว์ด้วย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวด้วยว่า การทำงานทุกอย่าง เน้นความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก สามารถตรวจสอบได้ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน และช่วยกันขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า “โดยบริหารความถูกใจ แต่ไม่เกินความถูกต้อง”

เกษตรฯสั่งเฝ้าระวังโรคพุ่มแจ้ ภัยเงียบถล่มมันสำปะหลัง เตือนหมั่นสำรวจทั่วแปลง ย้ำถ้าพบรีบแจ้ง‘เจ้าหน้าที่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353259

เกษตรฯสั่งเฝ้าระวังโรคพุ่มแจ้ ภัยเงียบถล่มมันสำปะหลัง เตือนหมั่นสำรวจทั่วแปลง ย้ำถ้าพบรีบแจ้ง‘เจ้าหน้าที่’

เกษตรฯสั่งเฝ้าระวังโรคพุ่มแจ้ ภัยเงียบถล่มมันสำปะหลัง เตือนหมั่นสำรวจทั่วแปลง ย้ำถ้าพบรีบแจ้ง‘เจ้าหน้าที่’

วันอังคาร ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“กรมส่งเสริมการเกษตร” เตือนชาวไร่มันสำปะหลัง ระวังโรคพุ่มแจ้ภัยเงียบทำลายผลผลิต แนะหมั่นตรวจแปลงป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้าง

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชในมันสำปะหลังว่า จากการติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชในแปลงมันสำปะหลังบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก พบมันสำปะหลังแสดงอาการคล้ายโรคพุ่มแจ้ในหลายจังหวัด โดยจังหวัดที่พบค่อนข้างมากคือ จังหวัดกำแพงเพชร สระแก้ว ชลบุรี และมุกดาหาร ซึ่งโรคพุ่มแจ้ของมันสำปะหลัง ลักษณะคล้ายกับการทำลายของเพลี้ยแป้ง คือ ใบยอดมันสำปะหลังจะหยิกงอ แคระแกร็น และแตกเป็นฝอยค่อนข้างมาก หากเป็นโรคพุ่มแจ้จะทำลายผลผลิตในไร่มันสำปะหลังเสียหายกว่า 70% ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนภัยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่เสี่ยงได้เตรียมการรับมืออย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

ด้าน นางสาวสุมนา สิมาสฤษฏ์ ผู้อำนวยการกลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กล่าวว่า โรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา มีเพลี้ยจักจั่นเป็นแมลงพาหะของโรค และมีต้นวัชพืชสาบม่วงที่เป็นพืชอาศัย หากเชื้อเพิ่มปริมาณมากจะเข้าไปอุดตันท่อลำเลียงอาหารของพืช ทำให้ส่วนยอดแคระแกร็น พืชจะแตกตาข้างมาเพื่อความอยู่รอด ยอดมีลักษณะเป็นพุ่ม ใบเล็กลงสีเหลือง กรณีระบาดรุนแรงมันสำปะหลังจะยืนต้นตาย สังเกตบริเวณท่ออาหารใต้เปลือกลำต้นหรือหัวเปลี่ยนเป็นเส้นสีน้ำตาลดำ เนื่องจากโรคพุ่มแจ้แพร่ระบาดโดยท่อนพันธุ์และแมลงพาหะ ถ้าเกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพุ่มแจ้ ไม่ได้สังเกตอาการของโรคหรือโรคแสดงอาการที่ไม่ชัดเจน อาจมีการนำต้นมันที่มีเชื้อสาเหตุโรคนี้ไปขายเป็นท่อนพันธุ์ ทำให้โรคเกิดการกระจายไปยังแหล่งปลูกมันสำปะหลังเป็นการแพร่เชื้อสาเหตุไปยังแหล่งปลูกมันโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เร่งถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรรู้จักกับโรคพุ่มแจ้ และแนวทางป้องกันกำจัด ตลอดจนแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเชื้อสาเหตุโรคสามารถเข้าทำลายต้นมันสำปะหลังได้ทุกฤดูกาลเมื่อต้นอ่อนแอ หากพบอาการดังกล่าวให้แจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน และขุดต้นมันที่แสดงอาการไปเผาทำลายนอกแปลง แล้วปลูกใหม่ด้วยท่อนพันธุ์จากแหล่งปลอดโรค ซึ่งกรมวิชาการเกษตรแนะนำให้สังเกตท่อนพันธุ์ที่คาดว่าอาจจะเป็นโรค จากการแตกตาข้างว่ามีมากแค่ไหน ปกติท่อนพันธุ์จะแตกตาเฉพาะที่บริเวณยอดด้านบนแค่ 2-3 ตา ถ้ามีการแตกตามากบริเวณกลางท่อนพันธุ์ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจติดเชื้อ นอกจากนั้นแนะนำให้กำจัดเพลี้ยจักจั่นแมลงพาหะ รวมทั้งกำจัดวัชพืชทั้งในและโดยรอบแปลง โดยเฉพาะต้นสาบม่วง แหล่งที่อยู่อาศัยของเชื้อก่อโรคพุ่มแจ้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการระบาดและจำกัดพื้นที่การระบาดของโรคพุ่มแจ้ไม่ให้ขยายวงกว้าง

รายงานพิเศษ : ‘แก้มลิงข้าว’แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ นำประโยชน์สู่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353262

รายงานพิเศษ : ‘แก้มลิงข้าว’แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ  นำประโยชน์สู่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด

รายงานพิเศษ : ‘แก้มลิงข้าว’แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ นำประโยชน์สู่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด

วันอังคาร ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการชะลอพืชผลการเกษตร(แก้มลิง) ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกร ตลอดจนช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องผลผลิตล้นตลาด โดยสนับสนุนสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นแก้มลิงในการเก็บรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังและยางพารา เพื่อชะลอปริมาณผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว โดยกรมจะสนับสนุนอุปกรณ์การตลาด ทั้งฉาง ลานตาก โกดัง เครื่องอบลดความชื้นและอุปกรณ์ในการแปรรูปผลผลิตการเกษตรให้สหกรณ์ใช้เก็บรวบรวมผลผลิตไว้ รอเวลาที่เหมาะสม จึงจะทยอยนำออกสู่ตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาผลผลิตการเกษตรให้แก่เกษตรกร

นายประพันธ์ มายรรยงค์

สหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยใช้ชื่อว่าโครงการแก้มลิงข้าว เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกข้าวเป็นหลัก เป็นการช่วยลดการไหลบ่าของข้าว เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

นายประพันธ์ มายรรยงค์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อสมาชิกเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็จะขายไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับเกษตรกรรายอื่นๆ ทำให้ข้าวล้นตลาด และราคาตกต่ำ แต่หลังจากมีโครงการนี้เข้ามา ภาครัฐจะสนับสนุนเงินทุนในการรวบรวมข้าวมาให้สหกรณ์ เมื่อสมาชิกนำข้าวมาขาย สหกรณ์จะรับซื้อในราคานำตลาด เช่น จากที่เคยซื้อในราคาตันละ 7,000 บาท ก็ซื้อในราคาตันละ 7,300 บาท ที่สำคัญเกษตรกรที่จะนำข้าวมาขายให้กับสหกรณ์ ต้องมาเอง รวมถึงต้องขึ้นทะเบียนและขายข้าวตามพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนไว้เท่านั้น

สำหรับในปีที่ผ่านมา สหกรณ์สามารถรวบรวมข้าวได้ประมาณ 50,000 – 60,000 ตัน ขายไปบ้างบางส่วน แต่ในส่วนที่เข้าโครงการเก็บได้ถึง 27,559 ตัน ซึ่งสหกรณ์จะได้ค่าเก็บรักษาตันละ 1,500 บาท และได้เงินเฉลี่ยคืนกว่า 41,300,000 บาท โดยในปีนี้ตั้งเป้ารวบรวมข้าวเข้าโครงการไม่ต่ำกว่า 40,000 ตัน

“โครงการนี้สามารถเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับสหกรณ์ได้มาก โดยสหกรณ์จะตกลงราคาซื้อขายข้าวกับพ่อค้าในช่วงที่ข้าวขาดตลาด ทำให้สามารถเพิ่มราคาข้าวได้สูงขึ้น และมีเงินเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกได้ โดยในปีที่ผ่านมาสามารถเฉลี่ยคืนสมาชิกได้ตันละ 500 บาท” นายประพันธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด ได้ดำเนินงานตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ เพื่อนำประโยชน์สู่มวลสมาชิก ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเริ่มจากการส่งเสริมสมาชิกผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพครบวงจร ภายใต้โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบนาแปลงใหญ่ รวมทั้งเพิ่มมูลค่าโดยการคัดคุณภาพข้าวที่สมาชิกเข้าโครงการนาแปลงใหญ่ และไม่เข้าโครงการนาแปลงใหญ่ รวมถึงสมาชิกเกษตรกรทั่วไป เพื่อเพิ่มมูลค่าในการที่จะเข้าโครงการชะลอข้าว โดยการผลิตเป็นข้าวสารตราอุดม และสหกรณ์จะหาตลาด เพื่อจำหน่ายให้กับเครือข่ายทั้งในพื้นที่ และทั่วประเทศ

รักษ์เกษตร : น้ำ ปุ๋ย และต้นไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353261

รักษ์เกษตร : น้ำ ปุ๋ย และต้นไม้

รักษ์เกษตร : น้ำ ปุ๋ย และต้นไม้

วันอังคาร ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีให้น้ำให้ปุ๋ยแก่ต้นไม้ ที่ถูกต้องเหมาะสมด้วยครับ ผมจะได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเสียที ขอบคุณครับ

อาสา นครสินเจริญ

อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

คำตอบ

การให้น้ำ เป็นการให้น้ำแก่ดิน เพื่อให้เกิดความชุ่มชื้น และเพียงพอแก่ความต้องการของต้นไม้ ไม่ควรให้น้ำมากไป อาจจะทำให้รากเน่าได้ ควรให้น้ำอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง ตอนเช้าและตอนเย็น ถ้าหากวันใดฝนตก ก็ไม่ต้องให้น้ำแก่พืช แต่ถ้าพืชปลูกในกระถาง ก็ควรให้น้ำเสริมอีกเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับฝนจะตกมากน้อยแค่ไหน ให้พิจารณาจากสภาพดินในกระถางในช่วงเวลานั้น ว่าดินมีลักษณะแห้งไปหรือไม่ ถ้าอากาศแห้งแล้งแดดจัด จะต้องให้น้ำทั้งเช้าและเย็น ไม่ควรให้น้ำในขณะที่มีแสงแดดจัด เพราะใบจะไหม้ สำหรับพืชที่ปลูกใหม่ๆ ไม่ควรใช้สายยางฉีดน้ำ ให้ใช้ฝักบัว และถ้าหากจำเป็นจะต้องใช้สายยาง ก็ให้ฉีดพ่นเป็นฝอย ไม่ต้องแรงนัก

การให้ปุ๋ย มีวิธีปฏิบัติดังนี้

1. เวลาที่เหมาะแก่การให้ปุ๋ย ปุ๋ยจะมีประโยชน์แก่ต้นไม้ เมื่อต้องมีแสงสว่าง มีอุณหภูมิเหมาะสม และมีความชื้นดี แสงสว่างที่เหมาะกับต้นไม้ ควรเป็นแสงแดดในตอนเช้า จนถึงเวลา 10.00-11.00 น. ต่อจากนั้น แสงแดดจะแรงมีความร้อนสูง เป็นอันตรายต่อต้นไม้ได้ แสงแดดที่ช่วยทำให้ปุ๋ยเป็นประโยชน์แก่ต้นไม้ได้ดีที่สุด ต้องเป็นตอนเช้า และแดดจะผลิตพลังงานที่จะช่วยให้รากต้นไม้สามารถดูดซึมอาหารในปุ๋ยขึ้นมาได้ สร้างความเจริญเติบโตแก่ต้นไม้ได้ดี หรืออาจจะให้ปุ๋ยในตอนบ่ายก็ได้ แต่ไม่ค่อยดีนัก เพราะแสงแดดเริ่มหมด ถ้าแสงแดดหมด ปุ๋ยจะแฉะอยู่ในกระถาง ทำให้รากเน่า หรือเกิดโรคราได้ง่าย ไม่ควรให้ปุ๋ยในวันที่ฝนตก เพราะจะไม่มีแสงแดดเพียงพอ และน้ำฝนจะชะล้างเอาปุ๋ยละลายไปหมดได้

2. วิธีการให้ปุ๋ย ปฏิบัติดังนี้

1) แบบคลุกผสมปุ๋ยปนกับดิน ให้ใช้ปุ๋ยจำพวกปุ๋ยอินทรียวัตถุ เช่น มูลสัตว์ ใบไม้ผุ ผักหญ้าแห้ง ปุ๋ยแผ่น หรือปุ๋ยเทศบาล การใช้ให้ใช้ตามส่วนที่ต้องการ ส่วนดินนั้น ถ้าเป็นดินเหนียว ให้ตากดินให้แห้งเสียก่อน แล้วทำให้ร่วนโดยใช้น้ำรด เมื่อดินเหนียวร่วนแล้ว ให้ใช้ทรายถมผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ อย่างละ 1 ส่วน ผสมเข้าด้วยกัน ก็จะทำให้ดินร่วนซุยขึ้น เหมาะแก่การปลูกต้นไม้ได้

2) แบบใส่ปุ๋ยรอบต้น ให้พรวนดินผิวหน้ารอบๆ โคนต้น แล้วโรยปุ๋ยรอบๆ โคนต้นไม้ ให้ห่างพอควร หรือดูว่าบริเวณที่รากแผ่ออกไป แล้วให้พรวนดินกลบอีกครั้งหนึ่ง วิธีนี้ ใช้ได้ทั้งต้นไม้ที่ปลูกลงดิน หรือกระถาง การใส่ปุ๋ยต้องใส่เป็นประจำ เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้

ขอแนะนำให้ใช้น้ำหมักชีวภาพเสริมจากการให้ปุ๋ยเคมีปกติด้วย เพื่อเร่งให้ต้นไม้เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ การใช้น้ำหมักชีวภาพนี้ ควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้กับต้นไม้เป็นพื้นอยู่แล้ว จะใช้น้ำหมักชีวภาพอย่างเดียวไม่ได้ เพราะมีธาตุอาหารพืชต่ำ ส่วนใหญ่แล้ว ในน้ำหมักชีวภาพจะมีฮอร์โมนพืชอยู่ การให้น้ำหมักชีวภาพ ให้รดน้ำหมักชีวภาพรอบๆ ต้น ในเวลาตอนเช้าที่มีแสงแดดอ่อนๆ จึงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

นาย รัตวิ

เคลื่อน‘Smart Agriculture Curve’ เปิดหลักสูตรติวเข้มพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353257

x

เคลื่อน‘Smart Agriculture Curve’ เปิดหลักสูตรติวเข้มพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ

วันอังคาร ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 02.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สสก.1 จังหวัดชัยนาท ได้ขับเครื่องนโยบาย Smart Agriculture Curve ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเกษตรกร เพื่อพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรรุ่นใหม่ให้ปรับระบบความคิด ทัศนคติ และให้ความสำคัญในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาตนเอง และนำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ที่ได้รับไปพัฒนาแก่เกษตรกร สู่เป้าหมายการเป็น Smart officer ต่อไป

สำหรับการจัดฝึกอบรม โครงการพัฒนานักวิชาการส่งเสริมการเกษตร หลักสูตรนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ (นวส.มืออาชีพ) ประจำปี 2561 ของ สสก.1 จังหวัดชัยนาท ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ที่มีการจัดฝึกอบรม และได้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งผลจากการพัฒนาทั้ง 3 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมโครงการและผ่านการฝึกอบรมได้รับมอบวุฒิบัตร จำนวนทั้งสิ้น 43 คน และจากการประเมินความคิดเห็น ความพึงพอใจ ของผู้อบรมในภาพรวมอยู่คะแนนระดับ 5 คือมากที่สุด ร้อยละ 52 อยู่คะแนนระดับ 4 คือมาก ร้อยละ 44 และคะแนน 3 คือระดับปานกลาง ร้อยละ 4 และทุกคนเห็นว่าโครงการนี้มีประโยชน์ เห็นควรให้มีการดำเนินการต่อ เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรได้เรียนรู้และมีเวทีในการพัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพ

“อย่างไรก็ตามเพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลเป็นรูปธรรม หลังจากการดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ทางกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรทุกแห่งจะกำหนดให้มีการติดตามประเมินโครงการ หลังจากนี้ภายใน 3-6 เดือน เพื่อติดตามทราบผลการพัฒนาและพฤติกรรมของผู้ผ่านการอบรม มีการพัฒนาการสู่ความเป็นเป็นมืออาชีพตามวัตถุประสงค์ เป้าหมายของโครงการหรือไม่ รวมถึงสามารถนำปัญหา อุปสรรค มาแก้ไขและพัฒนาหลักสูตรโครงการให้เหมาะสมมีประสิทธิภาพหรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการขานรับนโยบายในการพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ ที่ได้กำหนดให้มีการสร้างทีมงานเพื่อกำหนดหลักสูตร เนื้อหาแนวทางในการพัฒนา เน้นย้ำให้มีการใช้บุคลากรของกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นทีมวิทยากรหลักในการพัฒนาและถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับเกษตรกรต่อไป” นายไพศาล กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 23 กรกฎาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353088

586851

ชายคาพระพิรุณ : 23 กรกฎาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวกลับมาเล่าข่าวอีกเช่นเคย…ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีประเด็นสำคัญคือการปฏิรูปภาคเกษตร ด้วยการสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลังในพื้นที่ที่เหมาะสม แทนการปลูกข้าวนาปรัง รอบ 2-3 มีพื้นที่ราว 2 ล้านไร่เศษ รองสมคิดได้มอบหมายให้ทางกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์หารือกับภาคเอกชน ในการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร ทั้งข้าวโพด มันสำปะหลัง รวมถึงพืชอื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรที่จะปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นว่ามีตลาดรองรับแน่นอน ส่วนราคารับซื้อจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาต้นทุนการผลิตและมากกว่าราคาข้าวที่เคยขายได้ นอกจากนี้ยังเตรียมมาตรการสนับสนุนด้านอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ สนับสนุนปัจจัยการผลิตและเงินทุน สำหรับการดำเนินงานด้านสหกรณ์ ได้เตรียมหารือธนาคารทั้งภาครัฐและเอกชน ในการสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อต่อยอดกิจการของสหกรณ์การเกษตรที่มีความเข้มแข็ง 800 แห่งทั่วประเทศ และในส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ ได้เตรียมตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย กรมส่งเสริมสหกรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์<https://www.sec.or.th/&gt; เพื่อเข้าไปกำกับดูแลกิจการให้มีประสิทธิภาพ มีการบริหารงานที่เป็นมืออาชีพ และมีความเข้มแข็งต่อไป…

ขณะนี้ ผลผลิตลำไยภาคเหนือเริ่มทยอยออกสู่ตลาดและคาดว่าจะออกมามากในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้วางแผนการบริหารจัดการคุณภาพและปริมาณผลผลิตลำไย โดยเน้นกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต และเห็นชอบให้จังหวัดพัฒนาคุณภาพผลผลิตภายใต้โครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพ โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตัดแต่งช่อผล ตัดต้นเตี้ยมาช่วยในการผลิตในโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (ลำไย) จำนวน 53 แปลง ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพเพิ่มขึ้น เป็นเกรด AA และ A คาดว่าจะมีผลผลิตลำไยคุณภาพออกมาประมาณ 27,000 ตัน และในบางแปลงสามารถผลิตลำไยเกรด AAA ส่งขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น สยามพารากอน ได้ นอกจากนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นำผลผลิตทางการเกษตรเข้าสู่ระบบตลาดออนไลน์ โดยผลผลิตลำไยแปลงใหญ่ ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และน่าน จะเป็นจังหวัดนำร่องในการค้าขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ด้วยระบบ E-Market ผ่าน Thailandpostmart.com โดยแบ่งลักษณะสินค้าออกเป็น 2 กลุ่ม คือ Business to Business หรือ B2B คือ การขายส่งสินค้าในปริมาณมาก ให้ทั้งตลาด Modern trade โรงแรมห้างสรรพสินค้า ผู้ผลิต เป็นต้น และ Business to Customer หรือ B2C จะเป็นการขายส่งตรงถึงมือผู้บริโภค โดยคาดการณ์ว่าผลผลิตลำไยภาคเหนือ ปี 2561 จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดรวม 654,329 ตัน และจะออกมากในเดือนสิงหาคม ร้อยละ 36.40 เป็นผลผลิตในฤดูกาล 381,498 ตัน และเป็นผลผลิตนอกฤดูกาล 272,831 ตัน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 15.74 โดยจะส่งเสริมการบริโภคผลสดภายในประเทศ ประมาณ 28,084 ตัน คิดเป็นร้อยละ 7.36 ด้วยวิธีกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ผู้ประกอบการ Modern Trade วิสาหกิจชุมชน การกระจายผ่านเครือข่ายสหกรณ์การเกษตร เป็นต้น เพื่อการส่งออก ประมาณ 82,544 ตัน คิดเป็นร้อยละ 21.64 และผลิตภัณฑ์แปรรูป คิดเป็นร้อยละ 71 อาทิ การแปรรูปอบแห้งทั้งเปลือก แปรรูปอบแห้งเนื้อสีทอง ลำไยกระป๋อง น้ำลำไยสกัดเข้มข้น เป็นต้น…

กรมปศุสัตว์เตือนผู้บริโภคอย่าตื่นตระหนกกรณีมีข่าวการสุ่มตรวจเนื้อไก่แล้วเจอสารตกค้าง ระบุเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ออกตรวจสอบมาตรฐานทั้งที่จุดจำหน่ายและย้อนกลับถึงฟาร์มเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยในอาหาร แนะเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากฟาร์มมาตรฐาน และจากการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่มีการสุ่มเก็บตัวอย่างครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมกว่า30,683 ตัวอย่างต่อปี และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ ที่ได้รับรองตามมาตรฐานสากล ISO17025 เป็นที่ยอมรับในระดับโลก พบว่า สินค้าปศุสัตว์ของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยสอดคล้องตามมาตรฐานสากลที่นานาชาติยอมรับ ซึ่งเป็นผลมาจากการเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จึงขอให้ผู้บริโภคอย่าตื่นตระหนกกับข้อมูลข่าวสารต่างๆ เนื่องจากกระบวนการผลิตไก่เนื้อในอุตสาหกรรมอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวดของกรมปศุสัตว์…

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : ภาวะโลกร้อนกระตุ้นศัตรูพืชแกร่งขึ้น เตือนเกษตรกรปรับตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353093

รายงานพิเศษ : ภาวะโลกร้อนกระตุ้นศัตรูพืชแกร่งขึ้น  เตือนเกษตรกรปรับตัว

รายงานพิเศษ : ภาวะโลกร้อนกระตุ้นศัตรูพืชแกร่งขึ้น เตือนเกษตรกรปรับตัว

วันจันทร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ศัตรูพืช” รวมถึงโรคพืชเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือผิดปกติต่อพืชผลทางการเกษตร โดยปัจจุบันมีสภาวะแวดล้อมที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติหรือสร้างความเสียหายให้กับพืชได้มากขึ้น

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gasses : GHG) ในชั้นบรรยากาศ ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาล้วนมาจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ โดยในรอบศตวรรษที่ผ่านมาอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นประมาณ 0.8 ํc และคาดว่าจะสูงขึ้นอีก 0.9- 3.5 ํc ในปี ค.ศ.2100 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตและการเพาะปลูกพืชหลายชนิด รวมถึงส่งผลกับการแพร่กระจาย และความรุนแรงของเชื้อโรคพืชหลายชนิด กระบวนการเกิดโรคพืชมากมายเกิดการพัฒนาและมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยที่พืชและเชื้อสาเหตุเกิดการปรับตัวไปตามภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลถึงปัจจัยหลักของกระบวนการเกิดโรค รวมถึงแมลงศัตรูพืชชนิดต่างๆ ด้วย

ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคพืชที่กล่าวถึงมีด้วยกัน 3 ประการคือ พืช เชื้อสาเหตุโรคพืช และสภาพแวดล้อม โดยความสัมพันธ์ของทั้งสามปัจจัยอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า สามเหลี่ยมโรคพืช (Disease triangle) ซึ่งในแต่ละด้านของสามเหลี่ยมประกอบไปด้วย พืชที่เป็นพันธุ์อ่อนแอหรืออยู่ในระยะอ่อนแอต่อโรค เชื้อสาเหตุโรคพืชที่มีความรุนแรงและมีปริมาณที่เหมาะสมในการเข้าทำลายพืช และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเข้าทำลายของเชื้อและส่งเสริมให้พืชอ่อนแอต่อโรค หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งหรือด้านใดด้านหนึ่งของสามเหลี่ยมก็จะไม่เกิดโรคพืชขึ้นหรือไม่สามารถประกอบเป็นสามเหลี่ยมที่สมบูรณ์ได้

นางสาวชิดชนก คงเกตุ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มส่งเสริมการวินิจฉัยศัตรูพืช กล่าวถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีต่อศัตรูพืชว่า สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนส่งผลกระทบอย่างแน่นอนกับการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงของพืช รวมถึงศัตรูพืชด้วย เมื่อสภาพแวดล้อมเกิดความเปลี่ยนแปลงปัจจัยหลักของกระบวนการเกิดโรคพืชและศัตรูพืชชนิดอื่นๆ ก็ย่อมจะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยด้านต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและเชื้อโรคพืชโดยขึ้นอยู่กับชนิดของพืชและเชื้อโรคเอง และส่งผลต่อวัฏจักรหรือวงจรชีวิตของเชื้อโรคพืชมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการอยู่รอด การแพร่ระบาด การเข้าทำลายหรือเข้าสู่พืช และอัตราการขยายพันธุ์

การเปลี่ยนแปลงของความชื้น อุณหภูมิที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ฝนตกชุกมากขึ้นทำให้ปริมาณของน้ำที่ระเหยในชั้นบรรยากาศสูงขึ้น เหล่านี้ส่งเสริมให้พืชมีเรือนยอดที่แข็งแรงและขยายใหญ่ขึ้น ทำให้พืชยังคงเก็บรักษาความชื้นบนผิวใบ และความชื้นสัมพัทธ์ไว้ได้ดี สภาพเช่นนี้ส่งผลทำให้เกิดโรคพืชได้ง่ายขึ้น เช่น โรค late blight และโรคทางรากของพืชผัก รวมถึงโรคราแป้ง เป็นต้น นอกจากนี้ภาวะแล้งก็ส่งผลต่ออัตราการเกิดและระดับความรุนแรงของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น โรคไวรัสใบด่างแคระข้าวโพด และโรคไวรัสใบเหลืองพืชตระกูลบีท ส่วนการเปลี่ยนแปลงของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีต่อโรคพืชเป็นไปได้ทั้งแง่บวกและแง่ลบ แต่หลักๆ แล้วจะส่งผลต่อความรุนแรงของโรคที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางอุณหภูมิและปัจจัยด้านสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่เหมาะสมต่อพืช จึงทำให้พืชอ่อนแอต่อเชื้อโรค นอกจากนี้ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อวัฏจักรคาร์บอนในระบบนิเวศ โดยปริมาณไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อจุลินทรีย์ในดินและรวมถึงจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ที่ผิวพืช/บริเวณราก ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและการเข้าทำลายหรือเข้าสู่พืชของเชื้อโรค

 

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศยังส่งผลทำให้มีโอกาสในการเกิดโรคพืชอุบัติใหม่ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงของแมลงพาหะโรคพืชและแมลงศัตรูพืช เนื่องจากการเพิ่มขึ้นอุณหภูมิมีผลต่อประชากรของแมลงศัตรูพืชในเขตร้อนจะส่งผลให้มีชนิดและจำนวนประชากรของแมลงเพิ่มมากขึ้น หมายถึงการเข้าทำลายพืชที่มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของวัชพืช อาจมีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วขึ้นจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงขึ้นส่งเสริมให้พื้นที่ใบและกระบวนการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการขยายพันธุ์ได้รวดเร็วแต่กำจัดวัชพืชได้ยากขึ้นซึ่งเกิดจากประสิทธิภาพของสารกำจัดวัชพืชที่ลดลงจากการสลายตัวได้ง่ายที่สภาวะอุณหภูมิสูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีการติดตามสถานการณ์ภาวะโลกร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของศัตรูพืชอย่างใกล้ชิด เพื่อจัดทำแผนส่งเสริมการเกษตรแบบแม่นยำโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อเลือกช่วงเวลาการปลูกพืชอย่างเหมาะสม ลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

ยิ่งใหญ่!งานเกษตรสร้างชาติ อบรมอาชีพฟรี50หลักสูตร-ฉลอง50ปีงานส่งเสริมเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353091

x

ยิ่งใหญ่!งานเกษตรสร้างชาติ อบรมอาชีพฟรี50หลักสูตร-ฉลอง50ปีงานส่งเสริมเกษตร

วันจันทร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เชิญชวนผู้สนใจร่วมประกวดและแข่งขันชิงเงินรางวัล พร้อมลงทะเบียนเข้าฝึกอบรมอาชีพด้านการเกษตรที่หลากหลายถึง 50 หลักสูตร ฟรีใน“งานเกษตรสร้างชาติ” ที่จะจัดขึ้นตั้งแต่ วันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 นี้ ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในวาระที่กรมส่งเสริมการเกษตรครบรอบ 50 ปี กรมได้เตรียมจัดงาน “งานเกษตรสร้างชาติ” เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตรตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมาจวบจนถึงปัจจุบัน โดยงานดังกล่าวจะมีรูปแบบการจัดงานที่หลากหลายภายใต้แนวคิดการนำเสนอความเป็นที่สุด The Best : “50th anniversary DOAE To Smart Agriculture” หรือ “เกษตราภิวัฒน์ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร” ซึ่งจะมีการจัดแสดงการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในอดีตก้าวสู่การเกษตรอัจฉริยะในปัจจุบัน

การประกวดภายในงาน ประกอบด้วย การจัดสวนถาดคนเมือง การประกวดแข่งขันจัดกระเช้าเพื่อสุขภาพ การแข่งขันจัดกล้วยไม้ “อัศจรรย์กล้วยไม้ไทย” การแข่งขันจัดไม้ดอกไม้ประดับในภาชนะ “ดอกไม้ไทย…สู่ใจคนเมือง” การแข่งขันส้มตำลีลา การแข่งขันทำอาหารเพื่อสุขภาพ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคม 2561 ดาวน์โหลดใบสมัครและตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันได้ที่ http://www.doae.go.th สามารถอ่านรายละเอียด เงื่อนไข รางวัล และกำหนดการ ของการประกวดแต่ละกิจกรรมได้ภายในใบสมัครของกิจกรรม โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันภายในวันที่ 17-21 สิงหาคม 2561

นอกจากนี้ภายในงานยังจัดให้มีการ Workshop ฝึกอบรมอาชีพด้านการเกษตร 50 หลักสูตรฟรี อาทิ หลักสูตรสวนถาดคนเมือง หลักสูตรบาบีคิวหม่าล่า หลักสูตร DIY อุปกรณ์การเกษตรง่ายๆ สไตล์เราเอง หลักสูตรพวงมาลัยกล้วยไม้ ร้อยได้ รวยดี หลักสูตรผิวสวยหน้าใส DIY สบู่น้ำผึ้งสมุนไพรทำง่ายใช้ดี หลักสูตรแหนมเห็ดทำง่ายขายดี หลักสูตร DIY กระถางแก้มลิง หลักสูตรการปลูกเชียงดา หลักสูตรการทำ สบู่โพรโพลิส (propolis) ลดเชื้อโรคบน หลักสูตร เห็ดดีมี “น้ำยา” หลักสูตร สวนผัก keyhole และหลักสูตร ปากนุ่มชุ่มชื้นด้วยลิปบาล์มทำเอง ฯลฯ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงานได้ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม-2 กันยายน 2561 นี้ รวม 4 วัน ระหว่างเวลา 09.00-20.00 น. ณ สวนลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

เร่งขยายผล‘โคก หนอง นา’โมเดล เกษตรฯหนุนนำศาสตร์พระราชา ร่วมแก้ปัญหาผู้ได้รับผลกระทบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353092

x

เร่งขยายผล‘โคก หนอง นา’โมเดล เกษตรฯหนุนนำศาสตร์พระราชา ร่วมแก้ปัญหาผู้ได้รับผลกระทบ

วันจันทร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เร่งขยายผล‘โคก หนอง นา’โมเดล

เกษตรฯหนุนนำศาสตร์พระราชา

ร่วมแก้ปัญหาผู้ได้รับผลกระทบ

การสร้าง‘เขื่อนราษีไศล-หัวนา’

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯรับทราบปัญหาของผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนา จึงได้ให้มีการน้อมนำศาสตร์พระราชา และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาดำเนินโครงการอบรมส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและเศรษฐกิจพอเพียง (โคก หนอง นา โมเดล) ที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน เครือข่ายทามมูน ต.หนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ในระหว่างวันที่ 13-15 กรกฎาคมที่ผ่านมา

นายวิวัฒน์ กล่าวต่อว่า โคก หนอง นาโมเดล เป็นแนวคิดและแนวทาง ที่เหมาะสมกับสภาพชีวิตของคนไทยที่มีอาชีพเกษตรกรรมเป็นรากฐานของสังคม โดยน้อมนำพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้านการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ในการบริหารจัดการน้ำและพื้นที่การเกษตร ผสมผสานกับภูมิปัญญาพื้นบ้านได้อย่างสอดคล้อง

“ส่วนการแก้ปัญหาผลกระทบของเขื่อนทั้ง 2 แห่ง ที่ยืดเยื้อมานานถึง 25 ปี นับจากสร้างเขื่อนเสร็จ แม้ปัญหาบางส่วนได้รับการแก้ไขไปแล้วก็ตาม แต่ยังมีปัญหาบางส่วนที่ยืดเยื้อมานานจะต้องแก้ปัญหาด้วยความรักและอะลุ่มอล่วยต่อกัน โดยต้องให้ประชาชนดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ด้วยการหันหน้าเข้าหากันมาทำงานและหาทางออกร่วมกัน ทั้งฝ่ายรัฐและผู้ที่ได้ร้บผลกระทบซึ่งจะพยายามแก้ปัญหาให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน”นายวิวัฒน์กล่าว

นายชิดชนก สมประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า เขื่อนราษีไศล สร้างปิดกั้นแม่น้ำมูลที่ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ โดยกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานแล้วเสร็จและทำการเก็บกักน้ำในเดือนตุลาคม 2536 เป็นเขื่อนคอนกรีตขนาดความสูง 9 เมตร ปิด-เปิดด้วยบานประตูเหล็ก 7 บาน ควบคุมด้วยระบบไฮโดรลิก และมีการก่อสร้างคันดินกั้นสองฝั่งน้ำ ระดับหลังคัน +120 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) เพื่อก้ันพื้นที่น้ำหลากท่วมสองฝั่งแม่น้ำเป็นระยะทางรวม 45.8 กิโลเมตร สามารถเก็บกักน้ำในลำน้ำได้ประมาณ 74.43 ล้านลูกบาศก์เมตร

อย่างไรก็ตามเมื่อเริ่มเก็บกักน้ำทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ทำกินของราษฎรทั้ง 2 ฝั่งลำน้ำที่เรียกว่า พื้นที่ทาม ต่อมาเขื่อนดังกล่าวได้โอนมาให้กรมชลประทานรับผิดชอบ และเข้าไปแก้ไขปัญหา ซึ่งเมื่อคร้ังประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่จังหวัดนครราชสีมา ในปี 2560 ได้อนุมัติจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล ในแปลงที่ดินที่ผ่านความเห็นชอบการตรวจสอบจากคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบระดับจังหวัดจำนวน 54 แปลง เนื้อที่ 86 ไร่
ในอัตราไร่ละ 32,000 บาท รวมเป็นเงิน 2.77 ล้านบาท แต่ก็ยังมีชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ยัง ไม่ได้รับเงินชดเชยซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบการทำประโยชน์และความทับซ้อนของที่ดิน

“ระหว่างการแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของการทำเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรฯ จึงได้นำการพัฒนาระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชา โคก หนองนา โมเดล มาขยายผลบูรณาการดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมากรมชลประทานได้มีการดำเนินโครงการนำร่องในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี (ห้วยโสมง) จังหวัดปราจีนบุรี และบริเวณลุ่มน้ำป่าสักที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี และเริ่มขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆมากขึ้นเพื่อให้เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่เกษตรกรสามารถเรียนรู้และเข้าใจศาสตร์พระราชา สามารถร่วมกันบูรณาการพัฒนาการเกษตรให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการน้ำได้อย่างยั่งยืน” นายชิดชนก กล่าว