‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นปธ.เปิดโครงการป้องกันกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าเฉลิมพระเกียรติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354067

'อธิบดีปศุสัตว์'เป็นปธ.เปิดโครงการป้องกันกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าเฉลิมพระเกียรติ

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นปธ.เปิดโครงการป้องกันกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าเฉลิมพระเกียรติ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 19.43 น.

26 ก.ค.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการป้องกันกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประจำปี 2561” และปลูกต้นรวงผึ้ง พันธุ์ไม้ประจำพระองค์ รัขกาลที่ 10 ณ กองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ ต.บางกะดี อ.เมือง จ.ปทุมธานี

โดยมีการจัดกิจกรรมการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว การให้คำปรึกษาการเลี้ยงสัตว์อย่างถูกวิธีและการรักษาสัตว์ป่วยเบื้องต้น ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยง ซึ่งจะส่งผลให้ไม่พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า ทั้งยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้ประชาชนเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อลดปัญหาการนำสุนัขและแมวไปปล่อยในที่สาธารณะจนกลายเป็นสุนัขและแมวจรจัดอีกด้วย

กษ.วางเป้าบ่อเกลือเป็นเกษตรอินทรีย์100%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353935

กษ.วางเป้าบ่อเกลือเป็นเกษตรอินทรีย์100%

กษ.วางเป้าบ่อเกลือเป็นเกษตรอินทรีย์100%

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 15.03 น.

กษ.วางเป้าบ่อเกลือ จ.น่าน เป็นเกษตรอินทรีย์100% ปี64 ชาวบ้านพร้อมใจเลิกปลูกข้าวโพดบุกรุกป่าต้นน้ำน่าน กว่า700คน เริ่มจอบแรกเปลี่ยนน่านธ.ค.นี้

26 ก.ค.61 นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษา รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่แปลงเกษตรกรรมบ้านผาสุก ต.ภูฟ้า อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ว่าทั้งอำเภอเป็นเขาหัวโล้นถูกบุกรุกทำไร่ข้าวโพดกว่า 1.1 แสนไร่ โดยศูนย์กสิกรรมชุมชนต้นน้ำน่าน มาพัฒนาเกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีคิดชาวบ้าน ขณะนี้เข้ารับการอบรมกว่า 700 คน เปลี่ยนพื้นที่ 8,000 ไร่มาทำเกษตรทษฎีใหม่ประยุกต์ โคกหนองนาโมเดล โดยไม่กลับไปปลูกข้าวโพดอีก ซี่งจะเริ่มลงจอบมื้อแรกเปลี่ยนน่าน หลังเก็บเกี่ยวรอบแรกเดือน ธ.ค.ปีนี้ หากชาวบ้านปลูกข้าวโพดอีกจะไม่มีที่ขาย ปัจจุบันทางสหภาพยุโรป (อียู) ออกมาตรการแซงชั่น ไม่ซื้อผลผลิตภัฑณ์สัตว์ทุกชนิดที่มาจากวัตถุดิบที่เพาะปลูกทำลายล้างสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจึงมีนโยบายนำข้าวโพดจากเขาลงไปปลูกแทนพื้นที่นาปรัง

“ขณะนี้พื้นที่ป่า จ.น่าน กว่า 3 ล้านไร่ถูกบุกรุกปลูกข้าวโพด อย่าโทษเกษตรกรไม่ใช่จำเลยสังคมเพราะที่ผ่านมายังไม่มีพืชอื่นทดแทนเมื่อพักหนี้ก็กลับไปปลูกข้าวโพดอีก ดังนั้นทุกฝ่ายเราต้องมาร่วมมือกันพัฒนาการเกษตรทษฎีใหม่ให้เกิดความยั่งยืนและนอกเหนือจากศาสตร์พระราชา พัฒนาป่าต้นน้ำน่านแล้วมาพัฒนาท่องเที่ยวผ่านวิถีกสิกรรม จะฟื้นฟูชีวิตชาวบ้านได้ครบวงจร สิ่งสำคัญต้องเชื่อมั่นและศรัธรา จะทำให้เกิดจริง

โดย อ.บ่อเกลือเป็นพื้นที่ต้นแบบพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน วางเป้าหมายเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งอำเภอ 100% ภายในปี 2564 รวมทั้งช่วยกันรณรงค์หยุดนำเข้าสารเคมี ติดป้ายข้อบัญญัติทางปกครองตามถนนหนทาง ห้ามท้องถิ่นใช้ยาฆ่าหญ้า เร่งปรับทิศทางการพัฒนาเกษตรจะแก้ปัญหาได้ทัน นายอำเภออย่าไปใส่ใจพื้นที่มีเอกสารหรือไม่ การรับรองมาตรอินทรีย์ใช้แบบการมีส่วนร่วม โดยเกษตรกรไม่ใช่ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ไม่ต้องรอหน่วยงานมาสร้างข้อจำกัดระบบการตรวจสอบของเรายังไม่ทันสมัยกว่าจะได้เป็นปีๆเกษตรกรตายหมดก่อน ถ้าปลูกแล้วกินเองได้คือการรับรองมาตรฐาน ทุกวันนี้เกษตรกรไม่มีทางออก สุดท้ายกลายเป็นลูกไร่นายทุน”นายธีระ กล่าว

รายงานพิเศษ : เดินหน้างานนำวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ มาประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353764

รายงานพิเศษ : เดินหน้างานนำวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ  มาประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมการเกษตร

รายงานพิเศษ : เดินหน้างานนำวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ มาประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาภาคเกษตรกร สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยนำนวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ประเทศพัฒนาก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพภูมิอากาศ สภาพสังคม และทำให้ภาคการเกษตรของไทยจำเป็นต้องปรับตัว กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะที่มีความใกล้ชิดเกษตรกร จึงเห็นความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร และกิจกรรมการเกษตรต่างๆ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานที่ตั้งอยู่ทุกพื้นที่ของประเทศไทย มีเกษตรตำบล เป็นผู้ดูแลเกษตรกรในระดับพื้นที่ การนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมการเกษตรจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งดังนั้นการร่วมมือและการทำงานแบบบูรณาการจึงเป็นสิ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรเอง ต้องมีเครือข่ายในการทำงาน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย มีคณาจารย์ และนักวิจัยหลากหลายสาขา ที่มีงานวิจัยและนวัตกรรมดีๆ มากมาย ที่สามารถร่วมกันพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร จึงได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านวิชาการ ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ 5 มหาวิทยาลัย ใน 4 ภูมิภาคของประเทศ โดยภาคกลาง ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาคเหนือ ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคใต้ ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทั้งหมดได้ทำความตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย เป็นกรอบการทำงานที่จะสานต่อเจตนารมณ์ เพื่อนำงานวิจัยไปสู่เกษตรกร หลังจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจะได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนางานวิจัยร่วมกันและถ่ายทอดงานวิจัยให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เพื่อนำไปต่อยอดให้กับเกษตรกร โดยเน้นเป้าหมายเกษตรกรของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การส่งเสริมการเกษตร ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปในหลายมิติมาก ดังนั้นการพัฒนาองค์ความรู้ ล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญ การนำผลการวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปใช้ประโยชน์ ในรูปแบบการเผยแพร่ต่อยอดองค์ความรู้ จะสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ประยุกต์ใช้กับกลุ่มเป้าหมายจนก่อให้เกิดประโยชน์ได้จริงอย่างชัดเจน การที่ภาคการเกษตรจะพัฒนาไปสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้มีทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถตอบโจทย์รัฐบาลในการนำองค์ความรู้จากผลงานวิจัยไปต่อยอด และการนำนวัตกรรม เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ใหม่ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ การสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ การแปรรูป การสร้างตราสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต และการลดต้นทุนการผลิต การสร้างอาชีพ และทางเลือกให้กับผู้ประกอบการ เกษตรกรหรือผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ซึ่งหลังจากการเดินทางไปร่วมลงนามกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็พบว่า ยังมีงานวิจัยหลายด้านที่เป็นประโยชน์สามารถสานต่อเพื่อนำไปสู่เกษตรกรได้ เช่น การผลิตสมุนไพรคุณภาพ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ การขยายผลการควบคุมศัตรูพืช โดยศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น การผลิตพันธุ์สตอเบอร์รี่คุณภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่กรมส่งเสริมการเกษตร สามารถเข้าไปช่วยขยายผลได้ทันทีนับเป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถต่อยอดให้เห็นถึงผลสำเร็จที่สามารถนำงานวิจัยไปขยายผลถึงเกษตรกรได้ทันที

แตกใบอ่อน : สัตว์น้ำคุ้มครอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353761

807934531

แตกใบอ่อน : สัตว์น้ำคุ้มครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลายท่านคงยังจำกันได้ถึงกรณี “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” (ทส.) ได้ออกประกาศกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 และกฎกระทรวงกำหนดชนิดของสัตว์ป่าคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่เพาะพันธุ์ได้ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 โดยเพิ่มพันธุ์สัตว์น้ำ 12 ชนิด ให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งประกอบไปด้วย

ปลากระเบนปีศาจครีบโค้ง, ปลากระเบนปีศาจครีบสั้น, ปลากระเบนปีศาจแคระ, ปลากระเบนปีศาจหางหนาม, ปลากระเบนแมนต้าแนวปะการัง, ปลากระเบนแมนต้ายักษ์, ปลากระเบนราหูน้ำจืด หรือปลากระเบน
เจ้าพระยา, ปลาโรนิน หรือปลากระเบนท้องน้ำ, ปลาฉนากเขียว, ปลาฉนากปากแหลม, ปลาฉนากฟันเล็ก และปลาฉนากยักษ์

การออกประกาศดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อการอนุรักษ์พันธ์สัตว์น้ำทั้ง 12 ชนิดเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงไปยังผู้ครอบครอง เพราะโดยปกติหากมีพันธุ์สัตว์ป่าใดที่ได้รับการคุ้มครอง จะทำให้สัตว์ถูกห้ามครอบครองและทำการเพาะพันธุ์ไปด้วย เว้นแต่บางสายพันธุ์เท่านั้นที่จะมีการออกประกาศกฎกระทรวงเพื่อให้การยกเว้น ซึ่งตามประกาศกฎกระทรวงที่ออกมาดังกล่าวได้กำหนดให้ “ปลากระเบนราหูน้ำจืด” หรือ “ปลากระเบนเจ้าพระยา” เป็นพันธุ์สัตว์น้ำที่อนุญาตให้ประชาชนเพาะพันธุ์ได้

เบื้องต้น “กรมประมง” จึงได้ฝากข่าวแจ้งเตือนมายังพี่น้องประชาชนที่ครอบครองสัตว์น้ำดังกล่าว ทั้งที่มีชีวิตหรือเป็นซาก หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครองดังกล่าว ต้องรีบมาแจ้งการครอบครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยในกรณีสัตว์น้ำ 12 สายพันธุ์ ที่ว่ามา ก็ต้องปฏิบัติตามประกาศกรมประมงเรื่องแบบและวิธีการแจ้งการครอบครอง แบบหนังสือกำกับการจำหน่าย การนำพยานเอกสารหรือหลักฐานมาพิสูจน์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การออกใบอนุญาตให้ครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองชั่วคราว การออกใบรับรองการครอบครองซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทาจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ.2558 และหากจะมีการเพาะพันธุ์ปลากระเบนราหูน้ำจืด ก็ต้องแจ้งขออนุญาตเพาะพันธุ์มาด้วย

โดยประชาชนต้องจัดเตรียมเอกสารหลักฐาน ภาพถ่าย หรือสิ่งอื่นใดที่สามารถยืนยันการได้มา เพื่อนำมาแจ้งครอบครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยสามารถแจ้งการครอบครองรวมถึงการแจ้งขอเพาะพันธุ์ปลากระเบนราหูน้ำจืดหรือปลากระเบนเจ้าพระยา ณ ท้องที่ที่ครอบครอง

โดยในเขตกรุงเทพมหานคร สามารถแจ้งได้ที่ กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง เกษตรกลาง เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ส่วนท้องที่จังหวัดอื่นๆ สามารถแจ้งได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัดในท้องที่นั้นๆ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2561- 29 พฤศจิกายน 2561 หรือหากมีปัญหาต้องการสอบถามรายละเอียด ก็โทร.ไปได้ที่กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กลุ่มคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำตามอนุสัญญา โทรศัพท์ 0-2579-9767

อย่าลืมเชียวนะครับ ไปแจ้งครอบครองได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้ จนถึง 29 พฤศจิกายนนี้เท่านั้น เกิดอะไรขึ้นมา จะได้ไม่ต้องมีปัญหาทีหลัง

มะลิลา

จีดีพีเกษตรไตรมาส2โต6.2% สศก.ชี้ปัจจัยเกื้อหนุนเพียบ คาดแนวโน้มดีถึงครึ่งปีหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353763

x

จีดีพีเกษตรไตรมาส2โต6.2% สศก.ชี้ปัจจัยเกื้อหนุนเพียบ คาดแนวโน้มดีถึงครึ่งปีหลัง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จีดีพีเกษตรไตรมาส2โต6.2%

สศก.ชี้ปัจจัยเกื้อหนุนเพียบ

คาดแนวโน้มดีถึงครึ่งปีหลัง

ตลอดปีพุ่งต่อเนื่องรวม3-4%

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 2 ปี 2561 (เม.ย.-มิ.ย.) พบว่า ขยายตัว 6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปี 2560 เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร มีการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบการกระจายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับการดำเนินนโยบายที่สำคัญ อาทิ การตลาดนำการผลิต การส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน ทำให้การผลิตสินค้าเกษตรมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานที่ดีขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยสามารถแยกเป็นรายสาขาได้ดังนี้ สาขาพืช ขยายตัว 8.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยผลผลิตพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย และเงาะ ด้านราคา สินค้าที่มีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ทุเรียน และมังคุด โดยข้าว มีราคาเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีปริมาณข้าวออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นแต่ความต้องการของตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาเพิ่มขึ้นเพราะความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุเรียน ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 0.3% โดยผลผลิต ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และน้ำนมดิบมีปริมาณเพิ่มขึ้น ด้านราคา ไก่เนื้อและสุกร มีราคาเฉลี่ยลดลง 10.6% และ 9.9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น สำหรับราคาไข่ไก่เพิ่มขึ้น 4.05% ส่วนราคาน้ำนมดิบเพิ่มขึ้น 0.81% เนื่องจากมีการพัฒนาการผลิตและปรับปรุงคุณภาพน้ำนมดิบตามมาตรการปรับเพิ่มราคารับซื้อน้ำนมดิบตามคุณภาพน้ำนม สาขาประมง ขยายตัว 0.4% สำหรับผลผลิตประมงทะเลที่สำคัญ คือ กุ้งทะเลเพาะเลี้ยงมีทิศทางเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการพัฒนาระบบการเลี้ยงให้เหมาะสมกับพื้นที่ ทำให้การผลิตกุ้งมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 5.6% จากการจ้างบริการเตรียมดิน ไถพรวนดิน และการให้บริการเกี่ยวนวดข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้น อีกทั้งการใช้บริการรถเก็บเกี่ยวอ้อยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก จากการส่งเสริมของภาครัฐและโรงงานน้ำตาล และหลังจากการเก็บเกี่ยวอ้อย เกษตรกรได้เตรียมพื้นที่เพาะปลูกใหม่ ทำให้มีการจ้างบริการไถพรวนดินเพิ่มขึ้น สาขาป่าไม้ ขยายตัว 1.8% เนื่องจากผลผลิตป่าไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ไม้ยางพารา ครั่ง และรังนก เพิ่มขึ้น โดยไม้ยางพาราส่วนใหญ่ถูกนำไปผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ไม้อื่นๆ เพื่อการส่งออก ขณะที่รังนกมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศจีนอนุญาตให้นำเข้ารังนกนางแอ่นหลังจากห้ามนำเข้ารังนกจากทุกประเทศ เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา เป็นต้น

ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 3–4% โดยทุกสาขาการผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560 จากสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร การดำเนินนโยบายด้านการเกษตรต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาเกษตรกรและประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าเกษตร รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณดีขึ้น ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์และปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลต่อการผลิตทางการเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี 2561

ชูแปลงใหญ่ข้าวบ้านตุ่น คว้ารางวัลระดับเขตภาคเหนือ-ส่งชิงระดับประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353762

x

ชูแปลงใหญ่ข้าวบ้านตุ่น คว้ารางวัลระดับเขตภาคเหนือ-ส่งชิงระดับประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ สามารถลดต้นทุน โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อเข้าร่วมโครงการมากกว่า 1,000 แปลง ซึ่งการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ เพิ่มผลผลิต การจัดการตลาดและการบริหารจัดการกลุ่ม ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานโครงการดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์และเป็นตัวอย่างในการขยายผลการส่งเสริมในพื้นที่อื่นๆ จึงได้มีการประกวดแปลงใหญ่ดีเด่น ประจำปี 2561 ซึ่งการประกวดนี้ตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มี 3 ระดับด้วยกัน คือ ระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ

สำหรับคุณสมบัติของแปลงใหญ่ที่จะสมัครเข้าร่วมประกวด ต้องเข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งมีผลการดำเนินงานย้อนหลังให้คณะกรรมการตรวจสอบได้อย่างน้อย 2 ปี ยกเว้นแปลงใหญ่ที่ได้รับรางวัลจากการประกวดแปลงต้นแบบระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยรางวัลที่ 1 จะได้รับเงินจำนวน 60,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร รางวัลที่ 2 จะได้รับเงินจำนวน 40,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร รางวัลที่ 3 จะได้รับเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร และรางวัลชมเชย มีจำนวน 6 รางวัล จะได้รับเงินรางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร

ทั้งนี้ ล่าสุด สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดประกวดระดับเขตและได้แปลงใหญ่ดีเด่น ประจำปี 2561 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นคือ แปลงใหญ่ข้าวบ้านตุ่น อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ซึ่งจะเป็นแปลงใหญ่ที่จะเข้าประกวดในระดับประเทศต่อไป

โปร่งใสทุกขั้นตอน! กรมส่งเสริมสหกรณ์เผยผลดำเนินการไทยนิยมฯ เบิกจ่ายแล้ว639.31ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353858

โปร่งใสทุกขั้นตอน! กรมส่งเสริมสหกรณ์เผยผลดำเนินการไทยนิยมฯ เบิกจ่ายแล้ว639.31ล้าน

โปร่งใสทุกขั้นตอน! กรมส่งเสริมสหกรณ์เผยผลดำเนินการไทยนิยมฯ เบิกจ่ายแล้ว639.31ล้าน

วันพุธ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 22.08 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์เผยผลดำเนินการไทยนิยมฯล่าสุด เบิกจ่ายแล้ว122แห่ง207รายการรวมเป็นเงิน639.31ล้านบาท มีงบประมาณเหลือจ่ายจากการจัดซื้อจัดจ้างที่จะส่งคืนรัฐจำนวน40.81ล้านบาท ชี้ทุกขั้นตอนโปร่งใส

25 ก.ค.61 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เชื่อมั่นนโยบายในการดำเนินการโครงการไทยนิยม ยั่งยืนของรัฐบาลจะเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรไทย และพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมภายใต้ 4 โครงการของกรมส่งเสริมสหกรณ์ต่อไป ซึ่งขณะนี้มีหลายโครงการคืบหน้าไปมาก อาทิ 1.โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร มีดำเนินการเบิกจ่ายแล้ว 122แห่ง  207 รายการ เบิกจ่ายงบประมาณแล้วทั้งสิ้น 639.31 ล้านบาท จากทั้งหมด 1,017.91 ล้านบาท โดยมีงบประมาณเหลือจ่ายจากการจัดซื้อจัดจ้างที่จะส่งคืนรัฐจำนวน 40.81 ล้านบาท

ส่วนโครงการที่ 2 โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร มีการเบิกจ่ายแล้ว 88 แห่ง 204 รายการ มีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้วทั้งสิ้น 302.78 ล้านบาท จากทั้งหมด 410.62 ล้านบาท โดยมีงบประมาณเหลือจ่ายจากการจัดซื้อจัดจ้างที่จะส่งคืนรัฐจำนวน 7.97 ล้านบาท ส่วนโครงการที่ 3 คือ โครงการเพิ่มศักยภาพการรวบรวมและการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร ได้ดำเนินการเบิกจ่ายแล้ว 52 แห่ง 119 รายการ มีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้วทั้งสิ้น 274.59 ล้านบาทจากทั้งหมด 340.42 ล้านบาท โดยมีงบประมาณเหลือจ่ายจากการจัดซื้อจัดจ้างที่จะส่งคืนรัฐ จำนวน 7.78 ล้านบาท ส่วนโครงการสุดท้ายคือ โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร มีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้วทั้งสิ้น 8.95 ล้านบาท จากทั้งหมด 18.35 ล้านบาท โดยมีงบประมาณเหลือจ่ายจากการจัดซื้อจัดจ้างที่จะส่งคืนรัฐ จำนวน 0.92 ล้านบาท

“พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมของรัฐบาล เพราะเชื่อมั่นว่าเป็นประโยชน์มหาศาลต่อการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดสินค้าเกษตร  รวมทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิตเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยผ่านกลไกลชะลอปริมาณผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาดในช่วงผลผลิตล้น ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรของสมาชิกสหกรณ์ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกลตลาด” นายพิเชษฐ์ กล่าว

ด้าน นายนิด จันทร์พุ่ม ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง กล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาวมีสมาชิก 5,000 คน ดำเนินการโครงการโกดังเก็บยางแผ่นลมควัน จำนวน 2 โกดัง ภายใต้งบประมาณ 39 ล้าน หรือแบ่งเป็นโกดั้งขนาดพื้นที่ 2,400 ตารางเมตร จำนวน 1 แห่ง และโกดังขนาดพื้นที่ 2,150 ตารางเมตร จำนวน 1 แห่ง นอกจากนี้ ยังได้งบประมาณในการจัดซื้อรถหัวลาก รถพ่วงกึ่งหัวลาก มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ใช้สำหรับบรรทุกยางไปส่งโรงงาน ซึ่งทุกโครงการของสหกรณ์มั่นใจว่าขบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปด้วยความโปร่งใส่ เป็นไปตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ยืนยันไม่มีเรื่องเงินทอนแต่อย่างใด

ทั้งนี้ สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาวมั่นใจการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอนมีความโปร่งใส เนื่องจากขบวนการนั้นเป็นไปอย่างรัดกุม จะมีเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์จังหวัดเข้าไปตรวจสอบ ควบคุม ดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคากลางเราใช้อิงของทางราชการทุกโครงการ ตอนนี้เรามีสมาชิก 5 พันคน และเครือข่ายอีก 10 เครือข่าย ที่ได้ประโยชน์มหาศาลจากโครงการไทยนิยมของรัฐบาลในครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้สหกรณ์สามารถรวบรวมยางแผ่นดิบรมควัน วันละ 2 แสนกิโลกรัม ในช่วงที่ปริมาณน้ำยางออกเยอะๆ จากเดิมเก็บได้เพียง 5 – 6 หมื่นกิโลกรัม/วัน ซึ่งจะทำให้สมาชิกขายยางได้ราคาดีขึ้น

ลุยฟื้นป่าต้นน้ำน่านแก้เขาหัวโล้น เผยชาวบ้านเลิกรุกป่าหันทำเกษตรทษฎีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353812

ลุยฟื้นป่าต้นน้ำน่านแก้เขาหัวโล้น  เผยชาวบ้านเลิกรุกป่าหันทำเกษตรทษฎีใหม่

ลุยฟื้นป่าต้นน้ำน่านแก้เขาหัวโล้น เผยชาวบ้านเลิกรุกป่าหันทำเกษตรทษฎีใหม่

วันพุธ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 18.45 น.

เกษตรฯลุยฟื้นป่าต้นน้ำน่าน แก้เขาหัวโล้น สำเร็จ เผยได้คืนผืนป่าอุทยานแห่งชาติศีรน่าน กว่า 4.7 พันไร่ ชาวบ้านยอมเลิกบุกรุกป่าปลูกข้าวโพด หันมาทำเกษตรทษฎีใหม่ รายได้ดีกว่าใช้พื้นที่น้อยกว่า เตรียมขยายผลศาสตร์พระราชา ปฎิรูปเกษตรใหม่ทั่วประเทศ”

25 ก.ค. 61 นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษารมช.เกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน (ชตน.)ฟื้นฟูเขาหัวโล้น จ.น่าน ถูกบุกรุกจากการปลูกข้าวโพดกว่า 3 ล้านไร่ ว่าสามารถแก้ปัญหาบุกรุกป่าต้นน้ำได้ โดยมีชาวบ้านกว่า2 พันราย เข้าโครงการกสิกรรมธรรมชาติ ทำเกษตรทษฎีใหม่ประยุกต์ โคกหนองนาโมเดล และพักชำระหนี้ มีเงื่อนไขต้องเลิกปลูกข้าวโพดกว่า3 หมื่นไร่ มาทำเกษตรผสมผสาน เป็นเกษตรกรตัวอย่างถือว่าประสบความสำเร็จปัจจุบันมีรายได้ปีละ7-8 หมื่นบาทใช้พื้นที่น้อยเพียง4-5 ไร่ แต่จากปลูกข้าวโพดปีละ4 หมื่นบาท ใช้พื้นที่เกือบ20ไร่ต่อราย ในการขยายศาสตร์พระราชา หัวใจสำคัญคือเกษตรกรเมื่อผ่านการฝึกอบรม เปลี่ยนแนวคิดใหม่ได้ลงมือทำจริง โดยมีชาวบ้านคืนพื้นที่ให้กลับเป็นสภาพป่าต้นน้ำของอุทยานแห่งชาติศรีน่านกว่า 4.7 พันไร่

“ศูนย์กสิกรรมฯเป็นต้นแบบการเกษตรทั่วประเทศ ขุดคลองไส้ไก่ หลุมขนมครก จัดเก็บน้ำฝนไว้บนที่ดินของตนเองให้ได้ เป็นการพัฒนาที่สมดุล ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยกำลังยกร่างพรบ.เกษตรกรรมยั่งยืน โดยคุ้มครองพื้นที่ทำเกษตรไร่นาสวนผสม พุทธเกษตร เกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยยาสารเคมี เป้าหมาย 5 ปี 5 ล้านไร่ คือบทพิสูจน์เกษตรกรรมยั่งยืน

ตามศาสตร์พระราชา เน้นพัฒนาคน ดิน น้ำ ป่า รูปแบบตัวอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำไว้ ไม่มีรูปแบบตายตัวให้ประยุกต์ได้ตามลักษณะภูมิประเทศ ตอนนี้มีกว่า 5 พันตัวอย่างพื้นที่ต้นแบบกระจายทุกพื้นที่ เกิดจากใช้คนแรงลงจอบปฎิรูปเกษตร ใช้ความสามัคคี เพื่อแก้ไขประเทศไทยที่ผ่านมาออกแบบให้กับจังหวัดอื่นๆต้องเหมือนกรุงเทพฯทำให้เกิดการทำลายทรัพยากรของประเทศอย่างมหาศาล”นายธีระ กล่าว

ที่ปรึกษารมช.เกษตรฯกล่าวว่าร่างพรบ.เกษตรกรรมยั่งยืน กำลังร่างในขณะนี้การรับฟังความคิดเห็นสิ้นสุดแล้ว พร้อมรอเข้าสู่กฤษฏีกา ครม.และสนช ถือว่าร่างนี้มีความสมบูรณ์มากที่สุดในการส่งเสริมทำเกษตรไม่ทำลาย สิ่งแวดล้อม โดยมีสำนักงานส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน มาดูแลพื้นที่ ส่วนหลายฝ่ายกังวลว่าร่างนี้จะถูกตีตกในชั้นสนช.เพราะร่างดังกล่าวจะกระทบการเกษตรรูปแบบเดิม ทำให้กลุ่มพ่อค้าเมล็ดพันธุ์พืช นานทุนขายปุ๋ยยา เสียประโยชน์

ตนเห็นว่าไม่น่าห่วง เพราะกระแสปัจจุบันทุกฝ่ายเห็นว่าต้องปฎิรูปการเกษตรใหม่ ถ้าไม่คุ้มครองพื้นที่เกษตรไว้สุดท้ายเกษตรกรจะเป็นลูกจ้างหมดที่ดินถูกนายทุนยึด อย่างไรก็ตามสำคัญที่สุดต้องเปลี่ยนแนวคิดเกษตรกร และผู้บริหารกระทรวงต่างๆ ที่ผ่านมาเดินผิด ก็ต้องปรับให้เข้าใจเกษตรทษฎีใหม่ ในหลวงร.9ทรงทำไว้ กว่า4 พันโครงการ ซึ่งในหลวงรัชกาลที่10 ทรงสานต่อให้ขยายผลพระราชดำริ  ทำเกษตรยั่งยืนจะเกิดความมั่นคงในพื้นที่และตัวเกษตรกรด้วย

ส่องเกษตร : ‘แก้ไข’จริงจัง ก็ไม่ต้อง‘แก้ตัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353498

449007

ส่องเกษตร : ‘แก้ไข’จริงจัง ก็ไม่ต้อง‘แก้ตัว’

วันพุธ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงนี้มีเรื่องราวหลายข่าวคราวในแง่ลบ ที่ต้องกระตุ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ดำเนินการตรวจสอบ “แก้ไข” และจัดการอย่างจริงจัง…ขอย้ำว่า“แก้ไข”นะครับ ไม่ใช่“แก้ตัว”

เริ่มด้วยประเด็นทุจริตคอร์รัปชั่นที่ส่อเค้าว่า เกิดขึ้นอีกแล้วครับท่าน ตามข่าวปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมป.ป.ท.-สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ได้สนธิกำลังกับทหาร,ตำรวจและฝ่ายปกครอง เข้าตรวจสอบโครงการป้องกันตลิ่งพัง ของสำนักงานชลประทานจังหวัดยะลา ที่บ้าน กม.26 หมู่ 2 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่า มีการทุจริต

โครงการใช้งบฯกว่า 24 ล้านบาท แต่ก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบแปลน เช่น จากความยาว 700 เมตร เหลือแค่ 631.3 เมตร,วางสโลบแนวหินซ้อนจากแบบ 4 ชั้น เหลือ 3 ชั้นและ 2 ชั้น,หน้ากว้างดินบดอัดแน่นจากแบบกว้าง 1 เมตร เหลือครึ่งเมตร,ปูนเสาดำ คสล.ขาวดำในแบบ 176 ต้น ไม่ใส่เลยแม้แต่ต้นเดียว และยังผิดอีกหลายรายการที่นายช่างและวิศวกรผู้ควบคุมฯให้รายละเอียดไม่ได้ ทั้งที่สิ้นสุดสัญญาโครงการไปเมื่อก.ย.2560 และเบิกจ่ายงบฯไปครบหมดแล้ว โดยมีนายสุทิน รามแก้ว นายช่างชลประทานจังหวัดยะลา เป็นประธานตรวจรับงาน และมีบ.อัครพันธ์ก่อสร้าง ตั้งอยู่ใน ยะลา เป็นคู่สัญญาผู้รับผิดชอบโครงการ

ผลสอบเบื้องต้น ระบุแสดงว่า มีการทุจริตเกิดขึ้น และทำบันทึกส่งเลขาฯป.ป.ท.ให้ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด…ซึ่งข่าวยังระบุว่า การทุจริตมีนักการเมืองท้องถิ่นเกี่ยวข้อง แถมมีการแจก“ซองขาว”ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ทุกสังกัดฉบับละ 3 หมื่นบาท เพื่อให้ปิดข่าวด้วย แต่สื่อบางสำนักถ่ายเอกสารไว้เป็นหลักฐาน แล้วนำ “ซองเงิน”ส่งคืนไป

มีข่าวชัดๆ แบบนี้ กรมชลประทานและกระทรวงเกษตรฯไม่น่าจะต้องรอผลจากป.ป.ท. แต่ควรแสดงความจริงจังในการจัดการให้ปรากฏ เพราะมีมาตรการรัฐบาล คสช.ที่นายกฯบิ๊กตู่แจ้งครม.ไปก่อนหน้านี้แล้ว เช่น เมื่อมีการร้องเรียนทุจริตหรือมีข้อมูลข่าวสารการทุจริต ขอให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นๆ เริ่มต้นตรวจสอบทันทีภายใน 7 วันและสอบให้เสร็จภายใน 30 วัน หากพบข้อมูลพอเชื่อได้ว่า มีการทุจริตเกิดขึ้น ให้ปรับย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้ยุ่งเหยิงกับพยานได้ เป็นต้น…รีบทำเลยครับ

ส่วนเรื่องต่อมาเป็นปัญหาที่ยังคงเป็นข่าวคราวอยู่เป็นระยะๆ มาตลอด เกี่ยวกับการตกค้างของสารอันตรายในสินค้าเกษตรทั้งปศุสัตว์และพืชผัก เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพผู้บริโภคและเป็นการบ่อนเซาะความเชื่อมั่นที่มีต่อสินค้าเกษตรของไทยได้ด้วย โดยช่วงนี้มี 2 ข่าวคือ ข่าวที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแถลง“ผลทดสอบเนื้ออกไก่และตับไก่สด” ที่สุ่มตรวจจากห้างต่างๆ ตลาดสดและห้างออนไลน์ 62 ตัวอย่าง พบยาปฏิชีวนะตกค้างมากถึง 26 ตัวอย่างหรือ 41.93% กับอีกข่าวทางกรมอนามัย โดยนพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีออกมาเตือน ระบุข้อมูลผลตรวจการตกค้างสารเคมีในพืชผักที่จำหน่ายในท้องตลาด พบมีผักสด 10 ชนิดที่มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างอยู่ในปริมาณสูง ได้แก่กวางตุ้ง คะน้า ถั่วฝักยาว พริก แตงกวา กะหล่ำปลี ผักกาดขาวปลี ผักบุ้งจีน มะเขือ และผักชี

ข่าวยาปฏิชีวนะตกค้างใน“เนื้ออกไก่และตับไก่”นั้น กรมปศุสัตว์ออกโรงบอกให้ชาวบ้านไม่ต้องตื่นตระหนก ยืนยันเจ้าหน้าที่กรมได้ออกตรวจสอบมาตรฐานทั้งที่จุดจำหน่ายและย้อนกลับถึงฟาร์มเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยในอาหาร แต่ก็แนะให้เลือกซื้อเนื้อสัตว์จากฟาร์มมาตรฐาน ทั้งย้ำว่า การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์สุ่มครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นตัวอย่างต่อปีและส่งตรวจทางห้องแลปที่ได้รับรองตามมาตรฐานสากล ISO 17025 เป็นที่ยอมรับในระดับโลก พบว่า สินค้าปศุสัตว์ไทยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ตามมาตรฐานสากลที่นานาชาติยอมรับ …

ย้ำกันหนักแน่นว่า กระบวนการผลิตอุตสาหกรรมไก่เนื้อ กรมปสุสัตว์ได้กำกับดูแลอย่างเข้มงวด แต่ก็ดูเหมือนจะมีปัญหาถกเถียงกับการตรวจสอบของภาคเอกชนอยู่บ่อยๆ ลองหาทางจูนกันหน่อยเป็นไร ถ้าทุกฝ่ายต่างก็ปรารถนาดีต่อผู้บริโภคจริงๆ

ส่วนเรื่องยากำจัดศัตรูพืชตกค้างในผักสดปริมาณสูง คงเป็นอีกเรื่องที่หน่วยงานเกษตรของไทยยืนยันควบคุมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย แต่ชาวบ้านโดยเฉพาะผู้ห่วงใยสุขภาพ อยากเห็นความเข้มข้นในการดูแล เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดจริงๆ จะมีมาตรการอะไรโชว์ให้เห็นได้ชัดๆ ช่วย“จัดให้”หน่อย และบอกกล่าวให้ชัดๆ ที

ชาวบ้านจะได้โล่งใจ ไม่ตื่นตระหนกอย่างที่พวกท่านชอบบอกครับ!

สาโรช บุญแสง

ลุยลดพื้นที่‘นาปรัง’ ดันปลูกพืชชนิดอื่น สศก.ยันได้ผลดีกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/353497

x

ลุยลดพื้นที่‘นาปรัง’ ดันปลูกพืชชนิดอื่น สศก.ยันได้ผลดีกว่า

วันพุธ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ราคาข้าวปัจจุบัน พบว่า ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นาทั้งประเทศ ระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2561 เฉลี่ยตันละ 7,835 บาท ส่วนข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ 105 ปี 2561 เฉลี่ยตันละ 13,529 บาท ซึ่งสถานการณ์การผลิตข้าวปัจจุบันมีผลผลิตส่วนเกินจากความต้องการตลาด 1.75 ล้านตัน หรือคิดเป็นพื้นที่ปลูกข้าวมากเกินความต้องการ 2.6 ล้านไร่

รัฐบาลจึงได้มีโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2561/62 เพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกมิให้ออกสู่ตลาดในปริมาณมากเกินความต้องการของตลาด โดยให้เก็บข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางเพื่อรักษาระดับราคา นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯยังสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวนาปรังไปปลูกพืชอื่นๆ แทน โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดอยู่ถึง 2.92 ล้านตัน ซึ่งจากการดำเนินงานในปี 2560/2561 มีเกษตรกรเข้าร่วม 67,000 ราย พื้นที่ 500,000 ไร่ เกษตรกรได้ผลผลิตโดยเฉลี่ย 1,000 กก./ไร่ ขายได้ 7.3 บาท/กก. ทำให้มีรายได้ 7,300 บาท/ไร่ กำไร ประมาณ 3,300 บาท ซึ่งสูงกว่าการปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งมีกำไรเพียงไร่ละ 560 บาท/ไร่