เปิดตัว‘ทายาทหม่อนไหม’ปี’61 เฟ้น2เยาวชนสร้างต้นแบบสืบทอดอาชีพเอกลักษณ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354594

x

เปิดตัว‘ทายาทหม่อนไหม’ปี’61 เฟ้น2เยาวชนสร้างต้นแบบสืบทอดอาชีพเอกลักษณ์ไทย

วันอังคาร ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า โครงการสร้างทายาทหม่อนไหมในโรงเรียนเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เกิดขึ้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน ประชาชนในถิ่นทุรกันดาร และผู้ด้อยโอกาส กรมหม่อนไหมจึงมีนโยบายถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้แก่เด็กและเยาวชนในโรงเรียน ทำให้เกิดการสร้างอาชีพทางด้านหม่อนไหมอันจะเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ การสร้างความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนในอนาคต

ทั้งนี้ ในปี 2561 กรมหม่อนไหมได้ส่งเสริมอาชีพและสร้างทายาทหม่อนไหมในโรงเรียนจำนวนทั้งสิ้น 50 โรงเรียน พร้อมกับจัดการประกวดทายาทหม่อนไหมดีเด่นประจำปี 2561 จำนวน 2 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลเยาวชนในโรงเรียน และโรงเรียนที่ให้การสนับสนุนจำนวน 1 ราย และรางวัลเยาวชนในชุมชน และชุมชนที่ให้การสนับสนุน 1 ราย โดยผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ รางวัลเยาวชนในโรงเรียน และโรงเรียนที่ให้การสนับสนุน ได้แก่ เด็กหญิงศศินา ลองจำนง โรงเรียนอนุบาลลืออำนาจ (ชุมชนเปือยหัวดง) ต.เปือย อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ ที่มีแรงบันดาลใจที่อยากจะสานต่ออาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อช่วยเหลือแม่และครอบครัว สำหรับรางวัลชนะเลิศ เยาวชนในชุมชนและชุมชนที่ให้การสนับสนุน ได้แก่ นายมนตรี ดาราแสน ชุมชนบ้านลานไผ่ ต.ห้วยยั้ง อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร ที่มีแรงบันดาลใจอยากเป็นผู้สืบทอดอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจากการที่ตนเองได้เรียนรู้และหารายได้จากการสาวเส้นไหมเพื่อขายตั้งแต่อายุ 7 ขวบ จนทำให้ปัจจุบันสามารถสร้างผลงานด้านหม่อนไหม ในฐานะทายาทหม่อนไหม ด้วยการออกแบบลวดลายผ้าเป็นรูปทรงเรขาคณิตใช้สำหรับเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทเคหะสิ่งทอ

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวนับเป็นการปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และสืบทอดภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมให้คงอยู่คู่ประเทศไทยต่อไป

รักษ์เกษตร : พืชผัก กับการเตรียมดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354592

x

รักษ์เกษตร : พืชผัก กับการเตรียมดิน

วันอังคาร ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม การเตรียมดินเพื่อปลูกพืช เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ผมขอทราบวิธีที่ดีด้วยครับ

รัชตระ ทรงงามวิจิตร

อ.เมือง จ.น่าน

คำตอบ

การเตรียมดินสำหรับปลูกพืชผัก ไม่ว่าจะปลูกในกระถางหรือปลูกลงดินก็ดี หลักการที่สำคัญนั้นก็คือ ดินที่นำมาปลูกต้องมีความร่วนซุย น้ำผ่านได้ดี น้ำไม่ขัง ต้องไม่เหนียว และดินมีความอุดมสมบูรณ์ พืชผักจึงจะเจริญเติบโตได้ดี

วิธีการเตรียมดินสำหรับการปลูกพืชผัก

1.การเตรียมการก่อนปลูกพืชผัก

1) ก่อนอื่น ต้องพิจารณาดูเสียก่อนว่าพืชผักที่จะนำมาปลูกชอบดินลักษณะใด เมื่อเลือกต้นไม้ที่ชอบสภาพและลักษณะดินได้แล้ว ก็จะต้องเตรียมดินปลูกในหลุมนั้น โดยการขุดหลุมเล็กหรือใหญ่ตามขนาดของต้นไม้ ควรขุดหลุมกว้างหรือลึกเท่ากับความยาวของรากแก้ว เมื่อขุดดินแล้วก็ตากดินนั้นไว้ที่ปากหลุม ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อกำจัดวัชพืชออกไป

2) เมื่อตากดินไว้ 1 สัปดาห์แล้ว ให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน ปูนขาว 1 ส่วน ผสมกับดินให้เข้ากัน แล้วนำใส่ก้นหลุม นำต้นไม้ที่เตรียมไว้ปลูกวางลงบนดินที่ผสมไว้ และปักหลักผูกกับต้นไม้ไว้ไม่ให้ล้ม

3) เอาดินที่ขุดตากไว้ใส่ลงในหลุมดิน พลิกดินโดยเอาดินที่เป็นส่วนตอนบนใส่ลงไปข้างล่าง เอาดินส่วนล่างก้นหลุมกลบไว้ข้างบน กดให้แน่น เพื่อไม่ให้ต้นไม้เอนไปมา หาวัตถุพวกหญ้าแห้ง แกลบ ฟาง คลุมดินไว้ เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้น แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

4) ควรจะปลูกในตอนเย็น และถ้าต้นไม้นั้น เป็นต้นไม้ที่ถอนกล้า หรือเป็นต้นเล็กมาปลูก ต้องทำที่กำบังแดดจนกว่าต้นไม้จะทรงตัวได้

2. การปลูกพืชผักในแปลง

1) ก่อนปลูก ต้องทำแปลงขนาดกว้างยาวตามพื้นที่ แต่ความกว้างไม่ควรเกิน 1 เมตร ถ้าแปลงกว้างไปจะทำให้ดูแลรักษายาก ให้ทำการขุดดินตามขนาดที่กำหนดไว้ และเก็บวัชพืชที่อยู่ในดินออกให้หมด ตากดินให้แห้ง ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วทำการย่อยดินให้เป็นก้อนเล็กๆ ผสมดินด้วยปุ๋ยคอก ปูนขาว และปุ๋ยอินทรีย์ อย่างละ 1 ส่วน เมื่อผสมได้แล้ว ให้ทำเป็นรูปแปลง เตรียมที่จะปลูกพืชผักต่อไป

2) ก่อนที่จะปลูก ต้องดูว่าต้นไม้ที่จะนำมาปลูกนั้น จะปลูกเป็นแถวติดกัน หรือห่างกัน ถ้าห่าง ก็ขุดดินเป็นหลุมเล็กๆ ไว้ตามระยะที่พอเหมาะ ถ้าจะปลูกเป็นแถว ให้ทำดินให้เป็นรางติดต่อกันไป

3) การถอนกล้ามาปลูก ควรทำในตอนเย็น และควรขุดให้มีดินติดมาด้วย อย่าให้รากขาด ถ้ารากขาดจะทำให้ต้นไม้โตช้า นำต้นกล้ามาปลูกลงในร่อง หรือหลุมนั้น เมื่อตั้งต้นกล้าลงในหลุมได้ที่แล้ว ก็เอาดินกลบกดดินให้แน่น เพื่อให้รากเกาะกับดิน ให้คลุมดินด้วยหญ้าหรือฟาง แล้วรดน้ำให้ชุ่ม และทำร่มเงาแก่ต้นกล้า จนกว่าต้นจะทรงตัวได้

3. การปลูกต้นไม้ลงกระถาง

1) ก่อนที่จะปลูกต้นไม้ลงในกระถาง จะต้องเลือกกระถางให้มีขนาดพอเหมาะกับต้นไม้ เมื่อได้กระถางมาแล้ว ให้หากระเบื้องแตกปิดรูก้นกระถาง ทุบอิฐมอญเป็นก้อนเล็กๆ ใส่ลงก้นกระถาง สูงประมาณ 1 นิ้ว เพื่อช่วยในการระบายน้ำได้ดีขึ้น

2) ผสมดินสำหรับปลูก ดินร่วน

1 ส่วน ใบไม้ผุ 1 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน เอาดินที่ผสมแล้ว ใส่ลงไปประมาณครึ่งกระถาง เอาต้นไม้วางลง แล้วเอาดินที่ผสมไว้ใส่ลงเกือบเต็มกระถาง กดดินให้แน่น เพื่อไม่ให้ต้นไม้ล้ม รดน้ำให้ชุ่ม แล้ววางในที่ร่ม หรือพักไว้ในเรือนต้นไม้จนกว่าต้นไม้จะทรงตัว แล้วจึงนำออกไปวางเป็นไม้ประดับได้

นาย รัตวิ

เกียร์ว่าง งานไม่คืบ! กฤษฏาไขลาน‘บิ๊กเกษตร’ ขู่ใครยังอืดรายงานตรงทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354647

เกียร์ว่าง งานไม่คืบ! กฤษฏาไขลาน‘บิ๊กเกษตร’ ขู่ใครยังอืดรายงานตรงทันที

เกียร์ว่าง งานไม่คืบ! กฤษฏาไขลาน‘บิ๊กเกษตร’ ขู่ใครยังอืดรายงานตรงทันที

วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 18.28 น.

30 ก.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์(กษ.) เปิดเผยว่าได้ประเมินการทำงานของข้าราชการ กษ. ยังพบปัญหาอุปสรรคในการทำงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เนื่องจากผู้รับผิดชอบยังไม่เคร่งครัดในการปฏิบัติตามที่ได้รับมอบหมาย ตนจึงเน้นย้ำปลัดกระทรวงฯ ผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัดเรื่องการมอบหมายความรับผิดชอบงานใน กษ.เพิ่มเติม

“ในกรณีงานพัฒนาและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนด้านการเกษตรในพื้นที่ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบโดยตรง หรือมีผู้รับผิดชอบ แต่ทรัพยากรไม่เพียงพอ หรือไม่ทันต่อสถานการณ์การแก้ไขปัญหานั้น มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอเป็นหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง ให้สำนักงานปลัดกระทรวงฯสนับสนุนงบประมาณ หรือบุคลากร อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ สนับสนุนสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอ ผ่านกรมส่งเสริมการเกษตรได้ด้วย โดยให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติงานในภาพรวมของกระทรวง” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า เพื่อรองรับนโยบายการตลาดนำการผลิต และการแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม จึงขอให้แยกภารกิจระหว่างส่วนกลางและในภูมิภาค หรือจังหวัดต่างๆในการจัดทำแผนการผลิตทางการเกษตรดังนี้

2.1 การจัดทำแผนการผลิตทางการเกษตรในภาพรวมของประเทศ(รายปี/ฤดูกาลผลิต) มอบหมายให้เป็นความรับผิดชอบของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) โดยร่วมกับกรมที่รับผิดชอบด้านการผลิต คือ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว กรมหม่อนไหม และกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยมีหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องใน กษ. เป็นหน่วยงานสนับสนุน เพื่อจัดทำแผนผลิตทางการเกษตรในระดับประเทศ และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการร่วมกันเป็นหน่วยขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิบัติตามแผนการผลิตดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม แก้ไขปัญหาผลผลิตล้นตลาดให้สอดคล้องกับนโยบายการตลาดนำการผลิตต่อไป

2.2 การจัดทำแผนการผลิตทางการเกษตรระดับจังหวัดนั้น ให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดในฐานะเลขานุการ อ.พ.ก.จังหวัด ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานประมงจังหวัด สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และสำนักงานสหกรณ์จังหวัด ประสานงานกับพาณิชย์จังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัดและภาคเอกชน รวมทั้งบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัด ในการทำแผนการผลิตและประสานหาคู่การค้าระหว่างกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่หรือกลุ่มเกษตรกรต่างๆ เพื่อให้มีตลาดรองรับผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ และหากเป็นกรณีผลผลิตมีจำนวนมาก หรือเป็นผลผลิตประจำฤดูกาล เช่น ผลไม้หรือพืชต่างๆ ให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดแจ้ง กษ. และ สศก. เพื่อหาตลาดรองรับหรือหาคู่การค้าประจำผลผลิต และหรือจัดทำแผนการผลิตแต่ละชนิดต่อไป

สำหรับกรณีเป็นงานการพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกันมากกว่า 1 กรมนั้น ให้กรมตามที่กฎหมายกำหนดเป็นภารกิจหน้าที่ (Function) เป็นเจ้าภาพหลักและมีกรมที่เกี่ยวข้องเป็นหน่วยสนับสนุนภายใต้การกำกับของปลัด กษ. หรือรองปลัด กษ. หัวหน้ากลุ่มภารกิจ(Cluster) เช่น เรื่องข้าว กรมการข้าว ต้องเป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมอื่นๆเป็นหน่วยสนับสนุน ภายใต้การกำกับ อำนวยการของรองปลัด กษ. หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาการผลิต

ส่วนการปฏิบัติงานอื่นๆ และการรายงานผลการปฏิบัติการ ให้เป็นไปตามแนวทางของคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ 341/2561ลงวันที่ 20 เมษายน 61 เรื่องมอบหมายการปฏิบัติราชการของบุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัด เพื่อสนองนโยบายการบูรณาการงานภาคเกษตรของจังหวัดอย่างยั่งยืน

“ทุกส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งองค์การมหาชนในสังกัด กษ. ได้ถือปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดเพิ่มเติมจากคำสั่งมอบหมายงานทั่วไปที่ได้กำหนดไว้แล้ว หากผู้บังคับบัญชาหน่วยงานใดหรือข้าราชการในสังกัด กษ. ผู้ใด ยังไม่สามารถปฏิบัติได้ หรือมีปัญหาจากปฏิบัติงานตามข้อสั่งการและแนวทางดังกล่าวข้างต้นอีก ก็ให้รายงานต่อ รมช.กษ. และหรือ รมว.กษ. ในฐานะผู้บังคับหน่วยสูงสุดทราบเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ตามสายงานต่อไป” นายกฤษฎา กล่าว

‘มกอช.’ผลักดันร่างมาตรฐานผลิตเมล็ดพันธุ์พริก สนองนโยบาย’เกษตรฯ ‘

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354579

'มกอช.'ผลักดันร่างมาตรฐานผลิตเมล็ดพันธุ์พริก สนองนโยบาย'เกษตรฯ '

‘มกอช.’ผลักดันร่างมาตรฐานผลิตเมล็ดพันธุ์พริก สนองนโยบาย’เกษตรฯ ‘

วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 14.12 น.

มกอช. ผลักดันร่างมาตรฐานผลิตเมล็ดพันธุ์พริก สนองนโยบาย กระทรวงเกษตรฯ เพื่อพัฒนาให้ไทยเป็น SEED HUB รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

30 ก.ค.61 นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบาย พัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ (SEED HUB) เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีแผนยุทธศาสตร์ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ไว้ 2 ด้าน คือ

1) การเพิ่มศักยภาพการส่งออกเมล็ดพันธุ์ไทย 2) การต่อยอดความมั่นคงและความยั่งยืนของเมล็ดพันธุ์ไทยในภูมิภาค ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรักษาความเป็นผู้นำ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในการผลิตเม็ดพันธุ์ เพื่อการส่งออกโดยเฉพาะข้าวโพดสัตว์เลี้ยงสัตว์ และพืชผัก

ทั้งนี้ การค้าเมล็ดพันธุ์ระหว่างประเทศนอกจากจะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองพันธุ์พืชแล้ว จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสุขอนามัยพืช ที่สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ ด้านมาตรการสุขอนามัยพืช (International Standard for Phytosanitary Measures – ISPMs) ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการอารักขาพืชระหว่างประเทศ (International Plant Protection Convention – IPPC)  เนื่องจากเป็นมาตรการที่ประเทศผู้นำเข้า จะนำมาใช้เพื่อป้องกันศัตรูพืชที่อาจติดมากับเมล็ดพันธุ์ มิให้เข้ามาแพร่ระบาดและสร้างความเสียหายในประเทศ

โดยคณะกรรมาธิการอารักขาพืชระดับภูมิภาคเอเซียและแปซิฟิก (Asia and Pacific Plant Protection Commission – APPPC) ครั้งที่ 30 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ณ เมืองโรโตรัว ประเทศนิวซีแลนด์ ในการจัดทำมาตรฐานระหว่างประเทศด้านมาตรการสุขอนามัยพืชระดับภูมิภาค (Regional Standard For Phytosanitary Measure – RSPM) และในที่ประชุมครั้งนั้น ประเทศสมาชิก APPPC ได้มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยดำเนินการตามที่เสนอได้ โดยเห็นควรให้จัดทำมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์พริกก่อน เป็นฉบับแรก

“เพื่อให้มาตรฐานที่จะกำหนดขึ้นนั้น อยู่ในแนวทางที่ผู้ผลิตในประเทศสามารถปฏิบัติได้ มกอช. และกรมวิชาการเกษตร จึงยกร่างมาตรฐานวิธีการสุขอนามัยพืชสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์พริกขึ้น และเปิดเวทีให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนร่วมกันเสนอแนะ ให้ข้อคิดเห็นโดยมีเป้าหมายให้ได้ร่างมาตรฐานวิธีการสุขอนามัยพืชสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์พริก ที่สามารถนำไปสกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำไปเสนอคณะกรรมการวิชาการที่ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิก APEC พิจารณา”นางสาวเสริมสุข กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 30 กรกฎาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354426

586851

ชายคาพระพิรุณ : 30 กรกฎาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวมาเล่าข่าวรอบรั้วชายคาพระพิรุณอีกเช่นเคย…สัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีไปประชุมสัญจรที่ จ.อุบลราชธานี โดยกลุ่มจังหวัดได้เสนอโครงการยกระดับการพัฒนาการเกษตร โดยเฉพาะด้านเกษตรอินทรีย์… สำหรับพื้นที่ดังกล่าว ขุนเกษตรา มองว่ามีศักยภาพด้านเกษตรอินทรีย์พอสมควร และมีเกษตรกรบางส่วนนำร่องรวมกลุ่มกันทำเกษตรอินทรีย์กันอยู่ก่อนแล้วและทำได้ดี อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้ขับเคลื่อน โดยนำร่องเกษตรอินทรีย์ใน จ.ศรีสะเกษ และยโสธร โดยเฉพาะยโสธรถือเป็นต้นแบบที่ดำเนินการพร้อมกันทั้งจังหวัด 89 กลุ่ม ตั้งแต่ปี 2560 บางส่วนได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มีบางส่วนที่ยังไม่ได้รับการรับรอง และกำลังพัฒนาต่อไป

จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินแผนยุทธศาสตร์ยกระดับการเกษตร 4.0 หรือยุทธศาสตร์พระพิรุณ โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมตลาดเกษตรดิจิทัลทำหน้าที่ขับเคลื่อนดำเนินงานในการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจใหม่ด้วยกลไกการทำงาน 2 ส่วน ทั้งด้านตลาดดิจิทัลและด้านตลาดกายภาพนั้น ในส่วนของกรมการข้าว นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว บอกว่า ได้มีการประชุมแนวทางขับเคลื่อนการทำงานเพื่อส่งเสริมให้ตลาดเกษตรดิจิทัลให้ก้าวสู่เป้าหมาย หลังจากที่มีการพัฒนาระบบตลาด Business Matching Digital Farm (DGTFarm) ในรูปแบบของเว็บไซต์ WWW.DGTFarm.com มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นโครงการนำร่องจับคู่เกษตรกรผู้ผลิตและผู้ซื้อสินค้าเกษตรออนไลน์ ที่มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลประชากรของกระทรวงมหาดไทย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลของสินค้าได้ โดยหลังจากนี้จะมีการพัฒนาสู่แอพพลิเคชั่น “Hello Trade” เพื่อให้สามารถใช้งานบนสมาร์ทโฟน โดยวางแผนจะเปิดตัวการให้บริการอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชนในปี 2562

กรมปศุสัตว์เตรียมจัดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2561 ในระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคม 2561 ณ ศูนย์เรียนรู้ด่านปศุสัตว์ (ด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี) จ.เพชรบุรี ซึ่ง นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ บอกว่า การเลี้ยงแพะในประเทศ ปี 2560 มีทั้งหมด 652,964 ตัว เกษตรกร 51,851 ครัวเรือน อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง 221,353 ตัว ภาคตะวันออก 12,078 ตัว ภาคเหนือ 49,424 ตัว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 46,478 ตัว ภาคใต้ 323,631 ตัว โดยกรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ 473 กลุ่ม ใน 45 จังหวัด ขณะที่การจัดงานวันแพะแห่งชาติปีนี้เป็นปีที่ 15 เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะของเกษตรกร ประชาสัมพันธ์ด้านการตลาดการบริโภคแพะ ส่วนด้านวิชาการได้เปิดเวทีให้มีการแสดงผลงานทางด้านวิชาการ ประชุมวิชาการ เวทีเสวนาเกษตรกร ที่สำคัญภายในงานได้จัดให้มีการประกวดแพะ แกะ จัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก เนื้อ/น้ำนมแพะ รวมไปถึงกิจกรรมการแข่งขันและสันทนาการต่างๆ เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และเกิดความสนใจเพิ่มมากขึ้น…อย่าลืมไปเที่ยวกันนะครับ

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : หม่อนไหมร่วมบูรณาการ‘เกษตรวิชญา’ ต้นแบบพัฒนาชุมชนสู่ความเข้มแข็งอาชีพเกษตรกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354430

รายงานพิเศษ : หม่อนไหมร่วมบูรณาการ‘เกษตรวิชญา’  ต้นแบบพัฒนาชุมชนสู่ความเข้มแข็งอาชีพเกษตรกรรม

รายงานพิเศษ : หม่อนไหมร่วมบูรณาการ‘เกษตรวิชญา’ ต้นแบบพัฒนาชุมชนสู่ความเข้มแข็งอาชีพเกษตรกรรม

วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า “เกษตรวิชญา” เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร ที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่งได้ทรงมีพระราชดำริมอบที่ดินส่วนพระองค์บริเวณ บ้านกองแหะ ม.4 ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ จำนวนเนื้อที่ 1,350 ไร่ ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำไปดำเนินการในลักษณะเป็นคลินิกเกษตร เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตรจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในรูปแบบศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน เป็นศูนย์ฝึกอบรม และวิจัยพัฒนาการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งเพื่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เกิดเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์เป็นแหล่งผลิตอาหารธรรมชาติและมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

กรมหม่อนไหม เป็นหนึ่งในหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามามีส่วนในการดูแลพื้นที่ต้นแบบการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จำนวน 5 ไร่ ดำเนินการปลูกหม่อนผลสดพันธุ์เชียงใหม่ 60 และหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 แล้วเสร็จไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2561

สำหรับแผนการดำเนินงานต่อไป กรมได้เตรียมจัดทำฐานเรียนรู้ด้านหม่อนไหมในพื้นที่ โดยเน้นการทำแปลงสาธิตการปลูกหม่อน 2 ประเภทดังที่กล่าวไปข้างต้น เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาศึกษาดูงานและฝึกอาชีพด้านหม่อนไหม สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการประกอบชีพต่อไปได้ นอกจากนี้ยังได้จัดทำแปลงสาธิตการปลูกหม่อนเพื่อเป็นการแนะนำความรู้เกี่ยวกับการปลูกหม่อน การแปรรูปหม่อนทั้งในรูปแบบฐานเรียนรู้ที่มีหน่วยงานอื่นๆ ร่วมด้วย หลังจากนั้นก็จะมีการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับสร้างศาลาถ่ายทอดความรู้เรื่องหม่อนไหม สาธิตการแปรรูป โรงเลี้ยงไหม และจุดสาธิตอื่นๆ จัดซื้อเครื่องเสียงสำหรับบรรยายประจำฐานการเรียนรู้ให้กับผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ต่อไป

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อว่า หลังจากแผนการดำเนินงานในปี’61 เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในปีถัดไป 2562 กรม มีแผนการดำเนินงาน
ต่อเนื่องโดยการจัดสร้างอาคารสาธิตและจุดเรียนรู้ภายในพื้นที่ จัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์สำหรับการดูแลรักษาแปลงสาธิต จัดสร้างโรงเก็บวัสดุ อุปกรณ์ทางการเกษตร พร้อมกับจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และนิทรรศการสำหรับฐานการเรียนรู้ จัดโครงการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกหม่อน จำนวน 1 ครั้ง โดยมีเป้าหมายเป็นเกษตรกรและผู้ที่มีความสนใจในการประกอบอาชีพการปลูกหม่อนต่อไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าโครงการดังกล่าว น่าจะมีส่วนช่วยผลักดันให้อาชีพการปลูกหม่อนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการทำเกษตรกรรมได้

เตือนขึ้นทะเบียน‘เกษตรกร’ ขีดเส้นภายในส.ค.ก่อนถูกตัดสิทธิช่วยเหลือจากรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354428

x

เตือนขึ้นทะเบียน‘เกษตรกร’ ขีดเส้นภายในส.ค.ก่อนถูกตัดสิทธิช่วยเหลือจากรัฐ

วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการรับขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรของประเทศไทย โดยในปี 2560 มีเป้าหมายการขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร 6,700,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันมีเกษตรกรมาขึ้นหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร 5,568,100 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 83.11 จากเป้าหมายการขึ้นทะเบียนเกษตรกรทั้งหมด ซึ่งยังมีเกษตรกรอีกประมาณ 1 ล้านครัวเรือน ที่ยังไม่มีการมาแจ้งปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ทำให้กรมส่งเสริมการเกษตรต้องเร่งรัดการขึ้นทะเบียนเกษตรกรดังกล่าวนี้

ทั้งนี้ ในปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตรได้เร่งรัดติดตามงานการขึ้นทะเบียนเกษตรกรไปยังสำนักงานเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์ไปยังเกษตรกร
เป้าหมายเหล่านี้ให้มาแจ้งปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรโดยเร็ว โดยแจ้งหลังปลูกพืชแล้ว 15-60 วัน และให้ทันกับกรอบระยะเวลาการขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ในปี 2561 ในกรณีที่เกษตรกรไม่มาปรับปรุงทะเบียนนานเกิน 3 ปี นับถัดจากวันที่ 23 มิ.ย.2560 จะถูกตัดบัญชีทะเบียนเกษตรกรทิ้งทันที ทำให้หมดสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ

สำหรับวิธีการแจ้งขึ้น/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรทำได้หลายช่องทาง ได้แก่ 1.ให้เกษตรกรติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ทำการเกษตร 2.แจ้งผ่านอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) 3.แจ้งผ่านสมุดทะเบียนเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์หรือแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ซึ่งแอพพลิเคชั่นนี้จะทำให้เกษตรกรทราบข้อมูลของตนเองได้ตลอดเวลา และสะดวกในการติดต่อกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากการขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรนั้น คือ 1.เป็นฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรในการพิจารณาช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ หรือมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ของรัฐ 2.เป็นเอกสารยืนยันตัวตนความเป็นเกษตรกร และ 3.เกษตรกรได้รับสิทธิความช่วยเหลือในกรณีประสบภัยพิบัติ หรือ ตามมาตรการแก้ปัญหาและจ่ายเงินชดเชยเยียวยาจากภาครัฐ และล่าสุด ครม.มีมติเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2561 เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2561/2562 โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกและการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ โดยการจ่ายค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ไร่ละ 1,500 บาท ตามพื้นที่ปลูกข้าวจริงไม่เกินครัวเรือนละ 12 ไร่ หรือคิดเป็นเงินไม่เกินครัวเรือนละ 18,000 บาท เพิ่มขึ้น 3,000 บาท จากปีที่ผ่านมา ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 1 ก.ย. 2561-30 ก.ย. 2562

กษ.ไล่ทวงคืนส.ป.ก. จ่อโค่นทิ้ง3สวนส้มดัง แฉอดีตบิ๊กขรก.กว้านซื้อที่’วังน้ำเขียว’ปลูกองุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354179

กษ.ไล่ทวงคืนส.ป.ก. จ่อโค่นทิ้ง3สวนส้มดัง แฉอดีตบิ๊กขรก.กว้านซื้อที่'วังน้ำเขียว'ปลูกองุ่น

กษ.ไล่ทวงคืนส.ป.ก. จ่อโค่นทิ้ง3สวนส้มดัง แฉอดีตบิ๊กขรก.กว้านซื้อที่’วังน้ำเขียว’ปลูกองุ่น

วันศุกร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 16.06 น.

“กฤษฎา”โหมโรงเปิดศึกงานช้าง สั่งส.ป.ก.ยึดคืนพื้นที่ถือครองไม่ถูกต้องทั่วประเทศก่อนเลือกตั้ง จัดสรรให้เกษตรกรผู้ยากไร้ทำกินกว่า5ล้านไร่ จ่อโค่นทิ้งสวนส้มดัง3บริษัท”อ.ฝาง”เชียงใหม่ แบ่งแปลงให้เกษตรกรคนละ2ไร่ เผย”อ.วังน้ำเขียว”มีอดีตบิ๊กขรก.กว้านซื้อที่ส.ป.ก.ปลูกองุ่น140ไร่

27 ก.ค.61 นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้เร่งรัดดำเนินการพื้นที่ ส.ป.ก.ที่มีปัญหายังไม่ได้จัดสรรสิทธิให้กับเกษตรกรผู้ยากไร้เข้าทำกิน กว่า 5 ล้านไร่ โดยกำชับให้ติดตามเรียกคืนพื้นที่เป้าหมายตามมาตรา 44 กว่า 400,000 ไร่ จากผู้ถือครองรายใหญ่มิชอบด้วยกฎหมายในคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 โดยสะสางปัญหาให้จบและจัดให้เกษตรกรเข้าทำกินแล้วเสร็จก่อนมีการเลือกตั้ง ซี่งช่วงเดือน ส.ค.นี้ ตนจะลงพื้นที่ดูความก้าวหน้าการจัดที่ดินให้กับชาวบ้านในพื้นที่ยึดคืนสวนส้ม อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ 3 บริษัท รวม 5,960 ไร่ ซึ่งจะแก้ปัญหามีเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ปี 59 ไม่ได้จัดสรรพื้นที่ให้เกษตรกรตามมาตรา 44 ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ กำชับให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แบ่งแปลงให้เกษตรกรตามคุณสมบัติ ที่ผ่านมามีปัญหาคนที่ได้สิทธิขาดคุณสมบัติเป็นนอมินีของนายทุน

“รมว.เกษตรฯ ย้ำให้จัดสรรพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ยากไร้ที่ทำกิน ได้กำชับว่าอย่าให้เกิดเหมือนกรณีสวนปาล์ม จ.ชุมพร ที่อ้างชื่อ รมว.เกษตรฯ เพื่อชะลอการเข้ายึดพื้นที่ ทั้งนี้ พื้นที่สวนส้มจะแบ่งแปลงให้รายละ 2 ไร่ จะได้ 3 พันคน ซึ่งต้นส้มใกล้หมดอายุอีก 3 ปี ดังนั้นต้องรื้อถอน เพราะการดูแลสวนส้มใช้ต้นสูง เกษตรกรายย่อยไม่สามารถดูแลได้ ควรต้องโค่นทิ้งทั้งหมด มาจัดรูปแปลงใหม่ ให้ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ เพื่อฟื้นฟูสภาพพื้นที่ที่ใช้สารเคมีอย่างรุนแรงมาก่อน จึงต้องฟื้นสภาพแวดล้อมโดยรอบด้วย” นายธีระ กล่าว

ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า จะเร่งดำเนินการเรียกคืนพื้นที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศ ที่ถือครองไม่ถูกกฎหมาย เช่น อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา มีพื้นที่มีปัญหาจำนวนมาก ซึ่งมีหลายพื้นที่ใช้สิทธิไม่ถูกต้อง ซื้อขายเปลี่ยนมือจากรายเดิม เช่น มีอดีตข้าราชการทำไร่องุ่นในพื้นที่ ส.ป.ก.กว่า 140 ไร่ อีกทั้งพื้นที่สวนปาล์มภาคใต้ยึดคืนกว่า 3 หมื่นไร่ ที่ต้องเร่งดำเนินการมาตรา 44 จัดสรรที่ดินให้เกษตรกรยากไร้ ตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

“รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้ ส.ป.ก.เร่งรัดดำเนินการทุกพื้นที่ยังมีปัญหาถือครองโดยมิชอบ ส่วน อ.วังน้ำเขียว คือเป้าหมายต่อไปที่มีการร้องเรียน ว่ามีอดีตข้าราชการระดับสูงกว้านซื้อที่ดิน ส.ป.ก.กว่า 100 ไร่ ไปปลูกไร่องุ่น ที่ อ.วังน้ำเขียว จะเร่งรัดให้เลขาธิการ ส.ป.ก.ตรวจสอบต่อไป รวมทั้งพื้นที่สวนส้ม จ.เชียงใหม่ ต้องดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติ โดยการปูผังแบ่งแปลงให้เกษตรกรเข้าทำกินเป็นไปตามภูมินิเวศน์ ภูมิสังคมของพื้นที่นั้นๆ สวนปาล์มใต้ที่มีปัญหาคั่งค้าง จะดำเนินการโดยไม่มีการละเว้น ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้ยากไร้ได้มีที่ดินทำกินตามนโยบายของรัฐบาล เกิน 500 ไร่ ใช้มาตรา 44 ยึดคืนเป็นพื้นที่ที่หมดสัมปทานมาแล้วตั้งแต่ปี 59 ต้องเร่งสำรวจตรวจสอบ ดำเนินการตามนโยบายต่อไป นายกฯ สั่งเร่งรัดจัดหาที่ดินให้ผู้ยากไร้อยู่แล้ว โดยจะใช้ศาสตร์พระราชาไปพัฒนาในพื้นที่ให้สามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนในพื้นที่ ส.ป.ก.จำนวน 5 ล้านไร่ ที่เหลืออยู่ สำหรับพื้นที่ที่ชาวบ้านเข้าไปอยู่ และยังไม่สามารถทำกินได้อย่างยั่งยืนก็จะเร่งเข้าไปพัฒนาเช่นเดียวกัน” นายธีระ กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของเขื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354002

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของเขื่อน

วันศุกร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ภัยพิบัติ คือ ภัยที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมทั้งระยะสั้นและระยะยาว ภัยพิบัติมี 2 ประเภท คือ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ ดินถล่มหิมะถล่ม ภูเขาไฟระเบิด อีกประเภทหนึ่ง คือ ภัยพิบัติที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่น ระเบิดนิวเคลียร์ สงคราม เป็นต้น

ที่ใกล้ประเทศเราที่สุดคือ สปป.ลาว เกิดภัยพิบัติจากฝีมือมนุษย์ คือ เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ในแขวงอัตตะปือ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ที่บางส่วนกำลังก่อสร้างเกิดพังลง อันเนื่องมาจากฝนตกต่อเนื่อง ปริมาณน้ำในเขื่อนมีมากเกินที่เขื่อนรับได้ แรงดันน้ำจึงทำให้เขื่อนแตกร้าวและพังลงในที่สุด ส่งผลให้ปริมาณน้ำกว่า 5 พันล้านลูกบาศก์เมตรไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่หลายหมู่บ้านที่อยู่รอบเขื่อน รายงานข่าวว่ามีผู้เสียชีวิต 26 ราย สูญหายหลายร้อยราย ประชาชนกว่า 3,000 คน รอคอยความช่วยเหลือ

เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย เป็นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ที่ยังสร้างไม่เสร็จดี ยังเหลืออีกประมาณ 10% คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์เริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 บริษัทที่ก่อสร้างเขื่อนนี้เป็นการร่วมทุนของบริษัทต่างชาติ คือ จากเกาหลี 2 บริษัท รวมถือหุ้น 51% บริษัทของไทย ถือหุ้น 25% และรัฐวิสาหกิจของ สปป.ลาว ถือหุ้น 24% มูลค่าการก่อสร้าง 3.24 หมื่นล้านบาท เขื่อนนี้จะจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตของไทยจำนวน 354 เมกะวัตต์

เรื่องของเขื่อนแตกร้าว หรือเขื่อนพัง อย่างที่เกิดขึ้นใน สปป.ลาวนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้ต้องค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเขื่อนในประเทศไทยดูบ้าง เพราะเมื่อปี 2554 ครั้งน้ำท่วมใหญ่คราวนั้น มีข่าวลือหลายกระแส กระแสหนึ่งก็คือ “เขื่อนแตก” เหมือนกัน แต่ไปๆ มาๆ แล้วไม่ใช่เขื่อนแตก แต่เป็นเพราะความผิดพลาดในการบริหารจัดการน้ำ โดยมีคนยืนยันว่า “เอาอยู่ๆ” แต่สุดท้ายก็ “เอาไม่อยู่” จนปล่อยน้ำท่วมมาตั้งแต่นครสวรรค์ ทุ่งนาลุ่มเจ้าพระยา บ้านเรือนประชาชน นิคมอุตสาหกรรม จนถึงสนามบินดอนเมือง….ภาพเครื่องบินถูกน้ำท่วมยังติดตาอยู่จนทุกวันนี้

มีข้อมูลจากกรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำเขื่อนต่างๆ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ดูตัวเลขแบบประชาชนคนธรรมดาที่ไม่มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับเขื่อนสักเท่าไร ก็ดูจะไม่น่าห่วงเรื่องเขื่อนแตกร้าว หรือการระบายน้ำออกจากเขื่อนเนื่องจากปริมาณน้ำมีเกินความจุของเขื่อนสักเท่าไร เพราะทุกเขื่อนสำคัญในภาคต่างๆ จำนวนกว่า 30 เขื่อน ยังมีปริมาตรน้ำในเขื่อนน้อยกว่าความจุของเขื่อนมาก

ปริมาณน้ำที่ระบายออกในแต่ละเขื่อนส่วนใหญ่จะน้อยกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ยกเว้นเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนสิรินธร ระบายออก 9-10 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ระบายออกประมาณ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนวชิราลงกรณ ระบายออกประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร

เขื่อนดังกล่าวเหล่านี้ เป็นเขื่อนเก็บกักน้ำเพื่อการชลประทาน เป็นน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกและอุปโภค บริโภค เป็นส่วนใหญ่

เคยมีคนเป็นห่วงกรณีที่เกิดแผ่นดินไหว จะทำให้เขื่อนแตกร้าวหรือไม่ แต่ทั้งกรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต่างยืนยันว่า เขื่อนในพื้นที่ที่อยู่ในรัศมีการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่ผ่านๆ มานั้น ยังคงแข็งแรง มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน….

อย่างไรก็ตาม จากกรณีเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ของสปป.ลาวนี้ น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ไทยเราอย่าประมาท โปรดตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อนต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือ ระบบเตือนภัยต้องมี และเตรียมแนวทางการอพยพประชาชนไว้ด้วยเถิดหนา…ออเจ้า….

แว่นขยาย

เกษตรฯเสริมแกร่งระบบสารสนเทศ เปิดบริการค้นหาแหล่งผลิต-ตลาดสินค้าเกษตรผ่านมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354003

เกษตรฯเสริมแกร่งระบบสารสนเทศ เปิดบริการค้นหาแหล่งผลิต-ตลาดสินค้าเกษตรผ่านมือถือ

เกษตรฯเสริมแกร่งระบบสารสนเทศ เปิดบริการค้นหาแหล่งผลิต-ตลาดสินค้าเกษตรผ่านมือถือ

วันศุกร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริการข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตรในรูปแบบของแผนที่ผ่านระบบออนไลน์ หรือ SSMAP โดยปัจจุบันกำลังพัฒนาเพิ่มเติมให้ผู้ประกอบการแหล่งรับซื้อพืชไร่ อาทิ ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว สามารถบันทึกที่ตั้ง พืช และปริมาณความต้องการสินค้าเกษตร (demand) เข้าสู่ระบบ SSMAP และสามารถส่งข่าวต่อให้เกษตรกรผ่านแอพพลิเคชั่น DOAE SMART CHECK เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกพืชที่ปลูกได้ ผู้สนใจ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป สามารถเข้าใช้บริการการเข้าถึงแหล่งรับซื้อผลผลิตและตลาดสินค้าเกษตรได้ 2 ช่องทาง คือ 1.ระบบบริการข้อมูลแผนที่ส่งเสริมการเกษตร (SSMAP) ผ่านเว็บไซต์ http://ssmap.doae.go.th/ssmap/ ในส่วนของผู้ใช้งานทั่วไป 2.ผ่านแอพพลิเคชั่น DOAE SMART CHECK โดยกดเลือกเมนู “แหล่งผลิต” และเข้าใช้งานระบบต่อที่เมนู “แหล่งรับซื้อ” ก็จะปรากฏแหล่งรับซื้อ ตามลำดับแหล่งที่อยู่ใกล้กับผู้ใช้งานมากที่สุดก่อน

โดยล่าสุดได้พัฒนาการแสดงผลของแหล่งรับซื้อผลผลิตและตลาดสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับเกษตรกรมากขึ้น ขณะนี้มีทั้งหมด 10 ประเภท คือ โรงสีข้าว 1817 แห่ง โรงงานแป้งมัน 96 แห่ง โรงงานน้ำตาล 53 แห่ง แหล่งรับซื้อข้าวโพด 145 แห่ง ลานมัน 114 แห่ง โรงงานมันเส้น 731 แห่ง โรงงานปาล์มน้ำมัน 136 แห่ง แหล่งรับซื้อ/โรงงานยางพารา 809 แห่ง แหล่งรับซื้อ/โรงงานลำไย 57 แห่ง โรงงานสับปะรด 26 แห่ง โดยในฐานข้อมูลและแสดงตำแหน่งที่ตั้ง ชื่อ/ร้านแหล่งรับซื้อ รวม 3,984 แห่ง

สำหรับผู้ที่สนใจแอพพลิเคชั่น DOAE SMART CHECK สามารถดาวน์โหลดได้จาก Play Store โดยค้นหาคำว่า “DOAE SMART CHECK” (เฉพาะระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์) ตรงนี้คาดว่าจะสามารถสร้างความสะดวก รวดเร็วในการติดต่อซื้อขายผลผลิตสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไปพร้อมๆ กัน