‘สมิทธ’เตือนแรง! น้ำเต็ม’เขาแหลม-ศรีนครินทร์’ ชี้ใกล้’รอยเลื่อนสะแกง’หวั่นดินไหวทำเขื่อนแตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355152

'สมิทธ'เตือนแรง! น้ำเต็ม'เขาแหลม-ศรีนครินทร์' ชี้ใกล้'รอยเลื่อนสะแกง'หวั่นดินไหวทำเขื่อนแตก

‘สมิทธ’เตือนแรง! น้ำเต็ม’เขาแหลม-ศรีนครินทร์’ ชี้ใกล้’รอยเลื่อนสะแกง’หวั่นดินไหวทำเขื่อนแตก

วันพุธ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 20.00 น.

“สมิทธ”เตือนแรง! น้ำเต็มเขื่อนเขาแหลม-เขื่อนศรีนครินทร์ อยู่ใกล้รอยเลื่อนสะแกง หากเกิดแผ่นดินไหวกระทบผนังเขื่อนแตกได้ ท่วมถึงกรุงเทพฯ ชี้องค์กรต่างประเทศเตือนทั่วโลกรับมือปีนี้น้ำมากผิดปกติ ทั้งแผ่นดินไหว ผลจากดวงดาวโคจรใกล้โลกมากขึ้น ส่งผลสภาพบรรยากาศรอบโลกผันแปร ฤดูต่างๆผิดเพี้ยนทุกทวีป

1 ส.ค.61 นายสมิทธ ธรรมสโรช อดีตประธานศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขอเตือนกรมชลประทาน ให้เร่งระบายน้ำจากเขื่อนที่มีน้ำเกินระดับกักเก็บ 80% อย่าคิดห่วงแต่ว่าจะแล้งไม่มีน้ำในชาวนาทำนา เพราะปีนี้ฝนมากทั่วโลก มีมากผิดปกติ ขนาดประเทศลาว ไม่คิดว่าจะมีฝนตกมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน จนทำให้เขื่อนแตกมาแล้ว ซึ่งประเทศไทยอยู่ใกล้เคียงได้รับอิทธิพลสภาพอากาศผันแปรได้รวดเร็วเช่นกัน และกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกคำประกาศเตือนเรื่องฝนมากมาตลอด กรมชลฯ ได้ปฏิบัติตามหรือไม่ รวมทั้งสถานการณ์แม่น้ำโขงสูงขึ้นด้วย เพราะมีฝนตกมากในลุ่มน้ำโขง ทำให้ฝนตกในภาคอีสาน ระบายน้ำได้ลำบากยิ่งขึ้น

“เขื่อนต่างๆ บริหารน้ำให้ดี อย่าให้เกิน 80% ตอนนี้ต้องปล่อยระบายออกมา หน้าฝนยังอยู่อีกหลายเดือน และปีนี้ องค์การต่างประเทศได้เตือนมาแล้วให้วางมาตรการรับมือการเปลี่ยนแปลงผันแปรทุกทวีป ทั้งมีฝนมาก เกิดแผ่นดินไหว จากการเคลื่อนตัวบรรยายกาศรอบโลกเปลี่ยนแปลง อาจเกิดจากการโคจรดวงดาวต่างๆ เข้ามาใกล้โลกมากขึ้น ทำให้ฤดูต่างๆ ผิดแปลกไป มีฝนมากกว่าทุกปี รวมทั้งพายุ อาจเข้ามาต่อ เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ กับทะเลจีนใต้ ถ้ามีมาทั้งสองทิศทางนี้ กทม.ท่วมเดือดร้อนแน่ คล้ายปี 54 ดังนั้น กรมชลฯ ไม่ต้องห่วง จะน้ำแล้งไม่พอทำนา ถ้าน้ำมาเยอะระบายไม่ทันเกิดความเสียหายมากกว่าน้ำไม่พอ” นายสมิทธ กล่าว

อดีตประธานศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ขนาดประเทศลาว ไม่คาดว่าฝนมากยังโดนน้ำไหลเข้ามาจนเขื่อนพัง และในขณะนี้ระดับน้ำแม่น้ำโขงสูงขึ้น การระบายน้ำออกจากแผ่นดินภาคอีสาน ภารเหนือ สู่แม่น้ำโขง ลำบากมาก จังหวัดที่ติดต่อประเทศลาว เขมร ได้รับผลกระทบหนัก

นายสมิทธ กล่าวว่า ตนห่วงเขื่อนวชิราลงกรณ (เขาแหลม) และเขื่อนศรีนครินทร์ มากที่สุด ปีนี้น้ำมาก และตั้งอยู่ใกล้รอยเลื่อนสะแกงด้วย รวมทั้งกำลังมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ กำลังมาจากมหาสมุทรอินเดีย ผ่านเทือกเขาตะนาวศรี เข้ามาเพิ่มน้ำภาคตะวันออก ภาคกลาง ทำให้ฝนมาก ทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ตอนกลาง กรุงเทพฯ ทำให้มีปริมาณน้ำสะสมในภาคกลาง กับฝนตกต่อเนื่องมามากๆ พร้อมๆ กัน เราไม่สามารถระบายสู่ทะเลได้ ส่งผล กทม.อยู่ในภาวะล้นตลิ่ง อาจเท่ากับปี 54 ดังนั้น อย่าได้ประมาท อย่าคิดว่าน้ำไม่พอใช้

“ปีนี้เปลี่ยนแปลงทุกทวีป ฝนตกหนัก น้ำท่วม ไม่เคยมากขนาดนี้ ทั้งประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เจอฝนมากผิดปกติ ถ้ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พายุในทะเลจีนใต้ ถ้าเข้ามาพร้อมกัน ประเทศไทยจะเดือดร้อนมาก ขอให้ติดตามการพยากรณ์กรมอุตุฯ อย่างใกล้ยิด มีเครื่องเรดาร์ตรวจจับมรสุม ปริมาณฝน จะรู้ล่วงหน้าเข้ามามากเกินกว่าระบายออกสู่ทะเล อีกทั้งเป็นห่วงคลื่นลมทะเลอย่าได้ประมาท ผมเคยทำหนังสือผู้ว่าฯ หาดใหญ่ ภูเก็ต ว่าถ้าชายฝั่งมีคลื่นสูง 2 เมตร ห่างชายฝั่ง 5 กม.ต้องระวังมาก มีคลื่นสูง 5 – 10 เมตร อาจโศกนาถกรรมเหมือนทัวร์จีน

ส่วนเขื่อนวชิราลงกรณ (เขาแหลม) และเขื่อนศรีนครินทร์ น่ากลัว ผมไม่อยากเตือนเรื่องไม่ดี แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องเตรียมให้พร้อม หากมีแผ่นดินไหวในพม่าตอนใต้ จะกระทบผนังเขื่อน ต้องระวังให้มาก น้ำในเขื่อนเวลากระฉอกช่วงเกิดแผ่นดินไหว เหมือนขยับอ่างน้ำขึ้นลง มีคลื่นมากระทบขอบอ่าง ตัวคลื่นกระทบสันเขื่อน ทำให้เขื่อนแตกร้าวได้ จากที่ผนังเขื่อนเคยได้รับผลกระทบมาแล้วในอดีตมีแผ่นดินไหวที่กรุงย่างกุ้ง ซึ่งนักธรณีวิทยาเคยพยากรณ์ว่า หากมีแผ่นดินไหวตอนใต้พม่าอีก จะกระทบ 2 เขื่อน ทำให้ท่วมมาถึงกรุงเทพฯ” นายสมิทธ กล่าว

‘อธิบดีปศุสัตว์’สั่งฟัน2ฟาร์มหมูฉะเชิงเทราลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง อายัด1,089ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355049

'อธิบดีปศุสัตว์'สั่งฟัน2ฟาร์มหมูฉะเชิงเทราลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง อายัด1,089ตัว

‘อธิบดีปศุสัตว์’สั่งฟัน2ฟาร์มหมูฉะเชิงเทราลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง อายัด1,089ตัว

วันพุธ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 15.33 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”สั่งฟัน2ฟาร์มหมูฉะเชิงเทรา ลอบใช้”สารเร่งเนื้อแดง” อายัด”หมู”1,089ตัว จัดชุดเฉพาะกิจระดมลงพื้นที่x-rayแหล่งเลี้ยงหมูทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ สั่งการให้ นายสัตวแพทยจีรศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ พร้อมด้วยชุดเฉพาะกิจปราบปรามการใช้สารเร่งเนื้อแดงกรมปศุสัตว์ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จาก สพส. , อยส. , สนง.ปศข.2 , กลุ่มด่านกักกันสัตว์ที่ 7 , กลุ่มด่านกักกันสัตว์ที่ 6 , กลุ่มด่านกักกันสัตว์เขต 1 , กลุ่มด่านกักกันสัตว์ที่2 รวมกว่า 100 นาย เข้าตรวจสอบฟาร์มและโรงฆ่าสัตว์ ใน อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อตรวจปัสสวะสุกรด้วยชุดทดสอบภาคสนาม (strip test)

โดยปฏิบัติงานในพื้นที่อำเภอเมือง ดังนี้ 1.ผลดำเนินการเข้าตรวจสอบฟาร์มสุกร จำนวน 5 ฟาร์ม สุกร รวม 7,659 ตัว พบผลบวกต่อสารเร่งเนื้อแดง จำนวน 2 ฟาร์ม จึงได้อายัดสุกร จำนวน 1,089 ตัว (คิดเป็น 14%) 2.ผลดำเนินการเข้าตรวจโรงฆ่าสุกร จำนวน 8 แห่ง สุกร รวม 160 ตัว ให้ผลเป็นลบทั้งหมด 8 แห่ง โดยปัสสาวะที่ให้ผลบวกจะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติหากผลตรวจยืนยันว่าพบสารเร่งเนื้อแดงจะดำเนินคดีต่อไป

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้จะเป็นการตรวจสอบอย่างละเอียด เข้มข้น และครอบคุมทุกพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสุกรหนาแน่น และในโรงฆ่าสัตว์ รวมถึงสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ด้วย ซึ่งนอกจากปฏิบัติการในพื้นที่ จ.นครปฐม แล้ว จะขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ด้วย ซึ่งจะปฎิบัติอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เนื่องจากสัตว์ที่มาจากฟาร์มที่ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ที่บริโภคผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์ดังกล่าว

โดยการกระทำดังกล่าวข้างต้น เป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ หากพบเห็นการกระทำผิดโปรดแจ้งเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) “DLD 4.0” ที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

รายงานพิเศษ : สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’ปลูกป่า สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ-เพิ่มโอกาสปฏิบัติการฝนหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354855

รายงานพิเศษ : สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’ปลูกป่า สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ-เพิ่มโอกาสปฏิบัติการฝนหลวง

รายงานพิเศษ : สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’ปลูกป่า สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ-เพิ่มโอกาสปฏิบัติการฝนหลวง

วันพุธ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร บูรณาการร่วมกับ 11 หน่วยงาน ร่วมสืบสานศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันพระราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 10 จัดโครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงฯ

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง สืบสาน “ศาสตร์พระราชา” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ณ เขื่อนวชิราลงกรณ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ว่า โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติวันพระราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 10 และเป็นการน้อมนำแนวคิด “สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ สืบสานศาสตร์พระราชา” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศให้มากขึ้น เพื่อช่วยในการเพิ่มโอกาสให้เกิดฝน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการปฏิบัติการฝนหลวงให้ประสบผลสำเร็จเพิ่มขึ้น และมีการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมให้สามารถกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมกับการสร้างผืนป่าให้เกิดความชุ่มชื้นเพื่อเป็นการเพิ่มป่าต้นน้ำ เพิ่มพื้นที่ป่าชุมชน ตลอดจนการปลูกป่าไม้ ป่าเศรษฐกิจ ป่าชุมชน และไม้ยืนต้น บริเวณหัวไร่ปลายนา และยังเป็นแหล่งอาหารสัตว์ป่าในการดำรงชีวิต การใช้ประโยชน์สำหรับชุมชน ที่สำคัญโครงการนี้เป็นการฟื้นฟูทำให้ทรัพยากรป่าไม้ในประเทศได้กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า จากวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรป่าไม้ที่ถูกทำลายซึ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่ลดลง ส่งผลต่อกระบวนการเกิดฝนและปริมาณน้ำฝนตามธรรมชาติเกิดความผิดปกติ จึงมีความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้การฟื้นฟูผืนป่าเกิดประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ อีกทั้งเมื่อป่าเกิดความสมบูรณ์ก็จะทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยการเพิ่มโอกาสสำหรับการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงให้ประสบความสำเร็จเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ การดำเนินโครงการ แบ่งเป็น 3 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย 1) กิจกรรมพิธีเปิดโครงการ (19 กรกฎาคม 2561) ณ บริเวณเขื่อนวชิราลงกรณ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี 2) กิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้น ดำเนินการตั้งแต่เริ่มเปิดปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2561 (วันที่ 1 มีนาคม – 30 กันยายน 2561) โดยร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน อาทิ ศูนย์ปฏิบัติงานฝนหลวงทั่วประเทศ สถานศึกษา อาสาสมัครฝนหลวงภูมิภาคต่างๆ เป็นต้น และ 3) กิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 5 ภูมิภาค ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2561 โดยดำเนินการพร้อมกับการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน

“กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังได้จัดทำแอพพลิเคชั่นระบบติดตามการปลูกต้นไม้ “Collector for ArcGIS” เพื่อช่วยติดตามและประเมินผลการดำเนินงานโครงการดังกล่าวด้วยตนเอง เพิ่มความสะดวกในการติดตามข้อมูลการปลูกต้นไม้ได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น อาทิ พื้นที่ปลูก ชื่อผู้ปลูก ชื่อต้นไม้ที่ปลูก การดูแลรักษา เป็นต้น ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทางเว็บไซต์/เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และการรายงานข่าวการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย”นายสุรสีห์ กล่าวทิ้งท้าย

ลุยพัฒนาแหล่งน้ำ9โครงการ ‘บิ๊กฉัตร’สั่งเดินหน้าก่อสร้างปี’62 เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์8.4แสนไร่ แก้ไขปัญหา‘น้ำท่วม-ภัยแล้ง’ถาวร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354852

x

ลุยพัฒนาแหล่งน้ำ9โครงการ ‘บิ๊กฉัตร’สั่งเดินหน้าก่อสร้างปี’62 เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์8.4แสนไร่ แก้ไขปัญหา‘น้ำท่วม-ภัยแล้ง’ถาวร

วันพุธ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“บิ๊กฉัตร” ใส่เกียร์เดินหน้าก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ 9 โครงการในปี 2562 ยึดตาม Area Based เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 8.4 แสนไร่ แก้ไขน้ำท่วม-ภัยแล้งถาวร

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ภายใต้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญให้เป็นไปตามมติ กนช. ที่ต้องการขับเคลื่อนโครงการสำคัญให้ได้จนถึงขั้นตอนการก่อสร้าง ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดพื้นที่การแก้ไขอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ (Area Based) 66 พื้นที่ รวม 29.70 ล้านไร่ พบว่า มีโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ซึ่งเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (ปี 2561 – 2580) รวมทั้งสิ้นกว่า 300 โครงการ โดยในช่วงปี 2562 – 2565 มีโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญจำนวน 31 โครงการ แบ่งเป็นภาคเหนือ 4 โครงการ ภาคกลาง 13 โครงการ ภาคอีสาน 10 โครงการ ภาคตะวันออก 2 โครงการ และภาคใต้ จำนวน 2 โครงการ

สำหรับในปี 2562 รัฐบาลจะเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมจำนวน 9 โครงการ เมื่อโครงการแล้วเสร็จสามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้ 379 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 840,201 ไร่ ได้แก่ 1.โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช 2.โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างจ.หนองคาย 3.โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เลย 4.โครงการประตูระบายน้ำน้ำพุง-น้ำก่ำ จ.สกลนคร 5.โครงการประตูระบายน้ำบ้านก่อ จ.สกลนคร 6.โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ 7.โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) จ.ชัยภูมิ 8.โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงตอนล่าง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ และ 9. โครงการคลองระบายน้ำ บางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้ในการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญครั้งนี้ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์น้ำที่ได้กำหนดเป้าหมายเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรกเป็นระยะเร่งด่วนปี2558-59 โดยพัฒนาโครงการขนาดเล็กที่ทำได้ทันที เช่น แก้มลิง สระน้ำในไร่นา การเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม พร้อมศึกษาเตรียมความพร้อมโครงการขนาดใหญ่ โครงการสำคัญที่มีผลกระทบ ระยะที่2เป็นระยะสั้นปี 2560-61 เริ่มพัฒนาโครงการขนาดกลาง และทำแผนแม่บทพัฒนาลุ่มน้ำทั้งระบบ เช่น แผนบรรเทาอุทกภัยเจ้าพระยา การศึกษาพื้นที่ Area Based การก่อสร้างอ่างฯ 4 แห่ง ใน จ.จันทบุรี เพื่อรองรับการเติบโตของภาคตะวันออก อ่างเก็บน้ำป่าละอู อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ่างเก็บน้ำน้ำปี้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พะเยา

“ระยะที่ 3 เป็นระยะกลางปี 2562-2565 เพื่อพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ โครงการสำคัญ โดยเร่งทำความเข้าใจกับชุมชน ควบคู่กับการสำรวจออกแบบโครงการอย่างรอบคอบ เช่น คลองระบายน้ำหลากบางไทร – บางบาล ดังนั้น เพื่อรับฟังปัญหาอุปสรรคและหาแนวทางแก้ไขร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ผมจะลงพื้นที่ติดตามโครงการที่เริ่มก่อสร้างไปแล้วบางส่วน โดยจะเริ่มติดตามโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรเป็นแห่งแรก และจะลงติดตามทุกเดือนตามความเหมาะสมต่อไป”พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

ส่องเกษตร : เตรียมให้พร้อมรับมือ‘น้ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354850

449007

ส่องเกษตร : เตรียมให้พร้อมรับมือ‘น้ำ’

วันพุธ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สถานการณ์“น้ำ”ช่วงนี้ เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะน้ำท่วมรุนแรงในหลายพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกับชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะเสียหายต่อพื้นที่การเกษตร

ต้องยอมรับว่า มีความหวั่นผวาของผู้คนอยู่มาก เพราะภาพอันน่ากลัวยังคงติดตากรณี“เขื่อนแตก”ที่เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยในลาว ประเทศบ้านพี่เมืองน้องของไทยเรา ที่จนถึงวันนี้ยังต้องระดมความช่วยเหลือกันไม่เสร็จ ประกอบกับในไทยเอง ฝนฟ้ายังคงตกหนักหลายภาคโดยเฉพาะภาคเหนือกับภาคอีสาน ซึ่งฤดูฝนปีนี้ นอกจากฝนตกชุกตามฤดูกาลลากยาวไปถึงราวๆตุลาคมแล้ว ยังมีโอกาสเจอพายุดีเปรสชั่นผสมโรงอีกหลายลูกได้ ขณะเดียวกันมีกระแสข่าวว่า ประเทศจีนก็เร่งระบายน้ำจากเขื่อนยักษ์สามผา ปล่อยลงมาทำให้ระดับน้ำแม่น้ำโขงสูงขึ้นมาก เนื่องจากจีนก็โดนพายุถล่มอ่วม ทำให้มีปริมาณน้ำในเขื่อนสูงลิ่วเช่นกัน

ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว รมว.เกษตรและสหกรณ์-กฤษฎา บุญราช จึงสั่งการด่วนที่สุดถึงอธิบดีกรมชลประทาน-ทองเปลว กองจันทร์ ให้กรมชลประทานเฝ้าระวังสถานการณ์“น้ำ”ในลุ่มน้ำต่างๆและดูแลซ่อมบำรุง“เขื่อน” อ่างเก็บน้ำใหญ่น้อยทั้งหมดกว่า 1,600 แห่งทั่วประเทศ ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรงที่สุด ต้องคอยตรวจตราอย่างเคร่งครัด ส่วนไหนชำรุดเสียหายต้องเร่งซ่อมแซมโดยเร็วที่สุด

ทั้งสั่งให้เพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างสำนักชลประทานต่างๆ กับศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ให้มากขึ้นและเชื่อมโยงกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดฝนตกหนัก จะได้กำหนดการบริหารจัดการน้ำได้อย่างเป็นระบบและรวดเร็ว ไม่ให้น้ำล้นตลิ่ง ล้นอ่างเก็บน้ำ หรือล้นจนเขื่อนชำรุด

ส่วนอธิบดีกรมชลประทาน-ทองเปลว กองจันทร์รับบัญชามาแล้ว ก็สั่งการต่อไปยังสำนักชลประทานต่างๆให้ทุกเขื่อนเพิ่มความถี่การตรวจตรา โดยจัดเจ้าหน้าที่ประจำเฝ้าติดตามตลอด 24ชั่วโมงและสามารถประสานกับศูนย์ SWOC ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกับเตรียมเครื่องมือ เช่น เครื่องสูบน้ำท้ายเขื่อนมากขึ้นอีกเท่าตัว เพื่อใช้ผลักดันน้ำ กรณีที่ฝนตกหนัก

ทั้งนี้ การตรวจเขื่อนทำด้วยเครื่องมือตรวจสอบพฤติกรรมเขื่อน (Dam Instrument)ที่สามารถตรวจการเคลื่อนตัวและการไหวตัวของเขื่อน, ตรวจสอบปริมาณน้ำที่ซึมออกท้ายเขื่อนว่า เกินเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ รายงานผ่านระบบอินเตอร์เนตแบบ Real Time หากมีความผิดปกติจะทราบทันที แล้วยังใช้วิธีเดินสำรวจตรวจสอบด้วยตาเปล่าว่า เกิดการเซาะและเกิดรูโพรงหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เขื่อนถูกทำลาย

จากการตรวจสอบและเตรียมพร้อมเฝ้าระวังเข้มงวดนี้ ประกอบกับปริมาณน้ำโดยรวมของเขื่อนทั้งหมดทั่วประเทศ ที่ล่าสุด เขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำทั้งหมด 49,466 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 65%ของปริมาณความจุ ถึงแม้จะมีปริมาณน้ำมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงประมาณ 5,203 ล้าน ลบ.ม.และยังมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนวันละ 517.22 ล้านลบ.ม. ขณะที่ระบายออกวันละ 185.27 ล้านลบ.ม….แต่ก็ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมากถึง 26,541 ล้านลบ.ม.

ด้วยการเตรียมพร้อมและความจุของเขื่อนที่ยังรองรับน้ำได้อีกไม่น้อยนี่เอง ทำให้อธิบดีทองเปลวมีความมั่นใจ กล้ายืนยันว่า จะไม่เกิดปัญหา “เขื่อนแตก” หรือเขื่อนพังอย่างแน่นอน โดยเขื่อนทั้งหมดภายใต้กาลดูแลกรมชลประทาน มีเขื่อนขนาดใหญ่ 25 แห่ง เขื่อนขนาดกลาง 478 แห่งและเขื่อนขนาดเล็ก 1,097 เขื่อน มีสภาพพร้อมใช้งาน และมั่นคงแข็งแรงดี

ได้เห็นข้อมูลและการเตรียมพร้อมเหล่านี้แล้ว คงทำให้เกิดความสบายใจกันได้มากพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับเกษตรกรที่อยู่ในฤดูกาลเพาะปลูกช่วงนี้ ก็ไม่สมควรนิ่งนอนใจ จนประมาทเกินไปเพราะน้ำฝน น้ำหลาก น้ำนอกระบบเขื่อนอื่นๆยังมีปริมาณมาก ล้วนมีโอกาสเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายแก่พืชผลที่ลงแรงเพาะปลูกไปแล้วได้ จึงควรต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือล่วงหน้าให้ดีด้วย…ขอให้พี่น้องเกษตรกรทุกคนโชคดีครับ

ทิ้งท้าย มีข่าวสั้นๆของอดีตผู้ใหญ่ผู้น่านับถือในกระทรวงเกษตรฯที่เกษียณไปแล้ว คือ คุณอภิชาต จงสกุล อดีตอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินและอดีตเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ล่าสุดเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับรองเลขาฯใหม่อีก 3 ท่านคือ คุณสุวัฒน์ จิราพันธุ์ อดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ,คุณเทิดศักดิ์ บุณยขจร ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ และคุณเดชพล ฐิตยารักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาโครงการจากสภาพัฒน์

นับว่าพวกท่านเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าของสังคม แม้จะเกษียณแล้ว ก็ยังมีสติปัญญาที่จะทำงานพัฒนาเพื่อช่วยเหลือสังคมไทยต่อไปได้ ขอชื่นชมด้วยครับ

สาโรช บุญแสง

นครปฐมยกระดับสมาชิกสหกรณ์ เปิดหลักสูตรติวเข้มพัฒนาอาชีพสู่‘Smart Farmer’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354851

x

นครปฐมยกระดับสมาชิกสหกรณ์ เปิดหลักสูตรติวเข้มพัฒนาอาชีพสู่‘Smart Farmer’

วันพุธ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอุไร ทับเทศ สหกรณ์จังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบายในการพัฒนาเกษตรกรเพื่อให้เป็น Smart Farmer โดยมี Smart officer เป็นเพื่อนคู่คิด เพื่อให้เกษตรกรไทย มีความพร้อมด้านความรู้ความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร สอดคล้องกับวิถีชีวิต และลักษณะการประกอบอาชีพของแต่ละบุคคล มีการให้ความสำคัญในการใช้องค์ความรู้และข้อมูลในการตัดสินใจ อีกทั้งนำเทคโนโลยีภูมิปัญญา และวิธีการปฏิบัติที่ดีมาใช้ หรือพัฒนา โดยตระหนักถึงคุณภาพและปริมาณความต้องการของตลาด รวมถึงความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

สหกรณ์จังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เล็งเห็นว่า การที่จะให้เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์เกิดความเข้มแข็งมีคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากมีความรู้ด้านการสหกรณ์เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามวิธีการสหกรณ์แล้ว ควรจะมีความรู้ด้านต่างๆที่เหมาะสมได้แก่ความรู้เรื่องการเกษตรที่ตนทำอยู่มีข้อมูลเพื่อให้ประกอบการตัดสินใจในการผลิตและการตลาด รวมทั้งตระหนักถึงคุณภาพของสินค้าเกษตรที่ผลิตและความปลอดภัยต่อผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้า สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ไปยังเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์รายอื่นได้

ดังนั้น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ภายใต้กิจกรรมหลักพัฒนาสมาชิกสหกรณ์เป็นสมาชิกเกษตรกรปราดเปรื่อง ซึ่งประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) และกิจกรรมปรับแนวคิดเพื่อก้าวสู่การเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เยาวชนสหกรณ์ และทายาทเกษตรกรได้รับการพัฒนาไปสู่ปราดเปรื่อง (Smart Farmer) เพื่อพัฒนาเกษตรกรสมาชิกให้มีศักยภาพด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด และมีคุณสมบัติของเกษตรกรปราดเปรื่อง โดยมีสมาชิกสหกรณ์เมืองนครปฐม จำกัด สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด และสหกรณ์การเกษตรบางเลน จำกัด ร่วมอบรม ณ สหกรณ์เมืองนครปฐม จำกัด จังหวัดนครปฐม

11เขื่อนวิกฤต! กรมชลฯเผยน้ำสูงเกินเกณฑ์ควบคุม สั่งกฟผ.เพิ่มระบายน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354902

11เขื่อนวิกฤต! กรมชลฯเผยน้ำสูงเกินเกณฑ์ควบคุม สั่งกฟผ.เพิ่มระบายน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ

11เขื่อนวิกฤต! กรมชลฯเผยน้ำสูงเกินเกณฑ์ควบคุม สั่งกฟผ.เพิ่มระบายน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ

วันอังคาร ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 19.27 น.

กรมชลฯเผยเขื่อนใหญ่11แห่งมีน้ำสูงเกินเกณฑ์ควบคุม เร่งทำโมเดลจำลองสถานการณ์น้ำไหลเข้าเขื่อนปี54-57 สั่งกฟผ.เพิ่มระบายน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ เป็นวันละ36ล้านลบ.ม.เพื่อรักษาระดับน้ำในเขื่อนในระดับที่ปลอดภัย ส่งหนังสือถึงผู้ว่าฯกาญจน์รีบแจ้งเตือนประชาชนท้ายน้ำ

31 ก.ค.61 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 51,677 ล้าน ลบ.ม.หรือ 68% ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้รวม 27,757 ล้าน ลบ.ม.หรือ 53% ยังรับน้ำได้อีก 24,331 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ สำหรับ4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำรวม 14,253 ล้าน ลบ.ม.หรือ 57% เป็นน้ำใช้การ 7,557 ล้าน ลบ.ม.ยังรับน้ำได้อีก 10,618 ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักในบางแห่ง ส่งผลให้เขื่อนขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม มี 11 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่งัดสมบูรณ์ชล , น้ำอูน , น้ำพุง , จุฬาภรณ์ , อุบลรัตน์ , ลำปาว , ลำพระเพลิง , ป่าสักชลสิทธิ์ , วชิราลงกรณ , แก่งกระจาน และปราณบุรี โดยมีทำการจำลองปริมาณน้ำในช่วงฤดูฝนจากเครื่องมือ ROS จำนวน 3 สถานการณ์ เทียบปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างปี 2554 , 2557 และปีเฉลี่ย นำมาบริหารจัดการเพื่อใช้เป็นการระบายน้ำเขื่อนขนาดใหญ่ ที่มีปริมาณน้ำในอ่างฯ สูงกว่าเกณฑ์ควบคุม เพื่อเป็นการพร่องน้ำให้อยู่ในเกณฑ์เก็บกัก รวมทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ที่มีระดับน้ำเก็บกักมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จะรักษาปริมาณน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 70 – 80 และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลเข้ามากกว่าความจุอ่างฯสองเท่า ให้รักษาปริมาณน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 60 – 70 เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพของตัวเขื่อน

สำหรับสถานการณน้ำในเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี หลังจากเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบน ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนวชิราลงกรณเป็นจำนวนมาก ปริมาณน้ำในเขื่อนได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน 123 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำในอ่างฯ อยู่ที่ 7,146 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 81 ของความจุอ่างฯ มีการระบายน้ำออกจากอ่างฯ วันละ 28 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ จากการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ มีมติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ (กฟผ.) เพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนวชิราลงกรณ เป็นวันละ 36 ล้าน ลบ.ม.ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อรักษาระดับน้ำในเขื่อนให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย และรักษาเสถียรภาพของเขื่อนให้สามารถรองรับปริมาณน้ำจากฝนที่จะตกลงมาในพื้นที่ได้อีกในระยะต่อไป สำหรับการเพิ่มการระบายน้ำในครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบผลต่อกลุ่มผู้ใช้น้ำที่อยู่ทางด้านท้ายเขื่อน กรมชลประทานจึงมอบหมายให้ กฟผ.ทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อชี้แจงพร้อมทำความเข้าใจต่อกลุ่มผู้ที่อาจได้รับผลกระทบทราบต่อไปแล้ว

“ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำ ที่อาจมีผลกระทบต่อพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเดิม ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ จัดเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ในพื้นที่ หากเกิดฝนตกหนักจะได้เข้าไปแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งได้กำชับให้ติดตามตรวจสอบอาคารและระบบชลประทาน ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา ควบคุมและรักษาระดับน้ำในเขื่อนต่างๆให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด อีกทั้ง จัดเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือ อาทิ เครื่องสูบน้ำ 1,851 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 317 ชุด รถบรรทุก/ยานพาหนะ 324 คัน ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ในเขตสำนักงานชลประทานต่างๆ รวมทั้งสิ้น 2,803 หน่วย เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่เสี่ยงภัยได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ” นายทวีศักดิ์ กล่าว

โครงการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ หัวใจการขับเคลื่อนปัญหาน้ำของประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354798

โครงการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ หัวใจการขับเคลื่อนปัญหาน้ำของประเทศ

โครงการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ หัวใจการขับเคลื่อนปัญหาน้ำของประเทศ

วันอังคาร ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 15.36 น.

ต้องถือว่า รัฐบาลคสช.สร้างผลงานการแก้ไขปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบเห็นเนื้อเห็นหนังได้เต็มที่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจใช้มาตรา 44 จัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการร่วมกับ 38 หน่วยงาน 7 กระทรวง เมื่อปลายปี 2560

ทันทีที่ขึ้นบริหารประเทศ เมื่อปี 2557  รัฐบาลคสช.เร่งสร้างผลงานด้วยโครงการที่ถือเป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วน (พ.ศ.2558-2559) ส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็ก ลงมือทำได้ทันที เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชน เช่น แก้มลิง สระน้ำในไร่นา ตามมาด้วยการเสริมประสิทธิภาพความจุอ่างเก็บน้ำเดิม ซึ่งเป็นวิธีการเพิ่มปริมาณน้ำที่ง่ายและเร็วที่สุด โดยไม่ต้องรอการก่อสร้างโครงการใหม่ๆซึ่งต้องใช้เวลานานทั้งจากการศึกษาความเหมาะสมและการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม  ขณะเดียวกัน ให้ศึกษาเตรียมความพร้อมโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญด้วย

ก่อนจัดตั้งสทนช.ไม่นานได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะสั้น (พ.ศ.2560-2561) โดยเริ่มพัฒนาโครงการขนาดกลาง และทำแผนแม่บทพัฒนาลุ่มน้ำทั้งระบบ เช่น แผนบรรเทาอุทกภัย-ภัยแล้งในลุ่มเจ้าพระยา การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่งใน จ.จันทบุรี ได้แก่ อ่างเก็บน้ำประแกด อ่างเก็บน้ำพะวาใหญ่ อ่างเก็บน้ำแก่งหางแมว และอ่างเก็บน้ำวังโตนด เพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

เมื่อจัดตั้งสทนช.สำเร็จ จึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะกลาง (พ.ศ.2562-2565) เพื่อพัฒนาโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ โดยเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนในท้องถิ่น ควบคู่กับการสำรวจออกแบบโครงการ เช่น คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โครงการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เลย เป็นต้น

“การขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญครั้งนี้ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์น้ำของรัฐบาล (พ.ศ.2561-2580) ผมเองจะร่วมรับฟังปัญหาอุปสรรคและหาแนวทางแก้ไข โดยจะลงพื้นที่ติดตามโครงการคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร เป็นแห่งแรกในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ภายใต้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)กล่าว

ถ้าดูตามแผนยุทธศาสตร์ ที่แบ่งซอยเป็นระยะๆแล้ว เป็นท่าทีที่รัฐบาลคสช.ขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน ไม่เน้นเฉพาะอันใดอันหนึ่งแต่รวมหมดทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสูตรสำคัญสำหรับประเทศไทยที่ไม่อาจแยกดำเนินการเฉพาะโครงการขนาดใดขนาดหนึ่งโดยสิ้นเชิงได้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ (Area based) ซึ่งมีความหลากหลาย ตั้งแต่พื้นที่ขนาดเล็กระดับชุมชน จนถึงจังหวัด และกลุ่มจังหวัดตามขนาดของลุ่มน้ำ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญในแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) มีด้วยกันทั้งสิ้นกว่า 300 โครงการ เฉพาะที่จะพัฒนาในแผนยุทธศาสตร์ระยะกลาง (พ.ศ.2562-2565) มีจำนวน 31 โครงการ แบ่งเป็นภาคเหนือ 4 โครงการ ภาคกลาง 13 โครงการ ภาคอีสาน 10 โครงการ ภาคตะวันออกและภาคใต้ ภาคละ 2 โครงการ

“ประเดิมในปี 2562 รัฐบาลจะเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดรูปธรรมจำนวน 9 โครงการเมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มปริมาณน้ำได้ถึง 370 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์ 840,201 ไร่”

ทั้งนี้ โครงการขนาดใหญ่และขนาดสำคัญทั้ง 9 โครงการประกอบด้วย 1.โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ 2.โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จ.หนองคาย 3.โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เลย  4.โครงการประตูระบายน้ำน้ำพุง-น้ำก่ำ จ.สกลนคร 5.โครงการประตูระบายน้ำบ้านก่อ จ.สกลนคร6.โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ 7.โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1 ) จ.ชัยภูมิ 8.โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงตอนล่าง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ และ9.โครงการคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

โครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญไม่อาจขับเคลื่อนโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งตามลำพังอีกแล้ว หากเป็นโครงการที่รัฐบาลต้องออกแรงขับเคลื่อนเองโดยตรง โดยผ่านการบูรณาการทุกส่วนโดยสทนช.ที่จัดตั้งขึ้นมา ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อให้โครงการสามารถเดินได้และเกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

เป็นก้าวใหญ่ๆ ของรัฐบาลคสช.ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด

ประมงก่อหวอด ขู่หยุดออกทะเลจับปลา 1สค.ยื่นหนังสือถึงบิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354671

ประมงก่อหวอด  ขู่หยุดออกทะเลจับปลา  1สค.ยื่นหนังสือถึงบิ๊กตู่

ประมงก่อหวอด ขู่หยุดออกทะเลจับปลา 1สค.ยื่นหนังสือถึงบิ๊กตู่

วันอังคาร ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ประมงเตรียมประท้วงทั้งประเทศ ดีเดย์ 1 สิงหาคมจี้รัฐแก้ปัญหาเดือดร้อน ทั้งด้านการขาดแคลนแรงงาน รวมทั้งข้อตกลงที่รัฐบาลจะซื้อเรือคืน

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม นายบุญชู แพใหญ่ นายกสมาคมประมงจังหวัดพังงา พร้อมด้วยสมาชิกสมาคมเรือประมง

เจ้าของเรือประมง แพปลา แม่ค้ารับซื้อปลา และผู้ประกอบธุรกิจประมง และประมงพื้นบ้านในพื้นที่ จ.พังงา ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อหามติสรุปผลการยื่นหนังสือให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด(ผวจ.)พังงา ก่อนที่ทางรัฐบาลผ่านการเห็นชอบข้อกฎหมาย และระเบียบ ที่ศาลาหมู่บ้านทับละมุ ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา

ทั้งนี้ ในวันที่ 1 ส.ค.61 ชาวประมงจังหวัดพังงาเตรียมรวมตัวเพื่อไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่าน ผวจ.พังงา เพื่อให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมง และขอคำตอบภายใน 7 วัน หากไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหา ชาวประมงทั่วประเทศจะพร้อมใจกันจอดเรือ หยุดทำการประมงประท้วงรัฐบาล

สำหรับข้อเรียกร้องของชาวประมงที่จะให้ดำเนินการแก้ไข ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย โดยผู้แทนสมาคมประมงจากทั่วประเทศเข้าร่วมการประชุม โดยมีข้อเรียกร้องที่ขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา ดังนี้

1.การขาดแคลนแรงงาน ขอให้ใช้มาตรา 83 พรก.ประมง เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เป็นการช่วยให้ภาคการประมงประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยขอให้เปิดให้คนต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยอย่างผิดกฎหมาย และเปิดโอกาสให้บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ทำบัตรซีบุ๊คได้ เพื่อทำงานในเรือประมง ซึ่งมีความต้องการแรงงาน จำนวน 50,000 คน และให้มาตรการเปิดใช้ตลอดระยะเวลา 2 ปี

2.การซื้อเรือคืน ขอให้หน่วยงานของรัฐเร่งดำเนินการเรื่องการซื้อเรือคืนโดยเร็วที่สุด

3.กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องปัญหาของกฎและระเบียบต่าง ๆของกรมสวัสดิการ ฯ ที่ออกมาบังคับใช้กับผู้ประกอบการเรือประมงในช่วงระยะหลัง ไม่สอดคล้องกับการประกอบอาชีพฯทำให้เกิดปัญหา ตลอดกฎต่าง ๆ ที่ออกมาเกินข้อกำหนดของอนุสัญญาต่าง ๆ

4.กรมเจ้าท่า ขอให้เร่งรัดการแก้ไข ปรับปรุง กฎข้อบังคับการตรวจเรือที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นไปหลายเดือนแล้ว

5.กรมประมงขอให้แก้ไขปัญหากฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆของกรมประมงที่เป็นปัญหาต่อการปฏิบัติของชาวประมงในหลาย ๆ ฉบับ PIPO ขอให้แก้ไขปัญหาในการแจ้งเข้า – ออก เนื่องจากแต่ละหน่วยและเจ้าหน้าที่แต่ละศูนย์ปฏิบัติไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน แม้จะมีการร่วมกันจัดทำคู่มือแนวการปฏิบัติแล้วก็ตาม VMS ปัญหาค่าบริการรายเดือนของอุปกรณ์ VMS ที่ชาวประมงต้องรับภาระในช่วงที่เรือจอด

ในขณะเดียวกันสมาชิกชาวประมงทั่วประเทศ มีมติคัดค้านการที่รัฐบาลจะไปให้สัตยาบันเพื่อรับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 188 (C.188) โดยสมาคมประมงทั่วประเทศทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล จะมีหนังสือคัดค้าน และนำไปยื่นที่ทำเนียบรัฐบาลพร้อมกันใน 1 สิงหาคม 2561 เวลา 09.00 น. และสมาชิกชาวประมงทั่วประเทศ มีมติให้ยกร่างกฎหมายประมงฉบับชาวประมง และสมาคมเรือประมงจังหวัดพังงามาเชิญชวนชาวประมงและผู้เกี่ยวข้องใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนรวมตัวกันล่ารายชื่อไม่น้อยกว่า 10,000 รายชื่อ

ปศุสัตว์เร่งสอบ ฝูง‘นกปากห่าง’ อพยพโผล่ลับแล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/354593

x

ปศุสัตว์เร่งสอบ ฝูง‘นกปากห่าง’ อพยพโผล่ลับแล

วันอังคาร ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.
นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ ได้เข้าทำการตรวจสอบกรณีข่าวฝูงนกกระยางขาวและนกปากห่างจำนวนมากอพยพมาอาศัยที่บริเวณบ้านพระแท่น หมู่ 6 ต.ทุ่งยั้ง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งได้สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ละแวกดังกล่าว โดยเบื้องต้น สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอุตรดิตถ์ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอลับแล ด่านกักกันสัตว์อุตรดิตถ์ และผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล ได้ร่วมกันดำเนินการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วบริเวณที่พบฝูงนกกระยางขาวและนกปากห่างในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างซากนกกระยางขาว 2 ตัวอย่าง ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการทางสัตวแพทย์ภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก นอกจากนี้ ได้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิธีการป้องกัน/หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับซากสัตว์ปีกที่ตายโดยตรง ให้แก่ชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวด้วย เพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรคระบาดในสัตว์ปีก และการระบาดของโรคจากสัตว์ปีกสู่คน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือเกษตรกรหรือประชาชนทั่วไป หากพบสัตว์ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่านำซากสัตว์เหล่านั้นไปบริโภค ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์โดยด่วน เพื่อไปชันสูตรหาสาเหตุการตาย เก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ