เลาะรั้วเกษตร : จับตาภัยพิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355326

281225166

เลาะรั้วเกษตร : จับตาภัยพิบัติ

วันศุกร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พี่น้องชาว สปป.ลาว ที่ประสบกับภัยพิบัติจากเขื่อน เซเปียน- เซน้ำน้อย ในแขวงอัตตะปือ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของ สปป.ลาวแตก ผสมโรงกับฝนตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้มวลน้ำมหาศาล ไหลทะลักพาดินโคลนท่วมบ้านเรือนราษฎร และพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหาย จนป่านนี้ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้ โดยเฉพาะมีผู้คนและสัตว์เลี้ยงเสียชีวิต และสูญหายจำนวนมาก ราษฎรไร้ที่อยู่อาศัยหลายพันครอบครัว

ยังมีภัยพิบัติเกิดขึ้นในประเทศต่างๆอีกมากมายในเวลานี้ จนทำให้หลายคนกังวลว่า หรือจะถึงเวลาที่ธรรมชาติจะเอาคืนจากชาวโลก ไม่ว่าจะเป็น คลื่นความร้อน และพายุรุนแรงที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ไฟป่าที่กรีซ และแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา อุทกภัยในอินเดีย จีน และพม่า รวมทั้งล่าสุด แผ่นดินไหวที่อินโดนีเซีย

ภัยพิบัติแต่ละแห่งก่อให้เกิดความเสียหายมากมาย สูญเสียชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก…..

ประเทศไทยเอง ก็ไม่เว้น เกิดดินถล่มฝังบ้านของชาวบ้าน ที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ส่งผลให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าวเสียชีวิตทั้งครอบครัวรวม 8 ราย ดินสไลด์ที่ทางขึ้นภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย บ้านเรือนเสียหายไปหลายหลัง ขณะเดียวกันหลายจังหวัดในภาคอีสานที่อยู่ริมแม่น้ำโขงก็เตรียมรับมือกับระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และอาจเอ่อล้นท่วมพื้นที่หลายจังหวัดได้

สำหรับพื้นที่จังหวัดอื่นๆ คงต้องเตรียมรับมือกับอุทกภัย และน้ำป่าไหลหลากจึงอยากให้พี่น้องประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศ และสถานการณ์เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น…เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าเกิดอุทกภัยหรือภัยพิบัติใดๆ ขึ้นมาสักครั้ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นมักจะเป็นพื้นที่การเกษตร และเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ชดเชยเยียวยาก็ทำไป แต่ความเสียหายมีมากกว่านั้น การขาดแคลนผลผลิต การฟื้นฟูพื้นที่เสียหายกว่าจะกลับมาเหมือนเดิมต้องใช้เวลา และการลงทุนที่มากกว่าเงินชดเชยที่ได้รับมากมายนัก

คราวก่อนที่พูดถึงเรื่องเขื่อน และเห็นสภาพของ สปป.ลาวที่ได้รับความเสียหาย ทำให้ไม่อยากเห็นสภาพเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลก…….จึงอดไม่ได้ที่จะขอพูดเรื่องเขื่อนอีกสักครั้ง

ประเทศไทยเองมีเขื่อนกระจายอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 5,000 เขื่อน เป็นเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางมากกว่า 400 เขื่อน เขื่อนที่สำคัญๆ ที่มีการรายงานสถานภาพน้ำในเขื่อนมีอยู่ประมาณ 36 เขื่อน เป็นเขื่อนเพื่อการชลประทาน ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

เคยมีการศึกษาจัดลำดับความเสี่ยงของเขื่อนในประเทศไทยต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหว ของ นิสิตปริญญาโท สาขาวิศวกรรมปฐพี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่นำเสนอในการประชุมวิชาการวิศวกรรมโยธาแห่งชาติครั้งที่ 13 เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551

ในรายงานผลการศึกษาดังกล่าว ระบุว่า เขื่อนทำหน้าที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามขาดแคลน และป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก หากเขื่อนเกิดความเสียหายโดยเฉพาะจากแผ่นดินไหว นอกจากความสูญเสียทางเศรษฐกิจและขวัญกำลังใจของประชาชนแล้ว ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของเขื่อนต่างๆ อาจลดลงด้วย

ปัจจัยความเสี่ยงที่ได้ทำการศึกษา มีหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของแผ่นดินไหว ชนิดของเขื่อน อายุของเขื่อน ความสูงของเขื่อน ปริมาณกักเก็บน้ำ ระยะเวลานับแต่เกิดรอยร้าวจนถึงน้ำไหลออกได้สะดวก ระยะทางระหว่างตัวเขื่อนกับแหล่งชุมชนแรกที่อยู่ท้ายน้ำ และจำนวนประชากรแหล่งชุมชนแรกที่ได้รับผลกระทบ เป็นต้น

ในการศึกษามีวิธีการวิเคราะห์และคำนวณตามหลักวิชาการ ผลการศึกษาการจัดลำดับ พบว่า เขื่อนที่มีคะแนนความเสี่ยงสูงที่เกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหวมากที่สุดคือ เขื่อน แม่มาว จังหวัดเชียงใหม่ รองลงมา คือ เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนท่าทุ่งนาจังหวัดกาญจนบุรี และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จังหวัดเชียงใหม่ ตามลำดับ

ผลการศึกษานี้ไม่ได้ต้องการให้ตื่นตระหนกแต่มีประโยชน์ที่จะทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ต้องเฝ้าระวัง และตรวจสอบ สภาพของเขื่อนอย่างใกล้ชิด มีแผนรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ประมาท…..

แว่นขยาย

รายงานพิเศษ : พระมหากรุณาธิคุณ2พระมหากษัตริย์ไทย อ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355329

รายงานพิเศษ : พระมหากรุณาธิคุณ2พระมหากษัตริย์ไทย อ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

รายงานพิเศษ : พระมหากรุณาธิคุณ2พระมหากษัตริย์ไทย อ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงห่วงใยและทรงคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของราษฎร จึงพระราชทานพระราชกระแสให้ติดตาม ขับเคลื่อน และเร่งรัด รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรค การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ บังเกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร และเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำเร็จตามวัตถุประสงค์

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำเร็จตามวัตถุประสงค์ คณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในระดับพื้นที่ 4 ภาค ขึ้นมา เพื่อติดตาม ขับเคลื่อน เร่งรัดและบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่คณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธาน ได้ติดตามขับเคลื่อน เร่งรัด และบูรณาการให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2520 ความตอนหนึ่งว่า “…สมควรจะรีบดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำปี้นี้ โดยเร่งด่วน เนื่องจากจะใช้ค่าลงทุนทั้งโครงการเพียงประมาณ 225 ล้านบาท สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองฝั่งแม่น้ำปี้จนจรดแม่น้ำยมในเขตอำเภอเชียงม่วน ได้ประมาณ45,000 ไร่ ตลอดปี และยังมีน้ำเหลือส่งให้กับการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตโครงการชลประทานแม่ยมได้อีกประมาณ 50,000 ไร่ ด้วย…”

กรมชลประทานได้ทำการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมจากพระราชดำริ จังหวัดพะเยา เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการในปี 2544 ต่อมาได้ดำเนินการศึกษาทบทวนเพื่อเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำ และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2557 และเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 คณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติให้เปิดโครงการ พร้อมผ่อนผันการใช้พื้นที่คุณภาพชั้น 1A จำนวน 21 ไร่ โดยมีระยะดำเนินการก่อสร้าง 6 ปี (2559-2564) วงเงินทั้งสิ้น 3,981 ล้านบาท

สำหรับลุ่มน้ำปี้เป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำยม มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 127 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ปัจจุบันมีแหล่งเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำปี้เพียง 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากเป็นอ่างฯขนาดเล็กไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ปริมาณมากในช่วงฤดูแล้งจึงเกิดการขาดแคลนน้ำ และในช่วงฤดูฝนก็เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ท้ายน้ำเป็นประจำทุกปี

นายประพิศ จันทร์มา

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง กรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ตัวเขื่อนเป็นคอนกรีตบดอัดแห่งแรกขอประเทศไทยที่ออกแบบโดยกรมชลประทาน สร้างกั้นลำน้ำปี้ ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำยม ที่บ้านปิน ตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา สันเขื่อนมีความยาว 810.00 เมตร กว้าง 8.00 เมตร สูง 54.00 เมตร มีความจุที่ระดับเก็บกัก 90.50 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) พร้อมทั้งจะมีการก่อสร้างระบบส่งน้ำโดยท่อความยาวประมาณ 75.00 กิโลเมตร

เมื่อแล้วเสร็จสามารถส่งน้ำให้แก่พื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานได้ถึง 28,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลเชียงม่วน ตำบลบ้านมาง และตำบลสระ มีราษฎรได้รับประโยชน์ทั้งสิ้น 7,520 ครัวเรือน และยังสามารถส่งน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรที่รับน้ำจากฝายแม่ยม จังหวัดแพร่ ในช่วงฤดูแล้งได้อีกกว่า 35,000 ไร่ ราษฎรได้รับการช่วยเหลืออีกกว่า 1,500 ครัวเรือน รวมทั้งยังจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ปศุสัตว์ และอุตสาหกรรม ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยบริเวณพื้นที่ท้ายน้ำในเขตอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ช่วยตัดยอดน้ำที่จะไหลลงสู่ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วงฤดูน้ำหลาก ตลอดจนช่วยสนับสนุนกิจกรรมการใช้น้ำอื่นๆ เช่น รักษาระบบนิเวศ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการประมง และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจซึ่งจะทำให้ราษฎรมีรายได้เสริมจากการประกอบอาชีพประมงและการท่องเที่ยวในอนาคตต่อไป

นอกจากนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังได้ให้ความสนใจศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนน้ำปี้ โดยการติดตั้งเครื่องกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าจำนวน 2 เครื่อง ขนาดกำลังผลิตเครื่องละ 1 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 6.34 ล้านหน่วย/ปี อีกด้วย

“การดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างหัวงานและอาคารประกอบ ซึ่งกรมชลประทานจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้คือภายในปี 2564 อย่างแน่นอน” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นายดนุชา สินธวานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้พระราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์มีพระราชประสงค์ให้หน่วยราชการและผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีการติดตาม เร่งรัด และขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สำหรับการดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมชลประทานได้วางแผนการขับเคลื่อนโครงการค่อนข้างดี ก่อนที่จะเริ่มโครงการได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี จึงเกิดความเข้าใจและให้ความร่วมมือในการดำเนินงานของโครงการอย่างเต็มที่ และทางสำนักงาน กปร. จะได้นำไปประกอบการพิจารณาในการขับเคลื่อนโครงการอื่นๆ

นายวิวัฒน์ ปิจจวงศ์ เกษตรกรตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ได้กล่าวว่า ที่ผ่านมา ราษฎรในพื้นที่มีน้ำใช้ไม่เพียงพอเพราะแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีน้อย ขณะที่มีราษฎรถึง 3 ตำบล ที่ต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำนี้จึงทำให้น้ำไม่เพียงพอตามความต้องการ โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งจะขาดแคลนเป็นอย่างมาก ในขณะที่หน้าแล้งจะไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้เลยเพราะน้ำไม่มี การทำการเกษตรจึงต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก โดยราษฎรส่วนใหญ่จะปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ปลูกต้นยาสูบ และพืชให้ผล ตลอดถึงพืชผักสวนครัว เช่น ผัก และพริก ราษฎรในพื้นที่จึงเห็นด้วยกับการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ฯ แห่งนี้ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ว่า

“โครงการนี้เป็นโครงการของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ท่านได้มาสานต่อโครงการ ชาวบ้านเชียงม่วนขอขอบพระคุณ และขอพึ่งบุญบารมีในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ท่านมาสืบสานโครงการต่อให้กับชาวบ้านเชียงม่วน ได้มีน้ำสำหรับประกอบอาชีพอย่างไม่ขาดแคลน ขอให้พระองค์ท่านทรงพระเจริญ” เกษตรกรตำบลเชียงม่วน กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงทั้ง 2 พระองค์

สหกรณ์จับมือไปรษณีย์ระบายลำไย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355327

x

สหกรณ์จับมือไปรษณีย์ระบายลำไย

วันศุกร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ช่วงนี้เป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลที่ผลผลิตกำลังทยอยออกสู่ตลาด ทั้งลำไย มังคุด เงาะ ทุเรียน และลองกอง ซึ่งกรมได้จัดสรรเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นทุนหมุนเวียนรวบรวมผลไม้จำนวน 230 ล้านบาท และได้สนับสนุนช่องทางในการกระจายผลไม้คุณภาพของสหกรณ์ผ่าน 3 ช่องทาง เพื่อรองรับปริมาณผลผลิต 4 ชนิด ได้แก่ ลำไย เงาะ มังคุด และลองกอง คาดว่าประมาณไม่น้อยกว่า 11,554 ตัน โดยแบ่งเป็น 1.การจำหน่ายผ่านห้าง Modern Trade อาทิ แม็คโคร โลตัส ท็อปซูเปอร์มาร์เก็ต และเดอะมอลล์ปริมาณ 4,957 ตัน 2.เครือข่ายสหกรณ์ โดยส่งจำหน่ายให้กับศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์และสหกรณ์เครือข่าย เป็นตัวกระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งเครือข่ายคู่ค้าภายในประเทศอีก84 แห่ง ปริมาณ 6,000 ตัน และ3.ผ่านบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยเน้นกระจายลำไยและเงาะจากภาคใต้ รวม540 ตัน

โดยในวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้ลงนามความร่วมมือระหว่างกรมการค้าภายใน บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมส่งเสริมการเกษตร โดยสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จ.ลำพูน จะเป็นผู้รวบรวมผลผลิตส่งให้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ตามคำสั่งซื้อแต่ละวัน ซึ่งประชาชนที่สนใจสั่งซื้อลำไยสดคุณภาพเกรด A สามารถสั่งได้ที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือโทร.1545 และสั่งผ่านออนไลน์ได้ทางเวบไซต์ http://www.thailandpostmart.com

อัพเกรดศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355328

อัพเกรดศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน

อัพเกรดศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน

วันศุกร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งอัพเกรด ศดปช. สร้างเครือข่ายจัดการดินปุ๋ยที่เข้มแข็ง สนองนโยบายลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดตั้งศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) จำนวน 882 ศูนย์ อำเภอละ 1 ศูนย์ ครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด ให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนขยายผลการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นเครือข่ายวิชาการด้านดินและปุ๋ยของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยเน้นถ่ายทอดความรู้เรื่องดินและปุ๋ย ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือปุ๋ยสั่งตัด ร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

นายประสงค์ ประไพตระกูล

กรมส่งเสริมการเกษตรได้พัฒนาศักยภาพของ ศดปช.ให้เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง ตลอดจนให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินและให้คำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้นแก่สมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยผลการดำเนินงานในปี 2560พบว่า มี ศดปช. ที่มีความเข้มแข็ง ระดับ A+ จำนวน 138 ศูนย์ และ ระดับ A จำนวน 218 ศูนย์ รวมทั้ง 2 ระดับมีจำนวนทั้งสิ้น 356 ศูนย์ คิดเป็น 40.37% ซึ่งเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ตามยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเกษตร ระยะ 5 ปีที่สำคัญสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกร โดยเกษตรกรสมาชิก ศดปช. จำนวน 17,640 ราย ได้ประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือปุ๋ยสั่งตัดไปปฏิบัติในพื้นที่ 140,304.75 ไร่ สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ย 27.5% คิดเป็นมูลค่ากว่า 43 ล้านบาท
อีกทั้งสามารถเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยได้ 10.3%

อย่างไรก็ตาม ยังมี ศดปช. อีก 60% ที่ยังต้องพัฒนา ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร กำลังเร่งขับเคลื่อนแผนการยกระดับสร้างความเข้มแข็ง ศดปช. เพื่อให้เป็นกลไกหลักของชุมชนในการให้บริการด้านดินและปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพและบริหารจัดการทรัพยากรเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี ในด้านการลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

หลุดพ้นความยากจน! ‘กฤษฎา’ดึง6หน่วยงานวางระบบประกันภัยพืชผล ดันคุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355360

หลุดพ้นความยากจน! 'กฤษฎา'ดึง6หน่วยงานวางระบบประกันภัยพืชผล ดันคุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้น

หลุดพ้นความยากจน! ‘กฤษฎา’ดึง6หน่วยงานวางระบบประกันภัยพืชผล ดันคุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 18.02 น.

“กฤษฎา”ดึง6หน่วยงานวางระบบการประกันภัยพืชผลการเกษตรของประเทศไทย ดันคุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้นพ้นความยากจน รัฐจ่ายประกันความเสี่ยงภัยพิบัติให้80% นำร่องนาข้าว30ล้านไร่ผ่านระบบฐานข้อมูลภาคเกษตรแม่นยำสูง ก้าวสู่เกษตร4.0

2 ส.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องการพัฒนาระบบการประกันภัยพืชผลการเกษตรของประเทศไทย ในระยะ 3 ปี กับ 6 หน่วยงาน เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อร่วมมือกันศึกษาระบบการประกันภัยพืชผลการเกษตรที่เหมาะสมและครอบคลุมเกษตรกรส่วนใหญ่ทั่วประเทศไทย และสามารถนำไปใช้จริงในพื้นที่นำร่องกับเกษตรกร เป็นการสร้างความมั่นใจในการประกอบอาชีและความเชื่อมั่นในระบบประกันภัยพืชผลกรณีประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ แม้ว่าจะมีระเบียบกระทรวงการคลังรองรับแล้วก็ตาม แต่ยังไม่ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมด

“การประกันภัยพืชผลการเกษตร โดยภาครัฐจะช่วยชำระเบี้ยประกันผ่าน ธกส.80% และเกษตรกรผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกัน 20% นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีแผนการดำเนินงานจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการของรัฐ เช่น การสนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่เหมาะสม มีตลาดรองรับ และมีรายได้ที่แน่นอน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้นอกจากการประกันภัยข้าว 30 ล้านไร่ ครอบคลุมเกษตรกร 3 ล้านรายแล้ว ขณะนี้ได้เตรียมระบบการประกันภัยสำหรับพืชอื่นไว้ด้วย อาทิ ข้าวโพด ปศุสัตว์ คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการระบบประกันภัยได้ในเดือน เม.ย.62” นายกฤษฎา กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวว่า ที่ผ่านมามีประกันภัยข้าวนาปีมาตั้งแต่ปี 54 มีอุปสรรคในการประเมินความเสียหายรายเกษตรกรในเรื่องข้อมูลเกษตรกร ทำให้จ่ายค่าสินไหมอาจล่าช้าไม่ครอบคลุมความเสียหาย ทำให้ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ซี่งการร่วมมือครั้งนี้มีประโยชน์ 3 ประการ เช่น ระบบประกันภัยพืชผลทางการเกษตรที่ครอบคลุมและยั่งยืนขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เพิ่มเสถียรภาพทางการเงินให้เกษตรกร ลดภาระทางการคลังของรัฐบาลในระยะยาว ระบบฐานข้อมูลภาคเกษตรที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยต่อยอดให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้เกษตรกรได้หลากหลายมากขึ้น เช่น การทำ Credit scoring ที่แม่นยำขึ้นเพื่อเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อให้กับเกษตรกร และสามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอื่นๆ เพื่อต่อยอดทางนโยบายได้ และ Mobile application ที่ครบวงจรขึ้น ทั้งในการส่งเสริมให้เกษตรกรไทยเป็นทั้งผู้สร้าง ข้อมูลที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และผู้ใช้ข้อมูลอย่างมีส่วนร่วม ก่อให้เกิดการพัฒนาระบบฐานข้อมูลภาคเกษตรไปพร้อมๆ กับการเข้าถึงข้อมูล เทคโนโลยี และบริการทางการเงินอย่างยั่งยืนของเกษตรกรไทย

‘บิ๊กฉัตร’เชื่อ’รมว.แรงงาน’ถกตัวแทนประมง22จว.ทำความเข้าใจกันได้ (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355258

'บิ๊กฉัตร'เชื่อ'รมว.แรงงาน'ถกตัวแทนประมง22จว.ทำความเข้าใจกันได้ (ชมคลิป)

‘บิ๊กฉัตร’เชื่อ’รมว.แรงงาน’ถกตัวแทนประมง22จว.ทำความเข้าใจกันได้ (ชมคลิป)

วันพฤหัสบดี ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 14.46 น.

“บิ๊กฉัตร”เชื่อ”รมว.แรงงาน”ถกตัวแทนประมง22จว.ทำความเข้าใจกันได้ ยันไม่มีประเด็นยื่นถวายฎีกา-บี้รัฐตอบคำถาม7วัน

2 ส.ค.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มผู้ประกอบการประมง เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาประมงภายใน 7 วัน หากไม่ดำเนินการจะยื่นถวายฎีกา ว่า ทราบว่าปัญหาหลักคือการขาดแคลนแรงงานภาคประมง และนายกสมาคมประมงแห่งประเทศไทยและผู้แทนประมง 22 จังหวัด ได้พบกับ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน ในวันเดียวกันนี้แล้ว เพื่อหารือถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ส่วนการทำประมงคิดว่าน่าจะพูดคุยกันได้เข้าใจดี เพราะไม่ใช่ปัญหาหลัก

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า สำหรับข้อเรียกร้องให้รัฐบาลซื้อเรือคืนนั้น ขณะนี้ดำเนินการอยู่ โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะ 5 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน จะมีการประชุมในช่วงกลางเดือน ส.ค.นี้ เมื่อผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการดังกล่าวแล้ว จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ซึ่งการแก้ไขปัญหาเรื่องแรงงานนั้น ทาง รมว.แรงงาน ได้มีแนวทางแก้ไขอยู่แล้ว แต่อาจไม่ได้สร้างความเข้าใจ จึงต้องมาพูดคุยเพื่อให้เข้าใจ

“หนังสือที่ตัวแทนประมงยื่นมาถึงรัฐบาล เป็นการขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาแรงงานที่ขาดแคลน รวมถึงคัดค้านเรื่องอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 188 ไม่มีเรื่องการไปยื่นถวายฎีกา หรือระบุให้รัฐบาลต้องให้คำตอบภายในเวลา 7 วัน ตามที่มีข่าว เป็นการพูดกันไปเอง” พล.อ.ฉัตรชัย ระบุ

สั่งบูรณาการ12ทุ่งลุ่มเจ้าพระยา เตรียมพร้อมรับมือ‘น้ำหลาก’ บิ๊กฉัตรกำชับสทนช.เดินหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355057

x

สั่งบูรณาการ12ทุ่งลุ่มเจ้าพระยา เตรียมพร้อมรับมือ‘น้ำหลาก’ บิ๊กฉัตรกำชับสทนช.เดินหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สั่งบูรณาการ12ทุ่งลุ่มเจ้าพระยา เตรียมพร้อมรับมือ‘น้ำหลาก’ บิ๊กฉัตรกำชับสทนช.เดินหน้า เพิ่มประสิทธิภาพจัดการน้ำ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ติดตามการเตรียมการป้องกันน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำบางบาล บริเวณวัดบันไดช้าง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ตามแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนปี 2561 ซึ่งได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการในด้านต่างๆ เช่น การจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำกำจัดสิ่งกีดขวางทางระบายน้ำ ซ่อมแซมอาคารควบคุมน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม

ทั้งนี้พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจและฐานการผลิตของประเทศ โดยในช่วงฤดูฝนปี 2560ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการนำร่องปรับปฏิทินการปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง ประมาณ 1.15 ล้านไร่ คือ ทุ่งเชียงราก จ.สิงห์บุรี ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งป่าโมก จ.อ่างทอง ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบรรลือ ทุ่งโพธิ์พระยา ทุ่งบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และทุ่งรังสิตใต้ ให้เร็วกว่าปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงผลผลิตได้รับความเสียหายจากน้ำหลาก และให้เป็นพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติในการหน่วงน้ำ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ช่วงปลายฤดูฝน

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า การใช้พื้นที่ลุ่มต่ำทั้ง 12 ทุ่งให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จำเป็นต้องมีเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมีการวางแผนดำเนินโครงการสำคัญๆ เช่น โครงการประตูระบายน้ำปากคลองบางบาล พร้อมสร้างบันไดปลา จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำหลากและเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง บรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา และเพิ่มศักยภาพในการใช้น้ำเพื่อเกษตรกรรมจำนวน 229,138 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ อ.พระนครศรีอยุธยา อ.บางบาล อ.บางไทร อ.บางปะอิน อ.ผักไห่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา และ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2563 ใช้งบทั้งสิ้นประมาณ 266.7 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมชลประทาน

ส่วนในพื้นที่ลุ่มต่ำอื่นๆ ได้มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำโดยการใช้สิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่และกำลังก่อสร้าง เช่น ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้วางแผนพร่องน้ำออกจากแก้มลิง 2 แห่ง เพื่อรอรับน้ำหลากที่จะไหลลงท่วมพื้นที่เกาะในตัวเมือง คือ แก้มลิงทุ่งมะขามหย่อง สามารถรองรับน้ำได้ 1.2 ล้าน ลบ.ม. และแก้มลิงทุ่งภูเขาทอง รองรับน้ำได้ 2.0 ล้าน ลบ.ม. พร้อมใช้ประตูระบายน้ำ 3 แห่ง ในการบริหารจัดการน้ำ คือ ประตูระบายน้ำหันตรา ประตูระบายน้ำข้าวเม่า และประตูระบายน้ำกระมัง นอกจากนี้ ยังใช้มาตรการไม่ใช้สิ่งปลูกสร้าง เช่น การกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ การเตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ เป็นต้น รวมทั้งยังได้มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำในเขื่อนสำคัญให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมและใช้ในการหน่วงน้ำ การวางแผนจัดจราจรทางน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ขณะเดียวกัน สทนช. ยังได้ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินโครงการศึกษาติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ครอบคลุม 8 ลุ่มน้ำหลักคือ ลุ่มน้ำปิง วัง ยมน่าน เจ้าพระยา ป่าสัก สะแกกรัง และท่าจีน พื้นที่รวม 99.12 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่า 47.10 ล้านไร่ พื้นที่การเกษตร 37.96 ล้านไร่เพื่อประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นรูปธรรม

แตกใบอ่อน : ลดภาระเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355055

807934531

แตกใบอ่อน : ลดภาระเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันอังคารที่ผ่านมามีข่าวดีให้กับเกษตรกร ภายหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ความเห็นชอบมาตรการลดภาระหนี้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้เกษตรกรรายย่อย 2 โครงการใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ โครงการขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และโครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยตามที่กระทรวงการคลังเสนอ จึงขออนุญาตนำเนื้อหารายละเอียดแต่ละโครงการมารีวิวสรุปให้ท่านผู้อ่านและพี่น้องเกษตรกรรับทราบอีกสักรอบ

โดยโครงการแรก “โครงการขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.” วัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาและลดภาระหนี้สิน รวมถึงส่งเสริมฟื้นฟูการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ทั่วประเทศจำนวน 3.81 ล้านราย โดยแต่ละรายจะได้รับสิทธิขยายระยะเวลาชำระหนี้ต้นเงินกู้เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561 ถึง 31 กรกฎาคม 2564 ตามความสมัครใจ โดยต้องแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 โดยมีเงื่อนไขให้ชำระดอกเบี้ยเงินกู้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือในกรณีที่มีหนี้เงินกู้เป็นภาระหนัก เกษตรกรก็สามารถดำเนินการตามโครงการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูการประกอบอาชีพ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามวิธีปฏิบัติของ ธ.ก.ส. เป็นรายๆ ไป

นอกจากนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ยังจะได้รับการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเพิ่มศักยภาพการประกอบอาชีพสินเชื่อเพื่อปรับโครงสร้างการผลิต หรือสินเชื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและจัดหาปัจจัยการผลิตได้ด้วย ซึ่งจะเชื่อมโยงกับโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำลังจะออกมา เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากพืชที่ไม่ควรปลูกไปปลูกพืชที่สมควรปลูกแทน

ส่วนโครงการที่สอง “โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากภาระดอกเบี้ย และลดต้นทุนในการประกอบอาชีพ โดยเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. จะได้รับสิทธิ์ลดดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับต้นเงินกู้ที่ไม่เกิน 300,000 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561 ถึง 31 กรกฎาคม 2562 โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนให้กับธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 2.50 ต่อปี และ ธ.ก.ส. รับภาระดอกเบี้ยเงินกู้แทนเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 0.50 ต่อปี ส่วนต้นเงินกู้ที่เกินกว่า 300,000 บาท ขึ้นไปนั้น จะยังคงคิดดอกเบี้ยในอัตราปกติต่อไป

ทั้งนี้เกษตรกรรายย่อยทุกรายที่เป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. สามารถเข้าร่วมได้ทั้ง 2 โครงการ แต่ในกรณีของโครงการแรกเกษตรกรจำเป็นต้องไปแสดงความจำนงกับธนาคารเอาเอง เพราะอาจไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการยืดหนี้ออกไป โดยเฉพาะเกษตรกรที่ยังพอมีศักยภาพหรือมีเงินชำระหนี้และต้องการปลดหนี้ให้เร็วขึ้น ก็สามารถชำระตามกำหนดเดิมได้ต่อไป

มะลิลา

ดัชนีรายได้เกษตรกรพุ่ง สศก.คาดแนวโน้มปรับตัวเพิ่มต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355056

x

ดัชนีรายได้เกษตรกรพุ่ง สศก.คาดแนวโน้มปรับตัวเพิ่มต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนมิถุนายน 2561 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 4.27% โดยดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาเดือนมิถุนายน 2561 ลดลง 3.60% สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ยางพารา เนื่องจากปริมาณยางออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น สับปะรด เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตออกกระจุกตัว และโรงงานแปรรูปปรับราคารับซื้อลดลง และ สุกร เนื่องจากความต้องการบริโภคชะลอตัวลง

ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูกาลเก็บเกี่ยว ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง มังคุดเนื่องจากมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย จากสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลต่อการติดดอกออกผลของผลไม้ในช่วงต้นปี ทุเรียน ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีความต้องการของตลาดภายในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และ ไข่ไก่ เนื่องจากภาวะการค้าชะลอตัวตามความต้องการใช้ที่ลดลงจากปกติ แต่มีมาตรการเพิ่มการส่งออกไปยังต่างประเทศ

สำหรับดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนมิถุนายน 2561 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 8.17% สินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ข้าวเปลือกเจ้าสับปะรด ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง ทุเรียน ลิ้นจี่ และสุกร หากมองถึงแนวโน้มดัชนีรายได้ ราคา และผลผลิตสินค้าเกษตรในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2561 พบว่า แนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกร เดือนกรกฎาคม 2561 เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 9.87% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.31% โดยสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา สับปะรดปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และลิ้นจี่ ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.39% โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ลำไย มังคุด ลองกอง และไข่ไก่

ขณะที่สินค้าสำคัญที่มีผลผลิตออกมากในช่วงเดือนสิงหาคม 2561 ได้แก่ ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ สุกร ทั้งนี้คาดว่าดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนสิงหาคม 2561 อยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนดัชนีราคา คาดว่าจะทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนสิงหาคม 2560 ในขณะที่ดัชนีผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เงาะโรงเรียน สุกร และไข่ไก่

รายงานพิเศษ : ‘สสก.1’ยกระดับมาตรฐานส่งเสริมเกษตร เร่งขับเคลื่อนงานผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355059

รายงานพิเศษ : ‘สสก.1’ยกระดับมาตรฐานส่งเสริมเกษตร  เร่งขับเคลื่อนงานผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต

รายงานพิเศษ : ‘สสก.1’ยกระดับมาตรฐานส่งเสริมเกษตร เร่งขับเคลื่อนงานผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต

วันพฤหัสบดี ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาทเร่งขับเคลื่อนภารกิจการดำเนินงานภายใต้แนวคิด Balance DOAE สร้างสมดุลระหว่างภารกิจงานนโยบาย (Agenda) กับภารกิจหลักของหน่วยงาน (Function) ขับเคลื่อนระบบส่งเสริมการเกษตรให้มีความเข้มแข็ง พร้อมพัฒนาเครื่องมือในการปฏิบัติงานและองค์ความรู้ให้กับนักส่งเสริมการเกษตรให้มีความรอบรู้มากยิ่งขึ้น

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 กรมส่งเสริมการเกษตร กำหนดภาพรวมของการดำเนินงานภายใต้แนวคิด Balance DOAE สร้างสมดุลระหว่างภารกิจงานนโยบาย (Agenda) กับภารกิจหลักของหน่วยงาน (Function) เพื่อขับเคลื่อนระบบส่งเสริมการเกษตรให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างระบบการทำงานที่ชัดเจน รวมถึงพัฒนาเครื่องมือในการปฏิบัติงานและองค์ความรู้ของนักส่งเสริมการเกษตรให้มีความรอบรู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างทันท่วงที

สำหรับการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรตามนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร จึงควรที่จะมีเวทีให้นักส่งเสริมการเกษตรได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการดำเนินงานซึ่งกันและกัน รวมทั้งสรุปผลและถอดบทเรียนที่ได้จากการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดแนวทางการปฏิบัติงานที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสมมีบทเรียนและองค์ความรู้ไปพัฒนาการดำเนินงาน รวมทั้งได้ทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลถึงความสำเร็จ และปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น โดยใช้เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขตในการส่งเสริมเรื่องดังกล่าว

ดังนั้นเพื่อเป็นการสนองนโยบายรัฐบาล สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท จึงจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับเขต จังหวัด ศูนย์ปฏิบัติการ และหน่วยงานวิชาการในพื้นที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ และนำเสนอผลงานของแต่ละหน่วยงาน โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย เกษตรจังหวัด หัวหน้ากลุ่ม/ฝ่ายผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฯ เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการ และผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 75 คน

สำหรับเนื้อหาการจัดงาน ประกอบด้วย การขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย การใช้ประโยชน์จากระบบบริการข้อมูลแผนที่ส่งเสริมการเกษตร (SSMAP) คือ ระบบที่ให้บริการข้อมูลแผนที่ส่งเสริมการเกษตรแก่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อใช้เป็นคลังข้อมูลแผนที่ และนำข้อมูลแผนที่มาประมวลผล วิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ข้อมูล ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรและการติดตามงานโครงการส่งเสริมการเกษตรต่างๆ สมุดทะเบียนเกษตรกรดิจิทัล (DOAE Farmbook Application) ที่ทำออกมาใช้แทนของสมุดทะเบียนเกษตรกรเล่มสีเขียว ในการแจ้งปลูกและปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรสำหรับเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้แล้ว ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ ช่วยให้เกษตรกรมีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้นในการปรับปรุงข้อมูลเกษตรกร เพราะสามารถทำได้โดยผ่านระบบแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานเกษตรอำเภอ

นายไพศาลกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ภายในงานยังมีนิทรรศการนำเสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับระยะปลูกที่มีผลต่อการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังของสถานีวิจัยลพบุรีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และการนำเสนอผลงานของสำนักงานเกษตรจังหวัดและศูนย์ปฏิบัติการ ซึ่งมีการนำระบบส่งเสริมการเกษตร (T&V System) ไปขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งระบบดังกล่าวจะเน้นการฝึกอบรมและการเยี่ยมเยียนเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และมีการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทั้งในเรื่องวัสดุอุปกรณ์ต่างๆในการปฏิบัติงาน และขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน โดยระบบส่งเสริมการเกษตรได้มีการปรับปรุงและพัฒนาไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน และตามข้อจำกัดของบุคลากรและทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังคงยึดระบบการฝึกอบรมและการเยี่ยมเยียนเกษตรกร(T & V System) เป็นหลักในการดำเนินการ

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ได้ดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร โดยการจัดประชุมเกษตรจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการระดับเขตเพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานตามนโยบายและบริหารจัดการแผนงานโครงการระดับเขต รวมทั้งมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัด เพื่อนำความรู้ที่ด้จากการปฏิบัติงานโครงการต่างๆ ที่ประสบผลสำเร็จในแต่ละจังหวัดมาถ่ายทอดเพื่อเป็นแนวทางหรือต้นแบบในการปฏิบัติงานในปีต่อไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้เข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะได้ทั้งความรู้ด้านวิชาการ การบริหารจัดการ
งบประมาณและบุคลากร ตลอดจนวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในการดำเนินงานโครงการซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการปฏิบัติงานในปีต่อไป