ยังไม่ล้นสปิลเวย์! กรมชลฯลุยปฏิบัติการทั้งคืน ยืดเวลาน้ำทะลักเมืองเพชร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355932

ยังไม่ล้นสปิลเวย์! กรมชลฯลุยปฏิบัติการทั้งคืน ยืดเวลาน้ำทะลักเมืองเพชร

ยังไม่ล้นสปิลเวย์! กรมชลฯลุยปฏิบัติการทั้งคืน ยืดเวลาน้ำทะลักเมืองเพชร

วันจันทร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 09.23 น.

6 ส.ค.61 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการปฏิบัติ​การยืดเวลาทางน้ำล้น หรือสปิลเวย์ ที่เขื่อน​แก่ง​กระจาน​ ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ผลปรากฏว่า ประสบความสำเร็จ​ตามแผนที่กรมชลฯ วางไว้ โดยจากเดิมคาดการณ์​ว่า​ น้ำจะล้นสปิลเวย์ ในเวลา​ 22.00 น.ของ​คืนที่ผ่านมา​ (5 ส.ค.)​ กรมชลฯ ได้​เร่งระดม​กำลัง​เจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง ติดตั้ง​​กาลัก​น้ำ​ และเพิ่มเครื่องสูบน้ำ Hydro Flow กับการระบายโดยท่อระบายน้ำ ทำให้ยืดเวลาการยกตัวของระดับน้ำในอ่าง​เก็บ​น้ำ​ไม่ให้ถึงสปิลเวย์

จนกระทั่ง​ถึงเช้าวันนี้ เวลา 06.00 ​น.ระดับ​น้ำยังห่างจาก​อาคาร​ระบายน้ำล้นฉุกเฉิน​ (สปิลเวย์)​ 50 เซนติเมตร ​เพื่อ​ให้สามารถ​ควบคุมอัตรา​การไหลของน้ำผ่านระบบ​ที่ติดตั้ง​ไว้​ อีกทั้งมีเวลาพร่องน้ำแม่น้ำเพชรบุรี ​และคลองชลประทาน ​ให้อยู่ใน​ระดับ​ต่ำ​ เพิ่มพื้นที่​รับน้ำ​ ซึ่ง​จะทำให้​น้ำที่จะล้น​ตลิ่ง​ท่วมพื้นที่​ลุ่ม​ต่ำริมแม่น้ำเพชรบุรี​ และน้ำที่ไหลไปถึงตัวเมืองเพชรบุรี ​ลดน้อยลง ​และระดับน้ำที่ท่วมขังจะสูง​ประมาณ​ 10 – ​20​ เซนติเมตร

สสก.1เปิดเวทีแลกเปลี่ยน‘YSF’ l ยกระดับพัฒนาเครือข่าย‘เกษตรกรรุ่นใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355862

x

สสก.1เปิดเวทีแลกเปลี่ยน‘YSF’ l ยกระดับพัฒนาเครือข่าย‘เกษตรกรรุ่นใหม่’

วันจันทร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินงานสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่มาตั้งแต่ ปี 2551 เพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรเป็นรายบุคคลในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการธุรกิจ และการใช้ระบบสารสนเทศ ต่อมาในปี 2557 มีการดำเนินงานตามนโยบายพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) และยกระดับการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่าย โดยให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้

ตั้งแต่ ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ได้มีเกษตรกรรุ่นใหม่ภาคกลาง เข้ากระบวนการพัฒนาเป็น Young Smart Farmer แล้ว 910 ราย และเข้ากระบวนการพัฒนาประเมินผลผ่านเป็น Young Smart Farmer ในปี 2561 อีก 315 ราย รวม 1,225 ราย และได้จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ทั่วประเทศ 77 ศูนย์ ในพื้นที่ภาคกลางมีจำนวน 9 ศูนย์ ได้ดำเนินการเปิดศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่นำร่อง ไปเมื่อเดือนเมษายน 2561 ณ ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดลพบุรี เพื่อให้เป็นศูนย์ที่เชื่อมโยงการทำงานของเครือข่าย Young Smart farmer เจ้าหน้าที่ แหล่งเชื่อมโยงถ่ายทอดความรู้การเกษตร จำหน่าย แลกเปลี่ยนสินค้า และเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างทายาททางการเกษตร

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานเครือข่ายมีการเชื่อมโยงทุกระดับ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท โดยกลุ่มพัฒนาบุคลากร จึงได้ดำเนินการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับเขตขึ้น เพื่อให้ Young Smart Farmer ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กิจกรรมการเกษตร สร้างความรู้จักคุ้นเคย
กับเพื่อน Young Smart Farmer ต่างจังหวัด ต่างเขต และได้เรียนรู้การทำงานเครือข่าย Young Smart Farmer จากรุ่นพี่ และสามารถเชื่อมโยงสร้างเครือข่ายระดับเขตได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมกับบริหารจัดการการเกษตรด้วยเทคโนโลยี มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีนวัตกรรมซึ่งสามารถพึ่งพาตนเอง พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง ทั้งภายในจังหวัด เขต
ตลาดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับประเทศเพื่อแบ่งปันความรู้ แนวคิดการทำการเกษตร ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นเครือข่ายที่มีความเข้มแข็ง พร้อมที่จะช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกร หรือผู้ที่จะเข้ามาทำการเกษตรต่อไป

เร่งขุดคลองบางบาล-บางไทร มั่นใจเสร็จทันปี’65สางปัญหาน้ำลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355863

เร่งขุดคลองบางบาล-บางไทร มั่นใจเสร็จทันปี’65สางปัญหาน้ำลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

เร่งขุดคลองบางบาล-บางไทร มั่นใจเสร็จทันปี’65สางปัญหาน้ำลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

วันจันทร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็น 1 ใน 9 โครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลจะเริ่มขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมในปี 2562 ซึ่งจากการติดตามพบว่า ขณะนี้การดำเนินงานเตรียมความพร้อมต่างๆเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยในด้านการมีส่วนของประชาชน ได้จัดประชุมชี้แจงรายละเอียดโครงการ และรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว 5 ครั้ง ด้านการสำรวจออกแบบขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติแบบ ส่วนการจัดหาที่ดิน ได้มีการสำรวจปักหลักเขตชลประทาน และแจ้งเจ้าของที่ดินให้มายื่นคำขอรังวัดที่ดิน พร้อมทั้งเจรจาทำความตกลงซื้อขายกับเจ้าของที่ดิน โดยได้ดำเนินการเบิกจ่ายค่าที่ดินและค่ารื้อย้ายชุดแรกแล้ว 15 แปลง ให้กับประชาชน 13 ราย รวมพื้นที่กว่า 30 ไร่ เป็นเงิน 20.82 ล้านบาท ในส่วนของการดำเนินการก่อสร้างโครงการ จะเริ่มดำเนินการในปี 2562 แล้วเสร็จในปี 2565

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า เมื่อโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเพิ่มความสามารถระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้อีกประมาณ 1,200 ลบ.ม./วินาที และสามารถระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาได้ 2,000 ลบ.ม./วินาที โดยไม่มีชุมชนนอกคันกั้นน้ำได้รับผลกระทบ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าโครงการนี้เป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เกิดขึ้นเป็นประจำแทบทุกปี

ทั้งนี้ คลองระบายน้ำหลากบางบาล–บางไทร จะเริ่มต้นที่ ต.บ้านใหม่ อ.บางบาล ตัดตรงผ่านทุ่งบางบาลถึง ต.สนามชัย อ.บางไทร เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ไม่กระทบชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่ศูนย์รวมเช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล โดยจะมีแนวกันเขตก่อสร้างกว้าง 200 เมตร ในพื้นที่ทั่วไป และกว้าง 110 เมตร ในพื้นที่ชุมชน คลองยาว 22.50 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการช่วยย่นระยะทางการระบายน้ำได้ถึง 12.5 กิโลเมตร จากเดิม 35 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำให้เชื่อมโยงกันเป็นระบบ กรมชลประทานก่อสร้างประตูระบายน้ำ (ปตร.) จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ปตร.ปลายคลองระบายน้ำหลากฯ ปตร.ปากคลองบางหลวง และ ปตร.ปากคลองบางบาล พร้อมทั้งอาคารจ่ายน้ำและสถานีสูบน้ำข้างคลองระบายน้ำหลากฯ จำนวน 36 แห่ง สะพานรถยนต์ข้ามคลองระบายน้ำหลากฯ จำนวน 11 แห่ง ทำกำแพงป้องกันตลิ่งบริเวณท้ายประตูระบายน้ำปลายคลองระบายน้ำหลากฯ และคันกั้นน้ำโดยรอบพื้นที่โครงการพร้อมอาคารประกอบ มีความยาวประมาณ 54 กิโลเมตร

สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับ นอกจากจะช่วยบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างประมาณ 400,000-800,000 ไร่ และลดการท่วมซ้ำซากของพื้นที่เกษตรกรรมใน อ.บางบาล และ อ.เสนา แล้ว คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ยังสามารถเก็บน้ำไว้สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ประมาณ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 48 ตำบล 3 เทศบาล 362 หมู่บ้าน พร้อมทั้งยังจะมีการก่อสร้างถนนสัญจรสองฝั่งคลองเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการสัญจร และอาจจะมีการพิจารณาออกแบบถนนให้มีทางจักรยาน ปรับภูมิทัศน์ให้มีความสวยงาม สำหรับออกกำลังกายและพักผ่อน รวมทั้งยังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดอีกด้วย

ชายคาพระพิรุณ : 6 สิงหาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355861

586851

ชายคาพระพิรุณ : 6 สิงหาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลับมาพบกับ “ขุนเกษตรา” มาเล่าข่าวที่เกิดขึ้นในชายคาพระพิรุณ กระทรวงเกษตรฯ กันอีกเช่นเคย…ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปเปิดประชุมมาตรการช่วยเหลือและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว และตรวจเยี่ยมการดำเนินงานในพื้นที่ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ซึ่งมี กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นแม่งานสำหรับการช่วยเหลือและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ถือเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ใช้กลไกของสหกรณ์รองรับปริมาณข้าวเปลือกมาเก็บชะลอไว้ไม่ให้ออกสู่ตลาดในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว โดยเน้นการเก็บชะลอข้าวในพื้นที่ภาคกลางให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะสามารถช่วยดึงราคาผลผลิตในพื้นที่ไม่ให้ตกต่ำได้ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่า สหกรณ์ภาคการเกษตรซึ่งมีสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับข้าว 626 แห่งทั่วประเทศ ในปีการผลิตที่ผ่านมามีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร 344 แห่ง ปริมาณการรวบรวม 1.79 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 15,513 ล้านบาท และมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวนาปี จำนวน 130 แห่ง สามารถเก็บชะลอข้าวเปลือกได้ 245,828 ตัน

สำหรับข้าวนาปีในฤดูการผลิต ปี 2561/62 กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เตรียมพร้อมให้การสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนสหกรณ์ ในการก่อสร้างปัจจัยพื้นฐานเพื่อจัดเก็บข้าวเปลือก โดยวางเป้าหมายที่จะดำเนินการรวบรวมข้าวเปลือกเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านตันแบ่งเป็นการรวบรวมเพื่อแปรรูป 70,000 ตัน และรวบรวมเพื่อจำหน่าย 1.93 ล้านตัน ซึ่งในส่วนนี้มีการเก็บรวบรวมเพื่อชะลอการจำหน่ายประมาณ 529,500 ตัน…จะเห็นว่า ขบวนการสหกรณ์เป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาผลผลิตการเกษตร ซึ่งปัจจุบันมีสหกรณ์หลายแห่ง ที่มีศักยภาพสามารถจัดเก็บชะลอปริมาณผลผลิตช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และช่วยดึงราคาผลผลิตในพื้นที่ไม่ให้ตกต่ำ บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ อย่างไรก็ดี รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ บูรณาการกับ กรมส่งเสริมการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ตรวจสอบจำนวนยุ้งฉางสหกรณ์ทั่วประเทศว่าสามารถรองรับผลผลิตข้าวจากเกษตรกรได้ปริมาณเท่าไร โดยต้องการเน้นให้เก็บชะลอข้าวเปลือกพื้นที่ภาคกลางเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังสั่งการให้สำรวจยุ้งฉางเอกชนที่สหกรณ์จะสามารถดำเนินการฝากหรือเก็บได้ รวมถึงปริมาณการรวบรวมข้าวเปลือกของสหกรณ์ เพื่อนำมาวางแผนในการรองรับปริมาณข้าวเปลือกที่จะเข้าสู่ระบบสหกรณ์ในฤดูการผลิต ปี 2561/62 ต่อไป

ลำไยภาคเหนือกำลังออกสู่ตลาด และจะออกมากในช่วงเดือนสิงหาคม มีการคาดการณ์ ว่าปี 2561 จะมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาด 654,329 ตัน เป็นผลผลิตลำไยในฤดู 381,498 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 1.01 และผลผลิตลำไยนอกฤดู 272,831 ตัน สำหรับสถานการณ์ด้านราคาอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ เนื่องจากที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีการพัฒนาคุณภาพของลำไย ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด และมีผู้ประกอบการมีความประสงค์ที่จะซื้อลำไยเป็นจำนวนมาก ส่วนแนวทางบริหารจัดการลำไยภาคเหนือ ได้มีการนำเอาแนวทางประชารัฐ โดยเชิญทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกันนายกฤษฎา บุญราช ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (fruit board) ได้นำแนวทางนี้มาใช้ในการบริหารจัดการลำไยภาคเหนือตอนบน โดยให้จังหวัดทำแผนบริหารจัดการลำไย 3 ช่องทางหลัก คือ 1) การกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ที่ไม่มีการเพาะปลูก โดยเป็นการสนับสนุนให้บริโภคผลสดภายในประเทศ 2) การแปรรูป ทั้งลำไยอบแห้งและผลิตภัณฑ์อื่นๆ และ 3) การส่งออกเป็นผลสดไปยังต่างประเทศ โดยมีตลาดใหญ่ที่ประเทศจีน นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจ โดยให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขต 6 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวอร์รูมในการติดตามปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ หากปัญหาใดที่เกินกว่าในพื้นที่จะบริหารจัดการได้ ทางกรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (fruit board) จะเข้ามาบริหารจัดการต่อไป…ขุนเกษตรา คิดว่าปีนี้คงจะไม่มีปัญหาลำไยล้นตลาด และราคาตกต่ำ เพราะมีการบริหารจัดการที่ดีมาตั้งแต่ต้นทาง…แล้วอย่าลืมซื้อลำไยมาทานกันนะครับ

ขุนเกษตรา

‘คูโบต้า’ลุยสร้างแบรนด์ ตอกย้ำ‘ผู้นำ’นวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355864

x

‘คูโบต้า’ลุยสร้างแบรนด์ ตอกย้ำ‘ผู้นำ’นวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต

วันจันทร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายฮิโรโตะ คิมุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า สยามคูโบต้า เป็นผู้นำตลาดด้านเครื่องจักรกลการเกษตรในอาเซียน และอยู่เคียงข้างเกษตรกรมาถึง 40 ปี ดังนั้นเพื่อให้สอดรับนโยบายเกษตร 4.0 สยามคูโบต้าจึงได้ยกระดับแบรนด์สู่การเป็น “นวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต” มุ่งให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการในการทำการเกษตรให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ตลอดจนสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต นำไปสู่การสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง

ทั้งนี้บริษัท ได้วางแนวทางการดำเนินงานใน 4 หลักการทางธุรกิจ ประกอบด้วย Leader ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านเครื่องจักรกลการเกษตรในอาเซียน มุ่งสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรชั้นนำระดับโลก, Innovation วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ, Seamless Life ทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อระหว่างองค์กร พนักงาน ผู้แทนจำหน่าย พันธมิตรทางธุรกิจ และ Sustainability มุ่งพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน คำนึงถึงผลประโยชน์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้วางแนวทางในการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรที่ล้ำสมัย เพื่อรองรับการทำเกษตรแม่นยำสูง ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อปรับปรุงการทำเกษตรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และในโอกาสที่สยามคูโบต้า ครบรอบ 40 ปี ยังได้เตรียมความพร้อมจัดงานใหญ่อีกหลายกิจกรรม เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำในการคิดค้นและวิจัยนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร เริ่มจากเร็วๆนี้ จะมีการจัดงานสัมมนา “Agri-Forum” ซึ่งเป็นความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร และงานแสดงนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งปี “KUBOTA Showcase 2018” เพื่อโชว์นวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรและระบบเทคโนโลยีการทำเกษตรกรรมจากคูโบต้า ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Power of Agri-Innovation” ครั้งแรกในประเทศไทย

เปิดนวัตกรรมทำนาด้วยตอซัง ปลูกหนึ่งเก็บเกี่ยวมากกว่าสาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355860

x

เปิดนวัตกรรมทำนาด้วยตอซัง ปลูกหนึ่งเก็บเกี่ยวมากกว่าสาม

วันจันทร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.นพดล โค้วสุวรรณ์ ฝ่ายวิชาการ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ โดยฝ่ายวิชาการและกลุ่มงานศึกษาและอนุรักษ์ข้าว ได้จัดทำโครงการทดสอบนวัตกรรมการทำนาข้าวด้วยตอซังวิธีใหม่ “ปลูกหนึ่งเก็บเกี่ยวมากกว่าสาม” ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากวิธี “การทำนาข้าวแบบซาลิบู” ของประเทศอินโดนีเซีย เพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาทำนา

การทำนาข้าวด้วยตอซังวิธีใหม่ เป็นการปลูกแบบเก่าที่มีเทคนิคและวิธีการปฏิบัติโดยไม่ต้องเตรียมดินและไม่ใช้เมล็ดพันธุ์ปลูก ใช้วิธีการเกลี่ยฟางข้าวให้กระจายทั่วแปลงแล้วย่ำตอซังให้ราบติดพื้นนา โดยในแปลงทดลองใช้ข้าวเหนียวสันป่าตอง 1 ที่ปลูกโดยวิธีหว่านกล้าและเตรียมแปลงทำนาข้าวด้วยตอซังวิธีใหม่ พบว่าวิธีการทำนาข้าวด้วยตอซัง สามารถประหยัดค่าต้นทุนเมล็ดพันธุ์ได้ 100% หรือ ประมาณ 400 บาทต่อไร่ สามารถลดการใช้น้ำในการเพาะกล้าต้นข้าวจากเมล็ดพันธุ์เท่ากับ 10% หรือ 120 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ และหากใช้วิธีการนี้ร่วมกับวิธีการทำนาแบบเปียกสลับแห้งจะสามารถลดปริมาณการใช้น้ำได้ถึง 38% หรือ 450 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ นอกจากนี้ ความบริสุทธิ์ทางพันธุกรรมของข้าวจะยังคงอยู่ ข้าวมีคุณภาพสูง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 3 ครั้งต่อปี มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่าการทำนาสองรอบมากกว่า 50% ต่อปี สำหรับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาศึกษาดูงานได้ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กลุ่มงานศึกษาพัฒนาและอนุรักษ์ข้าว

รมว.กษ.เผยกรมชลฯยันน้ำไม่ล้นสันเขื่อนแก่งกระจายแน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355878

รมว.กษ.เผยกรมชลฯยันน้ำไม่ล้นสันเขื่อนแก่งกระจายแน่นอน

รมว.กษ.เผยกรมชลฯยันน้ำไม่ล้นสันเขื่อนแก่งกระจายแน่นอน

วันอาทิตย์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 20.17 น.
5 ส.ค.61 พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้รับรายงานล่าสุดจากอธิบดีกรมชลประทาน ซึ่งส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัดดูแลบริหารจัดการน้ำโดยรายงานในส่วนเขื่อนแก่งกระจาน ว่า 1.ในช่วงนี้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ย 21 ล้าน ลบ.ม./วัน หรือ 245 ลบ.ม./วินาที 2.อัตราการระบายน้ำสูงสุดของอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน หรือสปิลเวย์ 1,380 ลบ.ม./วินาที มากกว่า 5 เท่าของปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อน ดังนั้น ไม่ล้นสันเขื่อนหรือแน่นอน อย่างไรก็ตาม เขื่อนมีความมั่นคงแข็งแรง มีการติดตั้งเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อน และการตรวจสอบบำรุงรักษาตามข้อกำหนดอย่างต่อเนื่อง

‘กฤษฎา’สั่งทุกจังหวัดรับมือ’ฝนตกหนัก’ตั้งแต่8ส.ค. พร้อมระดมช่วยเหลือเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355835

'กฤษฎา'สั่งทุกจังหวัดรับมือ'ฝนตกหนัก'ตั้งแต่8ส.ค. พร้อมระดมช่วยเหลือเกษตรกร

‘กฤษฎา’สั่งทุกจังหวัดรับมือ’ฝนตกหนัก’ตั้งแต่8ส.ค. พร้อมระดมช่วยเหลือเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 16.50 น.

5 ส.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ​มีความห่วงใยเกษตรกรทั่วประเทศ เนื่องจากมีพื้นที่ประสบอุทกภัยหลายจังหวัดแล้ว อีกทั้งกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดหมายลักษณะ​อากาศ​ว่า​ ตั้งแต่​วันที่​ 8​ ส.ค.​จะมีฝนตกชุกและตกหนักในหลายพื้นที่ อาจเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และดินโคลนถล่มได้ หน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ในทุกพื้นที่จึงต้องประสานงานกับทางอำเภอและจังหวัด อีกทั้งศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (ปภ.) และในพื้นที่อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกัน บรรเทา และเยียวยาเกษตรกรที่อาจได้รับความเดือดร้อน

“ได้สั่งการด่วนที่สุดให้ผู้บริหาร กษ.และท่านผู้ตรวจ กษ.ทุกท่านขอให้ออกไปตรวจเยี่ยมและแนะนำการปฎิบัติงานช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วมและอื่นๆในพื้นที่ช่วงนี้โดยใกล้ชิดด้วย
หากจังหวัดหรืออำเภอใดมีปัญหา และอุปสรรคการทำงานที่เกินขีดความสามารถของหน่วยงานในพื้นที่ขอให้รายงานท่านปลัด กษ.และอธิบดีที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบด้วย หรือจะแจ้ง รมช.กษ.หรือ รมว.เกษตรฯ ด้วย” นายกฤษฎา กล่าว

‘อธิบดีปศุสัตว์’ลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรได้รับผลกระทบน้ำท่วม (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355825

'อธิบดีปศุสัตว์'ลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรได้รับผลกระทบน้ำท่วม (ชมคลิป)

‘อธิบดีปศุสัตว์’ลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรได้รับผลกระทบน้ำท่วม (ชมคลิป)

วันอาทิตย์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 15.41 น.

5 ส.ค.61 เมื่อเวลา 09.00 น.ที่ผ่านมา นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย น.สพ.ศีลธรรม วราอัศวปติ ปศุสัตว์เขต 4 , นายวิวัฒน์ ไชยชะอุ่ม ผอ.กสส.และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมด้านปศุสัตว์

โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ ใน จ.สกลนคร และ จ.นครพนม โดยมีพื้นที่ลงตรวจติดตาม ดังนี้ พื้นที่ จ.สกลนคร ณ บ้านท่าสาวคอย หมู่ที่ 4 ต.เชียงสือ อ.โพนาแก้ว , ณ บ้านปู่พื้ม หมู่ที่ 3 ต.นาโพน อ.โพนาแก้ว สรุปรายละเอียด ดังนี้ 1.สัตว์ที่ได้รับผลกระทบ 2,628 ตัว แบ่งออกเป็น โคเนื้อ 1,754 ตัว , กระบือ 508 ตัว , โคนม 16 ตัว , สุกร 30 ตัว และไก่พื้นเมือง 320 ตัว 2.แจกเสบียง 45,360 กิโลกรัม แบ่งออกเป็น หญ้าแห้งอัดฟ่อน 40,000 กิโลกรัม หรือ 2,000 ฟ่อน 3.การดูแลสุขภาพสัตว์ 660 ตัว แจกแร่ธาตุและเวชภัณฑ์ 660 ชุด และ 4.ตั้งจุดอพยพสัตว์ จำนวน 1แห่ง ณ บ้านท่าสาวคอย หมู่ที่4 ต.เชียงาอ อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร

ด้าน น.ส.เยาวนิตย์ บุรีรักษา ปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร ให้ความช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. – 4 ส.ค.61 อำเภอที่ได้รับผลกระทบ 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.โพนาแก้ว , เมืองสกลนคร , โคกศรีสุพรรณ พรรณานิคม และ อ.กุดบาก รวมทั้งสิ้น 7 ตำบล 14 หมู่บ้าน เกษตรกร 609 ครัวเรือน

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบถุงยังชีพช่วยเหลือสัตว์ จำนวน 600 ถุง นอกจากนี้ อธิบดีฯ ได้สั่งการให้พื้นที่ที่ประสบอุทกภัยจัดตั้งคลังเบียงสัตว์ประจำตำบล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ และกำชับให้ทางปศุสัตว์จังหวัดติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งให้เตรียมมาตรการรับมือหลังน้ำลดอย่างครอบคุมทุกมิติทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

ไม่ซ้ำรอยปี54! รองอธิบดีปภ.แจงสถานการณ์น้ำ เร่งเฝ้าระวังน้ำโขง-ระบายเขื่อนใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355541

ไม่ซ้ำรอยปี54! รองอธิบดีปภ.แจงสถานการณ์น้ำ เร่งเฝ้าระวังน้ำโขง-ระบายเขื่อนใหญ่

ไม่ซ้ำรอยปี54! รองอธิบดีปภ.แจงสถานการณ์น้ำ เร่งเฝ้าระวังน้ำโขง-ระบายเขื่อนใหญ่

วันศุกร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 16.45 น.

“รองอธิบดีปภ.”แจงสถานการณ์น้ำ เร่งเฝ้าระวังน้ำโขง-ระบายเขื่อนใหญ่ ชี้ต้องกระทบชาวบ้านให้น้อยที่สุด มั่นใจมีความพร้อมสูงไม่ซ้ำรอยปี54

3 ส.ค.61 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายกอบชัย บุญอรณะ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำในขณะนี้ ว่า เราให้ความสำคัญอยู่ 2 ส่วน 1.ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่ล้นตลิ่งขึ้นมาในบางจุด อย่างเช่น จ.นครพนม จ.มุกดาหาร โดยเฉพาะ จ.อุบลราชธานี ที่วันนี้น้ำลดลงแล้ว แต่ในวันพรุ่งนี้ (4 ส.ค.) น้ำคงจะขึ้นสูงมาอีก ขณะที่ จ.เชียงราย และ จ.บึงกาฬ ปริมาณน้ำก็ได้ลดลงแล้วเช่นกัน ซึ่งทุกจังหวัดที่น้ำยังล้นตลิ่งบริเวณริมแม่น้ำโขง ก็กำลังเร่งดำเนินการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการสูบน้ำออกในกรณีที่น้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง ส่วนน้ำที่ล้นตลิ่งก็จะใช้วิธีปิดประตูระบายน้ำ แล้วสูบน้ำออก เข้าใจว่าช่วงนี้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมตลิ่งจะยังประสบปัญหาอยู่บ้าง

รองอธิบดี ปภ.กล่าวต่อว่า ในส่วนที่ 2.ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง แม้ช่วงนี้จะน้อยลง แต่ส่งผลต่ออ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะเขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ได้ร่วมกันดำเนินการพร่องน้ำ ให้กระทบกับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณท้ายเขื่อนน้อยที่สุด ขณะนี้กำลังระบายน้ำในเขื่อนใหญ่อยู่ประมาณ 3 แห่ง ได้แก่ 1.เขื่อนน้ำอูน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบริเวณท้ายเขื่อน 2.เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ยังไม่มีผลกระทบมากเท่าไหร่ และ 3.เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ก็กำลังเร่งพร่องน้ำ ถึงแม้น้ำจากเขื่อนจะไหลเข้าไปยังเขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ก็ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง

“ทั้ง 2 ส่วนเราต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ทาง ปภ.เองก็ได้แจ้งเตือนไปยังจังหวัดเหล่านี้ที่จะได้รับผลกระทบกรณีแม่น้ำโขง และการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ให้อย่างน้อยได้แจ้งทำความเข้าใจประชาชนให้รับทราบถึงสถานการณ์ที่มีความจำเป็น รองรับการอพยพไว้ในบางจุด และประสานนำเครื่องมือต่างๆ เช่น เรือท้องแบน รถยกสูง รวมถึงประสานโรงเรียน หรือสถานที่ราชการต่างๆ ไว้รองรับการอพยพ ส่วนผู้บริหารท้องถิ่น นายอำเภอ จะทำหน้าที่ลงไปทำความเข้าใจกับประชาชนหากจำเป็นต้องอพยพ แต่ถ้าไม่อพยพก็จะน้ำสิ่งอุปโภค บริโภคเข้าไปดูแลอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้กำชับให้ดูแลประชาชนอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และใช้วิธีบริหารจัดการน้ำให้กระทบกับประชาชนน้อยที่สุด” นายกอบชัย กล่าว

รองอธิบดี ปภ.กล่าวต่อว่า ส่วนการตั้งศูนย์เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำ ไม่ได้มีการตั้งศูนย์ของ ปภ.ขึ้นมา แต่จะใช้ศูนย์ที่ สนทช.ดำเนินการ และได้ส่งบุคลากรของ ปภ.เข้าไปร่วมติดตามเฝ้าระวัง เพื่อนำมาแจ้งเตือนประชาชนด้วย ทราบว่าในช่วงหลังวันที่ 5 ส.ค.นี้ จะมีฝนตกลงมาเพิ่ม และอาจทิ้งช่วงเป็นระยะ ดังนั้น เราต้องใช้เวลานี้ในการเร่งพร่องน้ำให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ดี จากการคาดการสถานการณ์ ในช่วงนี้ปริมาณน้ำอาจมีเพิ่มขึ้น แต่คงไม่มาก รวมถึงฝนที่ตกลงมา แต่ภายใน 1 – 2 วันนี้ จะยังไม่มีฝนตกลงมา เพราะฉะนั้นน้ำบางส่วนก็จะลดลงได้ ต้องเข้าใจว่าช่วงนี้เป็นฤดูฝน โดยเฉพาะในเดือน ส.ค.น้ำทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีประมาณมาก กว่าจะไล่ลงมายังพื้นที่ตอนล่างก็จะอยู่ในช่วงเดือน ก.ย. – ต.ค.

เมื่อถามถึงข้อกังวลของประมาณน้ำในเขื่อนที่ปีนี้สูงกว่าในปี 54 นายกอบชัย กล่าวว่า เราพยายามคาดการณ์ให้สูงไว้ก่อน แต่จากการหารือกัน ประมาณน้ำในปีนี้สูงกว่าปี 54 เล็กน้อย แต่จากข้อกังวลดังกล่าวถือเป็นข้อดีที่ภาครัฐจะต้องหามาตรการเชิงรุกไว้ก่อน และเก็บข้อมูลเป็นพื้นฐานเบื้องต้น พื้นที่ไหนมีความเสี่ยงสูงก็ต้องไปจัดการทำความเข้าใจก่อน รวมถึงระดมเครื่องมือช่วยเหลือจากที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบไปช่วยเหลือด้วย

เมื่อถามว่า ยืนยันถึงความพร้อมได้หรือไม่ว่าจะไม่ซ้ำรอยน้ำท่วมใหญ่ปี 54 นายกอบชัย กล่าวว่า เรามีความพร้อมมาก หากน้ำจะมาก็คงต้องมาแน่ แต่หน้าที่ของเราต้องเข้าไปดูแลให้เร็วที่สุดทุกด้าน โดยเฉพาะการตัดขาดจากการสื่อสาร และตัดขาดจากการสัญจร เราจะพยายามไม่ให้เกิดขึ้นเด็ดขาด

“อยากฝากไปยังประชาชนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำ และจะดำเนินการอย่างเต็มที่ สิ่งที่ประชาชนจะช่วยได้คือติดตามข้อมูลข่าวสาร ปฏิบัติตามคำแนะนำของทางราชการ” รองอธิบดี ปภ.กล่าว