ส่องเกษตร : เตรียมตัวรับมือภัยคุกคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356295

449007

ส่องเกษตร : เตรียมตัวรับมือภัยคุกคาม

วันพุธ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พี่น้องเกษตรกรไทยหลายๆ พื้นที่กำลังเผชิญการคุกคามของภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่รอบเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี จุดโฟกัสสำคัญยิ่งเพราะน้ำกำลังล้นเขื่อน ล้น“สปิลเวย์” ขณะที่ยังคงมีฝนตกหนักช่วงนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านต้องพากันเตรียมการขนย้ายข้าวของหนีขึ้นที่สูง แต่ในส่วนพื้นที่การเกษตรไม่สามารถที่จะโยกย้ายหนีไปไหนได้ ก็ต้องปล่อยให้ท่วมเสียหายไปก่อน รอให้น้ำลดสู่ปกติ แล้วค่อยกลับมาฟื้นฟูกันใหม่…เป็นวิถีที่ยังคงหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ก็หวังว่า ความช่วยเหลือต่างๆจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วให้ทันสถานการณ์และมีประสิทธิภาพ ทั้งในช่วงที่กำลังเกิดน้ำท่วมและโดยเฉพาะหลังจากน้ำลดลง กลับสู่ภาวะปกติแล้ว

ภัยธรรมชาติเรื่อง “น้ำ” ทั้งท่วมและแล้ง นับเป็นภัยคุกคามต่อเกษตรกรไทยอยู่เสมอมา เรื่อง “การบริหารจัดการน้ำ”ให้ดี จึงยังคงเป็นประเด็นสำคัญยิ่ง ที่ต้องหาทางปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอยู่ตลอดเวลา เพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างยั่งยืนมากที่สุดในอนาคตต่อๆ ไป…

นอกจากภัยคุกคามในสถานการณ์เฉพาะหน้าเรื่อง “น้ำท่วม” นี้แล้ว ยังมี“ภัยคุกคาม” ต่อเกษตรกรไทยอีกมากมาย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวที่หน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯจะต้องตระหนัก ตื่นตัว เตรียมการรับมือให้ทันการณ์อยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ปล่อยให้“ภัย”มาจ่อถึงคอหอย กระทั่งเกิดความเสียหายร้ายแรงขึ้นแล้ว ค่อยลุกลี้ลุกล้นหาทางแก้ไข เหมือนดังที่ผ่านๆมา ซึ่งเป็นภาพสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า “ประสิทธิภาพ”เป็นอย่างไร

และเรื่องหนึ่งที่กำลังจะเป็น “ภัยคุกคามต่อข้าวไทย” มีสิทธิส่งผลกระทบเลวร้ายต่อชาวนาไทยในอนาคตได้ก็คือ เรื่องที่สหรัฐอเมริกาสามารถปรับปรุงพัฒนา “ข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่” ถึง 3 สายพันธุ์ที่มีคุณภาพเยี่ยมทัดเทียมข้าวหอมมะลิของไทยแต่ให้ผลผลิตที่สูงกว่ามาก ซึ่งปลายปีนี้จะประเดิมส่งเสริมให้ชาวนา “ลุงแซม” เพาะปลูกก่อน 1 สายพันธุ์…ข่าวว่า จะให้ผลผลิตสูงถึงไร่ละกว่า 1,600 กก.ทีเดียว!

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ออกมาเตือนก่อนหน้านี้ ระบุ ข้อมูลสถิติการส่งออกข้าวช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิเฉลี่ย 25-30% ของมูลค่าส่งออกข้าวทั้งหมด โดยตลาดข้าวหอมมะลิอันดับ 1 ของไทยตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบันคือสหรัฐอเมริกา

แต่ที่น่าห่วงคือ การส่งออกหอมมะลิไปสหรัฐมีแนวโน้มลดลงตลอดตั้งแต่ปี 2557 เพราะสหรัฐฯได้พัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ถึง 3 สายพันธุ์ โดยมหาวิทยาลัยอาร์แคนซัสพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมจัสมิน “Aroma17” ที่มีกลิ่นหอมทัดเทียมข้าวหอมมะลิไทย ให้ผลผลิตสูง 7,740 ปอนด์/เอเคอร์ (1,388 กก./ไร่) ส่วนมหาวิทยาลัยหลุยส์เซียนาพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์จัสมิน “CLJ 01” มีกลิ่นหอมทัดเทียมหอมมะลิไทย เมล็ดข้าวสวย มีท้องไข่น้อย ผลผลิตสูงถึง 1,645 กก./ไร่ ขณะที่มูลนิธิวิจัยข้าวแคลิฟอร์เนียพัฒนาสายพันธุ์จัสมิน “Calaroma 201”แม้กลิ่นหอมน้อยกว่า แต่เมื่อหุงจะได้ข้าวที่อ่อนนุ่มสูงและให้ผลผลิตสูงถึง 1,695 กก./ไร่

ซึ่งพันธุ์จัสมิน Aroma17 ได้วิจัยและทดลองในแปลงเสร็จสิ้นแล้ว จะเริ่มส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกตั้งแต่ปลายปี 2561 เป็นต้นไป

นายประพัฒน์แสดงความเป็นห่วงมากเพราะเดิมข้าวหอมมะลิก็มีคู่แข่งมากทั้งจากอินเดีย ปากีสถาน เวียดนาม บังกลาเทศ เมียนมากัมพูชา ที่ล้วนมีข้าวหอมพันธุ์ดี หากมีคู่แข่งเพิ่มคือสหรัฐซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ด้วย จะยิ่งมีผลกระทบต่อการส่งออกข้าวไทยมาก ท้ายสุดชาวนาก็จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เขาจึงเรียกร้องหน่วยงานผู้รับผิดชอบทั้งด้านผลิตข้าว และการค้าข้าว ต้องช่วยกันค้นหาข้อมูลและเตรียมการตั้งรับ เตรียมแก้ปัญหาโดยรีบด่วน

ขณะที่รมช.พาณิชย์-น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร บอกว่า กระทรวงพาณิชย์ติดตามข้อมูลนี้อยู่ ได้ทราบจากผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายข้าวในสหรัฐว่า ตอนนี้มีเพียงสายพันธุ์เดียวที่สหรัฐฯนำมาทดลองตลาด แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักและวางจำหน่ายในตลาดทั่วไป ในระยะสั้นจึงยังไม่มีผลกระทบต่อข้าวหอมมะลิไทย อย่างไรก็ตาม ก็มีแผนจะร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯรักษาคุณภาพและมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยและพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ๆที่สามารถแข่งขันได้ ทั้งจะเดินหน้าประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิไทยเชิงรุกในตลาดสหรัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาตลาดและเร่งขยายตลาดสู่กลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ….

ครับ ในระยะสั้นนี้ ผลกระทบยังมีน้อย แต่ในระยะยาว ผมว่า น่าห่วงมาก กรมการข้าวก็ต้องเร่งมืองานวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยมากขึ้น ส่วนชาวนาเองก็คงต้องเร่งปรับตัว หนักขึ้นด้วย

สาโรช บุญแสง

‘5พันธมิตร’ประกาศเจตนารมณ์ ลดใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356278

'5พันธมิตร'ประกาศเจตนารมณ์ ลดใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์

‘5พันธมิตร’ประกาศเจตนารมณ์ ลดใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์

วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 15.31 น.

5พันธมิตรด้านปศุสัตว์ผลึกกำลังเพื่อให้สินค้าปศุสัตว์เป็นอาหารปลอดภัย และประกาศเจตนารมณ์ ควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์ ซึ่งตั้งเป้าการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทย ลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ลงร้อยละ 30ภายในปี พ.ศ.2564

7 ส.ค.61 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพมหานคร สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกรมปศุสัตว์ สัตวแพทยสภา สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก และสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกร ร่วมกันจัดงานสัมมนาหลักสูตร “มุ่งมั่นรวมใจ สินค้าปศุสัตว์ไทย ปลอดภัยจากยาปฏิชีวนะ” เพื่อรับรับฟังความคิดเห็นและหาทางออกร่วมกันควบคุมและลดการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์

โดย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์เป็นองค์กรหลักที่ขับเคลื่อนการปศุสัตว์ไทย สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในตลาดโลก โดยมีภารกิจกำหนดทิศทาง นโยบาย ควบคุม กำกับ ส่งเสริม วิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการปศุสัตว์ เพื่อให้ปศุสัตว์และสินค้าปศุสัตว์มีมาตรฐาน ถูกสุขอนามัย ปราศจากโรค สารตกค้าง และสารปนเปื้อน มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล สำหรับปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะ ถือเป็นปัญหาสำคัญ และกำลังอยู่ในความสนใจในระดับนานาชาติ ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทย

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังได้บรรจุโครงการ “การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะในระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์” ลงในแผนปฏิบัติการการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560 – 2564 ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ที่จะลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับสัตว์ ลงร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ.2564 อีกทั้งการที่กรมปศุสัตว์มีหน้าที่ในการตรวจประเมิน รับรอง กำกับ ดูแล การผลิตสินค้าปศุสัตว์ทั้งห่วงโซ่ โดยเริ่มตั้งแต่โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มมาตรฐาน รวมถึงสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม ที่เป็นภาคส่วนที่มีการใช้ยาปฏิชีวนะ และในส่วนของโรงฆ่าสัตว์ สถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ เป็นภาคส่วนที่มีการตรวจสอบการตกค้างของยาปฏิชีวนะ

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้บรรจุกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการกำกับ ดูแล เช่น พระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ มีการระบุสารต้องห้ามที่ห้ามผสมในอาหารสัตว์ , ระเบียบกรมปศุสัตว์ว่าด้วยการขอรับและออกใบรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีด้านปศุสัตว์ หรือมาตรฐานฟาร์ม มีการระบุบทลงโทษในกรณีที่ตรวจพบสารตกค้างหรือสารต้องห้ามในผลิตภัณฑ์ , ระเบียบกรมปศุสัตว์ว่าด้วยการขอรับและออกใบรับรองสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม เลี้ยงสัตว์ มีการระบุบทลงโทษในกรณีที่ตรวจพบสารตกค้างหรือสารต้องห้ามในผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม โดยอาจจะพักใช้หรือเพิกถอนใบรับรองสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มเลี้ยงสัตว์ , กิจกรรม Monitoring plan เพื่อเฝ้าระวังสารตกค้าง ที่มีการเก็บตัวอย่างสินค้าส่งตรวจทั้งจากโรงฆ่าสัตว์ รวมถึงสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ และขอย้ำว่ากรมปศุสัตว์ จะเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการลดการใช้ยาปฏิชีวนะในสินค้าปศุสัตว์ รวมถึงการไม่ใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยในสินค้าปศุสัตว์สำหรับผู้บริโภค

ขณะที่ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ กล่าวในฐานะนายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่า สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เป็นสมาคมที่มีภารกิจหน้าที่ในด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสัตวแพทย์ เช่น ส่งเสริมการประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ให้ดียิ่งขึ้น ส่งเสริมวิชาชีพสัตวแพทย์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น เผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ และส่งเสริมวิชาชีพให้มีการพัฒนาให้ทันสมัย โดยได้มีการจัดประชุมวิชาการสัตวแพทย์ รวมถึงการให้ความรู้ คำแนะนำแก่บุคคลทั่วไปในด้านการปศุสัตว์ และการเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สินค้าปศุสัตว์มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นไปตามมาตรฐานสากล สำหรับการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์นั้น สัตวแพทย์ถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุม กำกับ ดูแล การใช้ยาให้ถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ โดยต้องมีการวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องก่อนการใช้ยาเพื่อการบำบัดรักษาโรคในสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคสัตว์ ต้องมีการใช้อย่างเหมาะสม และใช้ตามความจำเป็นเท่านั้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น สัตวบาล และเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทย ที่มีเป้าหมายสำคัญ คือ ลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ ลงร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ.2564

ทั้งนี้ สัตวแพทยสมาคมฯ ได้ร่วมมือกับสัตวแพทยสภา และภาคมหาวิทยาลัย ในการจัดทำแนวทางปฏิบัติ (Guideline) การใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์เพื่อเป็นคู่มือให้สัตวแพทย์มีการใช้ยาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ขอประกาศว่า จะเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะในวงการปศุสัตว์อย่างเหมาะสม เพื่อให้สินค้าปศุสัตว์ไทยปลอดภัยต่อผู้บริโภค เป็นไปตามมาตรฐานสากล และเป็นสิ่งที่วิชาชีพสัตวแพทย์ได้ถือปฏิบัติมาโดยตลอด

ด้าน ผศ.นายสัตวแพทย์ ดร.ธวัชชัย ศักดิ์ภู่อร่าม นายกสัตวแพทยสภา เปิดเผยว่า สัตวแพทยสภา เป็นองค์การ มาตรฐานวิชาชีพการสัตวแพทย์ เพื่อประโยชน์ต่อสังคมโดยร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งวัตถุประสงค์ของสัตวแพทยสภา มีด้วยกันหลายประการ เช่น ควบคุมการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ควบคุมความประพฤติและการดำเนินงานของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ให้ถูกต้องตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสัตวแพทย์ ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ และให้การบริการทางด้านวิชาการแก่สมาชิก รวมทั้งประชาชนและองค์กรอื่นในเรื่องเกี่ยวกับวิชาชีพการสัตวแพทย์

โดยมีการพัฒนาวิชาชีพการสัตวแพทย์ให้มีคุณภาพ พัฒนาระบบการบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพ คุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมการประกอบวิชาชีพให้เป็นไปตามมาตรฐานและมีความเป็นธรรม และสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนสำหรับการใช้ยาปฏิชีวนะในวงการปศุสัตว์สัตวแพทยสภา จะเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะในวงการปศุสัตว์อย่างเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เป็นไปตามมาตรฐานสากล และเป็นสิ่งที่วิชาชีพสัตวแพทย์ได้ถือปฏิบัติมาโดยตลอด ดังปณิฐานที่ว่าสัตวแพทยสภา ยึดมั่นมาตรฐาน สานความร่วมมือ ยึดถือประโยชน์ต่อสังคม

ขณะที่ ผศ.นายสัตวแพทย์ ดร.สุเจตน์ ชื่นชม นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย เปิดเผยว่า สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย มีภารกิจหน้าที่หลักในการส่งเสริมให้สมาชิกสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกร รับผิดชอบดูแลสุขภาพและป้องกันโรคแก่สุกรตามหลักวิชาการ รวมถึงการให้ความรู้คำแนะนำแกบุคคลทั่วไปในด้านการจัดการสุขภาพสุกร ทั้งนี้เพื่อยกระดับวิชาชีพให้เป็นที่ยอมรับแก่สังคม และยังมีหน้าที่ในการส่งเสริมการบริโภคเนื้อสุกรที่มีคุณภาพและความปลอดภัย สำหรับแนวทางการใช้ยาต้านจุลชีพในสุกร สมาชิกของสมาคมถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการควบคุม กำกับ ดูแล การใช้ยาอย่างถูกต้องและสมเหตุสมผลตามหลักวิชาการ ทั้งนี้ สมาคมถือเป็นความรับผิดชอบที่จะผลิตเนื้อสุกรที่ปลอดภัยจากการตกค้างของยาปฏิชีวนะ โดยสมาคมได้ร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ เช่น เกษตรกร สัตวบาล ผู้บริโภค ในการแก้ปัญหาการดื้อยา เพื่อสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทย ที่มีเป้าหมายสำคัญ คือ ลดปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ ลงร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ.2564 ต่อไป

น.สพ.สุเมธ ทรัพย์ชูกุล นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมอาหารของไทย มีการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตตามหลักอาหารปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล ตรวจสอบย้อนกลับได้ เป็นที่ยอมรับในเวทีระดับโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไก่เนื้อไทยที่สามารถส่งออกเนื้อไก่ไปยังต่างประเทศโดยมีคู่ค้าที่สำคัญทั้งสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง ซึ่งยอมรับในมาตรฐานการผลิตของไทยที่สะอาดปลอดภัย ตั้งแต่การเลี้ยงในระบบโรงเรือน ความสามารถของนักโภชนาการอาหารสัตว์ ที่ปรุงอาหารได้ตรงความต้องการ ไม่เหลือทิ้งเป็นให้เชื้อก่อโรคเพิ่มจำนวน และนักพันธุกรรมก็คัดเลือกสายพันธุ์ที่มีความต้านทานโรคที่ดี สัตวแพทย์ขจัดโรคที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ได้เด็ดขาด จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ หรือหากมีการหลุดรั่วป่วยก็ต้องรักษา ใช้ยาเท่าที่จำเป็น ยาต้องมีคุณภาพเพื่อหวังผล

อย่าให้เกิดช่องว่าง! ‘กฤษฎา’สั่งด่วนผู้บริหารกษ.ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356220

อย่าให้เกิดช่องว่าง! 'กฤษฎา'สั่งด่วนผู้บริหารกษ.ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาเกษตรกร

อย่าให้เกิดช่องว่าง! ‘กฤษฎา’สั่งด่วนผู้บริหารกษ.ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 12.18 น.

7 ส.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ส่งการด่วนที่สุดเพื่อให้การบริหารงานเชิงพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพ โดยให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหาร กษ.ระดับกรมหรือเทียบเท่า ผู้ตรวจกระทรวง รวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรฯ ส่วนภูมิภาคและส่วนกลางในพื้นที่จังหวัดทุกหน่วย พร้อมกับผู้รับทราบผู้ว่าราชการและนายอำเภอทุกจังหวัด กรณีที่ตนมีคำสั่งมอบหมายภารกิจและกำหนดแนวทางการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ โดยให้มีการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อ.พ.ก.) เพื่อกำหนดวิธีการและกำหนดหน่วยงานในการรับผิดชอบงานในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ให้ชัดเจนเพื่อผลสัมฤทธิ์ของงาน

“ขอเน้นย้ำให้หัวหน้าหน่วยงาน กษ.ในพื้นที่ทุกจังหวัด ทั้งที่มีฐานะเป็นราชการส่วนภูมิภาคและส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ต้องประสานงานร่วมกันทำงานพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างใกล้ชิด อย่าให้เกิดช่องว่างหรือปัญหาต่างหน่วยต่างทำและไม่มีการประสานงานกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความล้มเหลวของการทำงานแก้ไขปัญหาเพื่อส่วนร่วม และปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก็ไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้น ปลัดกระทรวงฯ และผู้บริหารระดับกรมหรือเทียบเท่า รวมทั้งผู้บริหารรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนในสังกัด กษ.ได้อำนวยการและกำกับติดตามการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่ให้เป็นไปตามแนวทางที่ได้สั่งการไปแล้วข้างต้นอย่างใกล้ชิดด้วย รวมทั้งในพื้นที่ประสบอุทกภัยเร่งสำรวจให้การช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็ว” นายกฤษฏา กล่าว

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเฟ้นหาสุดยอดไอเดีย’2030พลิกโฉมวงการเกษตรไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356201

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเฟ้นหาสุดยอดไอเดีย'2030พลิกโฉมวงการเกษตรไทย'

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเฟ้นหาสุดยอดไอเดีย’2030พลิกโฉมวงการเกษตรไทย’

วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 11.34 น.

7 ส.ค.61 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) โดยศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร (Agro Business Creative center : ABC center) จัดงานสัมมนา “New Farming Model 2030 – What is in? What is out?” เพื่อหาสุดยอดไอเดีย New Farming Model 2030 สืบเนื่องจากปัจจุบันโลกการเกษตรเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น จีนมีการปลูกข้าวในทะเลทราย อิสราเอลมีระบบให้น้ำไม่พึ่งพาชลประทาน สิงคโปร์มีฟาร์มออแกนิครูปแบบใหม่ปลูกผักแนวดิ่งแบบครบวงจร เป็นต้น

คำถามที่เกิดขึ้นคือแล้วภาคการเกษตรของไทยจะพัฒนาไปในแนวทางไหน? ดังนั้นถึงเวลาที่ประเทศไทย หนึ่งในประเทศที่มีพื้นที่เหมาะสมกับการทำการเกษตรมากที่สุดจะต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง จึงเกิดโครงการ “AgSeed Forum episode 1 : New Farming Model” สนับสนุนการพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการด้านธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร โดยเปิดให้ผู้สนใจทุกสาขาอาชีพที่มีไอเดีย มีความคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบแต่เป็นจริงได้ และมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการเกษตรไทยให้ก้าวไกลด้วยนวัตกรรม

มาร่วมสร้างฝันให้เป็นจริง  ผ่านการแข่งขันประกวดไอเดีย “New Farming Model 2030” คือการจัดการฟาร์มแบบใหม่ ที่เกิดจากแรงบันดาลใจและแนวทางในการแก้ไขปัญหาการทำเกษตรแบบเดิมที่ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการทำเกษตรที่มีพื้นที่จำกัด สภาพดินเสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมีเป็นระยะเวลานาน การพึ่งพาสภาพภูมิอากาศที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพต่ำและไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งเพาะปลูก มาสู่รูปแบบการจัดการฟาร์มแบบใหม่ที่มีความเป็นไปได้จริงทั้งทางเทคโนโลยีและทางธุรกิจ

สำหรับงาน “New Farming Model 2030 – What is in? What is out?” จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 9 ส.ค.61 ณ Ananda Campus (ชั้น11) อาคาร FYI Center โดยจะมีการให้ผู้เข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายของการประกวด “New Farming Model 2030” มา pitching ไอเดียการพลิกโฉมฟาร์มเกษตรของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีช่วงเสวนาซึ่งจะได้พบกับวิทยากรนักปฏิบัติในวงการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร

อาทิ คุณโอฬาร วีระนนท์ CEO and Co-founder, Durian Corporation คุณวีระศักดิ์ สุระเรืองชัย หัวหน้ากลุ่มวิจัย, Freak Lab มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี คุณอุกฤษ อุณหเลขกะ Co-founder, Ricult และคุณมณฑา ไก่หิรัญ ผู้จัดการส่งเสริมนวัตกรรม ABC Center โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี ผ่าน Zipevent ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป https://www.zipeventapp.com/e/WHAT-IS-IN-WHAT-IS-OUT หรือสอบถามที่ abc.center@nia.or.th หรือ agseedbyabc@gmail.com

รายงานพิเศษ : กรมหม่อนไหมจัดกิจกรรม‘ซื้อผ้าไหมให้แม่’ เชิญชวนเลือกซื้อผ้าไหมเป็นของขวัญวันแม่ในเดือนสิงหาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356115

รายงานพิเศษ : กรมหม่อนไหมจัดกิจกรรม‘ซื้อผ้าไหมให้แม่’  เชิญชวนเลือกซื้อผ้าไหมเป็นของขวัญวันแม่ในเดือนสิงหาคม

รายงานพิเศษ : กรมหม่อนไหมจัดกิจกรรม‘ซื้อผ้าไหมให้แม่’ เชิญชวนเลือกซื้อผ้าไหมเป็นของขวัญวันแม่ในเดือนสิงหาคม

วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในวันแม่ปี 2561 นี้ กรมหม่อนไหมขอร่วมเป็นหนึ่งในการส่งเสริมสินค้าจากผ้าไหม ให้เป็นของขวัญอันล้ำค่าในวันแม่ปีนี้ โดยสามารถเลือกซื้อสินค้าผ้าไหม และผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมได้โดยตรงจากกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือพื้นที่สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1-6 และศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ ตลอดเดือนสิงหาคมนี้

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญ และทรงพระกรุณาในการส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแก่พสกนิกร สนับสนุนอาชีพทางด้านหัตถกรรมการทอผ้าไหมลวดลายต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2513 จากพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงงานด้านหม่อนไหมด้วยพระวิริยอุตสาหะมาโดยตลอด ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม ทอผ้าไหม ได้มีอาชีพที่ยั่งยืน ที่มีรายได้พึ่งพาตนเองได้ จวบจนปัจจุบันอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้กลายเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยและประเทศไทยได้อย่างน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา

กรมหม่อนไหม ในฐานะหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีภารกิจในการดำเนินการสนองงานสืบสานอนุรักษ์อาชีพด้านหม่อนไหม ควบคู่ไปกับการพัฒนาและส่งเสริมให้เกษตรกรหม่อนไหมให้สามารถประกอบอาชีพหม่อนไหมได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่ผ่านมาจึงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพของบุตรหลานของเกษตรกร ให้เป็นผู้สืบทอดอาชีพด้านหม่อนไหมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาหม่อนไหมที่เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่และดีงามของไทยให้เยาวชนรุ่นหลังได้สืบทอดให้คงอยู่คู่ประเทศไทย โดยดำเนินการตามภารกิจต่างๆ ผ่านศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ ซึ่งตั้งอยู่ครอบคลุมทั่วทุกภาคของประเทศ

เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษา 86 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2561 กรมหม่อนไหม
ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญในการประกอบอาชีพด้านหม่อนไหมของเกษตรกร และเพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกรมหม่อนไหมให้เป็นที่ประจักษ์มากยิ่งขึ้น กรมหม่อนไหม จึงได้จัดทำโครงการสืบสานงานพระมารดาแห่งไหมไทยขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยได้จัดแสดงนิทรรศการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ และจำหน่ายสินค้าหม่อนไหมและผลิตภัณฑ์ ภายใต้ธีม “ซื้อผ้าไหมให้แม่”

“อย่างไรก็ตามในโอกาสนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีในเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นเดือนมหามงคลที่ลูกๆ จะเลือกซื้อสินค้าผ้าไหม และผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมให้กับแม่ โดยการซื้อผ้าไหมนี้ นอกจากจะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีกำลังใจในการผลิตและสร้างสรรค์ผ้าไหมที่สวยงามออกสู่ตลาดต่อไปแล้ว และยังเป็นการสืบสานงานของพระมารดาแห่งไหมไทยให้อยู่คู่กับสังคมไทยจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมทั้งส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหมให้เป็นอาชีพที่มั่นคงและสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป โดยประชาชนทั่วไปสามารถเลือกหาซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าไหมได้โดยตรงจากกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือพื้นที่สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1-6 และศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ ตลอดเดือนสิงหาคมนี้” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

นายไพโรจน์ เฮงแสงชัย รอง อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดเดือนสิงหาคม พ.ศ.2561 กรมหม่อนไหมได้จัดให้มีโครงการสืบสานงานพระมารดาแห่งไหมไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติและถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ผู้ซึ่งได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “พระมารดาแห่งไหมไทย” สืบเนื่องจากที่พระองค์ทรงส่งเสริมและสนับสนุน ให้เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพสร้างรายได้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านหม่อนไหมให้กับผู้สนใจนำไปประกอบอาชีพ โดยเฉพาะกิจกรรมการซื้อผ้าไหมให้แม่ ซึ่งจะมีการจัดแสดงและออกร้านค้า ซึ่งจะมีสินค้าผ้าไหมมากมายหลายรูปแบบตามเอกลักษณ์ท้องถิ่น เช่น ผ้าซิ่นตีนแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ผ้าไหมสาเกตนคร จังหวัดร้อยเอ็ด ผ้าไหมมัดหมี่ชนบท จังหวัดขอนแก่น ผ้าไหมหางกระรอก จังหวัดนครราชสีมา ผ้าไหมกาบบัว จังหวัดอุบลราชธานี ผ้าไหมแพรวา จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นต้น โดยกรมหม่อนไหมได้ดำเนินการจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ ครอบคลุมพื้นที่ 6 เขต และ 21 ศูนย์ทั่วประเทศ

สสก.8เฟ้นแปลงใหญ่ดีเด่นระดับเขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356112

สสก.8เฟ้นแปลงใหญ่ดีเด่นระดับเขต

สสก.8เฟ้นแปลงใหญ่ดีเด่นระดับเขต

วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธาร นวลนึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2559 – ปัจจุบันมี เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อเข้าร่วมโครงการ มากกว่า 1,000 แปลง โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มและบริหารจัดการร่วมกันเพื่อให้เกิดการรวมกันผลิตและรวมกันจำหน่าย โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอนและเพื่อให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพ ได้มาตรฐานภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยในปี 2561 นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดให้มีการคัดเลือกแปลงใหญ่ดีเด่น 3 ระดับ คือ ระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณและผลงานของแปลงใหญ่ให้ปรากฏแก่สาธารณชนและเป็นตัวอย่างในการขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

สำหรับในระดับเขตภาคใต้ตอนบน ประกอบด้วย ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา และภูเก็ต สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ดำเนินการคัดเลือกแปลงใหญ่ที่มีผลงานเด่น ในรอบสุดท้าย ซึ่งมีแปลงใหญ่ที่เข้ารอบ 3 จังหวัด คือ แปลงใหญ่ทุเรียนนอกฤดู ตำบลตลิ่งชัน อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช แปลงใหญ่มังคุดตำบลท่ามะพลา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และแปลงใหญ่มังคุดตำบลลำเลียง อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง เพื่อเป็นตัวแทนของเขต ส่งเข้ารับการคัดเลือกแปลงใหญ่ดีเด่นในระดับประเทศต่อไป

เกษตรฯจัด‘มหกรรมแม่บ้าน’ สร้างความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือน-ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356113

เกษตรฯจัด‘มหกรรมแม่บ้าน’ สร้างความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือน-ชุมชน

เกษตรฯจัด‘มหกรรมแม่บ้าน’ สร้างความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือน-ชุมชน

วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายในการส่งเสริมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านความมั่นคงอาหารในระดับชุมชน กรม ได้มีการส่งเสริม สนับสนุนทั้งองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการพัฒนาต่อยอดเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเพื่อผลักดันให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกิดความเข้มแข็งและสามารถสร้างโอกาสทางการตลาดที่มั่นคง กรม ได้เตรียมจัดงานมหกรรมแม่บ้านเกษตรกรและความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชน โดยจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้นำกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในการบริหารจัดการกลุ่ม และเชื่อมโยงการขับเคลื่อนงานส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชน พร้อมกำหนดนโยบาย แนวทาง และแผนการดำเนินงานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรระดับเขตและระดับประเทศ และเลือกตั้งคณะกรรมการกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรระดับประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วย กิจกรรมการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพิ่มประสิทธิภาพและเชื่อมโยงเครือข่ายผู้นำกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ในวันที่ 6-9 สิงหาคม 2561 ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการจัดนิทรรศการแสดงผลงานและผลิตภัณฑ์เด่นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชน รวมถึงแสดงวิวัฒนาการงานส่งเสริมและพัฒนากลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในยุคสมัยต่างๆ ตลอดระยะเวลา 50 ปี นิทรรศการแสดงผลงานและผลิตภัณฑ์เด่นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชน และมีการออกบูธจำหน่ายสินค้าต่างๆ จากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และผลิตภัณฑ์จากกลุ่มที่ดำเนินการเรื่องความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชน เช่น อาหาร เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย หัตถกรรมและสิ่งประดิษฐ์ โดยมีกำหนดจัดงานในวันที่ 8-9 สิงหาคม 2561 เวลา 08.30-16.30 น. ณ บริเวณลานจอดรถ อาคาร 1 กรมส่งเสริมการเกษตร สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเดินทางมาเที่ยวชมงาน พร้อม ชิม ชม ช้อป อาหารจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่มาพร้อมความหลากหลายมีคุณภาพกันได้ ในวันเวลาดังกล่าว

รักษ์เกษตร : วิธีการขยายพันธุ์พืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356114

รักษ์เกษตร : วิธีการขยายพันธุ์พืช

รักษ์เกษตร : วิธีการขยายพันธุ์พืช

วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมขอทราบความรู้เรื่อง วิธีขยายพันธุ์พืช ว่ามีอะไรบ้างครับ ขอบคุณครับ

วิชา จงอมรรัตน์

อ.เมือง จ.ชัยนาท

คำตอบ

การขยายพันธุ์พืช เป็นการเพิ่มปริมาณจำนวนต้นพืชให้มากขึ้น และยังคงรักษาคุณลักษณะเดิมไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลง โดยใช้วิธีการต่างๆ โดยปกติแล้ว พืชจะสร้างเมล็ด หน่อ หางไหล หัว เหง้า หรือตา ออกมาเอง เป็นการสืบพันธุ์ของพืชตามธรรมชาติ

การขยายพันธุ์พืชต่างๆ มี 4 ลักษณะ คือ

1.การขยายพันธุ์โดยเมล็ด หรือการเพาะเมล็ด เป็นการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของต้นไม้นั้นเอง ปัจจุบันมีการผสมพันธุ์ช่วยให้ได้ลูกผสมใหม่ๆ ขึ้นมา จึงทำให้เกิดพันธุ์ไม้แปลกๆ และมีคุณภาพดีกว่าที่ปล่อยให้พืชผสมเองตามธรรมชาติ ต้นไม้ที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ได้แก่ จำพวกไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งเป็นไม้ล้มลุกต่างๆ ส่วนไม้ยืนต้นและไม้พุ่มนั้น จะไม่นิยมเพาะด้วยเมล็ด เพราะจะเจริญเติบโตช้า นอกจากต้องการปริมาณมาก จึงขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ทั้งนี้ เมล็ดที่จะใช้ในการทำพันธุ์นั้น จะต้องเป็นเมล็ดที่สมบูรณ์ที่สุด ไม่เก่า ไม่ลีบ ไม่แห้งจนเกินไป จึงจะได้ต้นไม้ที่สมบูรณ์

2.การขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อหรือกอ เป็นการขยายพันธุ์ของพืชที่มีหน่อ หางไหล หัว เหง้า ซึ่งเป็นต้นที่อยู่ใต้ดิน มีวิธีทำดังนี้

1) ก่อนจะแยกหน่อออกจากลำต้น ให้เลือกหน่อที่แข็งแรง ที่มีใบประมาณ 2-3 ใบ ใช้น้ำรดให้ทั่วเสียก่อน เพื่อให้ดินอ่อนตัวลง แล้วใช้เสียมหรือมีดขุดแยกออกมา ให้ทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้หน่อช้ำ เมื่อตัดออกแล้ว เอาดินกลบโคนต้นแม่ให้เรียบร้อย

2) นำหน่อที่แยกออกมา ดูความสมบูรณ์ แล้วตัดแต่งให้สวย โดยเอาส่วนที่เน่าเปื่อย รากหรือใบที่ช้ำ ออกทิ้งไป แล้วนำไปปลูกลงในกระถาง หรือดินที่ได้เตรียมไว้ กดดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม เก็บไว้ในที่ร่มก่อน ถ้าปลูกลงในแปลง ต้องกำบังกันแดดให้จนกว่าต้นไม้จะตั้งตัวได้ ควรดูแลทุกวัน ถ้าอากาศร้อนมาก ควรรดน้ำให้สม่ำเสมอ

3) การแยกกอ เป็นพวกไม้ประเภทเฟิร์นต่างๆ ที่มีรากมาก รากมักจะลอยอยู่เหนือดิน ในการแยก ให้ขุดแยกออกเป็นกอย่อยๆ ตัดรากที่เสียทิ้ง แล้วจึงค่อยนำไปปลูก

3.การขยายพันธุ์โดยการตัดชำ การขยายพันธุ์แบบนี้ กระทำได้ง่าย ให้ผลเร็ว และไม่กลายพันธุ์ ในการตัดชำนั้น จะต้องเตรียมดิน ภาชนะที่ตัดชำควรเป็นแบบเดียวกับการเพาะเมล็ด หรืออาจจะเป็นกระบะ หรือถุงพลาสติกก็ได้ ส่วนวัตถุที่ใช้ในการปักชำนั้น ให้ใช้ถ่านแกลบ ทรายหยาบ หรือ ดินผสมคลุกเค้าให้เข้ากัน มีวิธีตัดชำดังนี้

1) ใช้กิ่งหรือลำต้นตัดชำ ใช้ได้กับพืชประเภทไม้ดอกไม้ประดับ

2) ใช้ใบตัดชำ ใช้ได้กับพืชประเภทพืชอวบน้ำ

3) ใช้รากตัดชำ ใช้ได้กับพืชประเภทมันเทศ

4.การตอน เป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชอีกวิธีหนึ่ง ที่ทำให้กิ่ง หรือต้นพืชเกิดราก ขณะที่ติดอยู่กับต้นแม่ เมื่อตัดไปปลูก จะได้ต้นพืชใหม่ที่มีลักษณะทางสายพันธุ์เหมือนต้นแม่ทุกประการ แต่มีข้อเสียคือ ระบบรากของพืชไม่ค่อยแข็งแรง เนื่องจากไม่มีระบบรากแก้ว

นาย รัตวิ

กัมพูชาประกาศโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาด สระแก้วเข้มสั่งด่านตรวจพืชสกัดเข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356005

กัมพูชาประกาศโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาด สระแก้วเข้มสั่งด่านตรวจพืชสกัดเข้าไทย

กัมพูชาประกาศโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาด สระแก้วเข้มสั่งด่านตรวจพืชสกัดเข้าไทย

วันจันทร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 14.36 น.

6 ส.ค.61 เมื่อเวลา 11.00 น. นายพรพจน์ เพ็ญพาส ผวจ.สระแก้ว ได้สั่งการให้ นายสันติสุข ภูมิเงิน หัวหน้าด่านตรวจพืชสระแก้ว นำกำลัง จนท.ด่านตรวจพืชฯไปประสานความร่วมมือกับ พ.ต.อ.เบญจพล รอดสวาสดิ์  ผกก.ตม.จว.สระแก้ว และนายออน อุ่นทวีทรัพย์ นายด่านศุลกากรอรัญประเทศ  จ.สระแก้ว เพื่อเข้าไปตรวจสอบรถบรรทุกที่บรรทุกมันสำปะหลังจากประเทศกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย บริเวณด่านพรมแดนถาวรบ้านเขาดิน อ.คลองหาด จ.สระแก้ว เพื่อตรวจหาโรคพืชที่มากับมันสำปะหลัง โดยมี จนท.ทหารพรานชุดควบคุมกรมทหารพรานที่13 มาร่วมสนับสนุนในการตรวจ

ทั้งนี้นายสันติสุข  ภูมิเงิน หัวหน้าด่านตรวจพืชสระแก้ว เผยว่า ดร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้รับแจ้งจาก ดร. ภัสชญภณ หมื่นแจ้ง ผอ.สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการการเกษตร ว่าทางรัฐบาลกัมพูชา ได้ประกาศว่าได้เกิดโรคใบด่างมันสำปะหลัง หรือ โรค CMD ระบาดในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ในประเทศกัมพูชา อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคใบด่างมันสำปะหลังแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทย อธิบดีกรมวิชาการเกษตร จึงได้สั่งการให้ ด่านตรวจพืชทุกจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชาเร่งป้องกันเพื่อไม่ให้โรคใบด่างมันสำปะหลังแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทยได้

ดังนั้น ด่านตรวจพืชสระแก้ว จึงได้ระดมกำลังตั้งด่านตรวจพืชตามด่านชายแดนของจังหวัดสระแก้วที่มีการขออนุญาตนำมันสำปะหลังจากประเทศกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ 3 ด่าน ประกอบด้วย ด่านชายแดนจุดผ่อนปรนการค้าบ้านตาพระยา-บึงตากวน อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว, ด่านชายแดนจุดผ่อนปรนการค้าบ้านหนองปรือ ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และ ด่านพรมแดนถาวรบ้านเขาดิน อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ซึ่งทั้ง3ด่านชายแดนมีการนำมันสำปะหลังจากกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทยวันละประมาณกว่า 10 ตัน ส่วนใหญ่จะเป็นมันเส้น หรือมันสำปะหลังที่แปรรูปแล้ว ซึ่งมันสำปะหลังที่แปรรูปแล้วจนเป็นมันเส้นจะไม่มีเชื้อของโรคใบด่าง แต่ก็ยังคงต้องเก็บตัวอย่างไปตรวจสอบเหมือนกัน แต่หากเป็นมันฯหัวหรือเหง้าของมันสำปะหลังจะสามารถติดเชื้อของโรคดังกล่าวเข้ามาได้ โดยโรคใบด่างมันสำปะหลังนี้เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งแพร่ระบาดโดยแมลงเช่นแมลงหวี่ หากเกิดแพร่ระบาดแล้วจะทำให้ผลผลิตเสียหายมาก

นายสันติสุข ภูมิเงิน หัวหน้าด่านตรวจพืชสระแก้ว เผยอีกว่าขณะนี้ทุกภาคส่วนในจังหวัดสระแก้ว ได้มีการแจ้งเตือนไปยังเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศกัมพูชา ห้ามนำหัวมันสำปะหลังหรือต้นมันสำปะหลังจากกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทยอย่างเด็ดขาด หรือหากจะมีการเคลื่อนย้ายต้นมันสำปะหลังหรือหัวเหง้ามันสำปะหลังจะต้องได้รับการตรวจโรคพืช จากกรมรักษาโรคพืช เสียก่อน โดยกรมรักษาโรคพืชจะเป็นผู้อนุญาติเท่านั้น

‘บิ๊กฉัตร’ยันทำเต็มที่! เผยเร่งผลักดันน้ำ’เขื่อนแก่งกระจาน’ลงทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/355971

'บิ๊กฉัตร'ยันทำเต็มที่! เผยเร่งผลักดันน้ำ'เขื่อนแก่งกระจาน'ลงทะเล

‘บิ๊กฉัตร’ยันทำเต็มที่! เผยเร่งผลักดันน้ำ’เขื่อนแก่งกระจาน’ลงทะเล

วันจันทร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 12.34 น.

6 ส.ค.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์น้ำว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำที่เขื่อนแก่งกระจานค่อนข้างสูง แต่คาดว่าช่วงบ่ายนี้น้ำอาจจะล้นไปที่ทางน้ำล้น (สปิลเวย์) แต่เมื่อคืนที่ผ่านมาตนได้สั่งให้กรมชลประทาน ติดกาลักน้ำระบายน้ำเพิ่มเติมแล้ว โดยในเวลาเที่ยงของวันนี้ตนจะลงพื้นที่ไปดู ซึ่งสิ่งที่เราต้องการควบคุมให้น้ำที่ระบายออกจากเขื่อนสร้างผลกระทบให้กับชาวบ้านข้างล่างให้น้อยที่สุด

ทั้งนี้ ระหว่างทางน้ำที่จะต้องเข้าสู่เขื่อนเพชร จะมีเส้นทางน้ำที่ไหลน้ำลงทะเลอยู่ 2 ทาง เราก็ผลักดันให้น้ำผ่านไปทางนั้นให้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังก็มีทางที่เป็นคลองธรรมชาติขนาดเล็ก ที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ขยายขนาดคลองเพิ่มเติม แต่ดำเนินการได้เพียง 50% เท่านั้น ตนก็จะไปดูว่าสามารถใช้การได้หรือไม่ ถ้าได้ก็จะได้เพิ่มทางระบายน้ำก่อนเข้าสู่เขื่อนเพชรเป็น 3 ทาง ซึ่งคาดว่าจะช่วยระบายน้ำได้เพิ่มอีก 90 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบเรื่องน้ำได้พอสมควร

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า อีกส่วนหนึ่งที่เราได้เตรีมการไว้ก็คือบริเวณ อ.บ้านแหลม ซึ่งเป็นทางออกน้ำของลำน้ำเพชร ไปสู่อ่าวไทย ปีที่แล้วเราได้ให้ทหารไปขุดลอกคลองเอาไว้ ซึ่งคิดว่าจะช่วยระบายน้ำได้อีกแรงหนึ่ง เราพยายามลดผลกระทบที่จะเกิดกับตัวเมือง จ.เพรชบุรี ให้มากที่สุด ทั้งนี้ วันนี้เราต้องติดตามพยากรณ์อากาศด้วย เพราะในสัปดาห์นี้อาจจะมีมรสุมจากตะวันตกเฉียงใต้ เพราะถ้าเข้ามาจะเกิดผลกระทบเหมือนเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่เรากังวล ซึ่งน้ำส่วนใหญ่มาจากเทือกเขาตะนาวศรี เมื่อ 2 – 3 วันที่ผ่านมา มีน้ำไหลเข้ามากว่า 100 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งเป็นปริมาณน้ำค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวถึงสถานการณ์แม่น้ำโขง ว่า ตนได้รับรายงานว่าเริ่มดีขึ้น จังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม ระดับน้ำก็เริ่มลดลง แต่พื้นที่ลุ่มต่ำที่ริมน้ำโขงอาจจะมีปีญหาอยู่ โดยผลจากพายุที่ผ่านมาไปลงที่ประเทศจีน และ สปป.ลาว ทำให้จะมีน้ำไหลลงแม่น้ำโขงอีก แต่ทราบว่าสถานการณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ส่วนสถานการณ์ที่เขื่อนน้ำอูน ไม้น้ำเกินนั้น ตนรู้ว่าตอนนี้เริ่มมีปริมาณน้ำลงนิดหน่อย โดยได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ได้ติดตามตลอดวัน

เมื่อถามว่า สถานการณ์น้ำในขณะนี้ถือว่าเอาอยู่ใช่หรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัย อาจจะใช้คำนี้ไม่ค่อยดี แต่ก็พยายามดูแลอย่างเต็มที่ ซึ่งเรามีศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะคอยติดตามตลอด 24 ชม.ถ้าพบว่ามีเหตุการณ์พื้นที่ไหนน่าเป็นห่วงก็จะรายงานให้ตนทราบ

เมื่อถามอีกว่า เหตุใดก่อนหน้านี้ถึงยังพร่องน้ำออกจากเขื่อนไม่ได้ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราได้พร่องน้ำล่วงหน้าเป็นเดือนแล้ว แต่อย่างกรณีของเขื่อนแก่งกระจานนั้นน้ำไหลเข้ามาวันเดียวกว่า 120 ล้าน ลบ.ม.เกิดขีดปกติ ในส่วนที่ชาวบ้านวิจารณ์การทำงานเรื่องการระบายน้ำนั้น จริงๆ แล้วการระบายนี้มีหลักเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำ (Rule Curve) ซึ่งเป็นเกณฑ์ป้องกันน้ำแล้ง และน้ำท่วม โดยช่วง 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เขื่อนทุกประเทศอยู่ในระดับมาตรฐานหมด ถ้าระบายน้ำเกินก็อาจจะเจอปัญหาภัยแล้ง แต่กลายเป็นว่าในช่วงที่ผ่านมาน้ำเข้ามาเยอะมาก ซึ่งเมื่อเกิดววิกฤตวันนี้แล้ว เราก็ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากันไป