แนะเพิ่มช่องทางตลาดอินทรีย์ เปิดผลศึกษาผู้บริโภค38%ไม่เคยซื้อ/ชี้หายาก-ราคาแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356746

แนะเพิ่มช่องทางตลาดอินทรีย์ เปิดผลศึกษาผู้บริโภค38%ไม่เคยซื้อ/ชี้หายาก-ราคาแพง

แนะเพิ่มช่องทางตลาดอินทรีย์ เปิดผลศึกษาผู้บริโภค38%ไม่เคยซื้อ/ชี้หายาก-ราคาแพง

วันศุกร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักดำเนินงานในคณะทำงานการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560-2564 ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค ด้านการผลิต การบริโภค การค้าสินค้าและการบริการเกษตรอินทรีย์ที่มีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” สศก. จึงได้ดำเนินการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) เป็นหน่วยงานดำเนินการ

จากการติดตามผลในกลุ่มตัวอย่าง 3,356 ตัวอย่าง ทุกจังหวัดทั่วประเทศ พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ซึ่งเป็นหญิง 65% และเป็นชาย 35% ซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ ประเภทสินค้าผักสด 46% ผลไม้ 26% ข้าว 21% ธัญพืช/สมุนไพร 4% เนื้อสัตว์/ไข่ 2% และอื่นๆ 1% ผู้บริโภค 62% เคยซื้อสินค้าอินทรีย์ โดยซื้อเป็นอาหารสด อาหารพร้อมปรุงกึ่งสำเร็จรูป อาหารสำเร็จรูป และอาหารแช่แข็ง สาเหตุหลักตัดสินใจเลือกซื้อ เนื่องจากมีความมั่นใจในตรารับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ว่าปลอดภัยกว่าสินค้าทั่วไป และมั่นใจว่าปราศจากสารพิษและสารเคมี แหล่งที่เลือกซื้อ ได้แก่ ตลาดสดปกติทั่วไป 35% ตลาดนัดทั่วไป 25% ตลาดเกษตรอินทรีย์ 18% และตลาดโมเดิรน์เทรด 10% และตลาดอื่นๆ 12% ขณะที่ผู้บริโภคอีก 38% ที่ไม่เคยซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากสินค้าเกษตรอินทรีย์มีราคาแพงกว่าสินค้าทั่วไป หาซื้อค่อนข้างยาก วางจำหน่ายไม่ต่อเนื่อง และประเภทสินค้าเกษตรอินทรีย์มีให้เลือกไม่หลากหลาย

ฉะนั้น ภาครัฐควรพัฒนาช่องทางตลาดให้มากขึ้นต่อไป โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิตอาหารอินทรีย์ในรูปของอาหารสด และจัดหาช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดปกติทั่วไป เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถหาซื้อได้สะดวกขึ้น ตลอดจนประชาสัมพันธ์ถึงคุณประโยชน์และข้อดีของการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะเป็นช่องทางการเพิ่มสัดส่วนของผู้บริโภคภายในประเทศ

ทั้งนี้ ผลการศึกษาพฤติกรรมบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ของ สศท.9เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแนวทางการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ สศก. จะจัดทำ เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพการตลาดเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศให้มากขึ้น

ห่วงปรากฏการณ์‘เอลนินโญ่’ กระทบอ่างเก็บน้ำ‘อีสานใต้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356560

x

ห่วงปรากฏการณ์‘เอลนินโญ่’ กระทบอ่างเก็บน้ำ‘อีสานใต้’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายชิตชนก สมประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ช่วงฤดูแล้งปี 2562 เป็นช่วงที่ 4 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ ประกอบด้วย นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ อาจต้องเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนินโญ่และฝนทิ้งช่วง สำนักชลประทานที่ 8 จึงเตรียมการควบคุมน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งหมดให้อยู่ที่ระดับเก็บกักเฉลี่ย 80% ของปริมาณความจุหลังสิ้นฤดูฝน ซึ่งสามารถดำเนินการไปได้ตามแผนที่วางไว้ด้วยดี

“ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่อีสานใต้ทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ อ่างฯลำตะคอง อ่างฯมูลบน อ่างฯลำแซะ อ่างฯลำพระเพลิง อ่างฯลำปลายมาศ และอ่างฯลำนางรอง คงเหลือน้ำใช้การเฉลี่ยรวมราวครึ่งหนึ่งของความจุ คือประมาณ 609 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งมากกว่าปีที่แล้ว รวมไปถึงเขื่อนระบายน้ำราษีไศลและเขื่อนระบายน้ำหัวนา มีระดับน้ำเก็บกักที่ร้อยละ 57 และ 75 มากกว่าปีที่แล้วในเวลาเดียวกันเช่นกัน อ่างฯแต่ละแห่งในพื้นที่อีสานใต้ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมาก ซึ่งต่างจากพื้นที่อีสานแถบลุ่มน้ำโขงที่มีฝนตกซุก มีน้ำท่วมในบางพื้นที่และน้ำในอ่างฯจะมีปริมาณมากกว่า”

นายชิตชนก กล่าวต่อว่า สำหรับปริมาณความต้องการใช้น้ำของทุกกิจกรรมของทั้ง 4 จังหวัดอีสานใต้ดังกล่าว จนถึงสิ้นเดือนตุลาคมอยู่ที่ราว 680 ล้านลบ.ม. ช่วงนี้จึงจะให้เกษตรกรใช้น้ำฝนเป็นหลัก โดยกรมชลประทานจะส่งน้ำบางส่วนควบคู่ไปด้วย ซึ่งมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

พัฒนาระบบประกันภัยพืชผล เกษตรฯจับมือรัฐ-เอกชนวิจัยเพิ่มประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356564

พัฒนาระบบประกันภัยพืชผล เกษตรฯจับมือรัฐ-เอกชนวิจัยเพิ่มประสิทธิภาพ

พัฒนาระบบประกันภัยพืชผล เกษตรฯจับมือรัฐ-เอกชนวิจัยเพิ่มประสิทธิภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรมหาชน ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การพัฒนาระบบประกันภัยพืชผลทางการเกษตรของประเทศไทย เพื่อดำเนินการประมวลความเสียหายและช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งเป็นการรองรับการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูลสารสนเทศไปพร้อมกัน

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรมหาชน ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องการพัฒนาระบบการประกันภัยพืชผลการเกษตรของประเทศไทย โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจาก คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 พร้อมกับมอบหมายให้ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ประสานงานกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกร แบบประมวลรวบรวมความเสียหาย และการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย พร้อมทั้งแบบรายงานข้อมูลความเสียหายจริงของเกษตรกรผู้เอาประกันภัยข้าว ในการรับค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนการดำเนินการโดยให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูลสารสนเทศ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เพื่อรองรับการเพิ่มพื้นที่เป้าหมายในอนาคต และรองรับการแก้ไขปัญหาการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้รวดเร็วและถูกต้องมากขึ้น พร้อมทั้งเก็บข้อมูลพื้นที่ประกันภัย ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2556 โดยแยกประเภทพืชต่างๆ และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล และปรับปรุงฐานข้อมูลที่เกี่ยวกับการใช้ดัชนีผลผลิตต่อเขตพื้นที่ และเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเตรียมการรองรับการประกันภัยข้าว และการประกันภัยพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ต่อไป

โดยหน่วยงานที่ร่วมลงนามครั้งนี้ประกอบด้วย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์, ธนาคารแห่งประเทศไทย, กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ซึ่งการลงนามบันทึกความเข้าใจในโครงการวิจัยนี้ มีระยะเวลา 3 ปี และมีจุดประสงค์เพื่อให้หน่วยงานทั้ง 6 ฝ่าย ร่วมมือกันศึกษาและพัฒนาระบบการประกันภัยพืชผลการเกษตรที่เหมาะสมและครอบคลุมเกษตรกรส่วนใหญ่ทั่วประเทศไทย เพื่อสร้างองค์ความรู้และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัยพืชผลการเกษตรต่อสาธารณะ สามารถนำไปใช้ได้จริงในวงกว้างได้

อย่างไรก็ตาม คาดว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในครั้งนี้ จะทำให้ได้รูปแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยพืชผลการเกษตรที่เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เบี้ยประกันภัยและค่าสินไหมชดเชยที่เหมาะสม ประกอบกับมีวิธีการตรวจสอบให้ความช่วยเหลือเกษตรกรได้ถูกต้อง รวดเร็ว ตรวจสอบได้โดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็จะทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์มีหลักประกันความเสี่ยงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมต่อไป

รับมือมรสุมกระหน่ำภาคใต้ ‘ชลประทาน’ระดมเครื่องจักรเฝ้าระวัง4จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356562

x

รับมือมรสุมกระหน่ำภาคใต้ ‘ชลประทาน’ระดมเครื่องจักรเฝ้าระวัง4จังหวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสิทธิ์ ชรินานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 16 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง 4 จังหวัด คือ พัทลุง สงขลา ตรัง และสตูล ยังอยู่ในสภาวะปกติ แม้จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้บ้างก็ตาม แต่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึงเมษายน 2562 จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะทำให้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน สำนักงานชลประทานที่ 16 จึงได้เริ่มลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยงภัย โดยพบว่ามี 13 จุดสำคัญ ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เช่น บริเวณหน้าเทศบาลตำบลระโนด ตำบลบ้านใหม่ ตำบลบ้านขาว ตำบลพังยาง อำเภอระโนด ตำบลโรง อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา เป็นต้น

“ภายในวันที่ 5 ตุลาคมนี้จะได้เตรียมติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 52 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 22 เครื่อง บริเวณจุดท่วมซ้ำซากทั้ง 13 จุด ตลอดทั้งบริเวณทะเลสาบสงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ และพัทลุง เพื่อผลักดันน้ำให้ออกอ่าวไทยให้เร็วที่สุด” นายประสิทธิ์กล่าวย้ำ

สำหรับการวางแผนรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ จะใช้คลองระบายน้ำภูมินาถดำริ (คลอง ร.1) ซึ่งคลองระบายน้ำของโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะระบายน้ำออกจากพื้นที่ไปลงทะเลสาบสงขลา โดยขณะนี้ได้พร่องน้ำในคลองภูมินาถดำริ (คลอง ร.1) วันละประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมทั้งใช้ทะเลสาบสงขลาเป็นพื้นที่รับน้ำหลักที่ระบายมาจากทั้งทาง จ.สงขลา และพัทลุง รวมทั้งน้ำบางส่วนจากพรุควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช ก่อนจะไหลออกอ่าวไทยที่บ้านปากรอ ตำบลปากรอ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นปากแม่น้ำตามธรรมชาติ รวมทั้งได้ระดมเครื่องจักรไปติดตั้งที่บ้านปากรอ เพื่อเร่งสูบน้ำออก ทำให้สามารถดึงน้ำจากพื้นที่ด้านบนลงมาได้รวดเร็วขึ้น ช่วยให้เทศบาลนครหาดใหญ่ ตัวเมืองสงขลา เมืองพัทลุง หรือแม้แต่เมืองนครศรีธรรมราชมีน้ำท่วมขังนานเต็มที่ไม่เกิน 6 ชั่วโมง

ทั้งนี้สำนักงานชลประทานที่ 16 ได้ดำเนินการบำรุงรักษาเครื่องสูบน้ำประจำสถานีสูบน้ำทั้งหมดให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ได้แก่ สถานีสูบน้ำคลองเฉียงพง คลองมหาการ คลองโรง คลองกาหรำ คลองโคกพระ คลองเชิงแส คลองโหน และคลองสทิงหม้อ พร้อมทั้งได้ขุดลอกสันทรายที่ปิดกั้นทางน้ำต่างๆ ริมทะเลอ่าวไทย บริเวณประตูระบายน้ำปากระวะ ทางระบายน้ำศาลาหลวงล่าง ขุดลอกคลองหัวคลอง ตลอดจนได้ทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบในหลายช่องทางการสื่อสาร เช่น facebook Line ศูนย์ข่าว และสถานีวิทยุท้องถิ่น

เปิดผลงาน‘ศพก.ตลิ่งชัน’ สสก.8ชูต้นแบบแหล่งผลิตทุเรียนนอกฤดู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356561

x

เปิดผลงาน‘ศพก.ตลิ่งชัน’ สสก.8ชูต้นแบบแหล่งผลิตทุเรียนนอกฤดู

วันพฤหัสบดี ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธาร นวลนึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลตลิ่งชัน อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ที่มี นายพงศ์พัฒน์ เทพทอง หรือผู้ใหญ่นุ้ย เป็นเจ้าของศูนย์ ถือเป็นแหล่งเรียนรู้การผลิตทุเรียนนอกฤดูให้กับเกษตรกรในพื้นที่ 1,445 ครัวเรือน พื้นที่เป้าหมาย 1,100 ไร่

โดยการผลิตทุเรียนนอกฤดูของ นายพงศ์พัฒน์ เทพทอง เริ่มต้นจากการเรียนรู้และลงมือทำด้วยตนเองจนเกิดความชำนาญและสามารถถ่ายทอดให้กับผู้เข้ามาเรียนรู้ได้ ซึ่งองค์ความรู้ด้านการผลิตทุเรียนนอกฤดูของ นายพงศ์พัฒน์ เริ่มตั้งแต่การปลูกต้นตอทุเรียนบ้าน เวลา 6 เดือน แล้วค่อยนำกิ่งกระโดงที่สมบูรณ์ของหมอนทองในแปลงต้นแม่ที่ปลูกไว้ 10 ไร่ มาทาบกิ่ง ขยายพันธุ์จนเต็มพื้นที่ 30 ไร่ ข้อดีของต้นตอทุเรียนบ้าน คือจะมีระบบรากที่แข็งแรง ลำต้นไม่ช้ำ และทำให้ทุเรียนโตเร็ว ช่วง 15-20 วัน ต้องพลางแสงและปลูกพืชผักสวนครัวและแตงโมแซมเพื่อสร้างรายได้เสริมในแต่ละวัน ทำให้มีรายได้ต่อเนื่อง

เทคโนโลยีเด่นที่ตอบโจทย์การเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ เพิ่มมูลค่าในการผลิตทุเรียนนอกฤดูอีกด้านหนึ่งคือ การทำน้ำหมักชีวภาพ สูตรผลไม้เพื่อเป็นฮอร์โมนในการเร่งผลผลิต การติดดอก ติดผล และเน้นการบำรุงใบให้สมบูรณ์ เตรียมความพร้อมของลำต้น นอกจากนี้ ยังมีการทำน้ำหมักชีวภาพ สูตรป้องกันและกำจัดแมลงจากใบยาสูบยาเส้นเพื่อเป็นยาปราบศัตรูพืช เนื่องจากทุเรียนหมอนทองอ่อนแอ ต้องดูแลตลอด เพื่อเป็นการป้องกันให้ทันต่อเหตุการณ์และเวลา ต้องใช้ทั้งเคมีและอินทรีย์มาผสมผสานกัน เพิ่มความสมบูรณ์ และเน้นการติดตั้งเจาะระบบน้ำบาดาล เพื่อลดความเป็นกรด-ด่างในดินให้เหมาะสม

ด้าน นางมยุเรศ ทองสุข นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สสก.8 สุราษฎร์ธานี กล่าวเสริมว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ของศพก.ท่าศาลา เกิดจากความร่วมมือของเกษตรกรต้นแบบ เจ้าหน้าที่ระดับอำเภอ จังหวัด และภาคีเครือข่ายที่ให้ความสำคัญ ส่งเสริม สนับสนุน และเป็นศูนย์กลางของตำบล อำเภอ จังหวัด เขตดำเนินการประชาสัมพันธ์ผลผลิต ทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้การทำกิจกรรมต่างๆ สำเร็จได้ด้วยดี ข้อตกลงที่ทำร่วมกันช่วยให้การซื้อ-ขาย การต่อรองไปในทิศทางเดียวกัน

แตกใบอ่อน : จะเกิดอะไร? ถ้าเก็บเงินค่าถุงพลาสติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356559

807934531

แตกใบอ่อน : จะเกิดอะไร? ถ้าเก็บเงินค่าถุงพลาสติก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

12 สิงหาคม 2561 นอกจากจะเป็นวันดีของคนไทยทั้งประเทศ วันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และ “วันแม่แห่งชาติ” แล้ว

วันที่ 12 สิงหาคมปีนี้ ยังถือเป็นวันพิเศษที่ “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” จะถือเอาเป็น “วันดีเดย์” เริ่มต้นการงดไม่ให้มีการนำ “โฟม” บรรจุอาหารและ “ถุงพลาสติก” เข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศอย่างเด็ดขาด ซึ่งแม้หลายคนจะแอบบ่นว่า กรมอุทยานฯเริ่มต้นเรื่องนี้ช้าไปนิด จริงๆควรเริ่มไปตั้งนานแล้ว เพราะปัญหาขยะโฟมและพลาสติก ณ เวลานี้ ต้องถือว่าสถานการณ์มันรุนแรงเสียยิ่งกว่ารุนแรง

ทั้งสัตว์ป่า สัตว์ทะเล พากันมากินเศษขยะ เศษถุงพลาสติกที่ถูกทิ้งอยู่ตามแหล่งธรรมชาติต่างๆ เพราะคิดว่าเป็นอาหาร จนสุดท้ายตัวเองต้องตายไป ดังที่เราเห็นเป็นข่าวออกมาเป็นระยะไม่รู้กี่ร้อยกี่พันตัวแล้ว

ดังนั้นถึงแม้จะมาช้า แต่ก็ยังดีกว่าไม่มา และต้องขอเอาใจช่วยกรมอุทยานแห่งชาติฯให้เดินหน้านโยบายนี้อย่างเข้มข้น และจริงจัง เพราะนี่ไม่เพียงแต่จะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับสัตว์ป่า และดำรงรักษาสิ่งแวดล้อมไว้เท่านั้น แต่ยังถือเป็นการสร้างวินัยให้กับพวกเราคนไทยเริ่มหันมาใส่ใจและใช้ชีวิตที่ “ปลอดพลาสติก” กันมากขึ้น

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องขยะพลาสติกแล้ว วันนี้เลยอยากพูดต่อในประเด็นเรื่องการ “เก็บเงิน” ค่าถุงพลาสติก ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายประเทศทำกันเพื่อลดปัญหาการเกิดขยะถุงพลาสติก และอยากให้ “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” รวมถึงรัฐบาลนำไปพิจารณาขยายผลให้เป็นรูปธรรมในเมืองไทย โดยวันก่อนมีเพื่อนได้แชร์ข้อมูลมาจากเพจ “ReReef” ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ “CHULA Zero Waste” หรือ “จุฬาปลอดขยะ” ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงขออนุญาตสรุปเนื้อหาบางตอนมาเผยแพร่ต่อ ดังนี้ครับ

โครงการนี้ เขาได้เริ่มต้นรณรงค์ให้คนในมหาวิทยาลัยหันมาใช้ถุงผ้า และงดรับถุงพลาสติกเมื่อซื้อของสินค้าน้อยชิ้นในร้านสะดวกซื้อ 10 แห่งภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งแม้การรณรงค์จะได้ผลพอสมควร คือ สามารถลดถุงพลาสติกได้กว่า 40% จากเดือนละประมาณ 130,000 ถุง เหลือที่ประมาณ 70,000 ถุง ภายใน 3 สามเดือน

แต่ปรากฏว่า วิธีที่นำมาใช้แล้วเห็นผลชัดเจนที่สุดและลดจำนวนถุงพลาสติกได้เร็วที่สุด คือ การคิดเงินค่าถุงพลาสติกใบละ 2 บาทแทนการแจกฟรี โดยปรากฏว่า หลังจากเริ่มมีการเก็บค่าถุงพลาสติก สามารถทำให้ปริมาณการใช้ถุงพลาสติกลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ราวๆ 70,000 ถุง เหลือเพียง 16,700 ถุง หรือลดลง 76% ภายในเดือนเดียว หรือถ้าเทียบก่อนหน้าการรณรงค์ก็พบว่า ลดลงไปถึง 87%

ขณะที่หลังจากการมีการนำวิธีเก็บเงินค่าถุงพลาสติกมาใช้ได้ 1 ปี 7 เดือน ปรากฏว่า สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้ถึงกว่า 2 ล้านใบ

ไม่ใช่แค่ในจุฬาฯที่เดียวนะครับ จากข้อมูลที่ถูกนำมาเผยแพร่ ยังบอกว่า “ธรรมศาสตร์” เองก็นำวิธีการนี้มาใช้ภายในมหาวิทยาลัยภายใต้โครงการ “No More Single-use” และให้ร้านค้าเก็บเงินค่าถุงพลาสติกในราคาถุงละ 2 บาท ซึ่งผลที่ออกมาก็ไม่ต่างกับจุฬาฯ คือ สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกไปได้ถึง 143,500 ถุง หรือลดลงไปถึง 76% ภายในเดือนเดียว และคาดว่าทั้งปีจะสามารถลงได้มากกว่า 1.7 ล้านถุง

ลองคิดดูเถอะครับ นี่แค่ภายในรั้วมหาวิทยาลัยแค่ 2 แห่งยังลดได้ถึงขนาดนี้ ถ้าหากวิธีการนี้ถูกนำไปใช้ในสังคมไทยทั้งประเทศจะเกิดประโยชน์มากแค่ไหน

อาจจะมีบ้างครับที่ช่วงแรกๆ รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ จะโดนบ่น แต่ผมก็ยังเชื่อว่า กระแสสังคมส่วนใหญ่จะสนับสนุน และที่สำคัญคนไทยทุกคนจะสามารถปรับตัวรับกับเรื่องนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น

ที่ผ่านมา เราแจกถุงผ้ากันมาเยอะมาแล้วนะครับ

และที่สำคัญ ต้องไม่ลืมว่า รัฐบาลและคสช.ก็เป็นผู้กำหนดให้ปัญหาขยะและของเสียอันตรายเป็น “วาระแห่งชาติ” ดังนั้นก็น่าจะถึงเวลาขยับเรื่องนี้ให้เปรี้ยงปร้างกันเสียที

ย้ำอีกครั้ง..ถุงพลาสติกไม่ควรเป็นของฟรีอีกต่อไปครับ

มะลิลา

‘โรคราน้ำค้าง’ระบาด เกษตรฯประกาศเตือนเกษตรไร่ข้าวโพดเฝ้าระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356299

x

‘โรคราน้ำค้าง’ระบาด เกษตรฯประกาศเตือนเกษตรไร่ข้าวโพดเฝ้าระวัง

วันพุธ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือน โดยในระยะนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูเพาะปลูกข้าวโพดฝักสด จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดฝักสด อาทิ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน และข้าวโพดข้าวเหนียว ให้หมั่นสังเกตอาการของโรคราน้ำค้าง มักพบแสดงอาการในระยะที่เริ่มเพาะปลูกถึงระยะที่ต้นข้าวโพดมีอายุประมาณ 30 วัน ซึ่งในระยะนี้ต้นข้าวโพดจะอ่อนแอต่อโรคนี้มาก โดยอาการของโรคจะพบได้ตั้งแต่ข้าวโพดเริ่มงอก เริ่มแรกจะพบจุดเล็กๆ สีเขียวฉ่ำน้ำ บนใบอ่อน ต่อมาใบข้าวโพดบริเวณยอดมีสีเหลืองซีด หรือใบลายเป็นทางสีเขียวอ่อนสลับเขียวแก่ ในเวลาเช้าที่มีอากาศค่อนข้างเย็นและความชื้นสูง ด้านใต้ใบมักพบส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราเป็นผงสีขาวจำนวนมาก บางครั้งพบยอดข้าวโพดแตกเป็นพุ่ม ต้นแคระแกร็น เตี้ย ข้อถี่ ไม่มีฝักหรือมีฝักขนาดเล็ก ก้านฝักมีความยาวมากหรือมีจำนวนฝักมากกว่าปกติ แต่ฝักจะไม่สมบูรณ์ เช่น มีจำนวนเมล็ดน้อย หรือไม่มีเมล็ดเลย

สำหรับแหล่งที่เคยมีการระบาดของโรค หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม คือ มีอุณหภูมิต่ำ และมีความชื้นในอากาศสูง เมื่อข้าวโพดมีอายุ 5-7 วัน เกษตรกรควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช
ไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิลยูพีอัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7 วัน และพ่นติดต่อกัน 3-4 ครั้ง

นอกจากนี้ ในฤดูเพาะปลูกข้าวโพดฝักสดถัดไป เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานโรค และคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส
อัตรา 7-10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือสารเมทาแลกซิล-เอ็ม 35% อีเอส อัตรา 3.5 มิลลิลิตรต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หลีกเลี่ยงการเพาะปลูกข้าวโพดในฤดูฝนที่มีสภาพอากาศเหมาะสมต่อการระบาดของโรครุนแรง กรณีพบเริ่มระบาด ให้ถอนต้นกล้าข้าวโพดที่แสดงลักษณะอาการของโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เนื่องจากเชื้อสาเหตุโรค สามารถเข้าทำลายต้นข้าวโพดได้ตั้งแต่ในระยะที่ข้าวโพดเริ่มงอก ซึ่งการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชหลังจากต้นข้าวโพดอายุ 20 วันขึ้นไป จะไม่สามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้

รัฐเคลื่อนแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ สทนช.เปิดเวทีทั่วปท.ดึงทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356298

x

รัฐเคลื่อนแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ สทนช.เปิดเวทีทั่วปท.ดึงทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการ

วันพุธ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเวทีเสวนาสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพื่อให้ภาคส่วนต่างๆ ได้รับรู้แผนงานและผลงานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาล รวมทั้งมีความเข้าใจและทราบถึงสถานการณ์น้ำ ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการน้ำหลากช่วงฤดูฝนปี 2561 และก่อให้เกิดการมีส่วนร่วม การบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำ

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สทนช. ได้จัดเสวนา “การบริการจัดการทรัพยากรน้ำในระดับพื้นที่ภาคกลาง” ณ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นการจัดเสวนาในระดับพื้นที่ครั้งที่ 3 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ อาทิ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพไทย จังหวัดต่างๆ ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกเข้าร่วม

“ที่ผ่านมา สทนช. ได้จัดเสวนาในระดับส่วนกลางแล้ว ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล และการเสวนาในระดับพื้นที่ครั้งแรกในภาคเหนือ ณ โรงแรมคุ้มภูคำ จ.เชียงใหม่ และครั้งที่ 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมวิวิช จ.ขอนแก่น ส่วนครั้งที่ 4 จะเป็นครั้งสุดท้าย จะจัดในพื้นที่ภาคใต้ช่วงเดือนสิงหาคม ที่ จ.สงขลา ครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัด” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ทั้งนี้นอกจากการจัดเสวนา ดังกล่าวแล้ว พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ยังได้นำคณะเดินทางลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ต.ไทรน้อย อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการ รวมทั้งเดินทางไปยังพื้นที่รับลุ่มต่ำบางบาล บริเวณบันไดช้าง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ 1 ใน 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ที่จะใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลาก เพื่อติดตามการเตรียมความพร้อมการเตรียมการรับมือและป้องกันน้ำหลากในฤดูฝนปี 2561 และแนวทางป้องกันผลกระทบให้กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

พะเยาพัฒนาคุณภาพลำไย ช่วยดันยอดขาย-รายได้พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356302

พะเยาพัฒนาคุณภาพลำไย  ช่วยดันยอดขาย-รายได้พุ่ง

พะเยาพัฒนาคุณภาพลำไย ช่วยดันยอดขาย-รายได้พุ่ง

วันพุธ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการติดตามผลการนำนวัตกรรมการตัดแต่งทรงพุ่ม การตัดแต่งช่อผล การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ฯลฯ เพื่อพัฒนาคุณภาพลำไย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในพื้นที่จังหวัดพะเยา พบว่าเกษตรกรนำไปใช้และเกิดผลสำเร็จดีมากส่งผลให้ผู้ประกอบการลำไยสดช่อตั้งเป้าหมายรับซื้อผลผลิตลำไยสดช่อของจังหวัดพะเยาถึงจำนวน 4,000 ตัน ส่งตลาดปลายทางเข้าสู่จีนตอนใต้ผ่านเส้นทาง R3A และตลาดเวียดนาม รวมทั้งตลาดบริโภคสดในประเทศ โดยราคาสดช่อ AA,AA+A = 25 บาท และ 23 บาท ตามลำดับ เกษตรกรมีความพึงพอใจมาก

“เดิมเกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นลำไยรูดร่วงทั้งหมด และนำส่งโรงอบแห้งทั้งเปลือกในพื้นที่ จ.ลำพูนและเชียงใหม่ ก่อให้เกิดการกระจุกตัวและ peak สะสม แต่สำหรับการเก็บเกี่ยวผลผลิตในปีนี้มีการกระจายตัวมากขึ้น คาดว่าจะเก็บเกี่ยวไปจนถึงเดือนกันยายน 2561 แต่อาจมีผลผลิตบางส่วนของเกษตรกรได้รับความเสียหายบ้าง เช่น ผลแตก ร่วงหล่น ซึ่งเกิดจากอิทธิพลพายุเซินติญและความกดอากาศต่ำ ฝนตกต่อเนื่องกันตั้งแต่วันที่ 20-30 กรกฎาคม 2561 ในพื้นที่ภาคเหนือ แต่ไม่ได้มีความเสียหายแบบสิ้นเชิงจะส่งผลกระทบเฉพาะปริมาณการเก็บเกี่ยวที่ลดลง” นายนเรศ กล่าว

เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ24ชั่วโมง กรมชลการันตีเขื่อนทั่วประเทศมั่นคง-ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356304

เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ24ชั่วโมง กรมชลการันตีเขื่อนทั่วประเทศมั่นคง-ปลอดภัย

เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ24ชั่วโมง กรมชลการันตีเขื่อนทั่วประเทศมั่นคง-ปลอดภัย

วันพุธ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในความดูแลของ กรมชลประทาน มีความปลอดภัย มั่นคง แข็งแรง ทุกแห่ง เนื่องจากมีการออกแบบตามหลักวิชาการ สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และสามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้สูงถึง 7 ตามมาตราริกเตอร์ นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้ทําการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนทุกแห่งที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเป็นประจำตลอดทั้งปี แม้ในยามสถานการณ์ปกติที่ไม่มีภัยพิบัติใดๆ ก็ตาม เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อน มีความมั่นใจ และเชื่อมั่นในความปลอดภัยแข็งแรงของเขื่อน ตลอดเวลา

“เขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในความดูแลของกรมชลประทานนั้น มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบ และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีการปล่อยปละละเลย รวมทั้งยังได้บํารุงรักษาถูกต้องตามมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมีแนวโนมว่าน้ำจะไหลลงอ่างเก็บน้ำในปริมาณมาก และคาดว่าน้ำอาจจะล้นทางระบายน้ำล้น โครงการชลประทานในพื้นที่ที่รับผิดชอบ จะแจ้งเตือนเป็นเอกสารรายงานไปยังจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับแจ้งเตือนผู้นําองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำให้รับทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทําให้การแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดความเสียหาย ต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้เป็นอย่างมาก”

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากขึ้น ยังได้สั่งการให้ดำเนินการตรวจสภาพความมั่นคง และสภาพน้ำของเขื่อนทุกเขื่อน ทั้งที่สร้างเสร็จแล้วและกำลังก่อสร้างเป็นกรณีพิเศษ พร้อมทั้งให้จัดเวรยามประจำทุกเขื่อนเฝ้าระวังเหตุการณ์ตลอดเวลา จัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ที่ต้องใช้เกี่ยวกับเขื่อนไว้ให้พร้อมใช้งานได้ทันที การติดต่อสื่อสารไปยังเขื่อนและเจ้าหน้าที่ประจำเขื่อนต้องทำได้มากกว่า 1 ช่องทาง และให้มีการรายงานให้ทางอำเภอ จังหวัด และศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ได้ทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ให้ SWOC ปฏิบัติงานตลอด 24 ชม.

ส่วนสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ได้ส่งผลให้ระดับน้ำในลําห้วยธรรมชาติ และแม่น้ำต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นจนเอ่อล้นเข้าท่วมบางพื้นที่นั้น กรมชลประทานได้นําเครื่อง สูบน้ำเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อเร่งระบายน้ำออกอย่างต่อเนื่อง จนทําให้หลายพื้นที่สถานการณ์น้ำท่วมกลับเข้าสู่ ภาวะปกติแล้ว และหากไม่มีฝนตกในพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมเพิ่ม ก็จะเข้าสู่ภาวะปกติในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ น้ำจากภาวะฝนตกในระยะนี้อย่างใกล้ชิด และจะแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะ พร้อมทั้งให้ตรวจสอบ บํารุงรักษาอาคารชลประทานทุกแห่งให้มีความปลอดภัย และสามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ

ส่วนการสนับสนุนเครื่องจักรกลและเครื่องสูบน้ำ ก่อนที่จะดําเนินการใดๆ เพื่อเป็นการป้องกันและลด ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันที่อาจจะเกิดขึ้น ได้ให้ชลประทานในพื้นที่นั้นๆ จัดประชุมร่วมกับ ประชาชน และฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อเป็นการสร้างความรับรู้ ความเข้าใจร่วมกันก่อน ป้องกันปัญหาความ ขัดแย้งที่จะตามมาทีหลัง ซึ่งกรมชลประทานได้จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และเครื่องมือต่างๆ ไว้พร้อม โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทั้งหมดแล้ว

สําหรับสถานการณ์น้ำล่าสุดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำทั้งหมด 52,490 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 69 ของปริมาณความจุ โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 28,554 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น ร้อยละ 55 มากกว่าช่วงเดียวกันในปี 2560 ประมาณ 4,603 ล้าน ลบ.ม. โดยมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ จํานวน 405.94 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน และปริมาณน้ําระบายออก จํานวน 268.91 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน สามารถรับน้ำได้อีก 23,522 ล้าน ลบ.ม.