เร่งแก้ปัญหาคาบสมุทร‘สทิงพระ’ สทนช.บูรณาการสางน้ำท่วม-แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357294

x

เร่งแก้ปัญหาคาบสมุทร‘สทิงพระ’ สทนช.บูรณาการสางน้ำท่วม-แล้ง

วันจันทร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เร่งแก้ปัญหาคาบสมุทร‘สทิงพระ’

 สทนช.บูรณาการสางน้ำท่วม-แล้ง

ยกระดับคุณภาพชีวิต-รายได้ปชช.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. ได้วางแผนบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาคาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา อย่างเป็นระบบทั้งพื้นที่ ครอบคลุมพื้นที่ อ.ระโนด อ.กระแสสินธุ์ อ.สทิงพระ และอ.สิงหนคร ซึ่งมักประสบปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็มเป็นประจำเกือบทุกปี โดย กรมชลประทาน ได้ดำเนินการโครงการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย และปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรดังกล่าว มาตั้งแต่ ปี 2558 โดยกำหนดแผนแล้วเสร็จในปี 2564 กิจกรรม ประกอบด้วย

1.การแก้ไขปัญหาอุทกภัย ดำเนินการก่อสร้างคันป้องกันน้ำท่วม เพื่อกันน้ำจากทะเลสาบสงขลาไหลเข้าสู่พื้นที่ในฤดูน้ำหลาก และกันน้ำเค็มในช่วงฤดูแล้ง โดยการก่อสร้างคันกั้นน้ำริมทะเลสาบสงขลาต่อจากคันกั้นน้ำกระแสสินธุ์ 2.ปรับปรุงประสิทธิภาพคลองระบายน้ำในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ อาทิ คลองศาลาหลวง คลองโคกทอง-หัวคลอง คลองโรง-พังยาง และเพิ่มช่องทางระบายน้ำหลากในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ 3.การแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยดำเนินการปรับปรุงคลองพลเอกอาทิตย์ฯ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในคลอง และบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 4.การปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด-กระแสสินธุ์ เนื่องจากเป็นโครงการเก่าแก่ ก่อสร้างตั้งแต่ปี 2512 คลองส่งน้ำเกิดการชำรุดจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ

“หากการบูรณาการโครงการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ เพื่อแก้ไขปัญหาคาบสมุทรสทิงพระดังกล่าวประสบผลสำเร็จ จะทำให้มูลค่าความเสียหายจากอุทกภัยลดลง ทั้งในพื้นที่เกษตรกรรม บ้านเรือน ทรัพย์สิน ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐในการบรรเทาภัยพิบัติ การชดเชยความเสียหาย และซ่อมแซมสาธารณูปโภคที่เสียหายจากน้ำท่วม โดยทำให้พื้นที่น้ำท่วมลดลงประมาณ 51.21 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ประมาณ 21,530 ไร่ ครัวเรือนอยู่อาศัย ประมาณ 1,485 ครัวเรือน ประเมินผลประโยชน์จากการบรรเทาอุทกภัยเป็นเงินประมาณ 181.85 ล้านบาท ในด้านปัญหาขาดแคลนน้ำ จะทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการเพาะปลูกในฤดูแล้งที่เพิ่มขึ้น โดยสามารถเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกฤดูแล้งได้ประมาณ 12,000 ไร่
โดยคาดว่าจะใช้งบทั้งหมดประมาณ 5,337.00 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 7 ปี” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

นำร่องปลูกข้าวโพดหลังนา n ปรับเปลี่ยนอาชีพ-สกัดข้าวตกต่ำ n พิษณุโลกประเดิมก่อน2.8พันไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357296

x

นำร่องปลูกข้าวโพดหลังนา n ปรับเปลี่ยนอาชีพ-สกัดข้าวตกต่ำ n พิษณุโลกประเดิมก่อน2.8พันไร่

วันจันทร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวเป็นพืชชนิดอื่นๆ ที่ตลาดต้องการและให้ผลตอบแทนสูง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำ ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย แนวโน้มตลาดมีความต้องการสูง โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับมอบนโยบายและกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 มีแผนการเตรียมพื้นที่นำร่องเพื่อให้เกษตรกรทดลองเปลี่ยนการทำนามาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่สหกรณ์ ซึ่งจะดำเนินการในพื้นที่สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก และอุตรดิตถ์ หากได้ผลดีเกษตรกรมีรายได้สูงกว่าการทำนา จะมีการส่งเสริมและขยายพื้นที่การเพาะปลูกพืชหลังนาเพิ่มขึ้นอีก

นายสมศักดิ์ แสนศิริ กล่าวอีกว่า สำหรับแผนการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่นำร่องของจังหวัดพิษณุโลก มีพื้นที่
เป้าหมายการเพาะปลูก รวม 2,800 ไร่ ในพื้นที่สมาชิกของสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเพาะปลูกในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2561 โดยสหกรณ์จะทำการคัดเลือกเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ตรวจสอบคุณสมบัติและข้อมูลสภาพพื้นที่การเพาะปลูกที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงภัยจากปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ทำการเกษตร การจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรสมาชิก เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การคัดเลือกพันธุ์เพาะปลูกให้เหมาะกับสภาพพื้นที่และรอบการผลิต การตรวจติดตามแปลง การตรวจติดตามคุณภาพ และการบริหารจัดการตลาดโดยสหกรณ์เป็นจุดรวบรวมรับซื้อผลผลิตจากสมาชิก โดยในเบื้องต้น สหกรณ์ได้เตรียมแผนที่จะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกรใช้เป็นทุนในการเพาะปลูกข้าวโพด อีกด้วย

บูรณาการแก้ไขปัญหาภัยจากน้ำ ภารกิจใหม่ สทนช. ในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357166

บูรณาการแก้ไขปัญหาภัยจากน้ำ ภารกิจใหม่ สทนช. ในอนาคต

บูรณาการแก้ไขปัญหาภัยจากน้ำ ภารกิจใหม่ สทนช. ในอนาคต

วันเสาร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 15.01 น.

น้ำเต็มอ่างขนาดกลาง 50 แห่ง ขนาดใหญ่ระดับ 80-100% จำนวน 8 อ่าง

มันช่างตรงกับสถานการณ์น้ำในลาวที่เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ประสบปัญหาจนเขื่อนแตก และทางการลาวต้องพร่องระบายน้ำในเขื่อนอื่นๆ ตามมา รวมทั้งจีนและพม่า ต่างเร่งพร่องน้ำจากเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงโดยตรงหรือเขื่อนที่ปิดกั้นลำน้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำโขง

ผลพวงของพายุเซินติญเพียงลูกเดียว ทำเอาข้อมูลพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาก่อนหน้านั้นต้องทบทวนใหม่ เพราะปริมาณฝนมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ที่ยังไม่รู้แน่ชัด คือพายุจรที่เคยคะเนว่า มีเพียง 1-2  ลูกตามปกติ จะเป็นไปตามนั้นหรือไม่

เป็นข้อจำกัดของวงการอุตุนิยมวิทยาทั่วโลกที่ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้ายาวนาน เป็นได้แค่ประมาณการ และรับรู้ล่วงหน้าเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

การบริหารจัดการน้ำในช่วงลมฟ้าอากาศผันผวนเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ปกติฝนจะตกหนักในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของฤดูฝน คือสิงหาคม-ตุลาคม แต่ปีนี้ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม-สิ้นเดือนกรกฎาคม ฝนตกไม่หยุดและอย่างต่อเนื่อง จึงไม่แปลกว่า หลายเขื่อนมีน้ำเต็มอ่างหรือใกล้เต็ม        

ในขณะที่แก่งกระจานมีฝนมากและน้ำไหลลงอ่างมาก แต่เขื่อนห้วยผากและเขื่อนแม่ประจันต์ที่เคยสร้างปัญหาน้ำท่วมเมืองเพชรบุรีเมื่อปีกลาย กลับมีฝนไม่มาก น้ำไม่มากสร้างปัญหาอย่างเคย ทั้งที่อยู่ใน จ.เพชรบุรีด้วยกัน

ในขณะที่สถิติเดิมๆ ฝนจะตกหนักในช่วง 3 เดือนสุดท้าย (สิงหาคม-ตุลาคม) แต่สถานการณ์ที่ฝนตกตั้งแต่เดือนเมษายน จะเป็นไปได้ไหมว่า 3 เดือนสุดท้ายฝนอาจไม่มากเหมือนทุกครั้งของปี?

รูปรอยของฝนเปลี่ยนไปมาก ตั้งแต่เดือนที่ฝนตก การตกแบบกระจุกมากกว่ากระจายตัว การตกแบบแช่นานๆ ในที่เดียวกัน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การบริหารจัดการน้ำยากขึ้นเป็นลำดับ

การจัดตั้ง “ศูนย์เฉพาะกิจจัดการน้ำก่อนวิกฤต” โดยคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้การกำกับการบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการ 9 หน่วยงานเข้าด้วยกันเสมือนการนำร่องรูปแบบหรือโมเดลการแก้ไขปัญหาภัยจากน้ำ

อันที่จริง ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะโจทย์ของสำนักงานทรัพยกรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ก็มีภารกิจนี้ด้วย หากอยู่ระหว่างเริ่มเพิ่งก่อตั้งหน่วยงาน และการบูรณาการด้านอื่นยังอยู่ระหว่างการสร้างความเข้าใจ ทั้งยุทธศาสตร์น้ำ แผนงาน โครงการ ตลอดจนงบประมาณ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่เป็นช่องว่างระหว่างหน่วยงาน ไม่ว่าแม่น้ำพิจิตร บึงราชนก บึงบอระเพ็ด กระทั่งโครงการขนาดใหญ่ทั้งหลาย เป็นต้น

แต่การบูรณาการข้อมูลน้ำก็ทำให้ สทนช. มีตัวเลขปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศ และความน่ากังวลให้นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และลงท้ายด้วยการจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจขึ้นมา ภายใต้การกำกับของ สทนช. เพื่อส่งผ่านข้อมูลและแผนดำเนินงานไปสู่รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบและนายกรัฐมนตรีตามลำดับ

เพราะการบริหารจัดการน้ำในกรณีนี้คือการเร่งพร่องน้ำในเขื่อนใหญ่อย่างเขื่อนแก่งกระจาน หรืออาจรวมความถึงเขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี นั้นไม่ใช่แค่การพร่องน้ำจำนวนมากอย่างเดียว หากยังรวมความถึงผลกระทบและความเดือดร้อนของของประชาชนในพื้นที่อันเนื่องมาจากปริมาณน้ำที่พร่องลงมาด้วย

อย่างไรก็ดี เมื่อมีการจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจขึ้นมา ทำให้รัฐบาลมีพื้นฐานข้อมูลชุดเดียวกันของทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง และสามารถตัดสินใจบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น ตลอดจนสามารถติดตามดูผลกระทบได้ดีกว่าเดิม

เพราะต้องมีการเตือนภัย การเตรียมตัวป้องกันของประชาชนในระดับหนึ่ง และการเตรียมตัวรับมือของหน่วยงานเกี่ยวข้องในการดูแลปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน กระทั่งหน่วยงานฟื้นฟูดูแลหลังน้ำลด

เป็นการบูรณาการแบบเห็นๆ มีการส่งลูก-รับลูกเป็นช่วงๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนทั้งผู้ประสบภัยโดยตรงหรือผู้เฝ้าเป็นห่วงกังวล

โครงสร้างของศูนย์เฉพาะกิจอาจเป็นเฉพาะกิจในจุดเริ่มต้น แต่ทิศทางในอนาคต ศูนย์จัดการน้ำในยามวิกฤตน่าจะเป็นศูนย์ถาวร ไม่ต่างจากการบูรณาการด้านข้อมูลหรือด้านปฏิบัติการที่ สทนช. ดำเนินการอยู่

กรมอุทยานฯแจงยันย้าย ‘หน.เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย’ เลื่อนชั้นการบริหารสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357136

กรมอุทยานฯแจงยันย้าย 'หน.เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย' เลื่อนชั้นการบริหารสูงขึ้น

กรมอุทยานฯแจงยันย้าย ‘หน.เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย’ เลื่อนชั้นการบริหารสูงขึ้น

วันเสาร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 11.30 น.

วันนี้ (11 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา เพจ “ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ได้โพสต์ข้อความชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีคำสั่งย้ายนายชาย สุวรรณชาติ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุงไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง จ.สงขลาและสตูลว่า เป็นการเลื่อนชั้นการบริหารสูงขึ้น โดยพิจารณาจากความสำเร็จของผลงาน

โดยนายคมกริช เศรษบุบผา ผู้อำนวยการส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ ชี้แจงว่า กรณีที่มีการระบุถึงคำสั่งย้ายนายชาย สุวรรณชาติ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุงไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง จ.สงขลาและสตูล ซึ่งนายชาย มีผลงานโดดเด่นในด้านการทวงคืนผืนป่าที่มีผลงานอันดับต้นๆ ของประเทศจำนวนเนื้อที่กว่า 70,000 ไร่ ซึ่งการย้ายในครั้งนี้เข้าใจว่าเป็นการตอบแทนให้เลื่อนแค่อยู่ในระดับที่เท่ากันนั้น

หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว การที่หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าขึ้นเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้นถือเป็นการได้เลื่อนชั้นตำแหน่งที่สูงขึ้นเนื่องจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเป็นหน่วยงานในระดับหน่วยงานมาตรฐาน ขนาดใหญ่ ที่มีระเบียบพระราชบัญญัติที่ใช้บริหารงาน ของหน่วยงานที่ชัดเจน โดยใช้ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 ในการบริหารจัดการ ซึ่งแตกต่างจากเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เป็นหน่วยงานที่ประกาศ ขึ้นเพื่อคุ้มครองเฉพาะชนิดพันธุ์เท่านั้น ในการย้ายจากเขตห้ามล่าไปเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์จึงถือเป็นการเลื่อนชั้น การบริหารงานที่สูงขึ้น เปรียบเสมือนการย้ายจากหัวหน้าวนอุทยานไปเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ

 

 

ทั้งนี้ จากการเข้าไปตรวจสอบในเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายชาย สุวรรณชาติ พบว่า ตนเองมีความเต็มใจและดีใจ ที่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง จ.สงขลา และสตูลซึ่งเป็นบ้านเกิด ซึ่งนายชาย เองก็มีความประสงค์ที่อยากจะย้ายไปก่อนหน้านี้แล้ว และมีความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและรู้สึกความภาคภูมิใจในการปกป้องต้นน้ำของพี่น้องชาวจ.สงขลาและสตูล พร้อมทั้งกล่าวอีกว่าจะทำหน้าที่ให้เข้มแข็งดังเช่นเคยปกป้องเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ซึ่งในการปฏิบัติงานนั้นมีความภาคภูมิใจและได้กล่าวขอบคุณท่านอธิบดีที่ให้โอกาส ได้ ทำตามความตั้งใจ ซึ่งโพสต์ดังกล่าวได้มีผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงความยินดีกับนายชายฯที่ได้เลื่อนการปฎิบัติงานไปที่เขตรักษาพันธุสัตว์ป่าโตนงาช้าง ซึ่งที่เป็นงานที่ท้าทายความสามารถของนายชาย สุวรรณชาติ เป็นอย่างยิ่ง

กรมป่าไม้เตรียมทำระบบลงทะเบียนปลูกต้นไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์เพื่อการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356920

กรมป่าไม้เตรียมทำระบบลงทะเบียนปลูกต้นไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์เพื่อการค้า

กรมป่าไม้เตรียมทำระบบลงทะเบียนปลูกต้นไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์เพื่อการค้า

วันศุกร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 11.59 น.

นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมป่าไม้อยู่ระหว่างเตรียมการออกแบบระบบการลงทะเบียน ทั้งการลงทะเบียนสวนป่า และการลงทะเบียนต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์ เพื่อให้ประชาชนมาลงทะเบียนแสดงที่ตั้งของไม้ ภายหลังคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการของร่างพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่…) พ.ศ…..ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ โดยให้ไม้ทุกชนิดในที่ดินกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิ์ครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินไม่เป็นไม้ห่วงห้ามตามกฎหมายป่าไม้

ส่วนการยกเลิกความในมาตรา 7 ไม่ว่าไม้จะอยู่ในที่ดินประชาชนที่ไหนก็ตามจะไม่ถือเป็นไม้ห่วงห้าม ดังนั้น ประชาชนจะสามารถตัด แปรรูป หรือนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาปลูกไม้มีค่าในที่ดิน ซึ่งจะส่งผลดีในการเพิ่มพื้นที่ป่า การดูดซับก๊าซคาร์บอนไดร์อ๊อกไซ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่วางเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 ของเนื้อที่ประเทศและพื้นที่ไม้เศรษฐกิจ

สำหรับไม้มีค่าที่มีการค้าขายในตลาดภายในประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศ ได้แก่ ไม้พะยุง ไม้สัก ไม้ประดู่ และไม้ชิงชัน รวมถึงไม้เพื่อประโยชน์ทางด้านอื่นๆ ในการปลูกบนที่ดินกรรมสิทธิ์ ซึ่งไม้ทั้งหมดสามารถนำไปเป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน เพื่อเป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันการประกอบธุรกิจตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้ การจัดทำระบบการลงทะเบียนเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสต๊อกไม้ของประเทศไทย ทำให้รู้สต๊อกไม้ในอนาคต ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการค้าและการส่งออก

เดินหน้าสร้าง‘สหกรณ์สีขาว’ ตั้งเป้าปีหน้าได้2พันแห่งทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356737

x

เดินหน้าสร้าง‘สหกรณ์สีขาว’ ตั้งเป้าปีหน้าได้2พันแห่งทั่วปท.

วันศุกร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมสหกรณ์สีขาวด้วยธรรมาภิบาล โดยรณรงค์ให้สหกรณ์ทั่วประเทศนำหลักธรรมาภิบาลมาเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ และทุกภาคส่วนได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ในการสร้างสหกรณ์สีขาว ที่ยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานเพื่อสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน มีระบบการควบคุมภายในที่ดี เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาเรื่องการทุจริต สร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาแก่สมาชิก โดยเริ่มที่สหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีทุนดำเนินงานเกินกว่า 1,000 ล้านบาท จำนวน 201 สหกรณ์

การดำเนินโครงการดังกล่าว ส่งผลให้สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ร่วมโครงการ สามารถยกระดับการบริหารงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยปี 2561 กรมได้ขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังสหกรณ์ทุกประเภทเพิ่มเติมเป็น 464 สหกรณ์ พร้อมทั้งได้ตั้งคณะทำงานส่งเสริมธรรมาภิบาลระดับจังหวัด การประเมินธรรมาภิบาลของสหกรณ์ 5 ระดับ คือ สหกรณ์สีขาว, ดีมาก, ดี, พอใช้ และต้องปรับปรุง ตามลำดับ ผลการประเมินครั้งแรกพบว่า มีสหกรณ์ผ่านเกณฑ์สหกรณ์สีขาว 21 แห่ง ระดับดีมาก 50 แห่ง สหกรณ์นิคม 1 แห่ง โดยคาดว่าจะมีจำนวนสหกรณ์ที่สามารถยกระดับเป็นสหกรณ์สีขาวเพิ่มขึ้นเป็น 71 สหกรณ์

สำหรับปี 2562 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เตรียมแผนต่อยอดการส่งเสริมสหกรณ์สีขาวไปยังสหกรณ์ 2,000 แห่งทั่วประเทศ เป็นสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์ทุกแห่ง และสหกรณ์ภาคการเกษตรขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ เพื่อเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการที่ดี นอกจากนั้นการส่งเสริมสหกรณ์สีขาวด้วยธรรมาภิบาล ยังมีความเกี่ยวเนื่องกับการส่งเสริมมาตรฐานสหกรณ์ รวมทั้งเชื่อมโยงต่อยอดไปถึงการส่งเสริมสหกรณ์สู่ดีเด่น ซึ่งกรมฯจะได้บูรณาการแนวทางส่งเสริม ทั้งสามเครื่องมือให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน ตั้งแต่กระบวนการวางแผนการดำเนินงาน การติดตามประเมินผล และการปรับปรุงพัฒนา

จัดยิ่งใหญ่!งานเทิดไท้บรมราชินีนาถ กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356744

จัดยิ่งใหญ่!งานเทิดไท้บรมราชินีนาถ  กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

จัดยิ่งใหญ่!งานเทิดไท้บรมราชินีนาถ กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

วันศุกร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมจัดนิทรรศการในงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 12 ภายใต้กรอบแนวคิด “สืบสานศาสตร์พระราชา สานต่อน้ำพระทัยองค์ราชินี สู่วิถีเกษตรไทยอย่างยั่งยืน” ประกอบไปด้วย 3 โซน ได้แก่ โซนที่ 1“สืบสานศาสตร์พระราชา บริหารทรัพยากรเพื่อการเกษตร” ประกอบด้วย กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน โซนที่ 2 “จากน้ำพระทัยสู่สายใยปวงประชา” ประกอบด้วย กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมประมง กรมปศุสัตว์ และกรมหม่อนไหม โซนที่ 3“สืบสาน รักษา ต่อยอด สู่วิถีเกษตรไทยอย่างยั่งยืน” ประกอบด้วย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย โดยในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ ซึ่งได้มอบหมายให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมจัดนิทรรศการ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้

1.จัดนิทรรศการภายใต้กรอบแนวคิด “คืนกล้วยไม้สู่ไพรพฤกษ์” ของศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ได้อนุรักษ์และเพาะเลี้ยงเพื่อนำคืนสู่ป่าตามพระราชเสาวนีย์ โดยเลือกสายพันธุ์เด่นมาจัดแสดงในรูปแบบบอร์ดนิทรรศการ โดยมีกิจกรรมที่ดำเนินการประกอบด้วย การจัดกิจกรรมเล่นเกมส์ตอบคำถามเพื่อรับกล้วยไม้หวายให้กับผู้ที่มารับชมนิทรรศการ วันละ 200 ต้น และกิจกรรมการสาธิตการเลี้ยงกล้วยไม้ในบ้าน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงกล้วยไม้ได้มาเรียนรู้วิธีการปลูกและดูแลกล้วยไม้อย่างไรให้ออกดอกสวยงาม โดยวิธีฝึกปฏิบัติ (Learning by doing) ซึ่งหลังจากฝึกปฏิบัติแล้วยังได้รับผลงานตัวเองกลับบ้านด้วย

2.ร่วมจัดนิทรรศการกับหน่วยงานภาคี ภายใต้โครงการค่าย “เยาวชน…รักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ซึ่งจะมีการจัดแสดงมี 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมที่ 1 การจัดแสดงการเปลี่ยนวิธีการสอนจากแต่ละวิชามาเป็นรูปแบบบูรณาการร้อยเรียง เป็นการจัดนิทรรศการ และจำลองกิจกรรมการสอนเพื่อแสดงการบูรณาการหลักสูตรการสอนของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 5 หน่วยงาน (กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมหม่อนไหม กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์) โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะจัดนิทรรศการในหัวข้อ “พืชในท้องถิ่นของหนู” นำเสนอแนวคิดของการสอนให้เยาวชนเห็นคุณค่า หวงแหนและได้รับความรู้ในเรื่องพืชท้องถิ่น รวมถึงวิธีการอนุรักษ์ ขยายพันธุ์ การดูแลรักษา จนถึงการนำมาใช้ประโยชน์ ในเรื่องของการแปรรูป ภายใต้ Theme “พืชในท้องถิ่นของหนู ปลูกได้…ใช้ประโยชน์เป็น” และกิจกรรมที่ 2การจัดแสดงหลักสูตรที่โรงเรียนนำไปต่อยอด “สร้างป่าสร้างรายได้”แสดงหลักสูตรการจัดสร้างโมเดลการปลูกไม้ป่าร่วมกับไม้เกษตรตามหลักสร้างป่าสร้างรายได้ โดยบูรณาการร่วมกันของกรมป่าไม้ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมหม่อนไหม กรมพัฒนาที่ดินและเครือเจริญโภคภัณฑ์ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงานได้ตั้งแต่วันที่ 7-14 สิงหาคม 2561 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จตุจักร กรุงเทพฯ

นาข้าว13ทุ่งรอดน้ำหลาก กรมชลมั่นใจลุ่มเจ้าพระยาเก็บเกี่ยวเสร็จทันเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356743

x

นาข้าว13ทุ่งรอดน้ำหลาก กรมชลมั่นใจลุ่มเจ้าพระยาเก็บเกี่ยวเสร็จทันเวลา

วันศุกร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เผยว่า กรมชลประทานเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในฤดูฝนปีนี้ รวมทั้งเตรียมพร้อมความปลอดภัยของเขื่อน ดูแลบริหารจัดการน้ำในเขื่อนให้เป็นไปตามเกณฑ์กักเก็บ โดยจะไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชน หรือถ้ามีก็ให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ ยังได้ส่งเครื่องจักรกระจายไปทั่วประเทศ อาทิ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถแบ๊กโฮ เพื่อช่วยสูบน้ำออกจากพื้นที่นาปี นาปรัง พืชไร่ รวมกว่า 1,800 เครื่อง มีการเตรียมความพร้อมบริหารจัดการน้ำท้ายพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการพักน้ำหรือหน่วงน้ำได้ คือพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง ได้แก่ทุ่งบางระกำ และบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอีก 12 ทุ่ง เป็นที่พักน้ำ ต่อเนื่องจากปีที่แล้วที่สามารถบริหารจัดการน้ำไม่ให้กระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้ผลเป็นอย่างดี

“ในปีนี้จะใช้ทั้ง 13 ทุ่งดังกล่าว พักและเก็บน้ำที่จะหลากมา เราได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรเป็นอย่างดีในการเลื่อนเวลาปลูกข้าว ที่ทุ่งบางระกำบริเวณลุ่มน้ำยม มีพื้นที่ลุ่มต่ำ 3.8 แสนไร่ เริ่มปลูกข้าวตั้งแต่ 1 เมษายน เวลานี้จึงทำการเก็บเกี่ยวกันแล้วเสร็จพอดีกับเดือนสิงหาคม-กันยายน ที่เป็นช่วงฤดูน้ำหลากของลุ่มน้ำยม ไล่ลงมาถึงทุ่งบางระกำ ส่วนลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างทั้ง12 ทุ่งรวมพื้นที่ 1.15 ล้านไร่ เกษตรกรเริ่มปลูกข้าววันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งจะเก็บเกี่ยวเสร็จทันน้ำหลากเดือนกันยายน-ตุลาคม เช่นกัน เพราะฉะนั้น หน้าฝนปีนี้ ลุ่มเจ้าพระยาจะมีพื้นที่รับน้ำเพิ่ม 1.53 ล้านไร่ รับน้ำได้ 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)”

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ขณะนี้ยังสามารถรับน้ำได้อีกกว่า 20,000 ล้านลบ.ม. ในขณะที่ลำน้ำสายหลัก กรมชลประทานก็มีอาคารชลประทานที่เป็นเครื่องมือเพื่อควบคุมน้ำ เช่น เขื่อนเจ้าพระยาในแม่น้ำเจ้าพระยา เขื่อนนเรศวรในแม่น้ำน่าน เขื่อนแม่กลองในลุ่มน้ำแม่กลอง เป็นต้น ซึ่งจะคอยควบคุมน้ำไม่ให้ไหลบ่าเข้ากระทบพื้นที่ชลประทานของทั้งสองฝั่งแม่น้ำ อย่างไรก็ดี ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น และอาจมีพายุเข้าในเดือนสิงหาคมนี้ 1-2 ลูก จึงอยากให้ประชาชนติดตามข่าวสาร ประกาศเตือนของทางราชการอย่างใกล้ชิด เป็นการเตรียมตัวรับสถานการณ์ต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : ถึงฤดูกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356739

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ถึงฤดูกาล

วันศุกร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ฤดูฝนปีนี้ไม่ค่อยน่าไว้ใจสักเท่าไร เผลอประเดี๋ยวเดียวปริมาณน้ำในเขื่อนสำคัญบางเขื่อนเกินปริมาณความจุของเขื่อนต้องระบายน้ำออกมากกว่าปกติเสียแล้ว อย่างเขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร และเขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี แม้จะมีการพร่องน้ำจากเขื่อนมาเป็นระยะๆ ตามเกณฑ์ แต่เกิดฝนตกจากอิทธิพลของลมมรสุม จึงมีน้ำไหลเข้าเขื่อนอย่างรวดเร็วในปริมาณมากกว่าปกติ จึงจำเป็นต้องระบายน้ำออกจากเขื่อนในปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่บริเวณริมแม่น้ำ ซึ่งไม่พ้นพื้นที่ชุมชน และพื้นที่การเกษตร ซึ่งมีทั้งนาข้าว พืชไร่ พืชสวน รวมทั้งปศุสัตว์

ช่วงนี้จะเห็นผู้ดูแลเรื่องน้ำ ทั้งเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. สมเกียรติ ประจำวงษ์ และ อธิบดีกรมชลประทาน ทองเปลว กองจันทร์ รวมทั้งรองอธิบดีบางท่าน ออกสื่อบ่อยหน่อย เพราะต้องลงพื้นที่ตรวจตราปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ อย่างใกล้ชิด ไม่เว้นแม้แต่นายกรัฐมนตรี และผู้ตัดสินใจเรื่องน้ำ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ

ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งการให้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง โดยมอบหมายให้ รองนายกรัฐมนตรี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ ทั้งนี้เพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยปี 2554

สทนช. จึงมีคำสั่งจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำงาน ทั้งกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมีรองเลขาธิการ สทนช. สำเริง แสงภู่วงค์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ใช้สถานที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน เป็นสถานที่ทำงาน

ศูนย์เฉพาะกิจนี้ จะติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการน้ำ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะรวมข้อมูลน้ำทั่วประเทศจากทุกหน่วยงานมาประมวลผลเป็นข้อมูลเดียวกันใช้กับทุกหน่วยงาน (แต่ก็ยังมีบางหน่วยงานแอบเผยแพร่ข้อมูลของตน ที่แตกต่างจากของศูนย์ฯ) ร่วมกันกำหนดเกณฑ์ต่างๆ ในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนสำคัญๆ ทุกเขื่อน รวมทั้งการอำนวยการ กำกับ ประสาน และติดตามแผนการเตรียมความพร้อมการรับมือน้ำหลากปี 2561 และการแจ้งข้อมูลข่าวสารไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์

ศูนย์ฯ จะรายงานความก้าวหน้าเป็นประจำทุกวันต่อรองนายกรัฐมนตรี พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ และนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ทราบเป็นระยะๆ เพื่อเป็นข้อมูลตัดสินใจในเชิงนโยบายกรณีเกิดภาวะวิกฤติ

พอจะเบาใจกันได้ในระดับหนึ่งว่า สถานการณ์น้ำจะได้รับการดูแล จากรัฐบาลเป็นอย่างดี และในฐานะประชาชนก็หวังว่าทั้งบิ๊กตู่ และบิ๊กฉัตรจะเอาอยู่

จากฤดูกาลของน้ำ มาถึงฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้าย….ปีนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าจนถึงเดือนสิงหาคมแล้ว ข่าวคราวการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงต่างๆ ยังเงียบๆ อยู่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองก็มีแต่เสียงลือ เสียงเล่าอ้าง…. เสียงลือที่ว่า ปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่จะมาจากกระทรวงอื่น….ทำเอาความหวังของคนในกระทรวงเกษตรฯ ดับวูบ…..แต่ก็มีบางคนที่โลกสวย แอบหวังว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กฤษฎา บุญราช จะไม่ทำร้ายจิตใจคนกระทรวงเกษตรฯ ขนาดนั้น……

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้มีผู้บริหารระดับสูงหลายคนในกระทรวงเกษตรฯ เกษียณอายุราชการ ทั้งปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง อธิบดี รองอธิบดี และผู้ตรวจราชการกระทรวง แน่นอนว่าจะต้องมีการแต่งตั้ง และโยกย้ายสับเปลี่ยนกรมกันบ้าง จึงเป็นเหตุให้มีหนังสือเวียน ลงนามโดยปลัดกระทรวงเกษตรฯ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ออกมาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา เรื่องให้ชะลอการแต่งตั้งโยกย้าย

สาระสำคัญของหนังสือดังกล่าว บอกให้ทุกหน่วยงานชะลอการเสนอชื่อบุคลากรเพื่อแต่งตั้ง โยกย้าย หรือเปลี่ยนข้าราชการ เฉพาะตำแหน่งระดับอำนวยการทุกตำแหน่งที่ว่างอยู่ทั้งหมดไว้ก่อน เพื่อรอตำแหน่งที่จะว่างลงเนื่องจากเกษียณมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อให้เป็นไปอย่างโปร่งใส และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล

หนังสือเวียนฉบับนี้ มองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก ความต้องการสกัดการวางคนของผู้บริหาร (ที่กำลังจะเกษียณอายุ) ในตำแหน่งที่สำคัญๆ ไว้เพื่อประโยชน์ในอนาคต หรือการแต่งตั้งโยกย้ายแบบทิ้งทวนเหมือนที่ผ่านๆ มานั่นเอง…. แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสกัดได้อย่างที่ต้องการ เพราะเชื่อว่าทุกท่านมีเครือข่ายอยู่ไม่น้อย หากจะวางคนของตนไว้จริงๆ เมื่อไรก็ทำได้……

แว่นขยาย

สสก.4เร่งจ่ายชาวนาไร่ละ1,500 ช่วยเหลือด้านตลาด3โครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/356736

x

สสก.4เร่งจ่ายชาวนาไร่ละ1,500 ช่วยเหลือด้านตลาด3โครงการ

วันศุกร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.
นายสมจิตร ธีระบุญชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 (สสก.4) จังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามมติประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561 เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2561/62 ด้านการตลาด 3 โครงการ ได้แก่ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกและการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม และโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก โดยโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ ได้กำหนดให้ช่วยเหลือเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น ซึ่งจะช่วยเหลือตามที่ปลูกข้าวจริง ไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกิน 12 ไร่ หรือไม่เกินครัวเรือนละ 18,000 บาท (จากปีที่ผ่านมาช่วยเหลือไร่ละ 1,200 บาท ไม่เกิน 10 ไร่) นั้น กรมส่งเสริมการเกษตรพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีสามารถเข้าร่วมโครงการ เป็นการรักษาสิทธิ์ของตนเองและได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการของรัฐบาลอย่างทั่วถึงและครบถ้วน จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ฤดูการผลิตปี 2561 แจ้งขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรต่อสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ของท่านโดยเร็ว