‘กฤษฏา’สั่งรื้อมิลค์บอร์ด ให้กรมปศุสัตว์คุมแทนอ.ส.ค. ป้องผลประโยชน์ทับซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357718

'กฤษฏา'สั่งรื้อมิลค์บอร์ด ให้กรมปศุสัตว์คุมแทนอ.ส.ค.  ป้องผลประโยชน์ทับซ้อน

‘กฤษฏา’สั่งรื้อมิลค์บอร์ด ให้กรมปศุสัตว์คุมแทนอ.ส.ค. ป้องผลประโยชน์ทับซ้อน

วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 16.51 น.

กฤษฏา สั่งรื้อมิลค์บอร์ด ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ปรับเปลี่ยนกรมปศุสัตว์ เป็นเลขาฯบอร์ดนน.โรงเรียน แทนอสค.พร้อมชงครม.เปลี่ยนชื่อ เป็น “โครงการอาหารเสริมสำหรับเด็กและเยาวชนไทย” ชี้เด็กนักเรียน ได้ทานนม คุณภาพที่มีแคลเซี่ยมสูงช่วยบำรุงกระดูกและฟัน รวมถึงมีคุณค่าทางอาหารสูง บำรุงสมองให้เด็กฉลาด จากชื่อเดิม โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน “

14 ส.ค. 61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้กำชับสหกรณ์โคนมที่ส่งน้ำนมดิบเข้าโครงการนมโรงเรียนต้องผลิตนม มีคุณภาพตามข้อกำหนดของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) โดยจะต้องมีปริมาณเนื้อนมในน้ำนม (Total Solid) สูงตามเกณฑ์และมีค่าจุลินทรีย์ในน้ำนมต่ำ (Somatic Cell) พร้อมกับได้ย้ำกับผู้ประกอบการที่ได้รับโควต้าจำหน่ายนมโรงเรียน ห้ามมีทุจริตจ่ายเงินใต้โต๊ะ

“จะพิจารณาผู้ได้รับสิทธิจัดจำหน่ายนมโรงเรียนอย่างโปร่งใส ให้นำน้ำนมดิบคุณภาพสูงเพื่อจะนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นนมพาสเจอร์ไรส์และนมยูเอชที ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งดูแลการขนส่งให้เป็นไปตามข้อกำหนดเพื่อไม่ให้เกิดการกระแทก จนบรรจุภัณฑ์ฉีกขาดทำให้นมบูดเสียขึ้นได้ โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนชื่อจาก โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เป็นโครงการอาหารเสริมสำหรับเด็กและเยาวชนไทย เพื่อให้เด็กและเยาวชนทั้งประเทศมีโอกาสได้ดื่มนมซึ่งมีแคลเซี่ยมสูงช่วยบำรุงกระดูกและฟัน รวมถึงมีคุณค่าทางอาหารสูง บำรุงสมองให้เด็กฉลาด”รมว.เกษตรฯกล่าว

นายกฤษฎา กล่าวว่า ได้ย้ำให้เอกชนจัดหาน้ำนมดิบจากสหกรณ์โคนมที่ได้รับการตรวจสอบจากกรมปศุสัตว์ว่า มีคุณภาพตามข้อกำหนดให้เพียงพอ ไม่ให้เกิดปัญหา น้ำนมดิบที่จัดเตรียมไม่เพียงพอ แล้วไปนำมาจากแหล่งที่ไม่ได้รับการรับรองและคุณภาพต่ำ ซึ่งหากพบจะพิจารณาตัดสิทธิอย่างเด็ดขาด

ทางด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุศัตว์ ประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนกล่าวว่า ได้เร่งปรับปรุงมาตรการการป้องกันการทุจริตโครงการอาหารนมโรงเรียนเสนอต่อปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมเพื่อให้เป็นตามข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และครม. รับทราบ รวมทั้งให้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังนี้ 1. ให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบ ติดตามประเมินผลการดำเนินงานนมโรงเรียน อย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ครั้ง  2. ให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาทบทวนแนวทางการบริหารจัดการโครงการอาหารนมโรงเรียน โดยให้ทบทวนบทบาทของหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) 3. เสนอให้พิจารณาทบทวนระยะเวลาการจัดทำบันทึกข้อตกลงกับผู้ประกอบการ ในเบื้องต้น (MOU) ปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนต.ค. เป็นระยะเวลาคาบเกี่ยวภาคการศึกษาที่ 2 ซึ่งทำให้เมื่อได้ดำเนินการจัดสรรสิทธิ์แล้ว ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ในการจำหน่ายได้ โดยมิลค์บอร์ด มีความเห็นว่า ควรมีการ MOU เป็นรายภาคการศึกษาแทนการทำเป็นรายปีการศึกษา

4. การปรับปรุงจัดการระบบโลจิสติกส์ในการขนส่งนมโรงเรียน ตามที่มีข้อหารือในมิลค์บอดร์ดมาก่อนหน้านี้ว่า ไม่สมควรให้มีการจัดซื้อน้ำนมดิบข้ามเขตซึ่งจะดำเนินการโดยกำหนดเรื่องการขนส่งเป็นลำดับแรกเพื่อรักษาคุณภาพน้ำนม

5. กระทรวงเกษตรฯ ต้องพิจารณาทบทวนแก้ไข และเพิ่มอัตราโทษของความผิดผู้ประกอบการที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามประกาศหลักเกณฑ์นมโรงเรียนตามประกาศของมิลค์บอร์ด

6. ให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณากระบวนการจัดซื้อนมโรงเรียน โดยให้โรงเรียนเป็นผู้สั่งซื้อโดยตรงผ่านระบบการจัดซื้อด้วยระบบการจัดหาพัสดุด้วยวิธีการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-market) และด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) แทนวิธีการจัดซื้อแบบวิธีพิเศษเช่นที่ผ่านมา

และ 7. ให้พิจารณาทบทวนและองค์ประกอบของมิลค์บอร์ด โดยให้ปรับเปลี่ยนฝ่ายเลขานุการจากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เป็นกรมปศุสัตว์ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบการบริหารจัดการนมโรงเรียน

“ได้ปรับปรุงโครงสร้างคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ของมิลค์บอร์ด ตามข้อสั่งการของนายกฤษฎา เพื่อให้เป็นตามกรอบของปปช.เสนอต่อครม.ซึ่งกำชับให้มิลค์บอร์ดเร่งดำเนินการปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลโครงการนมโรงเรียนให้ทันภาคเรียนที่ 2 ปี 2561 โดยให้คำนึงถึงนโยบายของรัฐบาลว่า เกษตรกร 19,000 ราย ขายนมได้ราคาเป็นธรรม นักเรียน 7,450,000 คน ได้ดื่มนมในเวลา 260 วันต่อปี และ ผู้ประกอบการได้รับการจัดสรรสิทธิอย่างโปร่งใสเป็นธรรม โดยในปีการศึกษา 2561 นี้มีผู้ประกอบการได้รับการจัดสรรสิทธิในโครงการนมโรงเรียน 62 ราย จำนวน 68 โรงงาน”นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

เตือนเกษตรกรสวนยาง ฝนตกชุกระวัง’โรครากขาวยางพารา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357674

เตือนเกษตรกรสวนยาง ฝนตกชุกระวัง'โรครากขาวยางพารา'

เตือนเกษตรกรสวนยาง ฝนตกชุกระวัง’โรครากขาวยางพารา’

วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 15.46 น.

จากการที่หลายพื้นที่ยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่องกรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนยางโดยเฉพาะสวนยางพาราในแถบภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ระวังปัญหาการระบาดของโรครากขาวยางพารา ซึ่งการระบาดของโรคสามารถแพร่กระจายได้โดยการสัมผัสกันระหว่างรากของต้นที่เป็นโรคกับรากของต้นปกติ หรือสปอร์ของเชื้อราปลิวไปตามลมโดยการระบาดสามารถเกิดได้ทุกระยะการเจริญเติบโต มักเกิดกับต้นยางพาราอายุ 1 ปี ขึ้นไปและด้วยสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นสูงปริมาณฝนค่อนข้างมากซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การระบาดของโรครากขาวยางพาราเพิ่มขึ้น ดังนั้น ขอให้เกษตรกรสำรวจสวนยางพาราอย่างสม่ำเสมอ หากพบอาการของโรคให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดเพื่อกำหนดแนวทางการควบคุม และดำเนินการป้องกันกำจัดก่อนที่การระบาดจะแผ่ขยายเป็นวงกว้าง

เชื้อราสาเหตุสำคัญของโรครากขาวยางพาราคือเชื้อรา Rigidoporusmicroporus (Fr.) Overeemเมื่อระบบรากถูกทำลายจะแสดงอาการให้เห็นทางทรงพุ่มใบจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง โดยจะสังเกตเห็นเฉพาะบางกิ่งหรือเหลืองทั้งทรงพุ่มและหลุดร่วงในที่สุดรวมถึงลักษณะอื่นๆ ที่สามารถสังเกตได้ คือ

ลักษณะโคนต้นและรากที่เป็นโรค จะเห็นเส้นใยของเชื้อรามีสีขาวลักษณะค่อนข้างหยาบ ปลายแบนเมื่อเส้นใยอายุมากขึ้นจะกลายเป็นเส้นกลมนูนสีส้ม เรียกว่า ไรโซมอร์ฟ (rhizomorph) เชื้อราเจริญปกคลุมเกาะติดแน่นกับผิวราก

ลักษณะเนื้อไม้ของผิวราก ในระยะแรกเนื้อไม้จะแข็งและมีสีขาว หากเป็นรุนแรงเนื้อไม้จะมีสีขาวครีมต่อมาเนื้อไม้จะฟ่าม เบา และยุ่ย

ลักษณะดอกเห็ด ในช่วงที่มีความชื้นสูงจะพบดอกเห็ดมีลักษณะเป็นแผ่นครึ่งวงกลม ไม่มีขน ไม่มีก้านชูดอก (stalk) ดอกอ่อนจะลื่นเหมือนหนัง ดอกแก่แข็งกระด้าง สีของดอกด้านบนมีสีส้มแก่และอ่อนสลับกันเป็นวงขอบดอกมีสีขาว ด้านล่างมีสีส้มอ่อนและมักเกิดซ้อนกันเป็นชั้นๆ จำนวนดอกเห็ดและขนาดขึ้นกับความชื้นและอายุของดอก

ในส่วนของการป้องกันและแก้ไขปัญหาการระบาดของโรครากขาวยางพารานั้น กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรสำรวจสวนยางพาราอย่างสม่ำเสมอ ใช้วิธีการจัดการแบบผสมผสานทั้งการปฏิบัติทางเขตกรรม

การทำความสะอาดแปลงปลูก การใช้สารเคมี และเพิ่มประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ที่เป็นปฏิปักษ์กับเชื้อราสาเหตุในดินโดยเริ่มตั้งแต่

1.การเตรียมพื้นที่ปลูกยางควรทำลายตอไม้ ท่อนไม้เก่าออกให้หมด ไถพลิกหน้าดินตากแดด เพื่อกำจัดเชื้อราที่เจริญอยู่ในดินและในเศษไม้เล็กๆ ที่หลงเหลืออยู่ในดิน

2.ในแหล่งที่มีโรคระบาด หลังการเตรียมดินควรปล่อยพื้นที่ว่างไว้ประมาณ 1 – 2 ปี หรือปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว เพื่อปรับสภาพดินให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืชและจุลินทรีย์ในดินบางชนิดที่เป็นพิษต่อเชื้อราสาเหตุโรครากขาว

3.แปลงยางพาราที่มีประวัติการเป็นโรครากขาวมาก่อน แนะนำให้ใช้กำมะถันผงผสมดินในหลุมปลูก 240 กรัมต่อหลุม เพื่อปรับสภาพ pH ดิน ให้เป็นกรด เหมาะต่อการเจริญของเชื้อปฏิปักษ์ต่อโรครากขาว และป้องกันการเจริญของเชื้อราสาเหตุโรครากขาวยางพารา

4.หลังจากปลูกยางไปแล้ว 1 ปี ควรสำรวจแปลงยางสม่ำเสมอ ตรวจดูพุ่มใบเพื่อหาต้นยางที่เป็นโรครากขาว ในพื้นที่ที่ไม่เคยพบโรคมาก่อน ควรสำรวจ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนในพื้นที่ที่เคยพบโรคมาแล้วให้สำรวจซ้ำทุก 3 เดือน ต้นยางเป็นโรครุนแรงไม่สมารถรักษาได้ควรขุดต้นเผาทำลายและรักษาต้นข้างเคียงโดยการใช้สารเคมี

5.ต้นยางพาราที่อายุน้อยกว่า 3 ปี ที่เป็นโรครากขาว ควรขุดเผาทำลายให้หมดเพื่อยับยั้งการระบาดของโรคต้นยางที่มีอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ควรขุดคูล้อมบริเวณต้นเป็นโรค (กว้าง 30 เซนติเมตร ลึก 60 เซนติเมตร)เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่ระบาดไปยังต้นอื่นโดยการสัมผัสกันของราก และขุดลอกคูทุกปี

6.ไม่ควรปลูกพืชร่วม หรือพืชแซมที่เป็นพืชอาศัยในพื้นที่ที่เป็นโรครากขาวยางพารา เช่น ทุเรียน ขนุน จำปาดะ มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน ไผ่ ส้ม โกโก้ ชา กาแฟ เนียงนก พริกไทย พริกขี้หนู น้อยหน่า มันสำปะหลังสะเดาบ้าน สะเดาเทียม ทัง มะเขือเปราะ กระทกรก มันเทศ สะตอ ลองกอง และมังคุด

7.ใช้สารเคมีสำหรับรักษาต้นที่เป็นโรคเพียงเล็กน้อย และใช้กับต้นข้างเคียงเพื่อป้องกันโรค โดยขุดร่องเล็กๆ รอบโคนต้น กว้าง 15 – 20 เซนติเมตร เทสารเคมีลงในร่องรอบโคนต้น โดยใช้สารเคมีทุก 6 เดือนเป็นเวลา 2 ปี ได้แก่ ไตรเดอร์มอร์ฟ 75% EC ,ไซโปรโคนาโซล 10% SL , โปรปิโคนาโซล 25% EC , เฮกซะโคนาโซล5% EC , เฟนิโคลนิล 40% FS (อัตราตามคำแนะนำในฉลาก)

ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2955-1514 , 0-2955-1626 หรือhttps://www.doae.go.th/doae/upload/files/White_Root_Disease_110761.pdf

เตรียมพร้อมบริหารจัดการน้ำภาคใต้ สทนช.ลุยเปิดเวทีสร้างการรับรู้ บูรณาการร่วมมือทุกหน่วยงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357468

x

เตรียมพร้อมบริหารจัดการน้ำภาคใต้ สทนช.ลุยเปิดเวทีสร้างการรับรู้ บูรณาการร่วมมือทุกหน่วยงาน

วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสวนาเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับพื้นที่ภาคใต้ เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ลุ่มน้ำ ได้รับรู้แผนงานและผลงานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาล รวมทั้งสร้างความเข้าใจและรับทราบถึงสถานการณ์น้ำ ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการน้ำภาพรวมของประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝน ปี 2561

นายประดับ กลัดเข็มเพชร ผู้ช่วยเลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า การเสวนาในภาคใต้มีหัวข้อหลัก คือ การเตรียมความพร้อมจัดการน้ำหลาก ปี 2561 โดยพื้นที่ภาคใต้ครอบคลุม 14 จังหวัด เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศ แต่ในช่วงฤดูฝนของทุกปี ก็มักจะประสบปัญหาอุทกภัย เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากมรสุมและพายุที่พัดเข้ามาโดยตรง สร้างความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจอย่างมากที่ผ่านมา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดพื้นที่การแก้ไขอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ (Area Based) 66 พื้นที่ทั่วประเทศ รวม 29.70 ล้านไร่ พบว่า มีโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ ซึ่งเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (ปี 2561 – 2580) รวมทั้งสิ้นกว่า 300 โครงการ และในช่วงปี 2562-2565 มีโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญจำนวน 31 โครงการ แบ่งเป็น ภาคเหนือ 4 โครงการ ภาคกลาง 13 โครงการ ภาคอีสาน 10 โครงการ ภาคตะวันออก 2 โครงการ ภาคใต้ จำนวน 2 โครงการ โดยมีโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช เป็น 1 ใน 9 โครงการสำคัญที่รัฐบาลจะเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้ในปี 2562 ด้วย

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเร่งวางกรอบ ยุทธศาสตร์จัดการอาหารของไทยระยะ20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357471

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเร่งวางกรอบ  ยุทธศาสตร์จัดการอาหารของไทยระยะ20ปี

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเร่งวางกรอบ ยุทธศาสตร์จัดการอาหารของไทยระยะ20ปี

วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งจัดทำ (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ฉบับปี 2560-2579เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้มีปริมาณเพียงพอ พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตร สร้างรายได้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สศก. ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2561 ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ซึ่งเป็นคณะกรรมการเฉพาะเรื่องภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณา (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ฉบับที่ 2 ปี 2560-2579

ทั้งนี้ที่ประชุมได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานการปรับปรุง (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าว ตามความเห็นของคณะกรรมการ เพื่อเสนอ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบภายในเดือนสิงหาคม และพิจารณาการจัดทำตัวชี้วัดเป้าหมาย (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์ฯ 6 เป้าหมาย ประกอบด้วย 1.จำนวนคนขาดแคลนอาหารลดลง 2.ปริมาณสูญเสียและขยะอาหารลดลง 3.ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อคุณภาพและความปลอดภัยอาหารเพิ่มขึ้น 4.มูลค่าการค้าอาหารเพิ่มขึ้น 5.จำนวนคนที่มีภาวะโภชนาการขาดและโภชนาการเกินลดลง 6.มีหน่วยงานกลางประสานการดำเนินการ

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมาภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย กระทรวงเกษตรฯ มีบทบาทนำภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความมั่นคงอาหาร เพื่อให้ประเทศไทยเกิดความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะความพยายามลดจำนวนผู้ขาดสารอาหาร ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมาก จากข้อมูลการสำรวจสัดส่วนของผู้ขาดสารอาหารในประเทศไทยของ FAO พบว่าเมื่อสิ้นปี 2560 ประเทศไทยมีผู้ขาดสารอาหารเพียง 9.5% ลดลงจากปี 2533 ซึ่งมีสูงถึง 34.6% แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหารและประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร โดยพิจารณาจาก “อัตราการพึ่งพาตนเอง (Self-Sufficiency Ratio : SSR)” ซึ่งเป็นดัชนีชี้ให้เห็นถึงการพึ่งพาสินค้าเกษตรที่ผลิตภายในประเทศให้สอดคล้องกับการใช้ในประเทศที่มีความสมดุล พบว่า ไทยมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านอาหารเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว และ อ้อย (สำหรับผลิตน้ำตาล) กลุ่มไขมัน เช่น ปาล์มน้ำมัน กลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อไก่ เนื้อสุกร และกุ้ง อย่างไรก็ตาม ยังมีบางกลุ่มสินค้าที่มีค่า SSR ต่ำ ซึ่งหมายถึงการผลิตสินค้าเกษตรที่ไม่เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และโคเนื้อ เป็นต้น

ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้มีปริมาณเพียงพอ พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตรเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้สนับสนุนการดำเนินโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและเห็นผลในระยะสั้น (Quick win) ผ่านการดำเนินโครงการโคบาลบูรพา ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมโคเนื้อครบวงจร สร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกและเพิ่มการผลิตเนื้อโคเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ รวมถึงโครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวเพื่อสุขภาพ พันธุ์กข 43 แบบครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และส่งเสริมให้เป็นสินค้าตลาดเฉพาะ (Niche Market) เป็นต้น ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการแล้ว ทั้งนี้ เมื่อกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ฉบับที่ 2 ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้นำกรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาใช้เป็นกรอบแนวทางในการกำหนดแนวทางดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหารในช่วงระยะ 20 ปี ควบคู่และสอดคล้องกับการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการเกษตรระยะ 20 ปีต่อไป

รักษ์เกษตร : ​ปลูกผักไร้ดิน ไม่ยากอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357466

x

รักษ์เกษตร : ​ปลูกผักไร้ดิน ไม่ยากอย่างที่คิด

วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมสนใจการปลูกผักโดยไม่ใช้ดิน ปลูกผักไร้ดิน แต่ยังไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้ ช่วยอธิบายให้ทราบด้วยครับ

สุทธิเกียรติ สนองเธียรชัย

อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

คำตอบ

ผักไฮโดรโปนิกส์ เป็นการปลูกผักโดยไม่ใช้ดิน หลักการแล้ว มี 2 แบบ คือ

1.การปลูกในน้ำ รากของพืชจะจะแตกออกมา และเจริญเติบโตในน้ำที่เป็นของเหลว

2.การปลูกในวัสดุแข็ง เช่น แกลบ ทราย ขุยมะพร้าว หินภูเขาไฟ ซึ่งวัสดุปลูกเหล่านี้ เป็นวัสดุที่ไม่ได้ให้ธาตุอาหารกับพืชแต่อย่างใด แต่ทำหน้าที่เป็นวัสดุที่ช่วยค้ำ และพยุงรากเท่านั้น

การปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) และการจะทำให้ผักปลอดสารพิษหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ปลูกเป็นหลัก เพราะการจะเร่งโต หรือผสมสารพิษลงไปในน้ำที่เป็นทางเดินของธาตุอาหารหลักของพืช

สิ่งที่ต้องจัดเตรียมเบื้องต้นเกี่ยวกับ การปลูกผักไร้ดิน

1.ขนาดพื้นที่ ขนาดเล็กสุดขั้นต่ำคือประมาณ 1.5 x 1.5 เมตร เป็นพื้นที่มีแสงแดด อย่าให้แดดจัดมาก ถ้ามีแดดจัดมากให้คลุมใยกรองแสง ซึ่งชุดปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ จะมีขนาด 2 เมตร

2.น้ำ ต้องมีน้ำสะอาด ใช้น้ำประปาได้ เพราะจะสามารถคุมคุณภาพน้ำได้ง่าย

3.ธาตุอาหารพืช เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พืชเจริญเติบโต เป็นวัตถุดิบหลักให้ต้นพืชเจริญเติบโตในกระบวนการสร้างสารอาหาร กระบวนการสังเคราะห์แสง วัตถุดิบที่ใช้ คือ คาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ เมื่อพืชได้รับแสงบนคลอโรฟีลล์ได้สารคาร์โบไฮเดรตและออกซิเจน ส่วนของคลอโรฟิลล์ในพืชมีธาตุอื่นๆ เป็นองค์ประกอบ เช่น ธาตุไนโตรเจนและแมกนีเซียม ซึ่งสามารถจำแนกตามความต้องการของต้นพืชในปริมาณที่ต่างกัน ในการใช้ของพืชหากให้ไม่เหมาะสมกันก็จะทำให้พืชเจริญเติบโตไม่เป็นปกติ

วิธีการปลูกผักไร้ดิน วิธีการนี้ สะดวกง่าย แต่ต้องรู้ถึงกระบวนการปฏิบัติที่ชัดเจน และไม่ต้องห่วงว่าระบบรากพืชจะขาดออกซิเจน เพราะถ้าระบบรากพืชขาดออกซิเจน จะเกิดอาการเหลืองที่ใบและผลร่วง พืชจะได้รับความเสียหาย พืชผักที่เหมาะสมปลูกในระบบแบบนี้ ได้แก่ มะเขือเทศ แตง ผักกินใบ ทุกชนิด ฯลฯ ไม่ใช้ระบบปั๊มอากาศ แต่ผู้ปลูกต้องมีทักษะ ควรปรับลดระดับสารละลายธาตุอาหารพืชที่ใช้เลี้ยงระบบรากพืช เมื่อพืชผักโตขึ้น ต้องปรับลดระดับของสารละลาย ให้ระบบรากพืชไม่จมแช่อยู่ในสารละลายทั้งหมด มีบางส่วนของช่วงระหว่างโคนลำต้นของพืชกับระบบรากมีช่องว่างสัมผัสอากาศได้ บ้าง พืชผักที่ปลูกได้ผลในระบบนี้ในประเทศไทย เช่น ขึ้นฉ่าย ผักบุ้งจีน เป็นต้น

นาย รัตวิ

อนุรักษ์รองเท้านารีเหลืองกระบี่ เกษตรฯขยายพันธุ์คืนสู่ป่าภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357467

x

อนุรักษ์รองเท้านารีเหลืองกระบี่ เกษตรฯขยายพันธุ์คืนสู่ป่าภาคใต้

วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวราวุธ ชูธรรมธัช รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้จัดงาน “พิธีปล่อยรองเท้านารีเหลืองกระบี่คืนสู่ป่า” ในวันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม 2561ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ ตำบลเขาครามอำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา 12 สิงหาคม 2561 ในส่วนของ กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการสานต่องานในโครงการพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระราชประสงค์จะอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่ ที่เป็นพันธุ์กล้วยไม้ท้องถิ่นภาคใต้ให้คงอยู่กับธรรมชาติต่อไป ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดกระบี่ โดยการอนุรักษ์ รวบรวม ขยายพันธุ์ และปลูกพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่คืนสู่ป่าไม่ให้สูญพันธุ์ไปจากจังหวัดกระบี่

การจัดงานในครั้งนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมปล่อยรองเท้านารีเหลืองกระบี่คืนสู่ป่า จำนวน 1,500 ต้น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ากล้วยไม้รองเท้านารีเป็นพันธุ์กล้วยไม้ป่าท้องถิ่นภาคใต้ที่หายาก
โดยเฉพาะพันธุ์เหลืองกระบี่ที่ถือได้ว่าเป็นพันธุ์กล้วยไม้ประจำจังหวัดกระบี่ ในปัจจุบันมีจำนวนลดลงไปจากธรรมชาติจนอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง ดังนั้น กรมวิชาการเกษตรจึงสนองแนวทางพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดยส่งเสริมให้ประชาชนและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญในด้านการสนับสนุน ฟื้นฟู และอนุรักษ์ เกิดจิตสำนึก มีความรัก และหวงแหนทรัพยากรพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ให้ยังคงอยู่คู่กับผืนป่าจังหวัดกระบี่และประเทศไทยสืบไป

คำถาม ผมสนใจการปลูกผักโดยไม่ใช้ดิน ปลูกผักไร้ดิน แต่ยังไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้ ช่วยอธิบายให้ทราบด้วยครับ

เตือนหนอนเจาะเมล็ดบุกสวนทุเรียน ชอนไชทำลายผลผลิตไม่รู้ตัว แนะกำจัดด้วย‘วิธีผสมผสาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357469

เตือนหนอนเจาะเมล็ดบุกสวนทุเรียน ชอนไชทำลายผลผลิตไม่รู้ตัว แนะกำจัดด้วย‘วิธีผสมผสาน’

เตือนหนอนเจาะเมล็ดบุกสวนทุเรียน ชอนไชทำลายผลผลิตไม่รู้ตัว แนะกำจัดด้วย‘วิธีผสมผสาน’

วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมาผลผลิตทุเรียนของไทยลดลง ซึ่งพบว่าในปี 2558 มีผลผลิตรวม 601,017 ตัน เมื่อเปรียบเทียบปี 2559 ผลผลิตรวม 512,451 ตัน ผลผลิตลดลง 88,566 ตัน สาเหตุเกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและปัญหาการเข้าทำลายของศัตรูพืช โดยเฉพาะหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ซึ่งเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญทำให้ผลผลิตทุเรียนเสียหาย โดยสันนิษฐานว่า มีถิ่นกำเนิดในประเทศมาเลเซียและระบาดเข้ามาทางภาคใต้ เมื่อเกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์ทุเรียนมาเพาะใช้เป็นต้นตอ ลักษณะการทำลาย ตัวหนอนจะเจาะเข้าไปในเมล็ด กัดกินอยู่ภายในและถ่ายมูลออกมาทำให้เนื้อทุเรียนเปรอะเปื้อนเสียหาย หนอนชนิดนี้เมื่อเข้าทำลายภายในผลทุเรียนจะไม่สามารถสังเกตเห็นการทำลายจากลักษณะภายนอกได้ จนกระทั่งเมื่อหนอนโตเต็มที่พร้อมเข้าดักแด้จึงเจาะเปลือกเป็นรูออกมาเพื่อเข้าดักแด้ในดิน เกษตรกรจะเห็นแต่รูที่หนอนเจาะออกมา แต่ไม่พบตัวหนอนอยู่ภายใน หรือบางกรณีจะพบความเสียหายเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว

กรมส่งเสริมการเกษตร ขอแนะนำเกษตรกรป้องกันกำจัดหนอนเจาะผลทุเรียนโดยใช้วิธีผสมผสาน ดังนี้ 1.ไม่ควรขนย้ายเมล็ดทุเรียนจากที่อื่นเข้ามาในแหล่งปลูก ถ้ามีความจำเป็นควรคัดเลือกเมล็ดอย่างระมัดระวัง หรือแช่เมล็ดด้วยสารฆ่าแมลง เช่น มาลาไธออน 83% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์บาริล 85% ดับบลิวพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ก่อนทำการขนย้ายจะช่วยกำจัดหนอนได้ 2.ห่อผลด้วยถุงพลาสติกสีขาวขุ่น ขนาด 40×75 เซนติเมตร เจาะก้นถุงเพื่อระบายน้ำ สามารถป้องกันไม่ให้ตัวเต็มวัยมาวางไข่ได้ โดยเริ่มห่อผลตั้งแต่ผลทุเรียนมีอายุ 6 สัปดาห์เป็นต้นไปจนถึงเก็บเกี่ยว ก่อนห่อผลควรตรวจเพลี้ยแป้งที่ผลก่อนห่อ หากพบให้พ่นด้วยสารคลอไพริฟอส 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

3.ใช้กับดักแสงไฟ black light เพื่อตรวจสอบการระบาดของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน หากพบหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนตัวเต็มวัย 1 ตัวในกับดักแสงไฟ ให้สำรวจไข่ของหนอนที่ร่องหนามผลทุเรียนแล้วเก็บทำลายและพ่นด้วยสารเคมีคาร์บาริล 85% ดับบลิวพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเดลตาเมทริน 3% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารเคมีแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% ซีเอส อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเบต้าไซฟลูทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และงดพ่นสารเคมีก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างน้อย 14 วันเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนตลาดนำการผลิตบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357298

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนตลาดนำการผลิตบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ทั้งระบบ

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’หนุนตลาดนำการผลิตบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ทั้งระบบ

วันจันทร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.04 น.

ภาคใต้เป็นแหล่งผลิตไม้ผลเขตร้อนที่สำคัญของประเทศ สถานการณ์การผลิตไม้ผลในแต่ละปีแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญ ปีที่มีผลผลิตออกมากและกระจุกตัว ส่งผลทำให้ราคาตกต่ำ ในการบริหารจัดการผลไม้ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิตโดยการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างละเอียด และข้อมูลความต้องการของตลาดอย่างครบถ้วน เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนบริหารจัดการผลไม้ปี 2561 ต่อไป

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตผลไม้ภาคใต้ ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในปี 2561 พบว่ามีปริมาณผลผลิตรวมทั้งสิ้น 545,165 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีปริมาณผลผลิต 278,522 ตัน คิดเป็นร้อยละ 95.73 โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม ยกเว้นลองกองออกมากในช่วงเดือนกันยายน โดยพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญของผลไม้ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาสซึ่งขณะนี้ได้เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้ภาคใต้แล้วโดยได้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว 9,336 ตัน คิดเป็นร้อยละ 21.01 ของผลผลิตทั้งหมดของผลไม้ภาคใต้ (ที่มา : ข้อมูล war room ณ วันที่ 1 ส.ค.2561) โดยกรมส่งเสริมการเกษตรวางแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2561 หลักการทำงาน คือ “จังหวัดบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง” โดยมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักในการบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ โดยในปีนี้การวางแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ใช้มาตรการดำเนินการเน้นการบริหารจัดการใน 2 ลักษณะ คือ การบริหารจัดการเชิงคุณภาพและการบริหารจัดการเชิงปริมาณ เพื่อให้มองเห็นการทำงานอย่างชัดเจนทั้งด้านการผลิตและด้านการตลาด ครบถ้วนตลอดระยะพัฒนาการเจริญเติบโตของผลไม้จนสิ้นสุดฤดูกาล แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 1. ระยะก่อนเก็บเกี่ยว ส่งเสริมให้มีการผลิตนอกฤดูเพื่อป้องกันปัญหาผลไม้กระจุกตัวในฤดูกาล ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพผลผลิต เน้นหนักในเรื่องการตัดแต่งช่อดอก ตัดแต่งผล การห่อผล การคัดเกรด การเก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสม และผลิตผลไม้ให้ได้มาตรฐานตามระบบ GAP เป็นต้น ส่งเสริมการรวมกลุ่มผลิตไม้ผลคุณภาพตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 2. ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่งเสริมการบริโภคและประชาสัมพันธ์ ป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด (เน้นหนักคือ ทุเรียน) สนับสนุนให้เกิดการกระจายผลผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปผลผลิต 3. ระยะหลังเก็บเกี่ยว นำข้อมูลรอบด้านมาบริหารจัดการเพื่อวางแผนในปีต่อไปให้เกิดประสิทธิภาพส่งผลดีต่อเกษตรกรมากที่สุด

สำหรับแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ ปี 2561 ได้มีมติเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 โดยมอบหมายให้ 1. คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ 2. กรมการปกครองและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นช่วยกำกับดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมที่ผลผลิตภาคใต้ออกสู่ตลาดมากที่สุด 3. สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าภายในช่วยกำกับดูแลและติดตามความเคลื่อนไหวด้านตลาดและราคา เพื่อรักษาเสถียรภาพของผลไม้ภาคใต้ตลอดฤดูกาล และ 4. กรณีเกิดปัญหาอื่นๆ เช่น การขาดแคลนแรงงาน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ช่วยกำกับดูแลโดยแจ้งให้กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ จากสภาวการณ์การผลิตผลไม้ของภาคใต้ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ราคาขายทุเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมากกว่าปีที่ผ่านมาโดยมีราคาเฉลี่ย 60 บาท/กิโลกรัม มังคุดถึงแม้ในช่วงต้นฤดูกาลผลิตราคาขายจะไม่สู้ดีนักโดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ด้วยความร่วมมือในการบูรณาการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่โดยใช้กลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ทำให้ราคามังคุดขยับตัวสูงขึ้นโดยมีราคาแยกตามเกรดคือ เกรด A กิโลกรัมละ 40.75 บาท เกรด B กิโลกรัมละ 32 บาท เกรด C กิโลกรัมละ 13.80 บาท และผลคละกิโลกรัมละ 15.50 บาท ส่วนเงาะโรงเรียนเกรดผลคละ กิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งราคาลดลงจากเดือนก่อน และคาดว่ายังมีผลผลิตที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอีก 75,218 ตัน จึงอยากเชิญชวนให้ช่วยกันอุดหนุนเกษตรกร พยุงราคาให้มีเสถียรภาพตลอดฤดูกาล สำหรับลองกองซึ่งฤดูกาลผลผลิตในปีนี้กระจายตัวค่อนข้างมากคาดว่าจะมีผลผลิตรุ่นสุดท้ายไปถึงเดือนธันวาคม กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักถึงคุณภาพของผลผลิตลองกองทุกรุ่น จึงส่งเสริมให้มีการประชาสัมพันธ์ให้กับชาวสวนลองกองปรับปรุงคุณภาพด้วยการตัดแต่งช่อดอก ช่อผล ห่อผล และคัดเกรดคุณภาพในการขายผลผลิตโดยใช้กลไกศูนย์คัดแยกผลไม้ในพื้นที่ดำเนินการในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลองกองในภาคใต้ให้มากขึ้น ขณะนี้ลองกองเกรด A กิโลกรัมละ 35 บาท เกรด B กิโลกรัมละ 30 บาท เกรด C กิโลกรัมละ 20 บาท และผลคละ กิโลกรัมละ 25 บาท

“ผลไม้ไทยไม่ว่าจะอยู่ในภาคใต้ ภาคเหนือ หรือภาคตะวันออกที่เป็นภูมิภาคสำคัญในการผลิตผลไม้ของไทยยังคงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ เพราะมีคุณประโยชน์และรสชาติดี ด้วยสภาพพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการผลิต ประกอบกับเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ถ่ายทอดความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลไม้ให้มีคุณภาพดี และลงพื้นที่ประเมินผลผลิตที่ออกสู่ตลาด พร้อมแนะนำให้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะที่เหมาะสมโดยเฉพาะทุเรียน และมังคุด ส่งผลให้เกษตรกรจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้นตามคุณภาพผลผลิต เพื่อให้การประกอบอาชีพชาวสวนผลไม้มีรายได้มั่นคงและยั่งยืนต่อไป”นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

ชายคาพระพิรุณ : 13 สิงหาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357293

586851

ชายคาพระพิรุณ : 13 สิงหาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา”กลับมาเล่าข่าวกันอีกเช่นเคย… ปัจจุบันนี้นโยบายรัฐบาลหลายโครงการจำเป็นต้องใช้กลไกของสหกรณ์เข้ามาดำเนินการ ทั้งเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก การปฏิรูปภาคการเกษตรเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ซึ่งสหกรณ์ต้องทำหน้าที่ในการรองรับนโยบายจากภาครัฐ เพื่อส่งต่อไปถึงตัวเกษตรกร โดยเมื่อปลายสัปดาห์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดเวิร์กช็อปการปรับโครงสร้างภาคเกษตรโดยกลไกสหกรณ์ พร้อมเชิญสหกรณ์ที่ประสบผลสำเร็จ มีมาตรฐานการบริหารจัดการระดับดีเด่น 777 แห่ง มารับฟังนโยบายจาก “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี เพื่อระดมสมองผลักดันให้สหกรณ์เหล่านี้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของชุมชน เริ่มตั้งแต่ส่งเสริมเกษตรกรผลิตสินค้าคุณภาพตรงความต้องการของตลาด การรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรเพื่อนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า และการประสานเอกชนมาส่งเสริมช่องทางตลาด ให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาที่เป็นธรรมมีรายได้และความมั่นคงในอาชีพ ซึ่งนายสมคิดกล่าวตอนหนึ่งว่า สหกรณ์คือความหวังใหม่ของประเทศ ขอให้รวมตัวกันให้เข้มแข็งซึ่งจะช่วยกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันสหกรณ์ภาคการเกษตรมีส่วนในการดำเนินโครงการต่างๆ ที่สำคัญของกระทรวงเกษตรฯไม่ว่าการจัดสรรเงินอุดหนุนจากงบกลางปี 2561 ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลผลิตการเกษตรของสหกรณ์ โดยสร้างฉาง โกดัง ลานตาก และอุปกรณ์แปรรูปผลผลิต เพื่อเก็บชะลอสินค้าการเกษตรหลัก ก่อนทยอยระบายสู่ตลาด ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และยางพารา ไม่น้อยกว่า 900,000 ตัน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวปีการผลิต 2561/62 ผ่านโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก การช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้ผู้ปลูกข้าวนาปี วงเงิน 22,560 ล้านบาท โดยให้เก็บผลผลิตไว้ในยุ้งฉางของเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกร และให้ธ.ก.ส.ปล่อยสินเชื่อชะลอการจำหน่ายผลผลิตในพื้นที่ปลูกข้าวทุกจังหวัดทั่วประเทศ 2 ล้านตันข้าวเปลือก และสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร วงเงิน 12,500 ล้านบาท เสริมสภาพคล่องให้สหกรณ์ในการรวบรวมข้าวเปลือกจากเกษตรกร เพื่อชะลอปริมาณผลผลิตไม่ให้ออกสู่ตลาดในช่วงเก็บเกี่ยว ซึ่งจะช่วยรักษาระดับราคาข้าวเปลือกให้มีเสถียรภาพ และทำให้เกษตรกรสามารถขายข้าวเปลือกได้ราคาที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมปลูกพืชหลังนา เพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร โดยส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เบื้องต้นจะทดลองให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ จ.อุตรดิตถ์ ปลูกข้าวโพด 3 พันไร่ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ หากประสบผลสำเร็จจะขยายผลอีก 2 ล้านไร่ทั่วประเทศ รวมถึงสร้างความร่วมมือเอกชนในการขยายช่องทางตลาดสินค้าการเกษตร โดยมีการลงนามข้อตกลงซื้อขายผลผลิตการเกษตรระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้า กับห้างโมเดิร์นเทรด ผู้ส่งออก นอกจากนี้ยังทำบันทึกข้อตกลงระหว่าง บริษัท Shanghai Win Chain Supply Management co.,Ltd ซึ่งเป็นบริษัทจัดซื้อสินค้าให้กับอาลีบาบา กรุ๊ป ของจีน กับสหกรณ์ผู้ผลิตทุเรียน 3 แห่งในภาคตะวันออก เพื่อสั่งซื้อทุเรียนไปจำหน่ายที่ประเทศจีนผ่านช่องทางออนไลน์ คาดว่าจะเริ่มได้ในปี 2562 ไม่น้อยกว่า 3,000 ตัน หรือ 800,000 ลูก พร้อมเจรจากับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการช่วยกระจายผลผลิตทางการเกษตร ภายใต้โครงการอร่อยทั่วไทย สั่งได้ที่ไปรษณีย์…จะเห็นว่า สหกรณ์เป็นองค์กรทางเศรษฐกิจของประเทศและมีความสำคัญ ไม่ใช่มีหน้าที่แค่ขายสินค้าของเกษตรกรเท่านั้น แต่เป็นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ที่จะช่วยพัฒนาภาคการเกษตรอย่างแท้จริง

ขุนเกษตรา

ปศุสัตว์เปิดตัวกระบือหลอดแก้ว เกิดจาก‘ตัวอ่อน’แช่แข็งนาน12ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357297

ปศุสัตว์เปิดตัวกระบือหลอดแก้ว  เกิดจาก‘ตัวอ่อน’แช่แข็งนาน12ปี

ปศุสัตว์เปิดตัวกระบือหลอดแก้ว เกิดจาก‘ตัวอ่อน’แช่แข็งนาน12ปี

วันจันทร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ได้รับรายงานจากสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ว่า มีลูกกระบือปลักเกิดจากแม่กระบือที่อุ้มท้องตัวอ่อนจากการย้ายฝากตัวอ่อนที่แช่แข็งไว้นานถึง 12 ปี โดยตัวอ่อนกระบือปลักนี้ผลิตด้วยวิธีปฏิสนธินอกร่างกาย (invitro fertilization: IVF) เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า ตัวอ่อนหลอดแก้ว นับเป็นลูกกระบือปลักตัวแรกของกรมปศุสัตว์ที่เกิดจากตัวอ่อนหลอดแก้ว ผลการเกิดลูกกระบือปลักจากตัวอ่อนที่แช่แข็งไว้นานถึง 12 ปี เป็นการยืนยันถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีชีวภาพทางระบบสืบพันธุ์ สามารถนำมาใช้ในงานอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมสัตว์ได้เป็นอย่างดี อันเป็นภารกิจหลักอย่างหนึ่งของกรมปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์ โดยสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีทางระบบสืบพันธุ์เพื่อช่วยผลิตสัตว์พันธุ์ดี อนุรักษ์ เก็บรักษาพันธุกรรมและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ มาตลอดกว่า 20 ปี มีลูกโคนม โคชน และโคขาวลำพูนที่เกิดจากตัวอ่อนหลอดแก้ว ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ เกิดจากการทำงานแบบบูรณาการระหว่างศูนย์วิจัย-เทคโนโลยีชีวภาพการย้ายฝากตัวอ่อนและเซลล์สืบพันธุ์สัตว์ จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้กำกับของสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ และศูนย์วิจัยและพัฒนากระบือ จังหวัดสุรินทร์ โดยเมื่อปี 2560 ได้มีการ
บูรณาการทำงานระหว่าง 2 หน่วยงานดังกล่าว จึงมีการเตรียมกระบือตัวรับ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนากระบือ จังหวัดสุรินทร์ เพื่อรับฝากตัวอ่อนแช่แข็ง และฝากตัวอ่อนเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2560 โดยฝากไป 2 ตัว ตัวละ 1 ตัวอ่อน แม่กระบือท้อง 1 ตัว และคลอดลูกเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2561 ตัวอ่อนกระบือปลักที่ย้ายฝากและติดตั้งท้องเป็นตัวอ่อนเกิดจากการปฏิสนธินอกร่างกายที่แช่แข็งเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2548 รวมเวลาที่ตัวอ่อนถูกแช่แข็งเก็บไว้นาน 12 ปี พ่อพันธุ์น้ำเชื้อกระบือปลัก หมายเลข SB2/36 ตรวจสอบความเป็นแม่ลูกด้วยเทคนิคดีเอ็นเอ พบว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม จึงสรุปได้ว่าเป็นลูกเกิดจากการฝากตัวอ่อน