กรมการข้าวจัดสัมมนาสมาชิก’ศูนย์ข้าวชุมชน’ ร่วมผลักดันนาแปลงใหญ่ปี62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358018

กรมการข้าวจัดสัมมนาสมาชิก'ศูนย์ข้าวชุมชน' ร่วมผลักดันนาแปลงใหญ่ปี62

กรมการข้าวจัดสัมมนาสมาชิก’ศูนย์ข้าวชุมชน’ ร่วมผลักดันนาแปลงใหญ่ปี62

วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 20.36 น.

15 ส.ค.61 นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดงานว่า ข้าวไทยสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก โดยเมื่อปี 2476 ได้มีการส่งประกวดข้าวโลกที่เมืองเรจินา ประเทศแคนนาดา ปรากฎว่าข้าวไทยพันธุ์ปิ่นแก้วได้รับรางวัลที่ 1 นอกจากนั้นข้าวของไทยยังได้รับรางวัลที่ 2 , 3 และรางวัลอื่นๆ รวม 11 รางวัล จากทั้งหมด 20 รางวัล ปัจจุบันสมาคมผู้ค้าข้าวโลก (The World Rice Trade Association) ได้จัดการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบันรวม 9 ครั้ง ประเทศที่ไทยก็สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดข้าวโลกถึง 5 ครั้ง สร้างความภูมิใจให้กับคนไทย

ดังนั้น รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีนโยบายพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน โดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นพืชอาหารหลักของคนไทยและมีชาวนาเป็นเกษตรกรกลุ่มใหญ่ของประเทศ ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวนารวมกลุ่มทำนาแบบแปลงใหญ่ มีการบริหารจัดการแปลงอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การผลิตมีศักยภาพสูงสุด ต้นทุนการผลิตลดลง อีกทั้งมีการเชื่อมโยงการตลาดเข้ากับการผลิต เพื่อสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นในเรื่องราคาที่เป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย

สำหรับสถานการณ์ข้าวในปีนี้ หลายประเทศต้องประสบกับปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ทำให้พื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าข้าวเพื่อเป็นอาหารหลักของชาวเอเชีย จึงน่าจะเป็นปีทองของข้าวไทยอีกปีหนึ่งต่อจากเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งไทยส่งออกข้าวทั้งสิ้น 11.63 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 193,370 ล้านบาท โดยคาดคะเนกันปีนี้น่าจะส่งออกข้าวได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านตัน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อราคาข้าวเปลือกในประเทศ พี่น้องชาวนาก็จะได้รับประโยชน์ทั่วหน้ากัน

ด้าน นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ผลความก้าวหน้าการส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มการเกษตรแบบแปลงใหญ่ปัจจุบันมีชาวนาจากทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 175,647 ราย พื้นที่นา 2,433,172 ไร่ โดยในปีงบประมาณ 2562 มีแผนที่จะขยายพื้นที่เพื่อให้เป็นผลดีต่อชาวนาเพิ่มขึ้น โดยให้ความสำคัญกับศูนย์ข้าวชุมชนเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นองค์กรชาวนาที่มีความเข้มแข็ง มั่นคง และเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาข้าวและชาวนาในแต่ละท้องถิ่นอยู่แล้ว จึงมีความเหมาะสมจะทำให้โครงการนาแปลงใหญ่ประสบผลสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในขณะนี้มีศูนย์ข้าวชุมชนที่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าวทั้งสิ้น 1,786 ศูนย์ ในจำนวนนี้ได้เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่แล้วจำนวน 368 ศูนย์ การจัดสัมมนาในครั้งนี้ จึงเป็นการสร้างความเข้าใจนโยบายและแนวทางในการพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชน หลักการดำเนินงานระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) และถอดบทเรียนของศูนย์ข้าวชุมชนที่ประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) นำไปสู่การสร้างรูปแบบการส่งเสริมที่เหมาะสมต่อไป

หวั่นกระทบเชื่อมั่น! ‘กฤษฎา’สั่งเคลียร์ปมอินโดฯเผาชมพู่-ลองกองไทย หลังพบแมลงวันทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358014

หวั่นกระทบเชื่อมั่น! 'กฤษฎา'สั่งเคลียร์ปมอินโดฯเผาชมพู่-ลองกองไทย หลังพบแมลงวันทอง

หวั่นกระทบเชื่อมั่น! ‘กฤษฎา’สั่งเคลียร์ปมอินโดฯเผาชมพู่-ลองกองไทย หลังพบแมลงวันทอง

วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 20.14 น.

15 ส.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการด่วนให้ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอธิบดีเจ้าของเรื่องที่รับผิดชอบ กรณีที่ประเทศอินโดนีเซีย ได้มีการตรวจพบแมลงวันในผลไม้ไทยตามข่าวที่ปรากฏ ทั้งนี้ ให้รีบตรวจสอบและแก้ไขปัญหาโดยด่วน เพราะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผลไม้ส่งออกของไทย

ด้าน นายเลิศวิโรจน์ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้ เห็นแต่ในข่าวเท่านั้น ซึ่งจะเร่งตรวจสอบต่อไปเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ระบุว่า เมื่อเดือน ก.ค.61 หน่วยงานกักกันสินค้าเกษตรท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โน ฮัตตา ประเทศอินโดนีเซีย ได้ยึดผลไม้จากไทย ได้แก่ ชมพู่ 630 กิโลกรัม และลองกอง 180 กิโลกรัม ที่นำเข้ามายังอินโดนีเซีย และได้เผาทำลายด้วยเครื่องความร้อนสูงสุด หลังตรวจสอบพบแมลงอันตรายที่ยังมีชีวิตอยู่ภายใน และผลไม้อยู่ในสภาพเน่าเสีย ทั้งๆ ที่ผลไม้เหล่านี้ นำเข้ามาโดยถูกกฎหมาย และมีใบรับรองสุขอนามัยพืชจากกระทรวงเกษตรฯ ของไทย หลังตรวจสอบพบว่าเป็นแมลงวันไม้ หรือแมลงวันทอง

นอกจากนี้ ยังพบเพลี้ยในลองกอง และแมลงวันผลไม้ในชมพู่อีกด้วย โดยหลังเหตุการณ์ทางการอินโดนีเซียได้ทำหนังสือแจ้งเตือนมายังไทย เพื่อให้ปฏิบัติตามมาตรฐานสุขอนามัยพืช และหวังจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก เนื่องจากผ่านการรับรองจากหน่วยงานของรัฐบาลไทย หากไม่ดำเนินการอนาคตจะต้องตรวจสอบผลไม้นำเข้าทั้งหมดโดยละเอียด เพื่อความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของอินโดนีเซีย

งานวิจัยฟาร์มกวางรามคำแหง คว้ารางวัลแพลทตินั่มอะวอร์ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357910

งานวิจัยฟาร์มกวางรามคำแหง คว้ารางวัลแพลทตินั่มอะวอร์ด

งานวิจัยฟาร์มกวางรามคำแหง คว้ารางวัลแพลทตินั่มอะวอร์ด

วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 15.14 น.

งานวิจัยชุดโครงการ นวัตกรรมเพื่อการทำฟาร์มกวางสมัยใหม่ Innovation for Modern Deer Farmingจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง คว้ารางวัลแพลทตินั่มอะวอร์ดได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี โดยมี ผศ.วุฒิศักดิ์  ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นผู้รับมอบถ้วยพระราชทานจากพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และรับเงินรางวัล 120,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร จาก ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์  ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2561 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2561 ณ ห้องคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์

โอกาสนี้ ผศ.วุฒิศักดิ์  ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีม.ร. กล่าวว่า รางวัลนี้ถือเป็นรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของประเทศ ในการที่ทำให้งานวิจัยเกิดประโยชน์แท้จริงกับคนทั่วไป ถือเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของทีมงานและชาวรามคำแหงทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการวิจัยเรื่องนวัตกรรมเพื่อการทำฟาร์มกวางสมัยใหม่ซึ่งเป็นการนำนวัตกรรมมาช่วยพัฒนาฟาร์มกวางให้ทันสมัยอย่างครบวงจร ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกวางได้รับประโยชน์และสร้างรายได้ในเชิงเศรษฐกิจ

มหาวิทยาลัยรามคำแหง มุ่งสร้างองค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยเพื่อให้กวางเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ เพราะทุกส่วนของกวางสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่ประกอบธุรกิจทางด้านนี้อย่างแท้จริงทั้งนี้ การพิจารณาคัดเลือกผลงานจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ในปีนี้ รางวัลแพลทตินั่มอะวอร์ดจำนวน 2 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล จำนวน 120,000 บาท และเกียรติบัตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

สำหรับ งานวิจัยโครงการนวัตกรรมเพื่อการทำฟาร์มกวางสมัยใหม่จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ได้รับรางวัลครั้งนี้ เป็นการบูรณาการงานวิจัยด้านนวัตกรรม เครื่องเมือเพื่อการบริหารจัดการฟาร์มกวางสมัยใหม่อย่างครบวงจร ช่วยต่อยอดองค์ความรู้เดิม และเป็นฐานรากคอยให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ สนับสนุน และต่อยอดให้เกษตรกรเครือข่าย ได้พัฒนาประสิทธิภาพการทำฟาร์มกวาง เสริมสร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัยได้เริ่มก่อตั้งฟาร์มกวางตั้งแต่ปี2545 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน มีการทำงานเกี่ยวกับด้านข้อมูลการวิจัยพื้นฐานมาโดยตลอด ปัจจุบันได้ประยุกต์ข้อมูลเหล่านั้นให้กับเกษตรกร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงกวางเป็นสัตว์เศรษฐกิจและได้นำนวัตกรรมที่เกิดจากงานวิจัยถ่ายทอดให้กับเกษตรกรเพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า และลดต้นทุนในการทำธุรกิจฟาร์มกวาง

ปศุสัตว์ยืนยัน! ‘วัคซีนพิษสุนัขบ้า’ที่ฉีดในสัตว์ สร้างระดับภูมิคุ้มกันโรคตามมาตรฐานสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357909

ปศุสัตว์ยืนยัน! 'วัคซีนพิษสุนัขบ้า'ที่ฉีดในสัตว์ สร้างระดับภูมิคุ้มกันโรคตามมาตรฐานสากล

ปศุสัตว์ยืนยัน! ‘วัคซีนพิษสุนัขบ้า’ที่ฉีดในสัตว์ สร้างระดับภูมิคุ้มกันโรคตามมาตรฐานสากล

วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 15.13 น.

กรมปศุสัตว์ยืนยันมีการสุ่มตรวจสอบสถานะภูมิคุ้มกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังฉีดวัคซีนในสุนัข โดยเจาะเลือดสุนัขที่ได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อตรวจวิเคราะห์ระดับภูมิคุ้มกันโรคทางห้องปฏิบัติการ พบว่ามีระดับภูมิคุ้มกันโรคที่สามารถให้ความคุ้มโรคได้ตามมาตรฐานสากล สอดคล้องกับขั้นตอนการนำเข้าวัคซีนจะต้องได้รับการขึ้นทะเบียนและรับรองโดยหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข และมีใบรับรองคุณภาพวัคซีนจากประเทศผู้ผลิต

15 ส.ค.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้กำหนดให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ต้องได้คุณภาพและมาตรฐานตามข้อกำหนดขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) การนำเข้าวัคซีน และจะต้องมีใบรับรองคุณภาพวัคซีนจากประเทศผู้ผลิตในยุโรปและอเมริกาแล้ว รวมถึง ต้องได้รับการขึ้นทะเบียนและรับรองโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ วัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันกรมปศุสัตว์เป็นผู้จัดซื้อ จำนวน 1 ล้านโดส ส่วนที่เหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานพยาบาลสัตว์เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งวัคซีนทั้งหมดได้ถูกกระจายและนำไปใช้ยังพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว โดยการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องโรคพิษสุนัขบ้านั้น จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ซึ่งกรมปศุสัตว์พร้อมรับข้อคิดเห็นต่าง ๆ และจะนำไปปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินการ รวมถึงการแก้ไขปัญหาอุปสรรคอย่างต่อเนื่องต่อไป

ด้าน นายสัตวแพทย์บรรจง จงรักษ์วัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ได้ตรวจสอบผลการใช้วัคซีน โดยสุ่มตรวจสอบสถานะภูมิคุ้มกันโรคหลังฉีดวัคซีนในสุนัข เจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกันในซีรั่มและตรวจยืนยันด้วยวิธีทดสอบตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่เดือน ม.ค. – มิ.ย.61 ซึ่งพบว่ามีภูมิคุ้มกันในระดับที่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม กรมปศุสัตว์ขอแนะนำให้ประชาชนนำสัตว์ไปฉีดวัคซีนตามโปรแกรมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เน้นว่าโปรแกรมที่ถูกต้องคือ สุนัขและแมวต้องได้รับวัคซีนเข็มแรกเมื่ออายุ 2 – 3 เดือน และฉีดกระตุ้นซ้ำอีก 1 เข็ม ห่าง 1 เดือน หลังจากนั้นต้องฉีดกระตุ้นซ้ำทุกปี ซึ่งหากสัตว์เลี้ยงถูกสุนัขอื่นกัดก็ต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำทันทีตามคำแนะนำของสัตวแพทย์

ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ ย้ำว่า การส่งซากสัตว์หรือหัวสุนัขเพื่อตรวจวินิจฉัยโรคพิษสุนัขบ้า ไม่มีการลดจำนวนส่งตรวจเพื่อให้ผลบวกลดลงแต่อย่างใด โดยขอให้ส่งตรวจหัวสุนัขที่แสดงอาการหรือสงสัยทุกกรณี ไปยังสำนักงานปศุสัตว์หรือห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ในพื้นที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์พร้อมที่จะอำนวยความสะดวกในการส่งตัวอย่าง นอกจากนี้ จากการกำหนดให้พื้นที่พบผลบวกเป็นพื้นที่สีแดงนั้น ก็เพื่อเป็นการเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ฉีดวัคซีนในรัศมีที่กำหนดให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนสีเมื่อครบกำหนดเวลาหรือมีการลบพื้นที่เดิม ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ในการติดตามความก้าวหน้าในการควบคุมโรคของเจ้าหน้าที่

ส่องเกษตร : มาถูกทาง!บริหารจัดการน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357675

449007

ส่องเกษตร : มาถูกทาง!บริหารจัดการน้ำ

วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม้หลายพื้นที่ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมอยู่ แต่ดูเหมือนความรู้สึกวิตกกังวลที่เคยเกิดขึ้นอย่างรุนแรงนับตั้งแต่เกิดกรณี“เขื่อนแตก”ในลาว(เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ซึ่งปรากฏภาพความน่ากลัวให้เห็นไปทั่วโลกผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ)…ตอนนี้สังคมก็คงเริ่มคลายวิตกกันลงมากแล้ว

ด้านหนึ่งคงต้องชมเชย“การบริหารจัดการน้ำ”ช่วงนี้ที่เรียกว่า“ทำได้ดี”เป็นที่เห็นได้ โดยเฉพาะกรณีเขื่อนแก่งกระจานที่ปริมาณน้ำเขื่อนสูงเกิน 100% ล้นสปิลเวย์ แถมมีฝนตกต่อเนื่อง จนกลายเป็นจุดโฟกัสที่สื่อต่างๆลงเกาะติดพื้นที่ รอนำเสนอภาพข่าวที่อาจเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ซ้ำรอยปี 2559-2560 อีก

แต่ในที่สุดผ่านพ้นช่วงเวลา“อันตราย”ไปแล้ว ก็ไม่ปรากฏภาพ“วิกฤตการณ์”เช่นนั้น แม้มีบางพื้นที่ท้ายเขื่อน หรือรีสอร์ท แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งเจอน้ำท่วมไปบ้าง ก็ไม่รุนแรงอะไรนัก

งานนี้ทำเอากรมชลประทานหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการ“รับมือ”สถานการณ์แก่งกระจาน เป็นปลื้มถึงกับโชว์เป็นผลงานชิ้นโบแดง โดยจัดทำ VTR ความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำเขื่อนแก่งกระจาน ลุ่มน้ำเพชรบุรี ช่วยปกป้องตัวเมืองเพชรบุรีให้รอดพ้นวิกฤตจากอุทกภัยได้

สรุปเนื้อหา VTR ว่า มีการวางแผนรับมือล่วงหน้าก่อนถึงฤดูฝนเดือนพ.ค.ได้ควบคุมอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในระดับเหมาะสม โดยเฉพาะลุ่มน้ำเพชรบุรี โดยถอดบทเรียนปี’59-60 ป้องกันเหตุการณ์อุทกภัยซ้ำรอย พร่องน้ำในลำน้ำ นำเครื่องจักร เครื่องมือไว้จุดเสี่ยง ขุดขยายคลอง RMC 3 เชื่อมคลอง D 9 เพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำสู่ทะเลได้รวดเร็วขึ้น

ส่วนสถานการณ์ที่น้ำเกินความจุอ่างแก่งกระจาน มาจากฝนตกหนักบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี ทำให้วันที่ 20 ก.ค.มีน้ำไหลเข้าเขื่อนมากถึง 160 ล้าน ลบ.ม.ก็เร่งระบายต่อเนื่อง โดยติดตั้งกาลักน้ำ,เครื่องสูบน้ำ เร่งระบายผ่านช่องทางปกติและสปิลเวย์ ทั้งผันน้ำส่วนหนึ่งเข้าระบบชลประทานใช้คลอง D 9 และควบคุมปริมาณน้ำเขื่อนเพชรในลุ่มน้ำเพชร ไม่ให้เข้าตัวเมืองไปกระทบพื้นที่เศรษฐกิจ

ซึ่งการระบายน้ำเขื่อนแก่งกระจานผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในเกณฑ์ 210 ลบ.ม.ต่อวินาทีเมื่อ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยตัดยอดน้ำที่เขื่อนเพชรฯด้วยระบบชลประทานและคลองระบาย D 9 จนไม่ส่งผลต่อ อ.ท่ายาง,อ.บ้านลาด ส่วน อ.เมือง ควบคุมไม่ให้ส่งผลกระทบพื้นที่เศรษฐกิจ มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 30 เครื่อง ในชุมชน เครื่องผลักดันน้ำ 20 ลำ เตรียมรถบรรทุก รถตัก ประจำพื้นที่เพื่อขุดเปิดทางน้ำ ฯลฯ

สำหรับกรมชลประทานนี่คือ ผลงานชิ้นโบแดงที่โชว์ได้ ส่วนรัฐบาล ผมเชื่อว่าลึกๆก็คงอยากโชว์ภาพรวมว่า นี่คือ ผลงานรัฐบาลในการบูรณาการจัดการปัญหา“น้ำ” หลังจากที่ใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ชื่อภาษาอังกฤษ Office of the National Water Resources (ONWR)หรือเดิมคือ“สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ”ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่บูรณาการจัดการเรื่องน้ำทั้งหมด

ผลงานครั้งนี้ที่ประเดิมความสำเร็จ จึงสามารถนำไปคุยต่อได้ว่า ดำเนินการมา“ถูกทาง”ยิ่งกว่ารัฐบาลใดๆ ที่ผ่านมา…แต่ก็อย่าเพิ่งย่ามใจ เพราะเรื่อง“น้ำ”เรื่องใหญ่ ยังต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกเยอะ

ขอทิ้งท้ายด้วยข้อคิดเห็นอดีตอธิบดีกรมชลประทาน“ปราโมทย์ ไม้กลัด”ผู้ได้ชื่อว่า รอบรู้เรื่องน้ำดีที่สุดคนหนึ่งของไทย แม้ปัจจุบันอยู่ในวัย 78 ปีแล้วก็ตาม ท่านได้บอกกล่าวก่อนหน้านี้ช่วงที่คนกำลังกลัว“เขื่อนไทย”จะ“แตก”ซ้ำรอย“เขื่อนลาว”อย่างน่าสนใจดังนี้

“ผมเกาะติดเรื่องเขื่อนทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางอย่างใกล้ชิดตลอด ขอเรียนว่าเราทั้งหลายอย่ากังวลหรือเป็นห่วงเรื่องความมั่นคงแข็งแรงแต่อย่างใดเลย เพราะเขื่อนหลายแห่งที่กำลังเก็บกักน้ำถึงระดับน้ำเก็บกักนั้น ผมมีส่วนเกี่ยวข้องในอดีตทุกแห่งก็ว่าได้ รู้ดีถึงมาตรฐานการก่อสร้างว่ามีความชัดเจนเกินร้อย แทบทุกแห่งผ่านร้อนผ่านหนาว มีน้ำล้นอาคารระบายน้ำล้นมาหลายครั้งหลายคราวแล้ว ในอดีตก็มากกว่าที่กำลังจะเกิดในปีนี้ด้วยซ้ำ แล้วเราจะกังวลมากมายด้วยเรื่องอะไรกัน

ปริมาณน้ำที่ล้นสูงเหนือระดับสันอาคารระบายน้ำล้นนี่แหละ คือเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำกำลังทำหน้าที่บรรเทาอุทกภัยพื้นที่ท้ายเขื่อนตามเป้าหมายที่เราสร้างขึ้นมา ผมว่า เขื่อนทุกแห่งกำลังทำหน้าที่ตามทีผู้ออกแบบเขากำหนด ไม่มีความวิปริตใดๆเลย เขื่อนหลายแห่งที่น้ำกำลังจะล้นอาคารระบายน้ำล้น อายุของเขื่อน 40 กว่าปี ถึง 50 กว่าปี แล้วจะห่วงอะไรกับความแข็งแรง เขื่อนดินถมบดอัดแน่น ยิ่งเก่ายิ่งดี อย่าไปเปรียบเทียบกับที่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น ถ้าทำไม่ถูกต้องแล้ว จะพังให้เห็นในปีแรกๆ เลย ขอให้ข้อมูลในฐานะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้มาตลอดชีวิตการทำราชการ”

อ่านความเห็นท่านแล้ว เชื่อว่า คงมั่นใจเขื่อนไทยได้มากขึ้นเยอะเลย

สาโรช บุญแสง

รายงานพิเศษ : กตส.จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357685

รายงานพิเศษ : กตส.จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9

รายงานพิเศษ : กตส.จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9

วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสเฉลิมพระเกียรติ พระชนมพรรษา 86 พรรษา 12 สิงหาคม 2561 โดยมีนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และคณะผู้บริหารในสังกัด ร่วมปลูกต้นไม้ จำนวน 4,000 ต้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ในวันที่ 11 สิงหาคม 2561 ณ บริเวณพื้นที่โครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอกมลาไสย และอำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา 12 สิงหาคม 2561 ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับภาคเอกชนและชุมชน จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” โดยร่วมกันปลูกต้นไม้ จำนวน 4,000 ต้น ในบริเวณพื้นที่โครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอกมลาไสย และอำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในการฟื้นฟูป่าไม้ให้อุดมสมบูรณ์ ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากไม้ที่ปลูกได้ สร้างระบบนิเวศและเกิดความสมดุลในธรรมชาติ

ทั้งนี้ พื้นที่หนองเลิงเปือย เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติสำคัญที่หล่อเลี้ยงผลผลิตทางการเกษตรและการอุปโภคบริโภคของราษฎรในเขตอำเภอกมลาไสยและอำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพื้นที่จำนวน 887 ไร่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงรับโครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือยไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ โดยการจัดกิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่ จัดให้มีกิจกรรมปลูกต้นไม้ จำนวน 4,000 ต้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนพันธุ์กล้าไม้จากสถานีเพาะชำกล้าไม้ยโสธร โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดยโสธร และสถานีเพาะชำกล้าไม้อำนาจเจริญ เพื่อปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีความรักษ์น้ำ รักษ์ป่า รักษาแผ่นดิน มีส่วนร่วมในการสร้างป่า สร้างชีวิต สร้างระบบนิเวศ บนวิถีแห่งความพอเพียงเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

ปรับปรุงฝายทดน้ำลุ่มท่าเชียด กรมชลเร่งเพิ่มประสิทธิภาพสางปัญหาน้ำ‘พัทลุง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357683

x

ปรับปรุงฝายทดน้ำลุ่มท่าเชียด กรมชลเร่งเพิ่มประสิทธิภาพสางปัญหาน้ำ‘พัทลุง’

วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน มีแผนการปรับปรุงฝายทดน้ำท่าเชียด อ.บางแก้ว จ.พัทลุง ทั้งระบบตั้งแต่การขยายคลองส่งน้ำ ขุดลอกคลอง เสริมสันฝาย เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสอดคล้องกับกิจกรรมการเพาะปลูกของเกษตรกรที่เปลี่ยนไปจากเดิม ประกอบกับตัวฝายเดิมมีอายุการใช้งานมายาวนานกว่า 47 ปี ระบบชลประทานชำรุดเสียหาย ทำให้น้ำสูญเสียออกนอกระบบเดิมเกือบ 50%

นายยงยุทธ เกิดสินธ์ชัย ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าเชียด กรมชลประทาน กล่าวว่า ฝายท่าเชียดมีความสำคัญในการช่วยส่งน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก และสนับสนุนน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคให้แหล่งชุมชนรวมพื้นที่จำนวน 120,000ไร่ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบชลประทานคือ คลองส่งน้ำที่ใช้มานานพังเสียหาย บางช่วงเป็นคลองจม คลองทรุดและรั่วซึม ทำให้มวลน้ำหายไประหว่างทางเป็นจำนวนมาก กระทบถึงกิจกรรมปลูกพืชของเกษตรกรที่ต้องการเสถียรภาพในการใช้น้ำ หากมีการปรับปรุงซ่อมแซมก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมบริเวณเทศบาลแม่ขรี อ.ตะโหมด ได้ด้วย

สำหรับการแก้ไขปัญหา จะต้องมีการเสริมสันฝายแบบพับได้ขึ้นอีก 1 เมตร ช่วยเพิ่มปริมาณกักน้ำหน้าฝายได้อีกประมาณ 300,000 ลูกบาศก์เมตร จากเดิมกักน้ำได้ 500,000 ลูกบาศก์เมตร ทำให้ได้รับน้ำสมบูรณ์มากขึ้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทำศึกษาความเหมาะสมเสนอกรมชลประทาน เมื่อเห็นชอบในหลักการจึงจัดทำเป็นแผนปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าเชียด และตั้งงบประมาณดำเนินการเป็นลำดับต่อไป

ด้าน นายเอิบ ยางสูง อายุ 53 ปี กำนัน ต.เขาชัยสน กล่าวว่า เดิมทีเกษตรกรที่เขาชัยสนปลูกข้าวพื้นที่ร่วม 47,000 ไร่ และเมื่อยางพาราราคาดีจึงหันมาปลูกยางกันหมด พอยางราคาตกทำให้เดือดร้อนกันมากเพราะรายได้มาจากการขายน้ำยางเป็นหลักเพียงอย่างเดียว จึงเห็นพ้องกันว่าต้องเปลี่ยนจากปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามศาสตร์พระราชาในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงจะมั่นคงยั่งยืนที่สุด

“แนวความคิดเริ่มมาจากว่า เรามีน้ำเป็นต้นทุนควรจะใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เริ่มปลูกพืชที่กินได้ก่อนเพื่อลดค่าใช้จ่าย ในตอนนั้นแม้จะโค่นยางทิ้งไปเยอะแต่ยังคงมีความต้องการใช้น้ำเพื่อมาปลูกผัก ผลไม้หลากหลายชนิดรวมไปถึงนาข้าวด้วย ชาวบ้านจึงอยากได้คลองส่งน้ำที่มีประสิทธิภาพ ไม่อยากให้เกิดการสูญเสียน้ำ จากการปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกมาได้ 2 ปี พบว่าสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น แม้จะไม่ได้เงินมากเท่าแต่ก่อนแต่เกษตรกรส่วนใหญ่ดำรงชีพได้ดี ยกตัวอย่างที่เห็นชัดจากการปลูกแตงกวา เมื่อก่อนกิโลกรัมละ 10 บาท ตอนนี้กิโลกรัมละ 25 บาท รวมไปถึงพืชผักชนิดอื่นๆ ชาวบ้านจึงมั่นใจกับระบบเกษตรผสมผสานเป้นอย่างมาก” กำนัน ต.เขาชัยสน กล่าว

เปิดผลสำรวจชาวนามั่นใจแปลงใหญ่ กรมข้าวเร่งขยายผลดันมาตรฐานGAP-เชื่อมโยงตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357681

x

เปิดผลสำรวจชาวนามั่นใจแปลงใหญ่ กรมข้าวเร่งขยายผลดันมาตรฐานGAP-เชื่อมโยงตลาด

วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ชาวนากว่า 80% เชื่อมั่นระบบนาแปลงใหญ่ กรมการข้าวเร่งเครื่องเดินหน้าต่อสร้างมาตรฐาน GAP ทุกแปลงควบคู่เชื่อมโยงตลาดครบวงจร

นางจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้ ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) ปี 2558-2561 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโดยการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตข้าวคุณภาพดี อีกทั้งเป็นการเพิ่มสมรรถนะในการบริหารจัดการการผลิตข้าวของชุมชนแบบครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิต การจัดการคุณภาพ และการจัดการด้านการตลาด เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ ซึ่งจนถึงขณะนี้มีจำนวนนาแปลงใหญ่ที่กรมการข้าวรับผิดชอบทั้งสิ้น 1,902 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ 2,433,172 ไร่ เกษตรกร 175,647 ราย ในพื้นที่ 71 จังหวัด แบ่งเป็นกลุ่มต่อเนื่องปี 2558-2560 จำนวน 1,172 แปลง และกลุ่มใหม่ปี 2561 จำนวน 730 แปลง

โดยกรมการข้าวได้พัฒนาเกษตรกรเข้าสู่ระบบการผลิตข้าวที่เหมาะสมตามมาตรฐาน GAP แล้วจำนวน 854 แปลง เกษตรกร 47,700 ราย พื้นที่ 594,916 ไร่ โดยรับใบรับรองมาตรฐานแล้ว 143 แปลง และจะเข้าสู่ระบบการตรวจรับรองในฤดูกาลผลิตนี้อีก 711 แปลง ซึ่งคาดว่าจะมีผลผลิตข้าวที่ได้มาตรฐาน GAP เข้าสู่ตลาดจำนวนไม่น้อยกว่า 300,000 ตัน ซึ่งจะมีทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวปทุมธานี 1 กข43 ข้าวเหนียว กข6 และข้าวพันธุ์พื้นเมืองคุณภาพดีอื่นๆ เช่น สังข์หยดพัทลุง เล็บนกปัตตานี หอมกระดังงา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้มีการเตรียมความพร้อมเกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP เพื่อตรวจใบรับรองในปี 2562 อีกจำนวน 1,048 แปลง เกษตรกร 127,947 ราย พื้นที่ 1.8 ล้านไร่

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรมากกว่า 80% มีความพึงพอใจในการรวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกันภายใต้ระบบนาแปลงใหญ่ เนื่องจากทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็งขึ้นในด้านการจัดการเพาะปลูกให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งทำให้เกิดประสิทธิภาพทั้งด้านการผลิต การตลาด ขณะที่จากการประเมินผลของ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 1,326 บาทต่อไร่ เป็นผลมาจากผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น 17.50% ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง 19.02% ปี

‘สหกรณ์ตราด’เดินหน้าพัฒนา สินค้ายางพาราสนองผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357679

x

‘สหกรณ์ตราด’เดินหน้าพัฒนา สินค้ายางพาราสนองผู้บริโภค

วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเกรียงไกร เทพินทร์อารักษ์ ประธานสหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด เป็นผู้ผลิตสินค้าแปรรูปจากยางพารา โดยผลิตเป็นหมอนยางพาราภายใต้ชื่อ “เอราวัณ” ขณะนี้ตลาดของหมอนยางพาราเริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสหกรณ์มีตลาดหลักอยู่ที่ประเทศจีน เนื่องจากลูกค้าจีนมีความต้องการใช้สินค้าหมอนยางพาราจำนวนมาก ปัจจุบันสหกรณ์ส่งหมอนไปที่ตลาดจีน เดือนละ 12,000-15,000 ใบ และได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้บริโภคชาวจีนจนกลายเป็นค่านิยมของคนจีนว่าต้องการใช้หมอนยางพาราจากประเทศไทยเท่านั้น ขณะนี้สหกรณ์ได้ร่วมมือกับผู้นำเข้าสินค้าของจีนเพื่อให้เป็นตัวแทนจำหน่ายที่จีนแล้ว 2 บริษัท โดยไม่ต้องขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ดังนั้น สหกรณ์จะมุ่งผลิตสินค้าผลิตภัณฑ์ยางพาราส่งขายให้กับตัวแทนจำหน่ายที่จีนโดยตรง ซึ่งทางคู่ค้ายังต้องการหมอนยางพาราจากสหกรณ์อีกจำนวนมาก ซึ่งทำให้การส่งสินค้าไปประเทศจีนไม่ถูก กดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาด สหกรณ์จะเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ และตรงกับความต้องการของตลาดเป็นหลัก ซึ่งทำให้สามารถยกระดับราคาได้เพิ่มขึ้น เพราะหากหมอนยางพาราผลิตออกมาไม่ได้คุณภาพก็จะไม่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นได้และไม่มีตลาดต้องการ สหกรณ์จึงต้องเน้นเรื่องการผลิตสินค้าคุณภาพ ไม่เน้นแข่งขันเรื่องราคา จะผลิตตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก

“ผมมองเห็นจุดอ่อนและจุดแข็งของธุรกิจหมอนยางพาราเป็นอย่างดี มองเห็นโอกาสและช่องทางการตลาดใหม่ๆ ดังนั้น จึงคิดว่าจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น พร้อมกับผลิตสินค้าตัวใหม่ออกมาจำหน่าย ซึ่งเป็นการนำยางพาราแห้งมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของสหกรณ์ ซึ่งจะแตกต่างจากสินค้าเดิมที่มีอยู่ และจะเน้นพัฒนารูปแบบที่ทันสมัย เพราะจะทำให้ขายง่ายและผู้บริโภคกำลังนิยม แต่ทั้งนี้ สินค้าจะต้องมีคุณภาพ และราคาไม่สูงจนเกินไป ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ตลาดรองรับและปริมาณคำสั่งซื้อที่ชัดเจนแล้ว คาดว่าน่าจะผลิตสินค้าตัวใหม่นำเสนอออกสู่ตลาดได้ในเร็วๆ นี้” นายเกรียงไกร กล่าว

เล็งชงกก.ยุทธศาสตร์ชาติ ‘แบน’3สารพิษ จี้ก.เกษตรฯชี้แจง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357788

เล็งชงกก.ยุทธศาสตร์ชาติ  ‘แบน’3สารพิษ  จี้ก.เกษตรฯชี้แจง

เล็งชงกก.ยุทธศาสตร์ชาติ ‘แบน’3สารพิษ จี้ก.เกษตรฯชี้แจง

วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เล็งชงกก.ยุทธศาสตร์ชาติ

‘แบน’3สารพิษ

จี้ก.เกษตรฯชี้แจง

เหตุผลยังไม่เลิกใช้

ทั้งที่วิชาการยันชัด

กก.ปฏิรูปสาธารณสุขยับค้านใช้ 3 สารเคมีมีพิษในระบบเกษตรกรรม จี้ก.เกษตรฯแจงเหตุไม่ประกาศเลิกใช้ เล็งชงกรรมการยุทธศาสตร์ชาติตัดสิน เผยข้อมูลวิชาการระบุชัดกระทบความปลอดภัยอาหาร-การเกษตร

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นพ.เสรี ตู้จินดา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข แถลงหลังประชุมคณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุขว่า คณะกรรมการฯหารือเรื่องอาหารปลอดภัยที่จะดำเนินการ 2 เรื่องคือ ผักปลอดสารพิษและสารพิษ ซึ่งก่อนหน้านี้ ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวมทั้งภาคประชาชนและนักวิชาการเสนอให้ยกเลิกใช้สารเคมีมีพิษ 2 ตัวคือ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้สารเคมีพิษ 1 ตัวคือ ไกลโฟเสต เพราะมีข้อมูลวิชาการยืนยันชัดเจนว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพ แต่คณะกรรมการวัตถุอันตราย ยังมีมติให้ใช้สารเคมีเหล่านี้ต่อไป ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขได้หารือกันต่อเนื่อง และยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว

นพ.เสรีกล่าวต่อว่า คณะกรรมการปฏิรูปฯสนับสนุนการใช้การเกษตรปลอดภัย และไม่เห็นด้วยกับการใช้สารพิษในระบบเกษตรกรรม เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนสัมผัสสารพิษ ดังนั้น จะประสานกระทรวงเกษตรฯว่ามีความเห็นอย่างไร เพราะกระทรวงสาธารณสุขชัดเจนว่าสารเคมีส่งผลต่อสุขภาพ และรมว.สาธารณสุข ก็สนับสนุนข้อมูลนี้ ถ้าคิดเห็นไม่ตรงกันต้องให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเป็นผู้ตัดสิน

“นอกจากนี้ สัปดาห์หน้า จะประสานคณะกรรมการปฏิรูปอีก 2 คณะคือ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม หารือขอความคิดเห็นเรื่องนี้ และอความคิดเห็นระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงเกษตรฯที่ยังแตกต่างกัน โดยเตรียมนำเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติตัดสินใจว่าสมควรใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้หรือไม่”นพ.เสรีกล่าว

ด้านนพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในฐานะกรรมการปฏิรูปด้านสาธารณสุขกล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ ทำสมุดปกขาวเป็นรายงานวิชาการชัดเจนว่าการปนเปื้อนของสารเคมี ทั้ง 3 ชนิด ส่งผลกระทบต่อหญิงตั้งครรภ์ ที่อยู่ในพื้นที่เกษตร เด็กทารกได้รับสารไกลโฟเซตในศรีลังกา มีต่อสติปัญญาความเฉลียวฉลาด เนื้อสมอง บุคลิกภาพและยังมีผลให้เกิดไตวาย และนำเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายแล้ว ก่อนมีมติให้ใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดต่อ ทั้งนี้ จากข้อมูลนำเข้าสารเคมีพบว่า ขณะนี้มีการนำเข้า ไกลโฟเซต 60 ล้านกิโลกรัมหรือคิดเป็น ร้อยละ 30 ของสารเคมีพิษเข้าในไทย ส่วนพาราควอตนำเข้า 45.5 ล้านกิโลกรัม หรือร้อยละ 22.5 ส่วนคลอร์ไพริฟอส ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงเข้ามา 3.3 ล้านกิโลกรัม

ขณะที่นายพานิชย์ เจริญเผ่า กรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขกล่าวว่า ไม่ควรมีเหตุผลด้านไหนมาค้านเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารได้ ซึ่งอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรระบุถ้ามีข้อมูลวิชาการยืนยันชัดเจนสามารถยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ได้ จึงไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรถึงไม่ยกเลิก อย่าง จีน ลาว เวียดนาม กัมพูชายกเลิกหมดแล้ว ซึ่งการปล่อยให้คนในประเทศป่วย ยิ่งเพิ่มภาระค่ารักษาพยาบาล เห็นได้จากทุกปีต้องของบประมาณด้านสุขภาพเพิ่มตลอด