‘เบบินคา’ทำพิษ! กษ.สรุปพื้นที่เกษตรประสบอุทกภัย7พันไร่ใน5จว.ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358688

'เบบินคา'ทำพิษ! กษ.สรุปพื้นที่เกษตรประสบอุทกภัย7พันไร่ใน5จว.ภาคเหนือ

‘เบบินคา’ทำพิษ! กษ.สรุปพื้นที่เกษตรประสบอุทกภัย7พันไร่ใน5จว.ภาคเหนือ

วันอาทิตย์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 15.17 น.

19 ส.ค.61 นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ และโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยสรุปสถานการณ์อุทกภัย ว่า เนื่องจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “เบบินคา” ทำให้เกิดฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จ.น่าน จ.พะเยา จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำปาง ดังนี้

จ.น่าน พื้นที่ประสบภัย 9 อำเภอ (สันติสุข แม่จริม ปัว ท่าวังผา เมืองน่าน เชียงกลาง ภูเพียง เวียงสา ทุ่งช้าง) มีปริมาณฝนลดลง ปริมาณน้ำตามลำน้ำน่านเพิ่มขึ้น ผลกระทบด้านการเกษตร พื้นที่ 2,546 ไร่ เกษตรกร 1,910 ราย คาดการณ์ว่าถ้าไม่มีฝนตกเพิ่ม จะเข้าสู่ภาวะปกติ ภายใน 3 วัน

จ.พะเยา พื้นที่ประสบภัย 5 อำเภอ (ปง แม่ใจ ดอกคำใต้ เชียงคำ เชียงม่วน) ยังคงมีฝนตกเล็กน้อย ประมาณ 40% ของพื้นที่ ผลกระทบด้านการเกษตร 3,710 ไร่ ส่วนระดับน้ำลดลงคาดการณ์ว่าหากไม่มีฝนตกเพิ่มจะเข้าสู่ภาวะปกติ ภายใน 1 วัน

จ.เชียงราย มีพื้นที่ประสบภัย 3 อำเภอ (พาน แม่สรวย เวียงปาเป้า) ระดับน้ำลดลงเล็กน้อย ไม่มีฝนตกในพื้นที่ เริ่มมีแดดออกและยังไม่มีผลกระทบด้านการเกษตร อยู่ระหว่างการสำรวจ คาดการณ์ว่าหากไม่มีฝนตกเพิ่มจะเข้าสู่ภาวะปกติภาย ใน 2 – 3 วัน

จ.เชียงใหม่ พื้นที่ประสบภัย 2 อำเภอ (ดอยสะเก็ด พร้าว ) ปริมาณฝนลดลง ผลกระทบด้านการเกษตร 500 ไร่ คาดการณ์ว่าหากไม่มีฝนตกเพิ่มจะเข้าสู่ภาวะปกติ ภายใน 2 – 3 วัน

จ.ลำปาง พื้นที่ประสบภัย 1 อำเภอ (วังเหนือ) ไม่มีฝนตกในพื้นที่ ระดับน้ำเริ่มลดลงคาดว่าหากไม่มีฝนตกเพิ่ม จะเข้าสู่ภาวะปกติ ภายใน 1 – 2 วัน ยังไม่มีรายงานผลกระทบด้านการเกษตร

กษ.เผยอุทกภัยพายุ’เบบินคา’5จว.ภาคเหนือ กระทบพื้นที่เกษตรกว่า 6 พันไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358619

กษ.เผยอุทกภัยพายุ'เบบินคา'5จว.ภาคเหนือ กระทบพื้นที่เกษตรกว่า 6 พันไร่

กษ.เผยอุทกภัยพายุ’เบบินคา’5จว.ภาคเหนือ กระทบพื้นที่เกษตรกว่า 6 พันไร่

วันเสาร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 21.30 น.

18 ส.ค.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ และโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยสรุปสถานการณ์อุทกภัย ว่าเนื่องจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “เบบินคา” ทำให้เกิดฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมาก วัดปริมาณน้ำฝนที่จังหวัดน่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ เฉลี่ยประมาณ 130 – 250 มม. ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง

โดยจ.น่าน พื้นที่ประสบภัย 9 อำเภอ  สันติสุข แม่จริม ปัว ท่าวังผา เมืองน่าน เชียงกลาง ภูเพียง เวียงสา ทุ่งช้าง ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ปริมาณน้ำตามลำน้ำน่าน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบด้านการเกษตร พื้นที่ 2,546 ไร่ เกษตรกร 1,910 ราย ทั้งนี้คาดการณ์ว่าถ้าไม่มีฝนตกเพิ่ม จะเข้าสู่ภาวะปกติ ภายใน 3 วันจ.พะเยา พื้นที่ประสบภัย 1 อำเภอ (ปง) ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ปริมาณตามลำน้ำยม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบด้านการเกษตร 2,500 ไร่ คาดการณ์ว่าหากไม่มีฝนตกเพิ่มจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1 วันจ.เชียงราย พื้นที่ประสบภัย 3 อำเภอ พาน แม่สรวย เวียงปาเป้า ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ในพื้นที่ อ. เมือง และบริเวณใกล้เคียง ยังไม่มีผลกระทบด้านการเกษตร อยู่ระหว่างการสำรวจ คาดการณ์ว่าหากไม่มีฝนตกเพิ่มจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 2-3 วันส่วนจ.เชียงใหม่  พื้นที่ประสบภัย 2 อำเภอ ดอยสะเก็ด พร้าว ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ในพื้นที่ อ. เมือง และบริเวณใกล้เคียงผลกระทบด้านการเกษตร 500 ไร่  คาดการณ์ว่าหากไม่มีฝนตกเพิ่มจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 2-3 วันและจ.ลำปาง พื้นที่ประสบภัย 1 อำเภอ (วังเหนือ) ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องที่ อ.เถินขณะนี้ยังไม่ผลกระทบด้านการเกษตร

จี้บิ๊กตู่งัด‘ม.44’แบน3สารพิษ ขู่ฟ้องดะพวกเตะถ่วง อุ้มทุนข้ามชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358571

จี้บิ๊กตู่งัด‘ม.44’แบน3สารพิษ ขู่ฟ้องดะพวกเตะถ่วง อุ้มทุนข้ามชาติ

จี้บิ๊กตู่งัด‘ม.44’แบน3สารพิษ ขู่ฟ้องดะพวกเตะถ่วง อุ้มทุนข้ามชาติ

วันเสาร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 17.57 น.

จี้บิ๊กตู่งัด‘ม.44’แบน3สารพิษ ขู่ฟ้องดะพวกเตะถ่วง อุ้มทุนข้ามชาติ

18 ส.ค.61 นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษานายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวร่วมกับภาคีเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน ว่า มีจุดยืนเสนอให้รัฐบาลยกเลิก หรือแบน 3 สารพิษวัตถุอันตราย คือ พาราควอต , คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต โดยทันที ตามข้อเสนอของคณะกรรมการปฎิรูปสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ที่เสนอให้แบนสารเหล่านี้ แต่คณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมให้ใช้ต่อไป โดยจำกัดรูปแบบการใช้ ทั้งๆมีข้อมูลทางวิชาการที่ระบุถึงอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะทำงานมาศึกษาผลกระทบ ภายใน 60 วัน จะมีการประชุมนัดแรกวันที่ 22 ส.ค.นี้ โดยภาคีฯเห็นว่าคณะทำงานชุดดังกล่าวตั้งมาเพื่อเตะถ่วงยื้อเวลาเท่านั้น เพราะขณะที่ศาลสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินให้บริษัทมอนซานโต จ่ายชดใช้ให้กับประชาชน ได้รับผลกระทบจากการใช้ยาฆ่าหญ้ากว่า 9.6 พันล้านแล้ว

“ขอเรียกร้องให้รัฐบาลแบน 3 สารนี้ ไม่ต้องรอผลศึกษาภายใน 60 วัน ถ้ามีความกล้าหาญนายกรัฐมนตรี ควรใช้มาตรา 44 ยกเลิกได้ทันที เพราะนายกฯเป็นคนพูดว่าระหว่างเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ นายกฯจะเลือกสุขภาพประชาชนอันดับแรก ซึ่งเป็นเรื่องการตัดสินใจระดับนโยบาย ต้องเลือกปกป้องสุขภาพประชาชน มากกว่าบริษัทข้ามชาติ” นายธีระ กล่าว

ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ภาคีเครือข่ายจะเดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีข้อหาละเว้นปฎิบัติหน้าที่มาตรา 157 กับคณะกรรมการวัตถุอันตราย และกรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานชงเรื่องให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พร้อมกับฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับบริษัทมอนซานโต และกลุ่มพ่อค้าสารพิษ ให้กับผู้ป่วย และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตร และคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยังเพิกเฉยและเตะถ่วงตลอดมาไม่มีการพิจารณา ทั้งๆที่มีข้อมูลครบถ้วนในเรื่องอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่เลือกผลประโยชน์กลุ่มทุนข้ามชาติมากกว่า

“​รัฐบาลยังคงส่งเสริมสนับสนุนการใช้สารเคมีอันตรายร้ายแรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ต่างประเทศ    เลิกใช้แล้วกว่า 53 ประเทศ ผลงานวิจัยทั่วโลกและประเทศไทย มีงานวิจัยสารพิษอันตรายร้ายแรงที่ส่งผลต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม โดย​ภาคีเครือข่ายฯขอสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และองค์กรภาคีภาคประชาชน 700 องค์กร มีมติขอให้ยกเลิกการใช้สารพิษอันตรายร้ายแรงทั้ง 3 ชนิดทันที ถ้ารัฐบาลยังประวิงเวลา เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน เครือข่ายฯจะร่วมดำเนินการกับภาคีอื่นๆทั่วประเทศเคลื่อนไหวทุกวิถีทาง ดำเนินการทางกฎหมาย ต่อผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อไป” นายธีระ กล่าว

ด้านนายชนวน รัตนวราหะ เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน และอดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ตนอยู่ในวงการเกษตรมากว่า 70 ปี เมื่อตอนหนุ่มๆตนเป็นคนที่ใช้สารเคมีการเกษตรมากที่สุดของไทย นำขึ้นเครื่องบินโปรยทางอากาศ กำจัดศัตรูพืช แต่สิ่งมีชีวิตตายเรียบ ชาวบ้านบริเวณนั้นป่วยกันมาก จนเปลี่ยนใจมาใช้เกษตรอินทรีย์ เกษตรยั่งยืน มากว่า 30 ปี จริงๆไม่ควรเรียกว่ามีวัชพืชในการเกษตร เพราะเป็นปุ๋ยได้ทั้งหมด ทำเป็นสมุนไพรได้มากกว่าครึ่ง แต่เกษตรกรใช้สารเคมีกำจัดไปหมด เกษตรธุรกิจจะทำลายภาคเกษตร

“ผมอยากจะรู้ว่าเกษตรกรไทยจะตายไหมถ้าแบนสารพิษ 3 ชนิดนี้ทันที ฝากถาม รมว.เกษตรฯด้วย เป็นหน้าที่กระทรวงเกษตรฯต้องให้ความรู้ทางเลือกกับเกษตรกร ใช้วัตถุธรรมชาติ ผลิตสินค้าเกษตรให้ผู้บริโภคปลอดภัย” นายชนวน กล่าว

นายชนวน กล่าวอีกว่า ถ้าแบนพาราควอต เกษตรกรจะขาดทุนอยู่ไม่ได้ เป็นเรื่องไม่จริง ซึ่งเกษตรกรอยากสบาย ชอบใช้สารเคมี ทำการเกษตรจึงมีแต่ขาดทุน เพราะต้นทุน 20% นำไปใช้จ่ายค่ายากำจัดวัชพืช ทั้งๆที่ระหว่างแปลงปลูกข้าวโพดใช้ฟางคลุมดิน กำจัดวัชพืชได้ ไม่ต้องลงทุน ถ้าการทำเกษตรบ้านเรายังใช้จมูกคนอื่นหายใจ จะไม่รอด ถึงเวลาผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯต้องมาปฎิรูปการเกษตรใหม่ ถ้ายังใช้ระบบเกษตรธุรกิจ เกษตรกรไทยเจ๊งทั้งประเทศ สั่งปุ๋ยยาเข้ามาปีละ 7 -8 หมื่นล้านบาท ใช้งบรักษาพยาบาลอีกมากมาย คนไทยจะอยู่กันได้อย่างไรกินสารเคมีไปทุกวัน ลูกหลานไทยช่วยบริษัทสารเคมีร่ำรวยขึ้น แต่เกษตรกรยากจนมีแต่หนี้สิน

จัดสร้างอาคาร‘เกษตรสิริสุข’ น้อมเกล้าฯถวายสมเด็จพระเทพฯ ครบ50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358159

x

จัดสร้างอาคาร‘เกษตรสิริสุข’ น้อมเกล้าฯถวายสมเด็จพระเทพฯ ครบ50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ด้วยข้าราชการ และลูกจ้างกรมส่งเสริมการเกษตร สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารมาอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดสร้างอาคาร “เกษตรสิริสุข” เพื่อน้อมเกล้าฯถวาย โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่ออาคารดังกล่าว หมายถึง อาคารซึ่งเป็นสถานที่แห่งความสุขและความเป็นมงคลด้านการเกษตร พร้อมทั้งพระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญอักษรพระนามาภิไธย “สธ” ประดับที่ป้ายอาคารด้วย

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารมาอย่างต่อเนื่อง และในวาระที่กรมส่งเสริมการเกษตร ครบรอบ 50 ปี จึงได้จัดกิจกรรมสร้างอาคาร “เกษตรสิริสุข” เพื่อใช้เป็นสถานที่เรียนรู้ ฝึกปฏิบัติให้กับครู นักเรียน และชุมชน รวมทั้งการจัดการผลผลิตทางการเกษตรให้ได้มาตรฐาน GMP ของกระทรวงสาธารณสุขภายในโรงเรียน ก่อนนำเข้าสู่ร้านสหกรณ์นักเรียนและโรงครัวต่อไป

โดยโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน เป็นหนึ่งในแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีพระราชดำริให้เริ่มดำเนินโครงการในโรงเรียนสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ตั้งแต่ พ.ศ. 2523 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน นอกจากจะทำให้มีอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการบริโภคตลอดช่วงการศึกษา นักเรียนยังได้รับความรู้ด้านการเกษตรแผนใหม่และเกิดทัศนคติที่ดีต่ออาชีพการเกษตร สามารถนำไปใช้ประกอบเป็นอาชีพได้ในอนาคต ต่อมาได้ขยายพื้นที่ดำเนินงานไปยังสถานศึกษาสังกัดอื่นๆ จวบจนในปัจจุบันมีพื้นที่ดำเนินการ รวมทั้งหมดจำนวน 850 แห่ง โรงเรียนในสังกัดตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 41 จังหวัด 216 โรงเรียน

สำหรับการคัดเลือกโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเพื่อที่จะก่อสร้างอาคาร จำนวนทั้งสิ้น 5 โรงเรียน ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1.โรงเรียนที่สร้างขึ้นและมีการดำเนินงานในช่วง 4 ปีแรก (พ.ศ. 2522-2525) ที่ก่อตั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 2.เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ตามชายแดน และสังกัดอยู่ในตำรวจตระเวนชายแดน ไม่มีแนวโน้มโอนถ่ายไปอยู่ในสังกัด หน่วยงานอื่น 3.มีพื้นที่ทำการเกษตร 4.ผู้บริหารโรงเรียน ครูเกษตร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบระดับจังหวัด/อำเภอ มีความตั้งใจปฏิบัติงาน 5.มีพื้นที่ในการก่อสร้างอาคารเรียนรู้ที่อยู่ใกล้แปลงเกษตรหรือโรงครัว โดยโรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือกให้ได้รับการจัดสร้างอาคารทั้งหมด 5 เรียน ได้แก่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบำรุงที่ 112 อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านทุ่งสบายใจ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนการบินไทย อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหนองดู่ อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านย่านซื่อ อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งทุกโรงเรียน ที่ได้รับคัดเลือกอยู่ในขั้นตอนการสร้างมีความคืบหน้ากว่า 50% แล้ว

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า เนื่องในวาระกรมส่งเสริมการเกษตรครบรอบ 50 ปี กรม ยังได้เตรียมจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ” เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตรตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมาจวบจนถึงปัจจุบันอีกด้วย ซึ่งภายในงานจะมีทั้งการให้บริการความรู้ด้านการเกษตร นิทรรศการ การแสดงสินค้าเกษตรคุณภาพ การ Workshop ฝึกอาชีพด้านการเกษตร การประกวด 6 ประเภท จัดฝึกอาชีพด้านการเกษตร สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมชมงานได้ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 รวม 4 วัน ณ สวนลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

เลาะรั้วเกษตร : ฤาเป็นเพียงข่าวลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358158

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ฤาเป็นเพียงข่าวลือ

วันศุกร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เดือนสิงหาคม และกันยายน เป็นเดือนแห่งข่าวดี ข่าวร้าย และข่าวลือ สำหรับข้าราชการ โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานต่างๆ ข่าวดี คือได้เลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือตำแหน่งที่ตนพอใจ ข่าวร้าย คือถูกโยกย้ายไปอยู่ในที่ที่ไม่ชอบ ส่วนข่าวลือ จะมาก่อนข่าวดีและข่าวร้าย….

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวลือว่าอธิบดีกรมการข้าว อนันต์ สุวรรณรัตน์ จะได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯ แทนปลัดกระทรวงที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ที่ประคับประคองตนเองจนรอดปลอดจากภัยทั้งปวง…

ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่า ปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่ จะข้ามห้วยมาจากกระทรวงมหาดไทย เพื่อที่จะได้มาทำงานเข้าขากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กฤษฎา บุญราช ที่เคยเป็นอดีตปลัด กระทรวงมหาดไทยมาก่อน แต่วันก่อนท่านรัฐมนตรี กฤษฎา ออกมายืนยันว่า ปลัดกระทรวงเกษตรฯคนใหม่ที่กำลังจะเสนอชื่อเข้า ครม. เป็นลูกหม้อของกระทรวงเกษตรฯ…..ทำให้หลายคนถอนหายใจโล่งอก….

เมื่อมีเสียงยืนยันจากรัฐมนตรีว่าการฯ ว่าเป็นลูกหม้อกระทรวงเกษตรฯ ฝ่ายข่าวลือก็ควานหาชื่อคนที่อยู่ในข่ายจะขึ้นมาเป็นปลัดกระทรวง คนใหม่ทันที ซึ่งล่าสุดมี 2 ชื่อ คือ อนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว และ วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คนแรกมีดีกรีว่าอาวุโสสุดในบรรดาอธิบดีทั้งหลาย คนหลังมีดีกรีเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยเพราะเคยเป็นปลัดอำเภอมาก่อน และยังเป็นลูกเขยของอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดท่านหนึ่งด้วย…..ฝ่ายข่าวลือก็ช่างสืบเสาะค้นหาการเชื่อมโยงจนได้…..

อนันต์ สุวรรณรัตน์ เหลือเวลาอีก 2 ปี จึงจะเกษียณอายุราชการ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาพืชไร่นา (KU 37) ปริญญาโทสาขาพัฒนาการเศรษฐกิจ จากนิด้า เริ่มรับราชการที่สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ในตำแหน่งนักวิชาการเกษตร เติบโตอย่างรวดเร็วในสายบริหาร จากผู้อำนวยการส่วนการผลิตยาง ขึ้นมาเป็นเลขานุการกรม กรมวิชาการเกษตร สมัยอธิบดี ฉกรรจ์ แสงรักษาวงษ์ ขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ออกไปอยู่ภูมิภาค เป็นผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 ชัยนาท กลับมาเป็นรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ก่อนจะโยกไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ แล้วไปเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหมได้เพียงปีเดียว ก็ถูกโยกมาเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้เพียงปีเดียวอีกเช่นกัน ถูกโยกอีกครั้งมาเป็นอธิบดีกรมการข้าว….

วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เหลือเวลาอีก 7 ปี กว่าจะเกษียณอายุราชการ จบรัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทบริหารรัฐกิจ จากนิด้า และ ปริญญาเอกรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เคยเป็นปลัดอำเภอ อย่างที่กล่าวมาแล้ว แต่ในกระทรวงเกษตรฯ เคยเป็นหัวหน้าสำนักรัฐมนตรี ก่อนไปเป็นรองผู้อำนวยการ มกอช. (สมัยนั้นยังไม่เรียก เลขาธิการ) ขึ้นเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง แล้วไปเป็นอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โยกมาเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์อยู่หลายปี ก่อนมาเป็นเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในปัจจุบัน เป็นเส้นทางสายบริหารที่เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน

รัฐมนตรี กฤษฎา จะเลือกใครมาเป็นปลัดกระทรวงเพื่อทำงานสนองนโยบาย ทั้งข้าว ทั้งยาง ทั้งสารเคมี ก็พอจะเดาได้ละงานนี้….ขอแต่อย่ามีม้ามืดมาสยบข่าวลือ..ก็แล้วกัน..

สำหรับตำแหน่งอธิบดีอีกหลายกรมที่ว่างลง อาจจะเสนอ ครม. ตามหลังปลัดกระทรวง หรือไม่ก็เสนอในคราวเดียวกันอย่างกระทรวงอื่นๆ ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ แต่ถ้าโผยังไม่ลงตัวก็อาจจะชะลอออกไปให้มีเวลาใส่รองเท้ากีฬา วิ่งออกกำลังกายกันหน้ากระทรวง ฝุ่นตลบ…

กรมที่ตำแหน่งอธิบดีจะว่างลงในวันที่ 1 ตุลาคม นี้ คือ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมหม่อนไหม ถ้า 3 กรมนี้ไม่มีคนภายในกรมขึ้นมาแทน ก็คือต้องโยกคนนอกจากกรมอื่น หรือคนในที่ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง กลับมาเป็น ซึ่งถ้าเป็นประการแรก ตำแหน่งอธิบดีของกรมอื่นก็จะว่างให้เดินหมากกันได้อีก ด้วยเหตุนี้โผอธิบดีจึงมีหลายโผให้เลือกลือกันกระจาย

ไม่ว่าจะเป็นโผไหน ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ขอให้วางคนให้ถูกต้องกับงาน อย่าย้อนกลับไปยุค 0.4 วางคนเพราะเป็นคนของใคร….เกษตรไทยก้าวไกลไปไม่ได้สักที…

แว่นขยาย

เคลื่อนแผนจัดการผลไม้ภาคใต้ l ปริมาณผลผลิตพุ่ง95%-เกษตรฯเร่งระบายออกพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357917

x

เคลื่อนแผนจัดการผลไม้ภาคใต้ l ปริมาณผลผลิตพุ่ง95%-เกษตรฯเร่งระบายออกพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สถานการณ์การผลิตผลไม้ภาคใต้ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ในปี 2561 พบว่ามีปริมาณผลผลิตรวม 545,165 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 95.73 โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดช่วงเดือนสิงหาคม ยกเว้นลองกองออกในช่วงเดือนกันยายน แหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาส โดยขณะนี้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว 119,794.60 ตัน หรือร้อยละ 21.97 ของผลผลิตทั้งหมด

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 (สสก. 5) จังหวัดสงขลา มีแนวทางบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ โดยส่งเสริมให้ชาวสวนลองกองปรับปรุงคุณภาพด้วยการตัดแต่งช่อดอก ช่อผล ห่อผล และคัดเกรดคุณภาพการขายผลผลิต โดยใช้กลไกศูนย์คัดแยกผลไม้ในพื้นที่ดำเนินการ ส่งผลให้ขณะนี้ลองกองมีราคาเฉลี่ย 30 บาท/กิโลกรัม นอกจากนี้
ยังจัดทำโครงการรณรงค์ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการคุณภาพผลผลิตลองกองชายแดนใต้ เพื่อส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพผลผลิตลองกองผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) รวมไปถึงการ
ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตร (ไม้ผล) และศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชนที่มีศักยภาพ โดยได้รับสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมการเกษตร 1,825,500 บาท พร้อมกำหนดจัดงานส่งเสริมบริโภคผลไม้ปลอดภัย คุณภาพดีข้ามถิ่นเหนือ-ใต้ ปี 2561 ในช่วงเดือนสิงหาคม 2561 เพื่อกระจายผลผลิตผลไม้คุณภาพดี ปลอดภัยจากสารพิษ มีรสชาติอร่อย จากแหล่งผลิตในจังหวัดต่างๆ ของภาคใต้ ไปยังผู้บริโภคในภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย เป็นการยกระดับการบริโภคผลไม้ไทย และกระตุ้นการบริโภคผลไม้ตามแนวคิด “บริโภคผลไม้ทุกวันสุขภาพดีทั่วไทย เพื่อสุขภาพของประชาชนชาวไทยที่ดีขึ้น” โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้
ความร่วมมือในการจัดงาน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ ได้กำหนดแนวทางสำคัญ (Theme) ในการจัดงานคือ “อร่อยล้ำผลไม้ปลอดภัย คุณภาพดีข้ามถิ่นเหนือ-ใต้” (Fruit trading north-south exchange)

รายงานพิเศษ : การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับผลกระทบต่อการระบาดศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357918

รายงานพิเศษ : การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  กับผลกระทบต่อการระบาดศัตรูพืช

รายงานพิเศษ : การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับผลกระทบต่อการระบาดศัตรูพืช

วันพฤหัสบดี ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การระบาดของศัตรูพืช ไม่ว่าจะเป็นโรคพืชหรือแมลงศัตรูพืช ปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ชนิดพืช พันธุ์พืช และศัตรูพืช เช่น เพลี้ยต่างๆ ส่วนใหญ่เติบโตและขยายพันธุ์ได้ดีในสภาพอากาศแห้งแล้ง ตั๊กแตนแพร่ระบาดในสภาพอากาศที่ค่อนข้างชื้น

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิด
การปรับตัวอย่างรวดเร็วของศัตรูพืช โดยเฉพาะจุลินทรีย์สาเหตุโรคที่มีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการระบาดทั้งด้านดีและด้านลบ คือ บ้างก็ลดลง บ้างก็เพิ่มสูงขึ้น แต่ที่น่ากังวล คือ อาจส่งผลต่อการวินิจฉัยชนิดของศัตรูพืชเนื่องจากทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านรูปร่าง ลักษณะสัณฐาน หรือแม้กระทั่งระดับโมเลกุลของศัตรูพืชนั่นเอง นอกจากนี้จากการศึกษาข้อมูลต่างๆ พบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังส่งผลกระทบการกระจายของศัตรูพืช เช่น ประเทศญี่ปุ่นสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลง มีผลต่อศัตรูพืชต่างๆ อาทิ ศัตรูยาสูบ ข้าว และถั่วเหลือง จะขยายพื้นที่การทำลายขึ้นไปทางเหนือ แต่ศัตรูพืชบางชนิด เช่น แมลงศัตรูข้าวจะจำกัดพื้นที่แคบลง

การแพร่ระบาดของศัตรูพืช อาจเกิดจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ บางการทดลองพบว่าแมลงจะลดลงเนื่องจากคุณภาพของอาหารจากพืชต่ำลง แต่บางการทดลองพบว่าแมลงจะกินพืชมากขึ้นเพื่อชดเชยคุณภาพอาหารที่ต่ำลง ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่า อิทธิพลจากการให้ปุ๋ยและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและศัตรูพืช ยิ่งกว่านั้นสภาพภูมิอากาศที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ อาจทำให้เกิดโรคพืชและแมลงศัตรูพืชชนิดใหม่ขึ้นได้

 

นายประสงค์กล่าวต่อว่า จากการที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ติดตามและศึกษาข้อมูลจากหลายๆ แหล่งพบว่าการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่สูงขึ้น หรือลดลง มีผลต่อการอยู่รอดและการขยายพันธุ์ของแมลงศัตรูพืช และเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้แมลงศัตรูพืชมีการระบาดได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ยิ่งไปกว่านั้นคือทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงมากขึ้น เช่น 1.แมลงศัตรูข้าว เช่น เพลี้ยจักจั่นปีกลายหยัก เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว และแมลงบั่ว ระบาดมากที่สุดเมื่ออุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส และพบว่าแมลงจะลดน้อยลงเมื่ออุณหภูมิ 16 องศาเซลเซียส 2.ตั๊กแตนจะเคลื่อนไหวช้าลง หรือแข็งตัวบินไม่ได้ เมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 13 องศาเซลเซียส (ช่วงเดือน ธ.ค.-ก.พ.) 3.เพลี้ยอ่อนถั่วเหลือง เมื่ออุณหภูมิอยู่ที่ 20 องศาเซลเซียส จะผลิตลูกได้ปานกลาง การเจริญเติบโตปานกลาง และเมื่ออุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส ไม่สามารถให้ลูกได้และจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้เลย เป็นต้น

สรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั้งในปัจจุบันและอนาคตนั้นจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อชีววิทยาและพฤติกรรมของแมลง และโรคพืช รวมถึงศัตรูพืชชนิดอื่นๆ เพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์ให้สามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลถึงพืชและผลผลิต และที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือส่งผลต่อมนุษย์

 

สำหรับกรมส่งเสริมการเกษตรมีแผนรับมือด้านศัตรูพืช โดยได้มีการติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชทั้งชนิดที่เป็นศัตรูพืชประจำถิ่น รวมทั้งศัตรูพืชที่อุบัติใหม่หรือศัตรูพืชต่างถิ่นอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการทำเกษตรแบบแม่นยำโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อการเลือกช่วงเวลาการปลูกพืชอย่างเหมาะสม พืชเจริญเติบโตดี แข็งแรงสามารถเลี่ยงช่วงการระบาดของโรคแมลงได้ มีการศึกษาข้อมูลพันธุ์ต้านทานของพืชต่อศัตรูพืชต่างๆ เพื่อการส่งเสริมการปลูกอย่างเหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานเพื่อความยั่งยืน

เร่งพัฒนาคุณภาพลำไยภาคเหนือ เกษตรฯดันบทบาท‘ศพก.’เสริมศักยภาพการผลิตแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357916

x

เร่งพัฒนาคุณภาพลำไยภาคเหนือ เกษตรฯดันบทบาท‘ศพก.’เสริมศักยภาพการผลิตแปลงใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ เร่งพัฒนาคุณภาพลำไยภาคเหนือ ผ่าน ศพก.และแปลงใหญ่

ว่าที่ ร.ต. สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในปี 2561 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการโครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตลำไยในฤดูคุณภาพแก่เกษตรกร ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตลำไยในฤดูคุณภาพตามความต้องการของตลาดบริโภคสดภายในประเทศ

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรร่วมโครงการทั้งหมด 6,543ราย รวมเป็นพื้นที่ 44,790 ไร่ ประกอบด้วย เกษตรกรรายเดิมในแปลงใหญ่ 4,543 ราย พื้นที่ 32,392 ไร่ และเกษตรกรรายใหม่ 2,000 ราย พื้นที่ 12,398 ไร่ ดำเนินการผ่านศพก. และแปลงใหญ่ จำนวน 34 แปลง ผลผลิตที่คาดว่าจะได้ในโครงการของเกษตรกรทั้งหมดไม่น้อยกว่า 28,000 ตัน และคาดว่าจะสามารถเพิ่มคุณภาพผลผลิตเกรด AA เพิ่มจากเดิมร้อยละ 30 หรือ 8,400 ตัน เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 หรือ 16,800 ตัน คิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 210,000,000 บาท (คิดราคาเกรด AA ประมาณ 25 บาท/กก.)

สำหรับปีนี้สถานการณ์การเก็บเกี่ยวและปริมาณผลผลิตลำไยในฤดูทั้งหมด 381,498 ตัน เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว 55,031 ตัน
และยังไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิต 326,467 ตัน ซึ่งทางสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ มีแผนการดำเนินงานการบริหารจัดการลำไยภาคเหนือ ปี 2561 ประกอบด้วย การบริโภคสดในประเทศ จำนวน 26,540 ตัน ส่งออก(ลำไยสด) จำนวน 77,084 ตัน และแปรรูป จำนวน 277,874 ตัน ไม่ว่าจะเป็น อบแห้ง และส่งเข้าโรงงานกระป๋อง เป็นต้น

แตกใบอ่อน : มองโลกแล้วย้อนดูตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357911

807934531

แตกใบอ่อน : มองโลกแล้วย้อนดูตัวเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่ถือว่าได้สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่กลุ่มธุรกิจสารเคมีและวัตถุอันตรายทางการเกษตรได้อยู่ไม่น้อย และที่สำคัญเหตุการณ์ที่ว่า แม้จะเกิดขึ้นไกลถึงสหรัฐอเมริกา แต่ก็สร้างผลสะเทือนมาได้ไกลจนถึงเมืองไทย

เหตุการณ์แรก ท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดคงทราบกันดีสำหรับกรณีศาลมลรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ มีคำพิพากษาให้ “บริษัทมอนซานโต” ซึ่งเป็น 1 ใน 6 บริษัทผู้ผลิตเคมีภัณฑ์รายใหญ่ของโลก จ่ายเงินชดเชยจำนวน 289 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9,248 ล้านบาท ให้ นายดิเวน จอห์นสัน อดีตผู้ดูแลสนามหญ้าของโรงเรียนแห่งหนึ่งที่กำลังจะตายด้วยโรคมะเร็ง จากผลกระทบในการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชหรือยาฆ่าหญ้า “ราวด์อัพ” ที่มีสารอันตรายอย่าง “ไกลโฟเซต” เป็นส่วนประกอบหลัก และคดีนี้ก็เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการยื่นฟ้องร้องว่า “ไกลโฟเซต” มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง

แม้ว่า “มอนซานโต” จะปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันเรื่องการยื่นอุทธรณ์ แต่ก็มีการคาดหมายกันว่า คดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้กับศาลสหรัฐในการตัดสินคดีลักษณะเดียวกันนี้ ที่ยังมีผู้ฟ้องร้องบริษัทสารเคมีแห่งนี้อยู่อีกถึงประมาณ 5,000 คดี

เหตุการณ์ต่อมาเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันคือ ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐ ได้มีคำสั่งให้ “สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม” (EPA) ประกาศห้ามขาย “คลอร์ไพริฟอส” สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชภายใน 60 วัน โดยคดีนี้มีอัยการจากหลายรัฐที่เข้าร่วมฟ้องคดีนี้ ร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรในสหรัฐ

ถามว่าแล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวกับประเทศไทยยังไง? ก็คงบอกได้ว่า มันคงไม่เกี่ยวถ้าสารเคมีทั้ง 2 ชนิดนี้ไม่เป็น 2 ใน 3 ของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด อันประกอบไปด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ที่

คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง มีความเห็นขอให้มีการประกาศ “แบน” สารเคมีทั้ง 3 ชนิด โดยยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสในประเทศไทย ส่วนไกลโพเซตให้มีการจำกัดพื้นที่ในการนำไปใช้งาน

แต่ต่อมาข้อเสนอดังกล่าวก็กลับกลายเป็นหมัน เพราะทั้ง “กรมวิชาการเกษตร” และ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย”
ต่างบอกปัด “ไม่ยกเลิก” แต่ให้จำกัดการใช้งานแทน โดยอ้างว่าข้อมูลผลกระทบทาง
สิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่เพียงพอ

บรรทัดนี้ผมคงไม่เสียเวลามานั่งเถียงการใช้ “วิจารณญาณ” ของกรมวิชาการเกษตรและคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า มันถูกต้องหรือมีข้อน่างุนงงสงสัยใดๆ หรือไม่ อย่างไร เพราะถึงพูดไปก็ยังคงไม่แคล้วต้องเจอแต่ข้ออ้างเดิมๆ

ลองหันไปมองดูโลกแล้วหันกลับมามองตัวเองครับ แล้วจะทราบว่าการตัดสินใจที่เกิดขึ้นมีความน่าเชื่อมากน้อยเพียงใด

นี่ยังไม่นับรวมความเห็นแย้งจาก “คณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข” ที่เพิ่งออกมาหมาดๆ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมานะครับ

มะลิลา

สกัดลอบส่งออกกิ่งพันธุ์ส้มโอ สั่งเผาทำลายทิ้งทันที4หมื่นกิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/357912

x

สกัดลอบส่งออกกิ่งพันธุ์ส้มโอ สั่งเผาทำลายทิ้งทันที4หมื่นกิ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ด่านตรวจพืชเชียงแสน กรมวิชาการเกษตร ได้รับแจ้งเบาะแสว่าอาจมีการลักลอบขนกิ่งพันธุ์ส้มโอ ซึ่งเป็นพืชสงวนตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติพันธุ์พืช ห้ามมิให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร จึงได้ประสานงานร่วมกับตำรวจภูธรเชียงแสน กองร้อยทหารพรานที่ 3103 และศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดในแม่น้ำโขง (ศปปข.) ออกตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ามีผู้นำกิ่งพันธุ์ส้มโอ ประมาณ 45,000 กิ่ง มากองไว้ริมแม่น้ำโขง บ้านเชียงแสนน้อย หมู่ที่ 7 ตำบลเวียง คาดว่าจะเป็นการเตรียมลักลอบส่งออกไปนอกราชอาณาจักร เนื่องจากบริเวณจุดที่วางกิ่งพันธุ์ส้มโอดังกล่าว เตรียมเป็นพื้นที่สำหรับโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขง เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชเชียงแสนจึงได้ดำเนินการอายัดกิ่งพันธุ์ส้มโอไว้ทั้งหมด เพื่อรอให้เจ้าของกิ่งพันธุ์ส้มโอนำหลักฐานมาแสดงความเป็นเจ้าของ ซึ่งหากพ้นกำหนดจะได้นำเก็บรักษาไว้ ณ ด่านตรวจพืชเชียงแสน และเจ้าหน้าที่ได้ลงรายงานประจำวันแจ้งเป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรเชียงแสน

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ได้สั่งการให้ด่านตรวจพืชเชียงแสน ดำเนินการจัดส่งกิ่งพันธุ์ส้มโอไปยังศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ของทางราชการ และศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ได้ดำเนินการคัดแยกกิ่งพันธุ์ส้มโอ พบมีกิ่งพันธุ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จำนวน 3,500 กิ่ง ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 41,500 กิ่ง ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ด่านตรวจพืชเชียงแสนจึงได้ดำเนินการขออนุมัติเพื่อเผาทำลาย

หากผู้ใดทราบเบาะแสหรือพบเห็นการลักลอบขนกิ่งพันธุ์ส้มโอ ซึ่งเป็นพืชสงวนตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดชนิดและชื่อพันธุ์ของพืชให้เป็นพืชสงวนตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ.2518 ซึ่งห้ามผู้ใดส่งออกส่วนขยายพันธุ์ของพืชสงวนไปนอกราชอาณาจักร ยกเว้น ผลส้มโอ เมล็ดที่ติดไปกับผลส้มโอ ขอให้แจ้งที่ด่านตรวจพืชของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่ เพื่อจะได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดต่อไป