รายงานพิเศษ : เกษตรกรปราดเปรื่องต้นแบบ (Young Smart Farmer) ผลิตส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358925

รายงานพิเศษ : เกษตรกรปราดเปรื่องต้นแบบ (Young Smart Farmer)  ผลิตส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก

รายงานพิเศษ : เกษตรกรปราดเปรื่องต้นแบบ (Young Smart Farmer) ผลิตส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก

วันอังคาร ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ผลิตส้มโอคุณภาพ นำเทคโนโลยีช่วยในการผลิต มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า (QR Trace) เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจในแหล่งผลิตและคุณภาพ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย พร้อมเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจปลูกส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก

นางสาวสุวิดา ชื่นอมรกุลชัย เกษตรกรปราดเปรื่อง (Young Smart Farmer) ต้นแบบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้รับการแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ กรมส่งเสริมการเกษตร ให้เข้าร่วมโครงการเกษตรกรปราดเปรื่อง (Young Smart Farmer) เมื่อปี 2559 ทำให้ได้รับการพัฒนาเป็นเกษตรกรที่มีความพร้อม ความรู้ ความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพการเกษตร ปัจจุบันได้เป็นประธานศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ จังหวัดพิจิตร และสามารถเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจปลูกส้มโอคุณภาพเพื่อการส่งออก ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกส้มโอ จำนวน 35 ไร่ ซึ่งการปลูกส้มโอนั้น เมื่อปลูกได้ประมาณ 3 ปีขึ้นไปแล้ว ต้องเตรียมต้นส้มโอให้พร้อมสำหรับการผลิตในรุ่นถัดไป โดยมีเทคนิค เช่น วิธีการการกักน้ำ/สะสมอาหาร ให้กับส้มโอ เริ่มจากการสะสมอาหารโดยเน้นให้ปุ๋ยที่มีธาตุโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสสูงประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อต้น (แล้วแต่ขนาดทรงพุ่ม) และรดน้ำหลังจากใส่ปุ๋ย ประมาณ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ชั่วโมง หลังจากใส่ปุ๋ยและรดน้ำจนปุ๋ยละลายหมดแล้ว ก็จะทำการกักน้ำเพื่อบังคับให้ส้มโอออกดอกและ มีผลผลิตพร้อมกัน โดยการงดให้น้ำ 7-30 วันจนส้มโอแสดงอาการเหี่ยวเฉา ส่วนการตัดแต่งกิ่งส้มโอ หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จะต้องตัดแต่งกิ่งที่ไม่ต้องการออก เพื่อให้ได้ทรงพุ่มที่เหมาะสมตามต้องการ และง่ายต่อการดูแล ผลส้มโอมักจะออกและติดผลตามกิ่งเล็ก ซึ่งเป็นกิ่งแก่พอสมควร โดยส่วนมากจะตัดกิ่งที่เป็นโรค กิ่งแห้ง กิ่งกาฝาก กิ่งกระโดง และกิ่งที่หนาทึบออก ประโยชน์ของการตัดแต่งกิ่ง ทำให้ลำต้นมีโครงสร้างแข็งแรง สะดวกต่อการปฏิบัติงาน ทำให้ทรงพุ่มโปร่ง ส้มโอสังเคราะห์แสงได้ดี ช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช หลังจากตัดแต่งกิ่งส้มโอเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทำการขึ้นน้ำให้กับต้นส้มโอ โดยรดน้ำจนดินเปียกชุ่มติดต่อกันทุกวันประมาณ 3 – 5 วัน วันละ 3 – 4 ชั่วโมง และใส่ปุ๋ย แล้วค่อยๆปรับความถี่การรดน้ำลง โดยรดน้ำสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง จากนั้นต้นส้มโอจะแตกใบและออกดอก ให้รักษาความชื้นในดินให้เพียงพอ ควรเพิ่มการให้ปุ๋ยทางใบกับต้นส้มโอด้วย แต่ต้องระวังอย่าให้น้ำมากจนเกินไปและเมื่อส้มโอติดผลจึงให้น้ำตามปกติ

เมื่อส้มโอติดผล ผลมีสีเขียวเข้มและขยายขนาดขึ้น ให้มั่นสังเกตโรคและแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง หนอน ฯลฯ เมื่อผลส้มโอมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-10 ซม. ให้บำรุงต้นและใบให้สมบูรณ์ โดยทำการใส่ปุ๋ยทางดิน อัตรา 0.5 – 1 กิโลกรัมต่อต้นและให้ปุ๋ยทางใบควบคู่กันไปด้วย แล้วจึงรดน้ำ โดยอย่าให้ดินแห้งจนเกินไป ให้ต้นส้มโอสามารถสังเคราะห์แสงนำอาหารไปเลี้ยงผลได้เพียงพอ ส่วนการเก็บเกี่ยวผลส้มโอควรทำด้วยความระมัดระวัง โดยใช้กรรไกรตัดแบบติดขั้วผล ผลส้มโอที่เก็บเกี่ยวได้มีลักษณะดังนี้คือ เมื่อส้มโอมีอายุ 6.5-8 เดือนหลังจากดอกบาน สังเกตที่ผิวของผล ต่อมน้ำมันจะขยายขนาด บริเวณก้นผลมีรอยบุ๋ม วัดปริมาณน้ำตาล โดยสุ่มเก็บผลส้มโอและคั้นเอาน้ำมาวัดด้วยเครื่องวัดความหวาน (Hand Refract meter) ส้มโอที่มีรสชาติดี ควรมีค่าน้ำตาลไม่ต่ำกว่า 10 องศาบริกซ์

เมื่อเก็บผลส้มโอมาจากสวนแล้ว ต้องระมัดระวังในเรื่องการขนผลผลิตออกจากสวน ไม่ให้ผลส้มโอเกิดการกระทบกระเทือน จากนั้นนำผลผลิตมาตัดแต่งขั้วผลและใบ สังเกตรอยแผลและตำหนิ พร้อมกับคัดขนาดผลให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค สำหรับการทำความสะอาดผลส้มโอ โดยใช้น้ำสะอาดล้างผิวด้านนอกหรือใช้ผ้าชุบน้ำแล้วเช็ดที่ผลให้สะอาด จากนั้นนำผ้าสะอาดมาเช็ดผลส้มโอหรือใช้พัดลมเป่าผลจนแห้งสนิท

“จุดเด่นการผลิตส้มโอคือ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาควบคุมการให้น้ำ (Timer Meter) สามารถควบคุมเวลาเปิด-ปิดมอเตอร์ รดน้ำอัตโนมัติ ทำให้สะดวกและมีเวลาในการทำงานอื่นเพิ่มมากขึ้น มีการหว่านปอเทือง เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน เป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน และคุมหน้าดิน ใช้เครื่องวัดความหวาน (Hand Refract meter) วัดคุณภาพของส้มโอก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า (QR Trace) เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจในแหล่งผลิตและคุณภาพสินค้า มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยนำวัสดุจากธรรมชาติมาพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่ผลผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต สามารถนำไปเป็นของฝากตามโอกาสต่างๆ และช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับคนในชุมชน ซึ่งหากใครสนใจในการปลูกส้มโอฉบับมืออาชีพ สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ จังหวัดพิจิตร เลขที่ 8/1 หมู่ 6 ต.โพธิ์ประทับช้าง อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร เบอร์โทรศัพท์ 09-3145-3833 Facebook:Kawang Suri Line : SUWI_kk e-mail: kawangch@gmail.com” นางสาวสุวิดา กล่าวทิ้งท้าย

เร่งสร้างอ่างเก็บน้ำ4แห่งรวด พัฒนาลุ่มคลองวังโตนด-เสริมประสิทธิภาพน้ำตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358921

x

เร่งสร้างอ่างเก็บน้ำ4แห่งรวด พัฒนาลุ่มคลองวังโตนด-เสริมประสิทธิภาพน้ำตะวันออก

วันอังคาร ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี เป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก โดยสร้างอ่างเก็บน้ำจำนวน 4 แห่ง สามารถเก็บกักน้ำรวมกันได้ 308.5 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 249,700 ไร่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 3 แห่ง คือ 1.อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ต.พวา อ.แก่งหางแมว ความจุ 60.26 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีความก้าวหน้า 99.71% จะแล้วเสร็จภายในปี 2561 แน่นอน 2.อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ต.ขุนช่อง อ.แก่งหางแมว ความจุ 80.70 ล้านลบ.ม. ปัจจุบันมีความก้าวหน้า 23% คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 และ 3.อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ บ้านบ่อชะอม ต.พวา อ.แก่งหางแมว ความจุ 68.10 ล้านลบ.ม. มีความก้าวหน้าร้อยละ 44.70 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 ส่วนอีก 1 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด บ้านวังสัมพันธ์ ต.ขุนช่อง อ.แก่งหางแมว เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีความจุมากที่สุดในจำนวน 4 แห่ง คือ 99.50 ล้านลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

“หากการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง พร้อมฝายคลองวังโตนดตามแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดแล้วเสร็จ จะทำให้ลุ่มน้ำคลองวังโตนดเป็นลุ่มน้ำตัวอย่างอีกลุ่มน้ำหนึ่ง ที่สามารถบริหารจัดการแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

ด้าน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. ได้วางแผนในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำ สนับสนุน EEC ซึ่งมีครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เพื่อรองรับใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆปี เนื่องจากมีการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยว โดยในระยะแรก 10 ปี ได้วางเป้าหมายที่จะจัดหาแหล่งน้ำและจัดสรรนํ้าเพื่อการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม ให้สมดุลกัน

ติวเข้มเกษตรกรผู้เลี้ยง‘ผึ้ง’ ลุยพัฒนาสู่มาตรฐานGAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358920

x

ติวเข้มเกษตรกรผู้เลี้ยง‘ผึ้ง’ ลุยพัฒนาสู่มาตรฐานGAP

วันอังคาร ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดพิษณุโลก ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 9 (สสก.9) จังหวัดพิษณุโลก กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การเลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพการเกษตรที่สำคัญต่อระบบนิเวศและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างดี ผลผลิตจากการเลี้ยงผึ้งนั้นโดยหลักจะเป็นน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นทั้งอาหารและยาจากธรรมชาติ โดยการเลี้ยงผึ้ง เกษตรกรจะมีการผลิตน้ำผึ้งได้ตามชนิดของพืชที่ให้น้ำหวาน ได้แก่ ลำไย ลิ้นจี่ป่า(คอนแลน) สาบเสือ และงา เป็นต้น ซึ่งใน จ.อุตรดิตถ์ มีเกษตรกร เลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพหลักกว่า 100 ราย เมื่อนับเป็นจำนวนรังผึ้งแล้วมีมากถึง 24,000 รัง

นายมนัส เสียงก้อง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า ในอดีต การกำหนดคุณภาพผึ้งจะเป็นหน้าที่ของบริษัทผู้รับซื้อ แต่ในปัจจุบันได้มีการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มผึ้ง หรือ GAP ฟาร์มผึ้ง เป็นระบบการเลี้ยงผึ้งที่ดีและเหมาะสมในขั้นตอนการปฏิบัติของระดับเกษตรกร โดยกำหนดวิธีปฏิบัติว่าด้วยองค์ประกอบของฟาร์มผึ้ง การจัดการภายในฟาร์มผึ้ง การเลี้ยงผึ้ง การจัดการด้านสุขภาพผึ้ง และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์จากผึ้งที่มีคุณภาพ ถูกสุขลักษณะและปลอดภัยต่อผู้บริโภค เป็นการสร้างมาตรฐานการเลี้ยงผึ้งให้มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

โดยที่ผ่านมา ศูนย์ฯได้จัดอบรมถ่ายทอดความรู้การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มผึ้ง ให้เกษตรกรใน จ.อุตรดิตถ์ และใกล้เคียง โดยล่าสุดในปี 2561 ได้จัดอบรมหลักสูตร “การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มผึ้ง(GAP ฟาร์มผึ้ง)” ให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงผึ้งอุตรดิตถ์ จำกัด และผู้เลี้ยงผึ้งทั่วไป พร้อมทั้งคัดเลือกเกษตรกรเพื่อพัฒนาเป็นเกษตรกร GAP อาสา โดยศูนย์ฯทำหน้าที่อำนวยการให้คำปรึกษา แนะนำสำหรับการปรับปรุงระบบฟาร์มและการผลิตให้ได้ตามเกณฑ์ข้อกำหนด ติดตามเพื่อตรวจประเมินฟาร์มและจัดทำเอกสารการขอรับรองฟาร์มเบื้องต้น ก่อนจะมีการยื่นต่อสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดให้ทำการตรวจรับรองฟาร์มต่อไป

‘เหนือ-ใต้’จับมือกระจายผลไม้ จัดงาน‘ลูกไม้แดนทักษิณเชื่อมโยงเวียงพิงค์ถิ่นลำไย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358923

‘เหนือ-ใต้’จับมือกระจายผลไม้ จัดงาน‘ลูกไม้แดนทักษิณเชื่อมโยงเวียงพิงค์ถิ่นลำไย’

‘เหนือ-ใต้’จับมือกระจายผลไม้ จัดงาน‘ลูกไม้แดนทักษิณเชื่อมโยงเวียงพิงค์ถิ่นลำไย’

วันอังคาร ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มียุทธศาสตร์ด้านการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย และยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารให้มีมาตรฐานสากลและมีความปลอดภัย รวมทั้งการบริโภคภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ สอดคล้องกับข้อกำหนดของการพัฒนาประเทศกับนโยบาย กรมส่งเสริมการเกษตร ที่มีนโยบายพัฒนาสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัย ภายใต้ระบบแปลงใหญ่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรด้วยการพัฒนาการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนเชื่อมโยงผลผลิตจากชาวสวนที่ผลิตด้วยความใส่ใจ ปลอดภัยจากสารพิษถึงมือผู้บริโภคทั่วไทย

คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ซึ่งมีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นฝ่ายเลขานุการได้ตระหนักถึงความสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ผลิตผลไม้ และกำหนดนโยบายเน้นการเชื่อมโยงกระจายผลผลิตคุณภาพดี ออกนอกแหล่งผลิต ประกอบกับในช่วงเดือนสิงหาคม เป็นช่วงเวลาที่ผลไม้รสชาติดีที่สุดจากภาคเหนือ (ลำไย) และภาคใต้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ออกสู่ตลาดมากเพียงพอต่อการบริโภคทั่วประเทศเป็นประจำทุกปี ดังนั้น สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่บริหารจัดการผลผลิตด้านผลไม้ของ 8 จังหวัดภาคเหนือ จึงได้ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดในสังกัด สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดงาน “ลูกไม้แดนทักษิณ เชื่อมโยง เวียงพิงค์ ถิ่นลำไย” ขึ้น ระหว่างวันที่ 21-23 สิงหาคม 2561 ณ ลานมีโชคพลาซ่า อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมการบริโภคผลไม้ปลอดภัยคุณภาพดี ปลอดภัยจากสารพิษ มีรสชาติอร่อยจากแหล่งผลิตในจังหวัดต่างๆ ของภาคเหนือ และกระจายผลไม้คุณภาพดีไปยังภาคใต้ ทำให้ผู้บริโภคได้รับประทานผลไม้คุณภาพดี และปลอดภัยจากผู้ผลิตโดยตรง อีกทั้งยังเป็นการยกระดับการบริโภคผลไม้ และกระตุ้นการบริโภคผลไม้ตามแนวความคิด “บริโภคผลไม้ทุกวัน สุขภาพดีทั่วไทย เพื่อสุขภาพของประชาชนชาวไทยที่ดีขึ้น” อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีรายได้จากการจำหน่ายผลไม้สดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้ ประมาณ 250,000-400,000 บาท

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ’พิษณุโลก นำโปรแกรม‘FAS’วางระบบบัญชีเพื่อสร้างความโปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358750

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ’พิษณุโลก  นำโปรแกรม‘FAS’วางระบบบัญชีเพื่อสร้างความโปร่งใส

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ’พิษณุโลก นำโปรแกรม‘FAS’วางระบบบัญชีเพื่อสร้างความโปร่งใส

วันจันทร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด จังหวัดพิษณุโลก เป็นสหกรณ์หนึ่งที่ได้รับการจัดตั้งโดยมีความมุ่งหมายในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของสมาชิก ส่งเสริมให้สมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยดำเนินการจัดสรรที่ดินทำกิน การจัดสร้างปัจจัยพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่อยู่อาศัยควบคู่ไปกับการดำเนินการจัดหาสินเชื่อปัจจัยการผลิตและสิ่งของที่จำเป็น การแปรรูปการเกษตร การส่งเสริมอาชีพ รวมทั้งกิจกรรมให้บริการสาธารณูปโภคแก่สมาชิก

ในปัจจุบัน สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด มีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายประเภท อาทิ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรวบรวมผลผลิต แปรรูปเมล็ดพันธุ์ข้าว รับฝากเงิน ปั๊มน้ำมัน และมินิมาร์ท เป็นต้น ด้วยการดำเนินงานที่มีความแตกต่างกัน ทำให้เกิดความยุ่งยากในการจัดทำบัญชี ซึ่งจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก สหกรณ์ จึงได้นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร หรือ FAS ที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานของสหกรณ์ที่มีความหลากหลาย ลดความเสี่ยงจากการจัดทำบัญชีด้วยมือ ทำให้สร้างความเชื่อถือในการบริหารธุรกิจของสหกรณ์ บนพื้นฐานความสุจริต ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมวลสมาชิกสหกรณ์และการวางแผนการบริหารจัดการสหกรณ์โดยใช้ข้อมูลทางบัญชี

 

นางกฤษณา ธรรมชีวิน ผู้จัดการสกก.นิคมฯ บางระกำ จำกัด กล่าวถึงผลตอบรับจากการนำโปรแกรม FAS ไปใช้ในการบริหารจัดการในสหกรณ์ว่า หลังจากนำโปรแกรมฯมาใช้ ส่งผลให้สหกรณ์ มีการควบคุมภายในที่ดีขึ้น คณะกรรมการสหกรณ์ สามารถตรวจสอบสถานะทางการเงินของสหกรณ์และนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้ในการตัดสินใจ ในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ได้ เจ้าหน้าที่แต่ละฝ่ายสามารถใช้โปรแกรม ในการทำบัญชีได้อย่างละเอียด และตรวจสอบข้อมูลได้แบบ real time รวมไปถึงสมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลและสถานะทางการเงินของตนเองได้ โดยมีการนำนวัตกรรม Smart 4M ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาขึ้น มาช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของโปรแกรม FAS โดยใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวก ช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องแต่ละภาคส่วนของสหกรณ์สามารถตรวจสอบความแม่นยำข้อมูลทางบัญชีและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของสหกรณ์ได้ทันท่วงที ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาในระบบสหกรณ์

“เนื่องจากสหกรณ์ มีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย การใช้ระบบการจัดทำบัญชีที่ทำด้วยมือ อาจจะไม่ได้รับความถูกต้อง ชัดเจน และเกิดความผิดพลาดได้ แต่เมื่อนำระบบ FAS มาใช้ในการดำเนินงานและประมวลผล ก็ได้รับข้อมูลที่มีความถูกต้อง โปร่งใส ชัดเจนมากขึ้น สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทุกฝ่าย ผ่านโปรแกรม Smart 4M ซึ่งมีการเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ซึ่งสหกรณ์ ได้ส่งเสริมให้สมาชิกใช้โปรแกรม Smart Member เพื่อช่วยตรวจสอบสถานะทางการเงินของตนเองได้ ดูหุ้น ดูเงินฝากได้ รวมไปถึงคณะกรรมการสหกรณ์ ก็ได้เรียนรู้การใช้โปรแกรม Smart Manage เพื่อใช้ตรวจสอบติดตามการดำเนินงาน และสถานะทางการเงินของสหกรณ์ได้ ซึ่งทุกฝ่ายมีความตื่นตัวที่จะใช้เทคโนโลยีใหม่ๆนี้มาช่วยอำนวยความสะดวก และได้รับผลตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก”

 

ปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ทุกประเภท จึงมาจากรากฐานที่สำคัญ คือ การทำบัญชีที่ดีและมีความแม่นยำ โดยมีเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยอำนวยความสะดวกให้สหกรณ์มีระบบการเงินการบัญชีและมีการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก โดยหากสหกรณ์ใดที่สนใจนำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจรของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไปใช้ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ทุกจังหวัด ซึ่งพร้อมบริการให้คำปรึกษา แนะนำ ติดตั้งและสอนแนะ โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด หรือติดต่อที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โทร. CALL CENTER 0-2016-8888

การันตี‘เขื่อน’ทั่วประเทศแข็งแรง n กรมชลยืนยันตรวจสอบ-บำรุงตามมาตรฐานสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358748

x

การันตี‘เขื่อน’ทั่วประเทศแข็งแรง n กรมชลยืนยันตรวจสอบ-บำรุงตามมาตรฐานสากล

วันจันทร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีส่วนงานที่รับผิดชอบในส่วนของความปลอดภัยเขื่อนโดยตรงอยู่ทั่วประเทศ ทำหน้าที่ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนเป็นประจำทุกปี ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนที่เพิ่งสร้างเสร็จหรือสร้างมานานแล้ว ทำการดูแลภายใต้มาตรฐานสากลเดียวกัน ทั้งการใช้เครื่องมือตรวจวัดพฤติกรรมเขื่อนและการใช้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเดินสำรวจด้วยตาเปล่า นอกจากนี้ในการก่อสร้างเขื่อน จะต้องมีการติดตั้งเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อน ที่สามารถบอกได้ว่าเกิดความผิดปกติตรงไหน เช่น อัตราน้ำที่รั่วซึมผ่านเขื่อน เขื่อนทรุดตัวหรือเคลื่อนตัวมากน้อยเพียงใด เป็นต้น ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ทุกประเทศใช้เหมือนกัน โดยกรมชลประทานมีการตรวจเช็คค่าความปลอดภัยเหล่านี้เป็นประจำทั้งเป็นรายชั่วโมง รายเดือน ไปจนถึงรายปี

นายสัญญากล่าวต่อว่า นอกจากตัวเขื่อนแล้ว ได้ทำการตรวจสอบดูแลรักษาอาคารประกอบประตูระบายน้ำ ทางระบายน้ำต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคอนกรีตและเป็นเหล็กว่าเกิดรอยแตกร้าว รั่วซึมหรือไม่ ส่วนที่เป็นเหล็กคอยดูเรื่องระบบการเปิด-ปิด ลวดสลิง น้ำมันหล่อลื่นให้พร้อมใช้งานควบคู่กันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนหรือช่วงเวลาใดๆ ที่ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำมาก เจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานจะเพิ่มความถี่ในการตรวจวัด ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำที่เกิดขึ้นในอ่างฯอย่างรวดเร็ว และเข้าทำการแก้ไขทันทีเช่นกัน จึงอยากให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเขื่อนที่อยู่ในความดูแลของกรมชลประทานหรือแม้แต่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีวิธีการดูแลที่เป็นมาตรฐานสากล

“เช่นที่เขื่อนแก่งกระจาน ช่วงที่มีน้ำเกินปริมาณเก็บกักก็มีการตรวจสอบ ก็ไม่มีสิ่งบอกเหตุอันใดว่าตัวเขื่อนไม่ปลอดภัย และเขื่อนแก่งกระจานรับน้ำเต็ม 100% มาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 13 ที่ต้องปล่อยน้ำออกทางระบายน้ำล้น (Spill Way) อย่างไรก็ดีหากประชาชนพบเห็นสิ่งปกติก็สามารถแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ทุกเวลา” ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำฯ กล่าวย้ำ

ชายคาพระพิรุณ : 20 สิงหาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358745

586851

ชายคาพระพิรุณ : 20 สิงหาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ขุนเกษตรา” รายงานตัวมาเล่าข่าวเช่นเคย…แม้ปัจจุบันจะเข้าสู่ฤดูฝน แต่หลายพื้นที่ยังเจอปัญหาฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบต่อการทำเกษตร กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงต้องปรับแผนการทำฝนหลวงเพื่อให้พืชผลทางการเกษตรได้รับน้ำอย่างเพียงพอ รวมทั้งมีการติดตามสถานการณ์การปฏิบัติการฝนหลวงจากทุกภูมิภาคผ่านการประชุม Conference เป็นประจำทุกเช้าในแต่ละวัน เพื่อหารือแนวทางการปฏิบัติการให้ทันต่อความต้องการ พร้อมกับจะเร่งปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรตามที่ได้รับการร้องขอ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรและประชาชนให้มีความทั่วถึงต่อไป..

ด้าน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะสมาชิกสหกรณ์ เพื่อรับฟังปัญหา โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ปี 2560/61 ที่ส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนา พร้อมให้แนวทางขับเคลื่อนแก่ผู้บริหาร สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด เพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ทำให้สมาชิกได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการ สร้างโอกาสให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่สูงขึ้น ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อยและแนวโน้มตลาดมีความต้องการสูง โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ขานรับนโยบายและเร่งดำเนินการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ปี 2560/61 ในพื้นที่นำร่อง 2 จังหวัด รวม 5,800 ไร่ คือ พิษณุโลก 2,800 ไร่ และอุตรดิตถ์ 3,000 ไร่ ซึ่ง นายพิเชษฐ์ ได้มอบหมายให้ชี้แจงทำความเข้าใจสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เป้าหมาย การสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับเรื่องของตลาดและราคารับซื้อผลผลิตที่เป็นธรรม ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เตรียมจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์นำไปให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อเป็นทุนเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เฉลี่ยรายละ 3,000 บาท/ไร่

สุดท้ายฝากประชาสัมพันธ์งานดีๆ เพื่อพี่น้องเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ” ในวาระครบรอบ 50 ปี ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ เพื่อนำเสนอพัฒนาการของงานส่งเสริมการเกษตรตลอด 50 ปี ภายในงานมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น นิทรรศการเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรวิวัฒนาการและผลสำเร็จที่เกิดจากการส่งเสริมการเกษตร การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการพัฒนาระบบการเกษตร โซนจำหน่ายสินค้าที่ส่งตรงจากมือของเกษตรกร ทั้งผักผลไม้ สมุนไพรและเวชสำอางแบบไทย ข้าว เนื้อสัตว์ต่างๆ ชา กาแฟ งานหัตถกรรมต่างๆ รวมถึงสินค้ารูปแบบใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้นด้วยนวัตกรรม ที่ไม่เหมือนใคร และพลาดไม่ได้กับ โซนอาหารอร่อย 4 ภาคจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร นอกจากนี้ประชาชนที่มาเที่ยวชมงาน ยังมีโซน “Knowledge Cafe” สำหรับเป็นจุดบริการความรู้ด้านการเกษตร และให้คำแนะนำในการประกอบการชีพการเกษตรต่างๆ รวมทั้ง โซน Young Smart Farmer ที่รวมเกษตรกรรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ ผลผลิต ที่ดี มีคุณภาพ และเพื่อให้เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่มีความตั้งใจ ให้หันมากลับมาทำการเกษตรได้จนประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมมากมายให้ผู้เข้าชมงานได้ร่วมสนุก ทั้งการฝึกอาชีพ 1 วัน ทำได้จริง กว่า 50 ฟรี งานนี้ ซึ่งเปิดผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการเกษตร (www.doae.go.th)

ขุนเกษตรา

‘เหนือ-ใต้’แลกเปลี่ยนกระจายผลไม้ l เกษตรจัดงาน‘ลูกไม้แดนทักษิณเชื่อมโยงเวียงพิงค์ถิ่นลำไย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358746

x

‘เหนือ-ใต้’แลกเปลี่ยนกระจายผลไม้ l เกษตรจัดงาน‘ลูกไม้แดนทักษิณเชื่อมโยงเวียงพิงค์ถิ่นลำไย’

วันจันทร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมจัดงาน “ลูกไม้แดนทักษิณ เชื่อมโยง เวียงพิงค์ ถิ่นลำไย” หวังประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครับทราบ พร้อมกระจายผลผลิตแลกเปลี่ยนไม้ผลคุณภาพดีและปลอดภัยจากภาคใต้สู่ภาคเหนือ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ซึ่งมีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นฝ่ายเลขานุการ ตระหนักถึงความสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ผลิตผลไม้ และกำหนดนโยบายเน้นการเชื่อมโยงกระจายผลผลิตคุณภาพดี ออกนอกแหล่งผลิต ประกอบกับในช่วงเดือนสิงหาคม เป็นช่วงเวลาที่ผลไม้รสชาติดีที่สุดจากภาคเหนือ (ลำไย) และภาคใต้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ออกสู่ตลาดมากเพียงพอต่อการบริโภคทั่วประเทศเป็นประจำทุกปี กรม โดย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่บริหารจัดการผลผลิตด้านผลไม้ของ 8 จังหวัดภาคเหนือ จึงได้ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดงาน “ลูกไม้แดนทักษิณ เชื่อมโยง เวียงพิงค์ ถิ่นลำไย” เพื่อส่งเสริมการบริโภคผลไม้ปลอดภัยคุณภาพดี มีรสชาติอร่อยจากแหล่งผลิตในจังหวัดต่างๆ ของภาคเหนือ และกระจายผลไม้คุณภาพดีไปยังภาคใต้ เป็นการยกระดับการบริโภคผลไม้ และกระตุ้นการบริโภคผลไม้ตามแนวความคิด “บริโภคผลไม้ทุกวัน สุขภาพดีทั่วไทย เพื่อสุขภาพของประชาชนชาวไทยที่ดีขึ้น

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรม การจัดแสดงนิทรรศการ/เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และเชื่อมโยงการกระจายผลผลิตในช่วงผลผลิตออกมากให้สอดคล้องกับเส้นทางการบริโภคผลไม้คุณภาพดี ปลอดภัยได้มาตรฐานข้ามถิ่นภาคเหนือกับภาคใต้ จัดแสดงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้คุณภาพข้ามถิ่นและจำหน่ายผลไม้คุณภาพดี (ลำไยและผลไม้อื่น) ในเขตภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ และการจัดจำหน่ายไม้ผลคุณภาพดี นาทีทองกับสินค้าระดับพรีเมียม รวมถึงการให้ความรู้แก่กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ ตลอดจนผู้ที่เข้าชมงานและผู้สนใจทั่วไปในเรื่องของ “ภัยของสารเคมีทางการเกษตรต่อสุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภค” จากเจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขจังหวัด โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 สิงหาคม 2561 ณ ลานมีโชคพลาซ่า อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

เกษตรฯถกบริษัทบริหารสินทรัพย์ รับซื้อเพิ่มหนี้สมาชิกกองทุนฟื้นฟู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358749

x

เกษตรฯถกบริษัทบริหารสินทรัพย์ รับซื้อเพิ่มหนี้สมาชิกกองทุนฟื้นฟู

วันจันทร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เชิญตัวแทนสถาบันการเงิน สถาบันเกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาหารือการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ใน 2 ประเด็น คือ 1.ขอให้สถาบันการเงิน สถาบันเกษตรกร ชะลอการดำเนินคดีทางกฎหมายแก่สมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯทุกกรณี โดยเบื้องต้นได้มีการพิจารณากรณีของเกษตรกร 20 ราย กำลังถูกเตรียมดำเนินคดี โดยมี 15 ราย ที่ไม่ได้รับหนังสือขอให้ชะลอหนี้ตามเงื่อนไข แต่อีก 5 ราย พบว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์และไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ จึงให้สถาบันการเงินดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และ 2.การหารือแนวทางการบริหารและจัดการการซื้อหนี้ของ บริษัทบริหารสินทรัพย์ โดยขอให้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด รับซื้อหนี้จากเกษตรกรอีก 1,500 ราย ที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ตามประกาศคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร ปี 2561 ก่อนหน้านี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดกับ 2 บริษัทข้างต้น

“คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ เตรียมรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่เป็นสมาชิกต่อคณะรัฐมนตรี โดยสามารถดำเนินการให้เกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว วงเงินรวม 10,200 ล้านบาท 3,600 ราย ส่วนเกษตรกรอีก 1,500 ราย ที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ไม่สามารถดำเนินการได้ตามระเบียบฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด ให้มารับซื้อหนี้ วงเงิน 2,000 กว่าล้านบาทเพิ่มเติม” นายกฤษฎา กล่าว

สสก.2 เดินหน้าอบรมผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358385

สสก.2 เดินหน้าอบรมผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่

สสก.2 เดินหน้าอบรมผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่

วันจันทร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 03.00 น.
นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี เป็นประธานจัดการอบรมหลักสูตรผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ครั้งที่ 2 พร้อมมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรม  ณ โรงแรมซีแอนด์ซี อ.โพธาราม จ.ราชบุรี