ท้า‘ยอดฝีมือ’ชิงรางวัลเงินแสน งาน‘เกษตรสร้างชาติ’จัดประลอง6กิจกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359698

ท้า‘ยอดฝีมือ’ชิงรางวัลเงินแสน  งาน‘เกษตรสร้างชาติ’จัดประลอง6กิจกรรม

ท้า‘ยอดฝีมือ’ชิงรางวัลเงินแสน งาน‘เกษตรสร้างชาติ’จัดประลอง6กิจกรรม

วันศุกร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ” ในวาระกรมส่งเสริมการเกษตรครบรอบ 50 ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 ที่สวนลุมพินี โดยในงานนอกจากจะมีการจัดแสดงนิทรรศการแสดงผลงานส่งเสริมการเกษตร การยกทัพสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพมาจำหน่ายในเมืองกรุง การฝึกอบรมอาชีพ 50 หลักสูตรฟรี พร้อมจัดถนนสายอาหารของดี 4 ภาค ตลอดจนการแสดงบนเวทีของศิลปินดาราที่ให้ทั้งสาระความรู้และความบันเทิงแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมประกวดและแข่งขันชิงเงินรางวัลพร้อมโล่และประกาศนียบัตร เป็นการสร้างสีสันในงานดังกล่าวด้วย

โดยการประกวดและแข่งขัน มี 6 รายการ ได้แก่ 1.การประกวดสวนผักคนเมือง จำนวน 10 ทีม ซึ่งทีมผู้เข้าประกวดจะได้รับเงินสนับสนุนวัสดุพื้นฐานทีมละ 5,000 บาท แข่งขันในวันที่ 29 สิงหาคม ณ สวนปาล์ม ลุมพินี กรุงเทพฯ 2.การแข่งขันจัดกระเช้าผักเพื่อสุขภาพ รับสมัครผู้แข่งขัน 10 คน โดยใช้พืชผักไม่น้อยกว่า 7 ชนิด พร้อมอธิบายแนวคิดการจัดกระเช้า ระบุรายละเอียดประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการของพืชผักภายในกระเช้า 3.การแข่งขันจัดกล้วยไม้ หัวข้อ “อัศจรรย์…กล้วยไม้ไทย” จำนวน 10 ทีม เงื่อนไขต้องมีดอกกล้วยไม้สดสกุลหวายไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของภาพรวมทั้งหมด 4.การแข่งขันจัดไม้ดอกไม้ประดับในภาชนะ หัวข้อ “ดอกไม้ไทย…สู่ใจคนเมือง” จำนวน 10 ทีม 5.การแข่งขันส้มตำลีลา รับสมัคร 10 ทีม 6.การแข่งขันอาหารเพื่อสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “อาหารควบคุมน้ำหนัก” โดยแต่ละทีมต้องใช้วัตถุดิบและวัสดุอุปกรณ์ที่ทางผู้จัดเตรียมไว้ให้ จำนวน 10 ทีม โดยทุกกิจกรรมยกเว้นการประกวดสวนผักคนเมือง จัดประกวดและแข่งขัน ณ ลานกิจกรรม เวทีกลาง สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

สำหรับผู้ชนะการประกวดและแข่งขันประเภททีม รางวัลที่ 1 ได้รับเงินสด 10,000 บาท รางวัลที่ 2 เงินสด 8,000 บาท และรางวัลที่ 3 เงินสด 6,000 บาท ประเภทบุคคล รางวัลที่ 1 เงินสด 5,000 บาท รางวัลที่ 2 เงินสด 4,000 บาท และรางวัลที่ 3 เงินสด 3,000 บาท ขอเชิญผู้สนใจดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่เว็บไซต์กรมส่งเสริมการเกษตร http://www.doae.go.th หรือขอใบสมัครด้วยตนเองที่กรมส่งเสริมการเกษตร อาคารเบญจสิริกิติ์ ชั้น 4 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือโทร. 0-2579-1501

‘กรณ์’ แนะถอดบทเรียนนิวซีแลนด์ เพิ่มอำนาจต่อรองให้‘เกษตรกร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359589

‘กรณ์’ แนะถอดบทเรียนนิวซีแลนด์ เพิ่มอำนาจต่อรองให้‘เกษตรกร’

‘กรณ์’ แนะถอดบทเรียนนิวซีแลนด์ เพิ่มอำนาจต่อรองให้‘เกษตรกร’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 07.51 น.

บทเรียนจากนิวซีแลนด์! อดีตขุนคลังแนะเสริมพลังสหกรณ์ เพิ่มอำนาจต่อรองภาคเกษตรกร 

23 ส.ค. 61 นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊คส่วนตัว “Korn Chatikavanij” เล่าถึงการมาดูงานที่ประเทศนิวซีแลนด์ว่า ที่นี่แม้สัดส่วนการผลิตนมสดจะไม่มากหากเทียบกับปริมาณการผลิตทั่วโลก แต่กลับครองส่วนแบ่งในตลาดได้ถึง 10 เท่าของปริมาณนมที่ผลิตได้ทั่วโลก ซึ่งน่าจะเป็นบทเรียนสำคัญให้ประเทศไทยได้ เพราะความต้องการอาหารทั่วโลกสูงขึ้นไทยจึงไม่ควรเสียโอกาส

“ผมเชื่อว่า หากเราไม่ปฏิรูปโครงสร้างระบบการเกษตรไทย นอกจากชาวไร่ชาวนาเราจะยากจนถาวรแล้ว เราจะสูญเสียโอกาสมหาศาลจากความต้องการอาหารที่มีแต่จะเพิ่มขึ้น ผมมาดูงานที่ NZ ครับ ตั้งใจที่สุดคือมาพบ Fontera คือสหกรณ์ผลิตภัณฑ์นมยักษ์ใหญ่ของเขา ผมว่า น่าคิดมากว่าเราต้องปฏิรูประบบการผลิต/ค้า/วิจัย ข้าวอย่างไร ประเทศนิวซีแลนด์ผลิตประมาณ 2% ของนมสดทั่วโลก แต่มีส่วนแบ่งการค้าผลิตภัณฑ์นมสดทั่วโลกสูงถึง 20%” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยเราคล้ายๆ กัน คือเราผลิตประมาณ 4% ของข้าวในโลก แต่เราค้าประมาณ 15% ของการค้าข้าวทั้งหมดในโลก เมื่อ 30 กว่าปีก่อนนิวซีแลนด์เกือบเจ๊ง เพราะเขาเคยขายของเกือบทั้งหมดให้กับอังกฤษประเทศเดียว แต่พออังกฤษเข้าร่วมยุโรปตลาดนี้จึงสูญหายไปทันที เขาจึงต้องรีบหาตลาดใหม่ และเมื่อ 20 ปีก่อนเขาออกกฎหมายควบรวมสหกรณ์การเกษตรเกือบทั้งหมดมาเป็นสหกรณ์เดียวในรูปบริษัทชื่อว่า Fontera

“Fontera รับซื้อนมจากเกษตรกรเกือบทั้งประเทศ และมีหน้าที่หาตลาดและค้นคิดผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปนมเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรกรมีรายได้จากการขายนมให้ Fontera และจากปันผลที่ได้รับในฐานะผู้ถือหุ้น ส่วน Fontera เองมีการบริหารจัดการในแนวที่ทันสมัยที่สุด มีงบประมาณ R&D มหาศาล มีแบรนด์สินค้าที่มีค่า มีเครือข่ายทั่วโลก และที่สำคัญมีกำไรทุกปี” อดีตรมว. คลัง กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า ในส่วนของไทยเรา โครงสร้างปัจจุบันคือ มีผู้ส่งออกข้าวและโรงสีเอกชนที่โดยธรรมชาติการทำธุรกิจต้องการซื้อถูกขายแพง ส่วนชาวนาอ่อนแอ และขาดอำนาจต่อรอง สหกรณ์ที่มีก็ไม่เข้มแข็งและถูกตัดแข้งตัดขามาโดยตลอด หากจะเอาจริงในการช่วยเกษตรกร โครงสร้างนี้ต้องเปลี่ยนครับ

ขอบคุณเรื่องจาก : https://www.facebook.com/KornChatikavanijDP/posts/10156663494024740

สกู๊ป : กรมการข้าวชูกลุ่มนาแปลงใหญ่‘ไร่มะขาม’เพชรบุรี ต้นแบบการพึ่งพาตนเองอย่างสมบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359444

สกู๊ป : กรมการข้าวชูกลุ่มนาแปลงใหญ่‘ไร่มะขาม’เพชรบุรี  ต้นแบบการพึ่งพาตนเองอย่างสมบูรณ์

สกู๊ป : กรมการข้าวชูกลุ่มนาแปลงใหญ่‘ไร่มะขาม’เพชรบุรี ต้นแบบการพึ่งพาตนเองอย่างสมบูรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมการข้าวเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) โดยปัจจุบันมีจำนวนนาแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 1,902 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ 2,433,172 ไร่ เกษตรกรจำนวน 175,647 ราย ในพื้นที่ 71 จังหวัด

นางจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวมีนโยบายส่งเสริมการทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตข้าวคุณภาพดี สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาครัฐและเอกชน ร่วมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี รวมทั้งปัจจัยการผลิตที่จำเป็น ตลอดจนเชื่อมโยงการตลาด เพื่อให้กลุ่มนาแปลงใหญ่มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด

กรมการข้าวมีแผนขยายการส่งเสริมนาแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 40% ของพื้นที่ปลูกข้าวของแต่ละจังหวัด โดยจะเร่งประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ผ่านบทเรียนความสำเร็จของกลุ่มนาแปลงใหญ่ต้นแบบของแต่ละจังหวัด เช่น กลุ่มนาแปลงใหญ่ไร่มะขาม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ที่เริ่มต้นมาจากการรวมตัวเป็นศูนย์ข้าวชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่าย พอรัฐบาลมีโครงการส่งเสริมนาแปลงใหญ่สมาชิกกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชนก็มีความพร้อมและสมัครใจเข้าร่วมโครงการ และมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น รวมทั้งได้ขยายการผลิตไปสู่การผลิตข้าวสารจำหน่ายเอง ลดการพึ่งพาภายนอก ทำให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น

นายบรรพต มามาก เลขานุการกลุ่มนาแปลงใหญ่ไร่มะขาม เล่าว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่ไร่มะขาม เริ่มมาตั้งแต่ปี 2559 สมาชิก 49 คน พื้นที่ 756 ไร่ มีแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์และแปลงปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 และข้าวไรซ์เบอร์รี่ การดำเนินงานของกลุ่มจะมีการวางแผนงานทุกอย่างล่วงหน้า โดยเอาปลายน้ำมาก่อน คือก่อนการผลิตข้าวหรือผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวต้องรู้ว่าใครจะเป็นผู้ซื้อผลผลิต หลังจากนั้นจะผลิตตามออเดอร์ที่มีอยู่เพื่อประกันความเสี่ยง ซึ่งทุกวันนี้ตลาดมีความชัดเจนเพราะเราใช้ตลาดนำการผลิต อย่างตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวทางกลุ่มจะมีผู้ซื้อที่แน่นอนโดยสั่งออเดอร์ก่อน 1 ฤดูกาล เน้นผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ตลาดต้องการและมีเสถียรภาพไม่ไปตามกระแส คือพันธุ์ปทุมธานี 1 สุพรรณบุรี 1 กข31 กข41 กข49 ส่วนพันธุ์ใหม่ๆ จะส่งต่อให้เครือข่ายแปลงใหญ่ในอำเภอบ้านลาดเป็นผู้ผลิต ส่วนตลาดข้าวแปรรูปทางกลุ่มมีโรงสีข้าวเอง มีตลาดแน่นอนคือ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ร้านค้าชุมชน อีกส่วนออกบูธตามงานต่างๆ และส่งให้กับแบรนด์รอยยิ้มชาวนาเพื่อส่งเข้าตลาดโมเดิร์นเทรด

สาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ไร่มะขาม เริ่มต้นมาจากศูนย์ข้าวชุมชน ตั้งแต่ปี 2547 ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี ต่อมาก็ได้รับการพัฒนาไปเป็นหมู่บ้านส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ทำให้สมาชิกมีความรู้ความชำนาญในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นอย่างดี ตลอดจนได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมการข้าว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ ทำให้คู่ค้าเกิดความเชื่อมั่นในเมล็ดพันธุ์ของกลุ่ม หรือจะเป็นเครื่องกระเทาะข้าวเปลือกที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ทางกลุ่มได้ทดลองแปรรูปข้าวเอง จนปัจจุบันได้พัฒนาเป็นโรงสีมีเครื่องสีข้าวขนาดใหญ่ที่คิดค้นขึ้นเอง ทั้งประหยัดไฟและสามารถแยกสิ่งเหลือใช้จากการแปรรูปข้าวเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง อย่างแกลบ รำข้าว ปลายข้าวที่มีไซโลเก็บไม่ให้ปะปนกับดิน ทำให้ขายได้ราคาดีกว่าข้าว โดยทางกลุ่มได้ต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสิ่งเหลือใช้จากการแปรรูปข้าว จนเรียกว่าสินค้ารองคือสินค้าหลัก เพราะแกลบรำปลายข้าวขายได้ราคาดีกว่าขายข้าวที่เป็นสินค้าหลักของกลุ่มเสียอีก

จากจุดเริ่มต้นแค่การผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่าย ปัจจุบันกลุ่มนาแปลงใหญ่ไร่มะขามได้ขยายการผลิตไปสู่การแปรรูปข้าวสารและต่อยอดไปถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากข้าวโดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เช่น ชาข้าวไรซ์เบอร์รี่ โจ๊กปลายข้าว สบู่ข้าวหอม ครีมอาบน้ำข้าว เป็นต้น โดยในอนาคตวางแผนจำหน่ายสินค้าผ่านตลาดออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น

“รายได้ของสมาชิกดีขึ้น แต่ถามว่ารวยไหมคงยังไม่รวย แต่ที่แน่ๆ คือวันนี้เราเห็นรอยยิ้มสมาชิก และสุขภาพทุกคนก็ดีขึ้น จากการตรวจเลือดพบว่าสารเคมีในเลือดลดลงจากการลดการใช้สารเคมี ความสุขในการทำงานเพิ่มขึ้น รายได้สิ้นปีชัดเจนมากเพราะกลุ่มรับซื้อข้าวจากสมาชิกสูงกว่าตลาด 300-400 บาท ซึ่งสมาชิกมีความพึงพอใจ สังเกตได้จากฤดูกาลที่แล้วได้ปันผลให้สมาชิกร้อยละ 75 สมาชิกก็ได้นำเงิน 75 บาท ที่ได้กลับมาลงหุ้นเพิ่ม ทำให้ตอนนี้กลุ่มมีเงินหุ้นหลายแสนบาท นี่คือความมั่นคงของกลุ่มที่เกิดขึ้น”

สั่งเฝ้าระวังผีเสื้อมวนหวาน เกษตรฯเตือนระบาดสวนลองกองช่วงเดือนต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359442

สั่งเฝ้าระวังผีเสื้อมวนหวาน เกษตรฯเตือนระบาดสวนลองกองช่วงเดือนต.ค.

สั่งเฝ้าระวังผีเสื้อมวนหวาน เกษตรฯเตือนระบาดสวนลองกองช่วงเดือนต.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ติดตามสถานการณ์การระบาดของผีเสื้อมวนหวาน ซึ่งเป็นศัตรูพืชที่สำคัญของผลไม้เกือบทุกชนิด ได้แก่ ลองกอง ลางสาด เงาะ มังคุด ลิ้นจี่ ลำไย มะม่วง ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะนาว องุ่น พุทรา มะละกอ น้อยหน่า ฝรั่ง กระท้อน และกล้วย เป็นต้น เนื่องจากผีเสื้อมวนหวานเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดใหญ่ บินเร็ว ตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำหวานจากผลไม้ทุกชนิด ทำให้ผลไม้เกิดความเสียหาย และหลุดร่วง จึงขอเตือนให้เกษตรกรโดยเฉพาะชาวสวนลองกองเฝ้าระวังให้ดี เพราะขณะนี้พบการระบาดของผีเสื้อมวนหวานในลองกองแล้ว

นายสมศักดิ์ วรรณศิริ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดการศัตรูพืชหลังการเก็บเกี่ยว กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรป้องกันกำจัดผีเสื้อมวนหวานด้วยวิธีผสมผสาน ดังนี้ 1.กำจัดวัชพืชต่างๆ ในบริเวณสวนหรือใกล้เคียง 2.ผลไม้ที่สามารถห่อผลได้ เมื่อเริ่มสุกควรห่อผล เพื่อป้องกันการทำลายของผีเสื้อมวนหวาน 3.เนื่องจากผีเสื้อมวนหวานเป็นผีเสื้อกลางคืน และออกหากินในเวลากลางคืนจึงสามารถจับตัวเต็มวัยของผีเสื้อมวนหวานทำลายได้ โดยใช้ไฟส่องและใช้สวิงโฉบจับผีเสื้อในช่วงผลไม้เริ่มสุก 4.ใช้กับดักแสงไฟ (หลอดเนียร์อัลตร้าไวโอเลต) ล่อผีเสื้อมวนหวานในแปลงปลูก ในช่วงเวลา 20.00-22.00 น. โดยปิดด้านบนด้านข้าง และด้านหลัง เพื่อให้แสงไฟส่องด้านหน้าเพียงด้านเดียว เป็นการป้องกันไม่ให้ผีเสื้อมวนหวานจากแปลงอื่นเข้ามาในแปลงมากยิ่งขึ้น สำหรับวิธีการวางกับดักแสงไฟ ควรวางให้สูงจากพื้นดินประมาณ 1.20 เมตร จำนวน 1-2 อันต่อไร่

5.ใช้กรงดักผีเสื้อมวนหวาน สำหรับกรงดักให้ใช้มุ้งตาข่ายทั้ง 6 ด้าน เฉพาะด้านล่างทำเป็นรูปฝาชี(กรวย) ตรงกลางมีรูเปิดเพื่อให้แมลงเข้าแต่บินออกไม่ได้ กรงมีขนาดกว้าง ยาว และสูง ด้านละ 30 เซนติเมตร มีขาสูง 20 เซนติเมตร เมื่อนำไปดักจะใช้เหยื่อที่เป็นผลไม้สุกและมีกลิ่นหอม เมื่อผีเสื้อได้กลิ่นจะเข้าไปกินผลไม้และเมื่อกินเสร็จจะบินตัวขึ้นสูงติดอยู่ในฝาชีไม่สามารถออกมาได้ โดยใช้กรงดัก 2–3 กรงดักต่อพื้นที่ 1 ไร่ 6.ใช้เหยื่อพิษล่อโดยใช้ผลไม้สุกที่ผีเสื้อมวนหวานชอบมาล่อ เช่น กล้วยสุกสับปะรดสุก มะละกอสุก โดยเฉพาะลูกตาลสุกจะดีมาก นำมาตัดเป็นชิ้นๆ และจุ่มในสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช คาร์บาริล 85% WP 7.การรมควันโดยก่อกองไฟไว้เหนือลมภายในสวน แล้วโรยกำมะถันผงเพื่อไล่ผีเสื้อมวนหวาน 8.พ่นด้วยสารสกัดจากสะเดา เนื่องจากสารสกัดสะเดามีประสิทธิภาพในการเป็นสารไล่แมลงได้ จึงควรนำสารสกัดสะเดามาพ่นเพื่อป้องกันการทำลายของผีเสื้อมวนหวาน โดยใช้เมล็ดสะเดาป่น 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 1 คืน กรองเอากากออกแล้วนำไปพ่นในสวนเวลาเย็นจะสามารถไล่ไม่ให้ผีเสื้อมวนหวานเข้ามาทำลายผลไม้ในสวนได้

รายงานพิเศษ : สสก.1ยกขบวนสินค้าคุณภาพ ร่วมงาน‘เกษตรสร้างชาติ’50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359446

รายงานพิเศษ : สสก.1ยกขบวนสินค้าคุณภาพ  ร่วมงาน‘เกษตรสร้างชาติ’50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

รายงานพิเศษ : สสก.1ยกขบวนสินค้าคุณภาพ ร่วมงาน‘เกษตรสร้างชาติ’50ปีกรมส่งเสริมการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท (สสก.1 จังหวัดชัยนาท) เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ” ในโอกาสกรมส่งเสริมการเกษตร ครบรอบ 50 ปี ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม-2 กันยายน 2561 ณ สวนลุมพินี เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริด้านการเกษตรของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ในการน้อมนำพระราชดำริด้านการเกษตร ที่จะทำให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี มีสุข มาจัดแสดงเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร รวมทั้งเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตร ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา การให้บริการความรู้ด้านการเกษตร อีกทั้งการจัดนิทรรศการและการแสดงสินค้าเกษตรคุณภาพ จากการส่งเสริมของหน่วยงาน ของกรมส่งเสริมการเกษตร อีกทั้ง เป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงสินค้าการเกษตรที่มีคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง

ภายในงานเกษตรสร้างชาติ ประกอบไปด้วยกิจกรรมการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริด้านการเกษตรการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ในการน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการเกษตรที่จะทำให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี มาจัดแสดงเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรการจัดนิทรรศการแสดงพัฒนาการการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตรตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา การจัดแสดงผลงาน องค์ความรู้ นวัตกรรม ที่จะขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในอนาคต และจำหน่ายสินค้าขององค์กรเกษตรกร Smart Famer/Young Smart Famer/สินค้าเกษตรปลอดภัย/การทำการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ และอื่นๆ อีกมากมาย การให้บริการความรู้ด้านการเกษตร กิจกรรมการจัดถนนสายอาหาร 4 ภาค (Food Street) และกิจกรรมบนเวที เช่น การเล่นเกมส์ แจกของรางวัล/มินิคอนเสิร์ตศิลปินมีชื่อเสียง/การแข่งขันทำอาหาร/กิจกรรมสาธิต Food innovation โดยเชฟมืออาชีพ/การแข่งขันจัดสวนผักคนเมือง/แข่งขันจัดดอกไม้ /จัดกระเช้าผัก เป็นต้น

ในโอกาสนี้ สสก.1 จังหวัดชัยนาท เตรียมเกษตรกรและเจ้าหน้าที่กว่า 300 คน เข้าร่วมงาน ในส่วนของกิจกรรมภายในงาน สสก.1 จังหวัดชัยนาท ได้นำผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรร่วมแสดง และจัดจำหน่าย ในราคาเป็นธรรม ที่ผู้บริโภคซื้อขายกับเกษตรกรโดยตรง และเป็นสินค้าเกรดพรีเมียม ปลอดสารพิษ ใหม่สดจากแหล่งผลิต เช่น สินค้าจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน Young Smart Famer กลุ่มส่งเสริมอาชีพ ตลาดเกษตรกร ผลิตภัณฑ์จากโครงการ 9101 และร้านอาหาร Steet Food ซึ่งล้วนแต่มีชื่อเสียงทั้ง 9 จังหวัดภาคกลาง รวมกว่า 53 บูธ ซึ่งในการแถลงข่าววันนี้ สสก.1 จังหวัดชัยนาท ได้นำผลิตภัณฑ์บางส่วนมาจัดแสดง อาทิ ผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา แชมพูสมุนไพร ข้าวโพดทอดกรอบ สิ่งประดิษฐ์จากรังไหม ข้าวสาร ผลิตภัณฑ์จากเห็ดถั่งเช่า ผักผลไม้สด/แปรรูป อาหารจากหลายร้านชื่อดัง เช่น ผัดหมี่โบราณ ข้าวคลุกน้ำพริก ขนมจีนน้ำยา ปลาช่อนแดดเดียว เป็นต้น

นายไพศาลกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากงานเกษตรสร้างชาติ ที่สวนลุมพินี แล้ว ยังมีกิจกรรมอีกหลายกิจกรรมที่ สสก.1 จังหวัดชัยนาท รับนโยบายจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้มาดำเนินการ ในโอกาสครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร อาทิ กิจกรรมให้บริการฝึกอาชีพด้านการเกษตร 50 ศูนย์ 50 อาชีพ เพื่ออบรมความรู้ให้กับเกษตรกร และผู้สนใจ “1 วัน ทำได้จริงฟรี” โดย สสก. 1 จังหวัดชัยนาท ได้ดำเนินการ 2 หลักสูตร คือ “หลักสูตรแปรรูปผลิตภัณฑ์กล้วยน้ำว้า” ดำเนินการโดย ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดลพบุรี และ“หลักสูตรระบบการให้น้ำอัจฉริยะ” ดำเนินการโดย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านวิศวกรรมเกษตร จังหวัดชัยนาท กิจกรรมสร้างสวนรวบรวมพันธุ์ไม้พืชท้องถิ่น เพื่อรวบรวมเอาพันธุ์พืชพื้นเมือง พันธุ์ไม้หายาก พืชเศรษฐกิจประจำท้องถิ่น กิจกรรม 50 แหล่งท่องเที่ยวต้องชม เช่น วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชนเชิงเกษตรบ้านมหาสอน สำหรับคนเมืองที่สถานที่แนะนำเดินทางใกล้ๆ ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ และที่ขอแนะนำเป็นพิเศษ คือ แพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบ One trip ในราคาสุดพิเศษเพียงในงานเกษตรสร้างชาติเท่านั้น 299 บาท/ท่าน (ไม่รวมค่าอาหารกลางวัน) ที่จะพาคุณไปชม ชิม แชะ ครบใน Trip เดียว ที่หนองย่างเสือ จังหวัดสระบุรี

จากกิจกรรมต่างๆ ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตรจะเห็นว่า กรมส่งเสริมเสริมการเกษตรอยู่เคียงข้างพี่น้องเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอาชีพที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ให้กลายเป็นอาชีพหลักที่นำรายได้สู่ประเทศเป็นอันดับต้นๆ เกษตรกรอยู่ดีกินดี และพึ่งพาตนเองได้ และในวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 นี้ ขอเชิญชวนทุกท่านเที่ยวชมงาน และร่วมกิจกรรม ในงาน “เกษตรสร้างชาติ” ซึ่งงานจะจัดขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 ณ สวนลุมพินี

รายงานพิเศษ : อ่างเก็บน้ำบ้านห้วยโป่งอ่อน รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359227

รายงานพิเศษ : อ่างเก็บน้ำบ้านห้วยโป่งอ่อน  รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน

รายงานพิเศษ : อ่างเก็บน้ำบ้านห้วยโป่งอ่อน รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน

วันพุธ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” เป็นโครงการที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำเพื่อสนองพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดยนำภารกิจการดำเนินงานในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการส่วนพระองค์ สถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำตามพระราชดำริพื้นที่ลุ่มน้ำแม่สะงา ลุ่มน้ำปาย และลุ่มน้ำสะมาด – ห้วยหมากกลาง มาเป็นต้นแบบดำเนินการ

“โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยโป่งอ่อน” บ้านแม่สะงา หมู่ที่ 2 ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เป็นอีกหนึ่งโครงการภายใต้ “โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ที่กรมชลประทานดำเนินการ โดยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่สะงา สามารถกักเก็บน้ำได้ 645,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) รองรับพื้นที่การเกษตรบ้านแม่สะงา หมู่ที่ 2 ต.หมอกจำแป่ 1,500 ไร่ บ้านหมอกจำแป่ หมู่ที่ 1 ต.หมอกจำแป่ 700 ไร่ และบ้านกุงไม้สัก หมู่ที่ 2 จ.ปางหมู 300 ไร่ รวมทิ้งสิ้น 2,200 ไร่

นอกจากนี้ ยังใช้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของราษฎรในพื้นที่ ซึ่งครอบคลุมชุมชน 2 หมู่บ้าน คือบ้านแม่สะงา หมู่ที่ 2 และบ้านกุงไม้สัก หมู่ที่ 2 จำนวน 1,131 คน หรือ 362 ครัวเรือน รวมทั้งยังใช้ประโยชน์ด้านปศุสัตว์ทั้งเพื่อการบริโภคและจำหน่ายเป็นรายได้เสริมรวมกันกว่า 6,500 ตัว

นายสุรศักดิ์ วงศ์ชัย หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน กรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งอ่อน ก่อสร้างเมื่อปี 2551 แล้วเสร็จในปี 2552 เป็นอ่างเขื่อนดินมีความยาวสันเขื่อน 120 เมตร สันเขื่อนสูง 23 เมตร ปัจจุบันเกษตรกรได้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ในการทำการเกษตรช่วงฤดูฝนด้วยการปลูกข้าว ช่วงฤดูแล้งจะปลูกกระเทียมกับถั่วเหลือง อย่างเพียงพอตลอดปี

นายอุทัย วงศ์ประเสริฐ เกษตรกรสมาชิกของกลุ่มผู้ใช้น้ำ บ้านแม่สะงา กล่าวว่า เมื่อก่อนจะทำนาปีละครั้งเป็นนาน้ำฝน หลังหมดฤดูทำนาก็ไม่ได้ทำอะไรเพราะน้ำไม่พอ แต่ตอนนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องฝนทิ้งช่วง เพราะมีน้ำจากอ่างเก็บน้ำอย่างเพียงพอ ขณะที่พื้นที่บนเนินก็ปลูกพืชประเภทให้ผลได้เพราะระดับน้ำใต้ดินสูงขึ้น

“หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จก็ปลูกพืชไร่ประเภทถั่วและกระเทียมได้อย่างต่อเนื่อง เพราะมีน้ำเพียงพอ ให้ราษฏรในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ย้ายไปทำงานที่อื่นๆ ทุกคนต่างเห็นผลประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำจึงมารวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำ และร่วมกันบริหารจัดการน้ำจากอ่างเก็นน้ำ โดยมีนายช่างชลประทานเป็นที่ปรึกษาแนะนำ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกร่วม 300 คน” นายอุทัยกล่าว

ปัจจุบัน โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งอ่อน บรรจุอยู่ในโครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน และเมื่อเร็วๆนี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามพระราชประสงค์ของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ที่ทรงห่วงใยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้พระราชทานพระราชกระแสให้ติดตาม ขับเคลื่อน และเร่งรัด รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรค การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ บังเกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบและสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับประเทศ ได้นำ พระราชกระแสดังกล่าว มากำหนดไว้ในแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมชลประทาน ซึ่งมีแนวทางขับเคลื่อน 7 แนวทาง แนวทางที่กรมชลประทานให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือ เร่งรัด การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้สั่งการให้เร่งรัดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ให้แล้วเสร็จตามแผนงานที่วางไว้ พร้อมให้จัดทำแผนปฏิบัติการและติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็นแต่ละภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยโป่งอ่อน แม้จะเป็นโครงการชลประทานขนาดเล็ก แต่ก็สามารถแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้าง
ความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน คือ

….ฟื้นฟูและอนุรักษ์สภาพป่าต้นน้ำลำธาร ให้สามารถเกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของประชากรให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างพอเพียงและมีความสมดุลกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสนับสนุนให้ชุมชนมีเครือข่ายการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างเหมาะสม ภายใต้การสนับสนุนของรัฐและองค์กรในท้องถิ่น….

สหกรณ์เร่งเครื่องส่งเสริมสมาชิก ปรับพื้นที่ปลูก‘ข้าวโพด’หลังนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359223

x

สหกรณ์เร่งเครื่องส่งเสริมสมาชิก ปรับพื้นที่ปลูก‘ข้าวโพด’หลังนา

วันพุธ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะสมาชิกสหกรณ์ เพื่อรับฟังปัญหาอุปสรรคในการเดินหน้าโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ปี 2560/61 ณ แปลงของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด หมู่ 3 ต.วังมะสะ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าวเป็นการปลูกพืชชนิดอื่นที่ตลาดต้องการ เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่สูงขึ้น ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อยและแนวโน้มของตลาดมีความต้องการสูง โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ขานรับนโยบายและเร่งดำเนินการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ปี 2560/61 ในพื้นที่นำร่อง 2 จังหวัด รวม 5,800 ไร่ คือ จังหวัดพิษณุโลก 2,800 ไร่ และจังหวัดอุตรดิตถ์ 3,000 ไร่

นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดและสหกรณ์ ชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิกสหกรณ์ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เป้าหมาย การสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับเรื่องของตลาดและราคารับซื้อผลผลิตที่เป็นธรรม การสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการผลิตที่เน้นหลักวิชาการ ซึ่งสหกรณ์จะเข้ามาดูแลพื้นที่แปลงเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อบริหารจัดการในทุกกิจกรรมการผลิตร่วมกับเกษตรกรสมาชิก เพื่อลดความเสี่ยงในการดำเนินโครงการฯ

“ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เตรียมการจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้แก่สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการฯ นำไปให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อเป็นทุนเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เฉลี่ยรายละ 3,000 บาท/ไร่ โดยได้เน้นย้ำให้เกษตรกรสมาชิกควบคุมดูแลคุณภาพผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้นอีกด้วย” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ยิ่งใหญ่!งานเทคโนโลยีเกษตร ระดมนวัตกรรมสุดล้ำจัดแสดง22-24ส.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359226

x

ยิ่งใหญ่!งานเทคโนโลยีเกษตร ระดมนวัตกรรมสุดล้ำจัดแสดง22-24ส.ค.

วันพุธ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับองค์กรการเกษตรแห่งเยอรมัน (DLG – German Agricultural Society) และ บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่น เอเชีย แปซิฟิค จำกัด กำหนดจัดงาน Agritechnica Asia 2018 งานแสดงเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตร แห่งภูมิภาคเอเชีย พร้อมกับงาน Horti Asia 2018 งานแสดงสินค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตรและนวัตกรรมด้านการปลูกพืชผัก ไม้ผล และดอกไม้แห่งภูมิภาคเอเชีย ที่ฮอลล์ EH98A-98 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ระหว่างวันที่ 22 – 24 สิงหาคม 2561

ทั้งนี้งาน Agritechnica ASIA มีต้นแบบการจัดงานจากประเทศเยอรมนี และเป็นงานแสดงเทคโนโลยีทางการเกษตรที่สำคัญระดับโลก มีผู้ผลิตและผู้ประกอบการชั้นนำด้านเทคโนโลยี ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์พืช ปุ๋ย เคมีเกษตร สารป้องกันและกำจัดโรคพืช และเครื่องจักรกลการเกษตร ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน เพาะปลูก ระบบน้ำ เก็บเกี่ยวผลผลิต ตลอดจนการเก็บรักษา ขนส่ง และการผลิตพลังงานหมุนเวียน ร่วมแสดงงานกว่า 300 บูธ จาก 29 ประเทศ โดยไฮไลท์ของงานจะอยู่ที่การแสดงเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) จากบริษัท AGCO (รถแทรกเตอร์ Massey Ferguson), Topcon, Xarvio Digital Farming และ 30 MHz เพื่อส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น พร้อมงานประชุมสัมมนาวิชาการของนักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร กว่า 138 คน จาก 20 ประเทศ รวมทั้งหมด 52 องค์กร อาทิ สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute : IRRI) และสัมมนา AgriFuture Forum จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย ที่รวบรวมการนำเสนอและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรแบบครบวงจร

ปีนี้ภายในงาน Agritechnica ASIA 2018 กรมส่งเสริมการเกษตร ยังได้ร่วมจัดนิทรรศการ ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และจัดแสดงศักยภาพเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทยในการเป็นผู้นำ และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเกษตรในอาเซียน รวมถึงการนำเกษตรกรต้นแบบ ทั้ง Smart Farmer และ Young Smart Farmer เกษตรกรสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ และ เกษตรกรศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จากทั่วประเทศตลอดจนเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นนักส่งเสริมการเกษตรคนรุ่นใหม่ (future DOAE) เข้าชมงานและร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่และเรียนรู้นวัตกรรมจากหลากหลายประเทศ เพื่อเสริมสร้างความรู้ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการเกษตร และเพิ่มคุณภาพผลผลิต ขับเคลื่อนภาคการเกษตรต่อไป

ส่องเกษตร : ภัยคุกคาม‘ข้าวไทย’(อีกที)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359222

449007

ส่องเกษตร : ภัยคุกคาม‘ข้าวไทย’(อีกที)

วันพุธ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม้ปีนี้เป็นปีที่สดใสยิ่งสำหรับสินค้าข้าวไทย ดังที่ได้รายงานเป็นระยะๆ ว่า ตลาดโลกมีความต้องการซื้อข้าวไทยสูงมาก โดยเฉพาะ “หอมมะลิ” ข้าวพรีเมียมสำคัญที่มีปริมาณการส่งออกเกือบ 20%ของสินค้าข้าวไทยทุกชนิด…ทำให้ราคาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลดีต่อราคาข้าวในประเทศอย่างยิ่งด้วย

แต่ผมเพิ่งเขียนไป 2-3 สัปดาห์ก่อนถึง“ภัยคุกคาม” ในอนาคตอันใกล้ จากการที่สหรัฐอเมริกาได้พัฒนา “ข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่” ถึง 3 สายพันธุ์คือ จัสมิน“Aroma17,จัสมิน“CLJ 01” และจัสมิน “Calaroma 201” ที่มีคุณภาพเยี่ยม ความนุ่มหอมอร่อยทัดเทียมข้าวหอมมะลิไทย แต่ให้ผลผลิตสูงกว่ามากคือ ผลผลิตสูงถึงไร่ละกว่า 1,600 กก. ซึ่งเริ่มส่งเสริมชาวนา“ลุงแซม”เพาะปลูกแล้ว ทำให้ปริมาณส่งออกข้าวไทยไปสหรัฐลดลงทุกปี นอกจากนั้นยังน่าห่วงว่า ในอนาคต“ข้าวหอมสหรัฐ”ที่ผลิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจะกลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญยิ่งของหอมมะลิไทยในตลาดสำคัญๆ ทั่วโลกด้วย

พอวันจันทร์ที่ผ่านมานี้เอง ก็ได้ยินข่าวไม่สู่ดีที่จะมีผลกระทบต่ออนาคตข้าวหอมมะลิไทยซ้ำอีกเรื่องหนึ่ง จึงจำเป็นต้องเขียนถึง“ภัยคุกคาม”นี้อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เร่งศึกษาข้อมูลและวางแผนรับมือกันให้ดี…อย่าให้สายเกินไป

ข่าวที่ได้ยินมาเมื่อวันจันทร์เป็นการระบุของรศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่พูดในรายการวิทยุคลื่นหนึ่ง ทั้งยังเขียนเรื่องเดียวกันนี้ลงหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งด้วย ในหัวข้อว่า“ข้าวไทยจะสูญพันธุ์ในตลาดจีนจริงหรือ?”

ดร.อัทธ์ซึ่งได้รศ.จากผลงานวิชาการในการวิจัยเรื่อง“ข้าว”อย่างลึกซึ้ง พูดและเขียนเรื่องนี้ ด้วยเนื้อหาจากที่ร่วมคณะกับกระทรวงพาณิชย์ไปเก็บข้อมูลตลาดข้าวไทยที่เมืองเซี่ยงไฮ้, เมืองหางโจว และเมืองหนิงโปในมณฑลเจ้อเจียงตอนเหนือของจีน เพื่อดูปัญหาอุปสรรคและแสวงหาโอกาสของข้าวไทยในตลาดจีนเมื่อ 14-16 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งสรุปได้ว่า ตลาดข้าวไทยในจีนตอนเหนือโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิกำลังย่ำแย่ลง และมีแนวโน้มจะลามไปถึงจีนตอนใต้ที่ตลาดข้าวไทยยังดีอยู่ด้วย

“ข้าวไทยในตลาดจีนจะสูญพันธุ์หรือไม่?”เป็นคำถามที่ท้าทายสำหรับประเทศไทยอย่างมาก หากเราไม่ปรับตัวอย่างเร่งรีบ มีโอกาสที่ส่วนแบ่งในตลาดจีนจะลดลงอย่างต่อเนื่องแน่นอน และเป็นศูนย์ในที่สุด…นี่คือ สิ่งที่ดร.อัทธ์เขียนไว้

ตลาดข้าวไทยในจีนที่เลวร้ายลง มีหลายสาเหตุ เช่น ระบบปกป้องข้าวในประเทศของจีนเอง ด้วยการให้โควตาและคุมเข้มข้าวที่นำเข้า แต่ประเด็นที่ดูหนักหนายิ่งก็คือ การที่คนจีนเริ่มคลายความนิยมต่อข้าวหอมมะลิไทย เนื่องจากระยะหลังๆมานี้ “หอมน้อยลง” หรือ “ไม่หอมเลย” ก็มี…เป็นปัญหาเรื่องคุณภาพ หรือการควบคุมมาตรฐานความหอมของข้าวไทยมีปัญหา

อีกประเด็นที่หนักหนายิ่งคือ การที่จีนสามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ชื่อ “อู๋ ชาง (Wu Chang Rice)” ขึ้นตอบสนองรสนิยมคนจีนแทนข้าวหอมมะลิไทยได้เป็นอย่างดี โดยเป็นข้าวแบบ “4 ดี” คือ นิ่มดี, เหนียวดี, กลิ่นหอมดี และ มี GI ดี(Geographical Indications สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่ง) คือเป็นข้าวที่ผลิตที่เมือง “อู๋ ชาง” ในมณฑลเฮย์หลงเจียง (เหมือนข้าวหอมมะลิไทยที่ได้ GI อย่างหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้หรือหอมมะลิสุรินทร์) นับเป็นความภาคภูมิใจของจีนด้วย

นอกจากคุณภาพสูงแล้ว ข้าว“อู๋ ชาง”ยังให้ผลผลิตสูงมากถึงไร่ละ 1.8 ตัน หรือ 1,800 กก. ที่น่าทึ้งคือ เพาะปลูกในพื้นที่มณฑลเฮย์หลงเจียงอันหนาวเหน็บและมีสภาพดินเค็มได้ ซึ่งข้าวอู๋ ชาง มีราคาใกล้เคียงหรือถูกกว่าหอมมะลิไทยที่ขายในจีน ทำให้กำลังเป็นที่นิยมแทนหอมมะลิไทยอย่างรวดเร็ว

น่าห่วงกว่านั้นคือ การขยายพื้นที่ปลูกข้าวพันธุ์นี้ รวมถึงจีนนำเอาเทคโนโลยีการผลิตข้าวพันธุ์นี้เข้าไปร่วมพัฒนาปลูกในประเทศต่างๆเช่นในกัมพูชา เพื่อส่งกลับไปขายจีนหรือส่งขายตลาดโลกด้วยดังนั้นในอนาคตนอกจากไทยอาจเสียตลาดข้าวหอมในจีนแล้ว ยังอาจโดนข้าวจีนแย่งตลาดอื่นๆ อีกด้วย

ทั้งสหรัฐและจีนล้วนเคยเป็นตลาดใหญ่สำคัญสุด ที่ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปได้สูงมาก แต่ตอนนี้ไม่เพียงส่งไปได้น้อยลง ยังมีแนวโน้มในอนาคตที่ข้าวหอมจาก 2 ประเทศนี้ จะขึ้นมาเป็นคู่แข่งใหญ่ ที่บดบี้ข้าวหอมไทยในตลาดโลกอย่างหนัก

จึงถึงเวลาที่ต้องวางแผนรับมืออย่างจริงจัง ดังที่ดร.อัทธ์ระบุว่า ถึงขั้นต้องปฏิรูปหรือปฏิวัติระบบข้าวไทยเลยทีเดียว!

สาโรช บุญแสง

รักษ์เกษตร : เลี้ยงสัตว์ตามแบบเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/358919

x

รักษ์เกษตร : เลี้ยงสัตว์ตามแบบเกษตรอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความรู้ความเข้าใจในเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ในระบบการเลี้ยงสัตว์ อย่างละเอียดด้วยครับ

ฉัตรชัย นภพิตำ

อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

 

คำตอบ

วิธีการทำเกษตรอินทรีย์ในระบบการเลี้ยงสัตว์ สรุปได้ดังนี้

1.เป็นระบบที่คำนึงถึงความสมดุลของดิน พืช และสัตว์ ใช้หลักความหลากหลายทางชีวภาพ พืช สัตว์ จุลินทรีย์ ระบบนิเวศน์ และสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์
พืช และเศษเหลือเป็นอาหารสัตว์ มูลสัตว์เป็นอาหารของพืชและจุลินทรีย์ มีการจัดการระบบของเสียจากฟาร์ม เช่น การปลูกพืชที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้มูลสัตว์ในฟาร์มมาปรับปรุงดิน หรือจัดการหมุนเวียนบำบัดน้ำเสียจากฟาร์มมาใช้ปลูกพืช

2.ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี สารสังเคราะห์ใดๆ และอาหารสัตว์ที่มาจากการตัดต่อ พันธุกรรม ที่มีผลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อม

3.เน้นการจัดการฟาร์มที่สมดุลระหว่างการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ ให้เกิดความสมดุลระหว่างจำนวนสัตว์และอาหารสัตว์ในฟาร์ม

4.เน้นการเลือกใช้พันธุ์สัตว์ พันธุ์พืช อาหารสัตว์ที่เหมาะสม ทรัพยากร อากาศ
สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น เช่น ไก่ เป็ด โค กระบือ แพะพื้นเมือง และพันธุ์สัตว์ที่พัฒนาคัดเลือกสายพันธุ์ในประเทศ เพราะทนทานต่อโรค และกินอาหารสัตว์ในท้องถิ่นได้ดี

5.เน้นการจัดการสัตว์เลี้ยงให้อยู่ได้ตามธรรมชาติ และพฤติกรรมของสัตว์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ให้แข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคได้โดยธรรมชาติ

6.จัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ความหนาแน่น การระบายอากาศ ต้องเลี้ยงสัตว์แบบปล่อย ให้สัตว์ได้สัมผัสดิน แสงแดด มีคอก
โรงเรือนคุ้มแดด ฝน และความร้อน โดยมีการจัดความสะอาดที่เหมาะสม

7.จัดการอาหารสัตว์ ในสัดส่วนที่เหมาะสม ปลูกพืชอาหารสัตว์ทางเลือก ที่ปลูกง่ายในท้องถิ่น มีคุณค่าทางอาหารสูง เช่น ธัญพืช พืชสกัดน้ำมันที่ไม่ใช้สารเคมี ถั่วต่างๆ ใบมันสำปะหลัง ใบกระถิน สาหร่าย ทำน้ำหมักชีวภาพด้วยจุลินทรีย์ เลี้ยงสุกรและไก่ในแปลงหญ้า ปลูกพืชทดแทนการใช้อาหารสำเร็จรูป หลีกเลี่ยงการปลูกพืชนำเข้า และมาจากการตัดต่อพันธุกรรม

8.มีการจัดระบบการป้องกันโรค
ลดความเสี่ยงการติดโรค ทำความสะอาดอุปกรณ์และบริเวณเลี้ยงสัตว์ ควบคุมยานพาหนะ และคนเข้าออกฟาร์ม กักสัตว์ใหม่เข้าฟาร์ม หรือเลี้ยงสัตว์ในที่ห่างไกลจากชุมชน

9.การใช้สมุนไพร และน้ำหมักชีวภาพที่มาจากสารธรรมชาติ เป็นการป้องกันโรค และเสริมสุขภาพ ใส่ส่วนผสมของสมุนไพรผง ฟ้าทะลายโจร ไพล ขมิ้นชัน ลงในอาหารไก่ หรือสุกร ทดแทนการใช้สารปฏิชีวนะเร่งการเจริญเติบโต ป้องกันโรคทางเดินหายใจ และทางเดินอาหารในสัตว์ได้ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้สมุนไพรป้องกันและรักษาโรคสัตว์ เช่น การถ่ายพยาธิด้วยมะเกลือ หญ้ายาง เป็นต้น

ที่สำคัญคือ ต้องพึ่งพาตนเอง โดยใช้ปัจจัยการผลิตภายในให้มากที่สุด ให้ใช้พันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ ที่ผลิตได้เอง หรือเครือข่ายที่อยู่ใกล้ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนการผลิต

นาย รัตวิ