รายได้เกษตรกรเพิ่มต่อเนื่อง สศก.คาดแนวโน้มเดือนกันยายนยังอยู่ในเกณฑ์ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360256

x

รายได้เกษตรกรเพิ่มต่อเนื่อง สศก.คาดแนวโน้มเดือนกันยายนยังอยู่ในเกณฑ์ดี

วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนกรกฎาคม 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2560 ร้อยละ 6.38 โดยดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาเดือนกรกฎาคม 2561 ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2560 ร้อยละ 0.93 สินค้าที่ราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา เนื่องจากการส่งออกชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก สับปะรดเนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดต่อเนื่อง และ ไก่เนื้อราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตยังคงออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการบริโภค ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว ผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงแป้งและลานมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เนื่องจากโรงงานอาหารสัตว์มีความต้องการและยังอยู่ในช่วงผลผลิตฤดูใหม่เพิ่งทยอยสู่ตลาด ลำไยเนื่องจากความต้องการในประเทศยังคงมากกว่าผลผลิต และไข่ไก่เนื่องจากปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดน้อย ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนกรกฎาคม 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2560 ร้อยละ 7.37 สินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา มันสำปะหลัง สับปะรด ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ ลำไย มังคุด เงาะโรงเรียน และสุกร

หากมองถึงแนวโน้มดัชนีรายได้ ราคา และผลผลิตสินค้าเกษตรในเดือนสิงหาคม – กันยายน 2561 พบว่า แนวโน้มรายได้ของเกษตรกรวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนสิงหาคม 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2560 ร้อยละ 5.67 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.54 โดยสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และลำไย ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลงร้อยละ 3.54 สินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ สับปะรด มังคุด ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และกุ้งขาวแวนนาไม ทั้งนี้ เดือนกันยายน 2561 ดัชนีรายได้เกษตรกรคาดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยดัชนีราคาคาดว่าจะทรงตัว ขณะที่ดัชนีผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาทิ ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เงาะ สุกร และไข่ไก่

กยท.เปิด9นวัตกรรมคว้ารางวัล ปูทางสู่องค์กรชั้นนำระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360254

x

กยท.เปิด9นวัตกรรมคว้ารางวัล ปูทางสู่องค์กรชั้นนำระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการแทนผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยว่า กยท. ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาวิจัยสร้างนวัตกรรมยางพาราของไทยให้ก้าวหน้า และได้จัดประกวดนวัตกรรมการยางแห่งประเทศไทย ประจำปี 2561 ซึ่งปรากฏว่ามีผู้เสนอผลงานเข้าประกวดถึง 32 นวัตกรรม แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทสิ่งประดิษฐ์ ประเภทบริหาร และประเภทบริการ ซึ่งมีผลดังนี้

ประเภทสิ่งประดิษฐ์ ผลงานนวัตกรรมการขยายพันธุ์ยางแนวใหม่ลดต้นทุนเวลา ของ ดร.วิทยา พรหมมี ได้รับรางวัลชนะเลิศ, นวัตกรรมการจัดสวนยางที่เหมาะสม(GAP)เพื่อผลิตน้ำยางคุณภาพดีกลุ่มสหกรณ์โรงงานยางแผ่นรมควันของ ดร.พิสมัย จันทุมา ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ และนวัตกรรมการผลิตยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมียมมาตรฐาน GMP ของ อาจารย์ปรีดิ์เปรม ทัศนกุล และคณะ ได้รางวัลชมเชย

ประเภทบริหาร นวัตกรรมเครื่องผลิตยางเครพขาวจากยางก้อนถ้วยของ นายชยพล สัตย์ธรรม ได้รับรางวัลชนะเลิศ, นวัตกรรมระบบการจัดการข้อมูลเกษตรกรชาวสวนยางพาราเพื่อแก้ปัญหาการตรวจสอบสถานะผู้ค้ำประกันและคำนวณดอกเบี้ยในการยกระดับการบริหารงานมาตรา 49(5) ของ ดร.ธรรมรัตน์ บุญรอด อาจารย์สุขสันต์ พรมบุญเรือง และนายยุทธพล สัตย์ธรรม ได้รางวัลรองชนะเลิศ และผลงานนวัตกรรมการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดเพื่อธุรกิจของ นายชยพล สัตย์ธรรม ได้รับรางวัลชมเชย

ประเภทบริการ นวัตกรรมระบบสารสนเทศและการจัดการสหกรณ์การยางแห่งประเทศไทย ของนายประดิษฐ์ ร่มสุข และนายทนงศักดิ์ ศิวะพรประสงค์ ได้รางวัลชนะเลิศ, นวัตกรรมโปรแกรมประยุกต์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการคำนวณสูตรปุ๋ยที่เหมาะสมสำหรับสวนยางพารา ของ นายนิลวัฒน์ นิลสุวรรณ ได้รางวัลรองชนะเลิศ และ นวัตกรรมตลาดนัดไก่พื้นเมือง 4.0 ของ นายวัลลภ โศภิษฐพันธ์ ได้รางวัลชมเชย

“การจัดประกวดนวัตกรรมครั้งนี้มีส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ กยท. ก้าวไปสู่การเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกในการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ ซึ่งกยท.จะพัฒนาศักยภาพให้มีความเชี่ยวชาญด้านยางพาราในทุกสถานการณ์ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำถึงปลายน้ำในทุกมิติ” นายเยี่ยม กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 27 สิงหาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360253

586851

ชายคาพระพิรุณ : 27 สิงหาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลับมาพบกับ “ขุนเกษตรา” กันอีกเช่นเคยครับ…ในที่สุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแต่งตั้ง นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เป็น ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามคาด ถือว่าได้คนมีความรู้ ความสามารถ เป็นลูกหม้อกระทรวงเกษตรฯเข้ามาบริหาร สำหรับประวัติ นายอนันต์ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 2523 ปริญญาโท ปริญญาพัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิตทางพัฒนาการเศรษฐกิจ เกียรตินิยมดีมาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 2535 หลักสูตรพิเศษ อาทิ การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 4 สถาบันพระปกเกล้า 2548 การบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูงรุ่นที่ 6 สถาบันพระปกเกล้า 2551 ป้องกันราชอาณาจักร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร 2555

ประสบการณ์การทำงาน รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และปัจจุบันอธิบดีกรมการข้าว มีผลงานและรางวัลมากมาย อาทิ ผลงานวิจัยรางวัลดีเด่น ประจำปี 2550 ประเภทงานวิจัยประยุกต์ ถั่วเขียวผิวดำพันธุ์ชัยนาท 80 ผลงานวิจัยรางวัลชมเชย ประจำปี 2550 งานวิจัยพื้นฐาน ศึกษาปริมาณแป้งในน้ำอ้อย และนักวิจัยดีเด่น การปรับปรุงพันธุ์ยางพันธุ์ฉะเชิงเทรา 50…ขุนเกษตรา ของแสดงความยินดี และฝากความหวังว่าท่านจะใช้ความรู้ ความสามารถช่วยแก้ไขปัญหาและนำพาเกษตรกรไทยให้หลุดพ้นจากความยากจนได้สักทีนะครับ…

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ร่วมเปิดงาน “ไมซ์เพื่อชุมชน มิติใหม่อุตสาหกรรมไมซ์” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ โดยคัดสรรสหกรณ์ที่มีศักยภาพ 35 แห่ง เป็นพื้นที่นำร่องพัฒนาเป็นแหล่งศึกษาดูงาน โดย นายพิเชษฐ์ บอกว่า ความร่วมมือโครงการ “ไมซ์เพื่อชุมชน” มีเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากให้เข้มแข็ง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลทึ่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งกระจายรายได้สู่ชุมชนต่างๆ โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นตัวขับเคลื่อน มีสหกรณ์เป็นศูนย์กลางของชุมชน ทำหน้าที่นำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของพื้นที่ รวมถึงรวบรวมสินค้าพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งสินค้าอาหาร ขนมพื้นบ้าน สินค้าเกษตรแปรรูป หรือผลิตภัณฑ์ชุมชน มานำเสนอคนเข้ามาศึกษาดูงาน และเกิดการบอกต่อเรื่องราวเหล่านั้นขยายออกไปในวงกว้าง ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะนำโครงการ “ไมซ์เพื่อชุมชน” มาเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง ภายใต้โครงการ 1 อำเภอ 1 สหกรณ์การเกษตร เพื่อให้สหกรณ์ทำหน้าที่ในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่และส่งเสริมรายได้ให้กับชาวบ้านในชุมชนต่างๆ…นับว่าโครงการนี้จะเป็นโอกาสดีของสหกรณ์ ที่จะเปิดรับประสบการณ์ ความรู้ แนวความคิดใหม่ๆ จากภาคเอกชนที่จะเข้าไปจัดกิจกรรมและศึกษาดูงานซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนแนวคิดและนำเสนอวิธีการในการบริหารจัดการสินค้าและการให้บริการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของชุมชน ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ เสริมทักษะพัฒนาอาชีพ ส่งเสริมให้สหกรณ์ในแต่ละชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรฐานรากของประเทศมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

ขุนเกษตรา

ปูพรมพัฒนาตลาดสินค้าปลอดภัย เกษตรฯจับโฮมโปรเปิดพื้นที่จำหน่าย85สาขาทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360255

x

ปูพรมพัฒนาตลาดสินค้าปลอดภัย เกษตรฯจับโฮมโปรเปิดพื้นที่จำหน่าย85สาขาทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า รัฐบาลใช้นโยบายการตลาดนำการผลิตในภาคการเกษตร เป็นแนวคิดในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่ เพื่อให้ปริมาณการผลิตและความต้องการสินค้าเกษตรเกิดความสมดุลกัน โดยสนับสนุนให้เกษตรกรเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ตลอดจนเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้การขายสินค้าและให้ผู้บริโภคพบกับเกษตรกรได้โดยตรง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ร่วมมือ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ให้เกษตรกรมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตสินค้าเกษตรโดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ผลิตตามระบบ การผลิตสินค้าเกษตรที่ดีมีคุณภาพ ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรจากตลาดเกษตร และเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) โดยกำหนดให้เกษตรกรผู้ผลิตเป็นผู้จำหน่ายสินค้าเอง ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจำหน่ายอย่างทั่วถึง เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้พบปะกับผู้บริโภคโดยตรง ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต ให้ผลิตสินค้า มีคุณลักษณะและปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ในขณะที่ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพ และความปลอดภัยของสินค้า ส่งผลให้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้แบบค่อยเป็น ค่อยไป เป็นวิถีดำเนินการที่เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตรที่ดี และเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจะคัดเลือกจังหวัดที่มีศักยภาพ มีความพร้อม และกรณีที่พื้นที่จังหวัดใดมีปัญหาสินค้าเกษตรอยู่ในช่วงกระจุกตัวของฤดูกาลผลิต บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จะช่วยเปิดพื้นที่เพื่อช่วยกระจายสินค้าเกษตร ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่ทำร่วมกับภาคเอกชน ที่ให้ความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตร ที่พัฒนาผ่านกระบวนการในงานส่งเสริมการเกษตร ซึ่งผลสำเร็จจากความร่วมมือนี้ จะช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางในการกระจายสินค้าเกษตรปลอดภัย มีตลาดรองรับสินค้า เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถลดต้นทุนในการเคลื่อนย้ายสินค้าจากแหล่งผลิตถึงผู้บริโภคได้

‘ไทย-จีน’ลงนามความร่วมมือระหว่างประเทศ ส่งออกเนื้อสัตว์ปีก-ชิ้นส่วนสัตว์ปีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360029

'ไทย-จีน'ลงนามความร่วมมือระหว่างประเทศ ส่งออกเนื้อสัตว์ปีก-ชิ้นส่วนสัตว์ปีก

‘ไทย-จีน’ลงนามความร่วมมือระหว่างประเทศ ส่งออกเนื้อสัตว์ปีก-ชิ้นส่วนสัตว์ปีก

วันศุกร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 19.40 น.

24 ส.ค.61 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายหวัง หย่ง มนตรีแห่งรัฐของจีน เป็นสักขีพยานในการร่วมลงนามระหว่าง นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย และ H.E. Mr. Zou Zhiwu รองเลขาธิการจากสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ในพิธีสารระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย กับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบ การกักกันและสุขอนามัยทางสัตวแพทย์ เพื่อการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งและชิ้นส่วนสัตว์ปีก จากประเทศไทยไปยังประเทศจีน ในการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 6 กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 21 – 25 ส.ค.61 ณ ประเทศไทย พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ , นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผอ.กรป.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายตลาดการส่งออก สร้างโอกาสการลงทุนทางการค้า และเพิ่มปริมาณและมูลค่าการส่งออกของสินค้าปศุสัตว์ของไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น

โดยสาระสำคัญของพิธีสารดังกล่าว ได้มีการกำหนดให้ฝ่ายไทยมีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบ การกักกันและการออกใบรับรองสุขอนามัยสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง และชิ้นส่วนสัตว์ปีกที่จะส่งออกไปยังประเทศจีน และฝ่ายไทยต้องให้ข้อมูลและเอกสารต่างๆ ได้แก่ กฎระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการฆ่าและการชำแหละสัตว์ปีก การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งและชิ้นส่วนสัตว์ปีกรวมถึงกระบวนการตรวจสอบและกักกัน รวมถึงข้อมูลการติดตามและเฝ้าระวังสารตกค้าง สารปนเปื้อน โรคติดต่อและเชื้อก่อโรค โดยกำหนดให้มีการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับและต้องติดฉลากผลิตภัณฑ์โดยระบุรายละเอียดต่างๆ เช่น เลขทะเบียนสถานประกอบการ เลขที่ชุดการผลิต วันที่ผลิต อายุการเก็บรักษา และอุณหภูมิที่ใช้ในการเก็บรักษา เป็นต้น และต้องมีใบรับรองสุขอนามัยแนบไปกับตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งและชิ้นส่วนสัตว์ปีกด้วย

ซัด กยท.!! แกนนำสวนยางจี้เลิกประมูลปุ๋ยเคมี ปูดเทยางสต๊อกราคาต่ำซ้ำเติมเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360015

ซัด กยท.!! แกนนำสวนยางจี้เลิกประมูลปุ๋ยเคมี ปูดเทยางสต๊อกราคาต่ำซ้ำเติมเกษตรกร

ซัด กยท.!! แกนนำสวนยางจี้เลิกประมูลปุ๋ยเคมี ปูดเทยางสต๊อกราคาต่ำซ้ำเติมเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 19.15 น.

ซัด กยท.!! แกนนำสวนยางจี้เลิกประมูลปุ๋ยเคมี ปูดเทยางสต๊อกราคาต่ำซ้ำเติมเกษตรกร

24 ส.ค.61 นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สยยท.) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.) เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกร และโรงงานขนาดเล็กว่าทางหน่วยธุรกิจของ กยท. คือ บียู ได้นำยางในสต็อก ออกมาขายในราคา 39.50 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) ต่ำกว่าราคาตลาดโดยเฉลี่ย 5-6 บาทต่อ กก. และสูงกว่าราคาขี้ยาง 1-2 บาทต่อ กก. เรื่องนี้ตั้งคำถามว่าเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรหรือไม่

นอกจากนี้ มีปัญหาในการบริหารของ กยท.ที่ต้องเร่งแก้ไขหลายประเด็น เช่น กรณีซื้อปุ๋ยเคมีแจกเกษตรกรสวนยาง ประมูลครั้งละ 7 หมื่นตัน แต่เมื่อเทียบยี่ห้อเดียวกันกลับมีราคาแพงกว่าท้องตลาดตันละ 3 พันบาท ทุกปีมีความล่าช้ากว่าเกษตรกรจะได้ใช้ปุ๋ยจาก กยท.ต้องรอข้ามไปอีกปี เพราะติดขั้นตอนประมูล ซึ่ง กยท.ควรเลิกประมูลปุ๋ยเคมีได้แล้ว เปลี่ยนมาโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ให้ไปซื้อเลือกใช้ปุ๋ยเคมีได้เองที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และต้นยาง โดย กยท.จะไม่ต้องจ่ายค่าบริหาร ค่าเก็บรักษา ค่าขนส่ง

อีกทั้งยังมีการใช้งบบริหารในหน่วยงานสูง เพราะใช้คนมากโดยไม่จำเป็น เช่น ตั้ง ผอ.เขต กับตั้งผอ.จังหวัดเล็ก ให้มีคนมีตำแหน่งเท่ากับจังหวัดใหญ่ และปัญหาการควบรวม 3 องค์กร เช่น องค์การสวนยาง กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง กับสถาบันวิจัยยาง ของกรมวิชาการเกษตร แต่นำมารวมไว้กับ กยท. ทำให้งานซ้ำซ้อน เพราะกรมวิชาการเกษตรยังมี พ.ร.บ.ควบคุมยาง โดยมีการเสนอให้สถาบันวิจัยยางควรไปสังกัดกรมวิชาการเกษตรตามเดิม เพื่อลดค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ได้รวมองค์กรทั้ง 3 แห่งไว้ด้วยกัน ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงเงินมาตรา49(1) ใช้เงินบริหารจากการเก็บค่าธรรมเนียมส่งออกยาง กิโลกรัมละ 2 บาท เก็บได้ปีละราว 8 พันล้านบาท เกิดปัญหางบบริหารไม่พอใช้ เรื่องนี้จะต้องเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร โดยเฉพาะประธานบอร์ด กยท.ที่ตั้งโดยรัฐบาล จะต้องประสานกับภาครัฐ วิ่งล็อบบี้ รัฐบาลของบมาเพิ่มได้หรือไม่ ต้องรอดูเพาเวอร์ประธานบอร์ด กยท.

ด้านแหล่งข่าวจาก กยท. เผยถึงสาเหตุที่ บียู ต้องนำยางออกมาจำหน่าย เนื่องจาก นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการ กยท.สั่งระงับการซื้อขายยางจากโรงงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยก่อนหน้านั้นโรงงานก็ซื้อยางมาเก็บ แล้วขายไม่ได้ ทางบอร์ดก็กลัวว่าจะเป็นยางเก่าที่เพิ่มใหม่อีก จึงสั่งให้ บียู เคลียร์ขายให้หมด ยอมรับว่าขายต่ำบ้างสูงบ้าง และในเร็วๆนี้จะมีการขายยางในสต๊อก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางจำนวน 5.3 หมื่นตัน และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง จำนวน 5.1 หมื่นตัน รวม 1.04 แสนตัน ซึ่งมีภาระค่าโกดังปีละ 99 ล้านบาท ค่าประกันภัย 42 ล้านบาท ค่าบริหารโครงการ (ค่าจ้างลูกจ้าง รปภ.ค่าพาหนะ เบี้ยเลี้ยง ที่พักและค่าใช้จ่ายสำนักงาน) 15 ล้านบาท รวมเป็นค่าใช้จ่าย 156 ล้านบาท ปัจจุบันได้ชำระหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  (ธ.ก.ส.) แล้ว 1.43 หมื่นล้านบาท คงเหลือ 1.72 หมื่นล้านบาท

“การใช้ยางในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการทำถนนยางพารามีเอกชนผู้ผลิต นำเข้ายางมะตอย ไม่เห็นด้วย อ้างเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่มีราคาการปรับเปลี่ยนไปตามอุปสงค์และอุปทานของตลาด จึงไม่มีความเหมาะสมในการนำยางพาราปริมาณมากมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง เช่น ทำถนน และเมื่อกลับมาย้อนคิดก็เข้าทางบอร์ด เนื่องจากหากเพิ่มการใช้ยางในประเทศ  50% จากปัจจุบันอัตราค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ส่งออกยาง(เซสส์) ในอัตรา กก.ละ 2 บาท หากเก็บได้ปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท ถ้าหั่นรายได้เหลือ 50% รายได้ขาดหายไปครึ่งหนึ่ง ซึ่งในบอร์ดมีการถกกันว่าในอนาคตจำเป็นที่จะต้องหั่นเงินอุดหนุนเกษตรกรปลูกแทนจากไร่ละ 1.6 หมื่นบาท อาจเหลือแค่ 3 พันบาทต่อไร่ เพื่อทำให้ กยท.เลี้ยงตัวเองได้ จึงทำให้การใช้ยางในประเทศไม่มีความคืบหน้า” แหล่งข่าว กล่าว

กษ.กางสต๊อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ชี้เกษตรกรหันปลูกมันเหตุต้นทุนต่ำกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359960

กษ.กางสต๊อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ชี้เกษตรกรหันปลูกมันเหตุต้นทุนต่ำกว่า

กษ.กางสต๊อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ชี้เกษตรกรหันปลูกมันเหตุต้นทุนต่ำกว่า

วันศุกร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 17.06 น.

กษ.กางสต๊อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ชี้เกษตรกรหันปลูกมันเหตุต้นทุนต่ำกว่า

24 ส.ค.61 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2561 ว่า มีเนื้อที่เพาะปลูก รวมอยู่ที่ 6.708 ล้านไร่ ลดลงจากปีที่แล้วที่จำนวน 6.716 ล้านไร่ ลดลงร้อยละ 12 ผลผลิตรวม 5.003 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 4.957 ล้านตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 746 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ให้ผลผลิต 738 กิโลกรัมต่อไร่

ทั้งนี้ ในการปลูกข้าวโพดรุ่นแรก ระหว่างเดือน มี.ค.-ต.ค. มีปริมาณลดลงเนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง เช่น ราคาเมล็ดพันธุ์และสารเคมี เกษตร จึงปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกมันสำปะหลังโรงงาน และอ้อยโรงงาน เพราะราคาจูงใจ

ด้านราคาที่เกษตรกรขายได้ความชื้น 14.5 % ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค.61 อยู่ที่กิโลกรัมละ 8.23 บาท เพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 6.26 บาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 31.47 โดยผลผลิตรุ่น 1 เริ่มทยอยออกสู่ตลาดแล้วในเดือน ส.ค.นี้ และจะออกมากช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย. รัฐบาลโดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์(นบขพ.) กำหนดให้คงสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศในอัตราส่วน 1 : 3 ยกเว้นเฉพาะช่วงระหว่างวันที่ 15 มิ.ย.-15 ส.ค. กำหนดสัดส่วนในอัตรา 1 : 2 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวมีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย และเพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งมีผลผลิตออกสู่ตลาดมาก โดยมาตรการดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์และตามความเหมาะสม ทั้งยังได้ขอความร่วมมือให้โรงงานอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ความชื้น 14.5% ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลด้วย

“ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้อีก 3 ล้านตัน ได้นำเข้าวัตถุดิบทดแทน เช่น ข้าวสาลี กระทรวงเกษตรฯจึงส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนาปี 2561 หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 ช่วงเดือน พ.ย.-ก.พ. ในพื้นที่ 32 จังหวัด บริเวณภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน ได้ร่วมหารือกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ สมาคมเมล็ดพันธุ์ กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อให้ภาคเอกชนร่วมมือในการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาในราคาขั้นต่ำ ณ ความชื้น 30% ที่ราคา 5 บาทต่อกิโลกรัม” นายวิณะโรจน์ กล่าว

พร้อมนี้ ได้มีการหารือแนวทางการดำเนินการประกันภัยให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาในพื้นที่ 2 ล้านไร่ ระยะเวลาคุ้มครองเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ย.2561-เม.ย.2562 ดำเนินการผ่านสมาคมประกันวินาศภัยไทย จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ก.ย.นี้

รายงานพิเศษ : ชี้ช่องทางใหม่ในการปรับปรุงและขึ้นทะเบียนเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359699

รายงานพิเศษ : ชี้ช่องทางใหม่ในการปรับปรุงและขึ้นทะเบียนเกษตรกร

รายงานพิเศษ : ชี้ช่องทางใหม่ในการปรับปรุงและขึ้นทะเบียนเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) ตั้งแต่ ปี 2552 โดยจัดทำฐานข้อมูลเกษตรกรเป็นรายครัวเรือน เพื่อทราบสถานการณ์การผลิต ประกอบการวางแผนพัฒนาด้านการเกษตรของประเทศ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และสนับสนุน การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลต่างๆ ตลอดจนเป็นฐานข้อมูลสำหรับตรวจสอบ การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีเกิดภัยพิบัติ โดยจะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนเกิดภัยพิบัติแล้วเท่านั้น

นายสมจิตร ธีระบุญชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น ได้มีการนำฐานข้อมูลเกษตรกรด้านการปลูกพืช เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ เข้ามารวมอยู่ในฐานเดียวกัน มีการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ให้มีความน่าเชื่อถือและตรงกับข้อเท็จจริงมากที่สุด โดยปรับปรุงให้สามารถวาด พื้นที่แปลงของเกษตรกรได้โดยการเชื่อมโยงกับระบบการวาดแปลง โปรแกรม Qgis, GIS agro และFAARMIS application ในการวาดแปลงได้โดยใช้ tablet ในการดึงภาพแผนที่ ภาพถ่ายดาวเทียมมาค้นหาพิกัด ช่วยลดขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก เพราะเป็นการตรวจสอบพื้นที่ปลูกที่แท้จริง

ดังนั้น เกษตรกรสามารถเข้าไปตรวจสอบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ด้วยตนเอง ได้ที่แอพพลิเคชั่น DOAE Farm book สำหรับผู้ใช้ทั่วไป เพื่อแจ้งปลูกและปรับปรุงข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร สำรวจ/ตรวจสอบสมาชิกของครัวเรือน ติดตามสิทธิ์ตามโครงการและมาตรการของรัฐที่ผูกพันกับการเพาะปลูกของครัวเรือน และแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ได้ปรับปรุงและเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่ ประกอบด้วย ปรับปรุงการแจ้งปลูกสำหรับไม้ผลและไม้ยืนต้น ปรับปรุงการจัดการรูปถ่ายให้ส่งขึ้นระบบเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนถ่ายภาพแปลงปลูกได้ง่ายขึ้นด้วยการแยกแท็บเฉพาะ และปรับปรุงเลเอาส์ของแอพพลิเคชั่นให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น

สำหรับแอพพลิเคชั่น DOAE Farm book และอัพเดทเวอร์ชั่น สามารถดาวน์โหลดฟรีได้แล้วที่ Google play

สมจิตร ธีระบุญชัยกุล

สมจิตร ธีระบุญชัยกุล

วิกฤติแล้ง‘ตาพระยา’คลี่คลาย ฝนหลวงแจงบินปฏิบัติการสำเร็จช่วยได้ทันท่วงที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359697

x

วิกฤติแล้ง‘ตาพระยา’คลี่คลาย ฝนหลวงแจงบินปฏิบัติการสำเร็จช่วยได้ทันท่วงที

วันศุกร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการปรับแผนปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ภัยแล้ง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว อย่างเร่งด่วน โดยตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงสระแก้ว เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ณ สนามบินวัฒนานคร ฝูงบิน 206 อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ใช้เครื่องบิน CARAVAN 3 เครื่อง ซึ่งย้ายมาจากหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.พิษณุโลก

ผลดำเนินการปรากฏว่า ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางในพื้นที่เกษตร ซึ่งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงสระแก้วบินปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 10-20 สิงหาคม จำนวน 10 วัน 32 ภารกิจ 29 เที่ยวบิน และจากการสำรวจของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงสระแก้ว ร่วมกับอาสาสมัครฝนหลวงในพื้นที่ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว พบว่า การปฏิบัติการฝนหลวงที่ผ่านมา นาข้าวส่วนใหญ่ได้รับน้ำฝนเริ่มฟื้นตัว ต้นข้าวอยู่ในระยะเจริญเติบโตทางลำต้น เริ่มจะแตกกอเปลี่ยนจากต้นแห้งเหี่ยวสีเหลืองเป็นสีเขียว นาข้าวพื้นที่ลุ่ม มีน้ำขังเล็กน้อยเป็นบางส่วน พื้นที่ส่วนใหญ่เริ่มมีน้ำในกระทงนา หลังจากช่วงที่ผ่านมาขาดน้ำเป็นเวลานาน ขณะเดียวกันทางศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลางได้เร่งปฏิบัติการในพื้นที่ อ.เนินขาม อ.หนองมะโมง อ.หันคา จ.ชัยนาท ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางในพื้นที่เกษตร โดยเกษตรกรในพื้นที่รู้สึกดีใจและขอบคุณกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ที่ช่วยเหลือพร้อมกันนี้ ยังคงแจ้งความต้องการให้เจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ทางการเกษตรต่อไป

นายสุรสีห์กล่าวเพิ่มว่า ในการดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ขอให้เกษตรกรและประชาชน มั่นใจว่ากรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะดำเนินการช่วยเหลือในพื้นที่ที่ร้องขออย่างทั่วถึง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมเคียงข้างประชาชนเพื่อต่อสู้กับปัญหาภัยแล้ง และการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ทำการเกษตร โดยจะมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างสุดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจ ทั้งนี้ สามารถแจ้งขอรับการบริการฝนหลวงได้ที่ตัวแทนอาสาสมัครฝนหลวงในแต่ละพื้นที่ หรือแจ้งกับเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย/ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 5 ภูมิภาค และทางเพจเฟซบุ๊ค กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

เลาะรั้วเกษตร : สารเคมี…ยังไม่จบง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/359694

281225166

เลาะรั้วเกษตร : สารเคมี…ยังไม่จบง่ายๆ

วันศุกร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข ออกมาประกาศจะเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด เป็นสารป้องกันกำจัดวัชพืช 2 ชนิด คือ พาราควอต และ ไกลโฟเซต สารกำจัดศัตรูพืช 1 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส ซึ่งสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ เป็นประเด็นโต้แย้งกันมานานข้ามปี ระหว่างกลุ่มที่บอกว่าต้องยกเลิก เพราะมีพิษร้ายแรง มีสารก่อมะเร็ง มีเกษตรกรได้รับพิษภัยเป็นอันตรายต่อร่างกาย ต่อทารกในครรภ์มารดา ต่อสิ่งแวดล้อมฯลฯ

กับอีกฝ่ายที่ไม่ยอมให้ยกเลิก ด้วยเหตุผลว่า ถ้ายกเลิกแล้วจะใช้อะไรมาทดแทนที่มีผล และราคาที่เท่าเทียมกัน ส่วนอันตรายนั้นถ้าใช้ไม่ถูกต้องตามคำแนะนำ สารเคมีทุกชนิดก็เป็นอันตรายทั้งสิ้น

ส่วนใครมีผลประโยชน์ร่วมกับใครต่อการยกเลิก หรือไม่ยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้เป็นเพียงประเด็นดราม่า ที่นำมาอ้างเพื่อให้ฝ่ายตนเองดูดีว่าที่สู้ไม่ได้เพราะเรื่องผลประโยชน์ ไม่ใช่เพราะข้อมูล หรือเพราะความเป็นจริงที่นำมาอ้าง

ว่ากันตามกฎหมาย เรื่องของการยกเลิก หรือไม่ยกเลิกสารเคมี หรือวัตถุอันตรายทางการเกษตรชนิดใดๆ เป็นอำนาจหน้าที่การพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่แต่งตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย การยกเลิกนั้นมีขั้นตอน และมีการศึกษาข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถ้าอันตรายจริงๆ ก็ต้องยกเลิก เหมือนสารเคมีหลายชนิดที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ยกเลิกมาก่อนหน้านี้

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ของกระทรวงสาธารณสุข เคยออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ครั้งหนึ่งแล้ว แต่คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาแล้วมีมติไม่ยกเลิก แต่ให้จำกัดการใช้โดยให้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร ไปกำหนดมาตรการจำกัดการใช้มาเสนอภายใน 60 วัน แต่กรมวิชาการเกษตรก็มิได้กระตือรือร้นรีบดำเนินการ จนครบ 60 วัน กรมวิชาการเกษตรก็ไม่ได้มีการบอกกล่าวถึงมาตรการใดๆ ออกมา ซึ่งจริงๆ อาจจะทำกันอย่างเงียบๆ เสนอกระทรวงอย่างเงียบๆ คิดจะใช้ความสงบสยบการเคลื่อนไหว แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับประเด็นขัดแย้งเช่นนี้ จึงเป็นเหตุให้ฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว ออกมาปลุกกระแสอีกครั้ง โดยการเสนอให้ยกเลิกการใช้จริงๆ ไม่ใช่จำกัดการใช้

งานนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กฤษฎา บุญราช ออกมาชี้แจงเองว่ากระทรวงเกษตรฯเสนอแผนจำกัดการใช้แก่คณะกรรมการวัตถุอันตรายไปแล้ว ที่สำคัญๆ คือ จำกัดการนำเข้า โดยจะลดการนำเข้าลงกว่าครึ่งของที่เคยนำเข้าในแต่ละปี ผู้ใช้ต้องผ่านการอบรมการใช้ และต้องมีใบอนุญาตจากทางราชการจึงจะใช้ได้ ถ้าลักลอบใช้ต้องมีบทลงโทษ

มาตรการที่ว่านี้ ถ้านำมาใช้จริง น่าจะมีม็อบเกษตรกรมาเยี่ยมกระทรวงเกษตรฯ ในไม่ช้า ดูตัวอย่างมาตรการที่ป้องกันอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยห้ามนั่งท้ายรถกระบะนั่นปะไร โดนประชาชนถล่มเสียจนตำรวจจราจรไปไม่เป็นเลยทีเดียว ต้องถามว่า…มาตรการการใช้ของเกษตรกรที่กำหนดว่าต้องมีใบอนุญาตจากทางราชการ ถ้าลักลอบใช้ต้องมีบทลงโทษนั้น ใครเป็นคนคิด…..คิดได้อย่างไร….หรือคิดว่าถ้าเพิ่มความยุ่งยากในการใช้มากขึ้น เกษตรกรก็จะเลิกใช้ไปโดยปริยาย แนวคิดนี้เหมือนการกลั่นแกล้งเกษตรกร

รอดูกันต่อไปว่า……เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร…แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้ไม่น่าจะจบง่ายๆ…..

แว่นขยาย