คิกออฟ!!! กฟก.ประกาศขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกรทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360736

คิกออฟ!!! กฟก.ประกาศขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกรทั่วประเทศ

คิกออฟ!!! กฟก.ประกาศขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกรทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 18.38 น.

คิกออฟ!!! กฟก.ประกาศขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกรทั่วประเทศ

28 ส.ค.61 นายสไกร พิมพ์บึง รองเลขาธิการ รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยว่า นายกฤษฎา  บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ เห็นชอบให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.) ดำเนินการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2561 เร่งแก้ไขความเดือดร้อนเรื่องหนี้สินเกษตรกรให้สอดคล้องตามนโยบายรัฐบาล ตามประกาศคณะกรรมการ กฟก. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร ปี 2561 เปิดให้เกษตรกรมาขอรับขึ้นทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.-13 ต.ค.2561 เป็นระยะเวลา 60 วัน

ทั้งนี้ เกษตรกรที่มีสิทธิยื่นคำขอขึ้นทะเบียนหนี้ต้องมีคุณสมบัติ คือ 1.เป็นเกษตรกรที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด 2.เป็นสมาชิกองค์กรเกษตรกร 3.มีหนี้ที่เกิดจากการทำเกษตรกรรม 4.เป็นหนี้ในระบบตามที่กฎหมายกำหนด,หนี้โครงการส่งเสริมของรัฐ, หนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมจากสถาบันการเงินประเภทธนาคารพาณิชย์  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือนิติบุคล รวมทั้งหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันเกษตรกร  ให้เกษตรกรที่ประสงค์ขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร ยื่นคำขอที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดในจังหวัดที่องค์กรเกษตรกรตั้งอยู่ในวันทำการด้วยตนเอง ซึ่งเอกสารที่ใช้ประกอบคำขอมีดังนี้ คำขอขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกรตามแบบที่สำนักงานกำหนด  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน  สำเนาทะเบียนบ้าน  หลักฐานแห่งหนี้เช่น สัญญาจำนอง สัญญากู้ยืม หรือสมุดบัญชีเงินกู้

ส่วนกรณีที่เกษตรกรมีหนี้เร่งด่วน ให้เกษตรกรยื่นคำขอจัดการหนี้เร่งด่วนในคราวเดียวกัน  โดยแนบเอกสารคำฟ้อง หรือ คำพิพากษา หรือ คำบังคับคดี ตามแต่กรณี  หากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ส่วนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของเกษตรกร สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ สาขาจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกรไม่ใช่การมีสิทธิได้รับการจัดการหนี้  การจะได้รับการจัดการหนี้ต้องเป็นไปตามระเบียบ  ประกาศ และเงื่อนไขหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ เท่านั้น

เล็งเพิ่มค่าเสียโอกาส ชดเชยเกษตรกรเสียสละรับน้ำป้องท่วมเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360734

เล็งเพิ่มค่าเสียโอกาส ชดเชยเกษตรกรเสียสละรับน้ำป้องท่วมเมือง

เล็งเพิ่มค่าเสียโอกาส ชดเชยเกษตรกรเสียสละรับน้ำป้องท่วมเมือง

วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 18.32 น.

เล็งเพิ่มค่าเสียโอกาส ชดเชยเกษตรกรเสียสละรับน้ำป้องท่วมเมือง

28 ส.ค.61 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ว่าที่ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เรียกเข้าหารือถึงมาตรการช่วยเหลือชาวนาและเกษตรกร ที่ได้รับความเสียหายจากการบริหารน้ำจากการระบายเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และพื้นที่อื่นๆที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยให้หน่วยงานเกี่ยวข้องไปหาแนวทางที่ช่วยค่าเสียโอกาสให้กับเกษตรกร ซึ่ง รมว.เกษตรฯ ให้โจทย์มาคิดวางกรอบใหม่ เพื่อชดเชยบรรเทาภัยในกรณีใช้พื้นที่เกษตรรับน้ำท่วม โดยเกษตรกรต้องเสียสละ และผลผลิตได้รับความเสียหายเพื่อป้องกันเขตเมือง

นายอนันต์ กล่าวว่า นายกฤษฏา กำชับว่าต่อไปจะเบี่ยงน้ำไปเข้าพื้นเกษตร ต้องทำแผนป้องกันบรรเทาภัยจากการจัดการน้ำไปพร้อมกับการบริหารน้ำในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งแต่เดิมไม่มีการเบี่ยงน้ำไปลงพื้นที่เกษตร ปกป้องเมืองปลอดภัย ลดผลกระทบย่านเศรษฐกิจ ได้เซฟเงินเป็นหมื่นๆล้านบาทในแต่ละปี ซึ่งเกษตรกรเป็นผู้เสียสละ ต้องไปช่วยเขาด้วย โดยหลักเกณฑ์การช่วยภัยพิบัติของกระทรวงคลังได้เพียง 10% ดังนั้นให้กระทรวงเกษตรฯไปหาข้อมูลวิเคราะห์หลายๆแบบ เพิ่มค่าเสียโอกาส พื้นที่รับน้ำไปทำแผนบรรเทาภัยเกษตรกรให้มีความสมบูรณ์ หลีกเลี่ยงผลกระทบให้ได้

“ทุกหน่วยต้องลงพื้นที่ไปช่วย กรมชลประทานด้วย เพราะเจ้าหน้าชลประทานมีภาระมากอยู่แล้วในการบริหารน้ำ ลดผลกระทบพื้นที่สำคัญๆ ซึ่งการจัดการต้องครบทั้งระบบ ไม่ใช่บริหารน้ำอย่างเดียว ต้องมีแผนบรรเทาภัยเกษตรกรทำไปพร้อมกันทุกพื้นที่ ซึ่งเพชรบุรี นาข้าวยังไม่เริ่มปลูก มีผลกระทบพื้นที่เกษตรอื่น ต้องทำระบบแก้มลิงไว้รองรับปัญหาในอนาคตด้วย” นายอนันต์ กล่าว

#แฟ้มภาพ

เตือนสภาพแวดล้อมเหมาะต่อการระบาด ‘โรคไหม้ข้าว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360659

เตือนสภาพแวดล้อมเหมาะต่อการระบาด ‘โรคไหม้ข้าว’

เตือนสภาพแวดล้อมเหมาะต่อการระบาด ‘โรคไหม้ข้าว’

วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 15.42 น.

ช่วงนี้สภาพอากาศของประเทศไทย ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมทำให้มีฝนตกอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ กลางคืนมีความชื้นสูง กลางวันอากาศร้อน ซึ่งสภาพแวดล้อมเช่นนี้เหมาะต่อการระบาดของโรคไหม้ข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอเตือนเกษตรกรที่ปลูกข้าวในทุกภาคของประเทศไทยโดยเฉพาะในแถบภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจากข้อมูลการติดตามสถานการณ์ศัตรูข้าวในแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูพืช พบการทำลายของโรคไหม้ข้าวในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ดังนั้น เกษตรกรจึงมีความจำเป็นต้องสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบอาการของโรคไหม้ เช่น ใบข้าวมีแผล จุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มีสีเทาอยู่ตรงกลางแผลให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ เพื่อขอคำแนะนำและดำเนินการควบคุมและป้องกันกำจัดทันที

เชื้อราสาเหตุสำคัญของโรคไหม้ข้าว คือ Pyricularia oryzae Cavara หรือ Magnaporthe oryzae โดย ลักษณะการทำลายของโรคไหม้ข้าวสามารถพบได้ทุกระยะการเจริญของต้นข้าว เริ่มตั้งแต่

ระยะกล้า ใบมีแผลเป็นจุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มีสีเทาอยู่ตรงกลางแผล ความกว้างของแผลประมาณ 2 – 5 มิลลิเมตร และความยาวประมาณ 10 – 15 มิลลิเมตร แผลสามารถขยายลุกลามและกระจายทั่วบริเวณใบ ถ้าอาการของโรครุนแรงกล้าข้าว จะฟุบแห้งตาย อาการคล้ายถูกไฟไหม้

ระยะแตกกอ อาการที่พบได้ คือ ใบข้าว ข้อต่อของใบ และข้อต่อของลำต้น ขนาดของแผลจะใหญ่กว่าที่พบในระยะกล้า แผลลุกลามติดต่อกันได้ตามบริเวณข้อต่อ ใบจะมีลักษณะแผลช้ำสีน้ำตาลดำ และหลุดจากกาบใบ

ระยะออกรวง (โรคไหม้คอรวง) ในข้าวที่เริ่มออกรวง เมื่อถูกเชื้อราเข้าทำลายเมล็ดจะลีบ ถ้าเชื้อราทำลายในช่วงรวงข้าวแก่ใกล้เก็บเกี่ยว จะปรากฏรอยแผลช้ำสีน้ำตาลที่บริเวณคอรวง ทำให้รวงข้าวเปราะหักง่าย รวงข้าวหลุดร่วงผลิตได้รับความเสียหาย

การแพร่ระบาด ของโรคไหม้ข้าวพบมากในแปลงที่ปลูกข้าวหนาแน่น อับลม ใส่ปุ๋ยในอัตราสูง สภาพอากาศร้อนในตอนกลางวัน และชื้นจัดในตอนกลางคืน อีกทั้งกระแสลมแรงยังเป็นตัวช่วยในการแพร่กระจายโรคได้ดีอีกด้วย

ส่วนแนวทางในการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคไหม้ข้าวนั้น หากพบอาการของโรคไหม้ข้าว ให้พ่นด้วยเชื้อบีเอส (บาซิลลัส ซับทีลิส) หรือพ่นด้วยเชื้อราไตรโครเดอร์มา(เชื้อสด) อัตราตามคำแนะนำการใช้ หรือหากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีให้พ่นเฉพาะบริเวณที่พบการระบาดของโรค เพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อราแพร่กระจายเป็นวงกว้าง โดยสารเคมีที่แนะนำ ได้แก่ อิดิเฟนฟอส 50 เปอร์เซ็นต์ อีซี หรือบลาสติซิดิน

– เอส 2 เปอร์เซ็นต์ อีซีหรือไตรไซคราโซล 75 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี อัตราตามคำแนะนำการใช้ ควรพ่นในแปลงนาที่มีประวัติว่าเคยพบการระบาดของโรคและไม่ควรพ่นสารเคมีซ้ำหลายครั้งเพราะจะทำให้เชื้อราจะต้านทานสารเคมี หรือดื้อยา

สำหรับในฤดูกาลเพาะปลูกถัดไป เกษตรกรควรเลือกใช้พันธุ์ต้านทานต่อโรคไหม้ เช่น พันธุ์กข5 กข11 กข27 กข33 (หอมอุบล80) กข37 กข41 กข43 กข47 ชัยนาท1 สันป่าตอง1 สุพรรณบุรี1 สุพรรณบุรี2 สุพรรณบุรี3สุพรรณบุรี60 สุพรรณบุรี90 และคลองหลวง1 ปทุมธานี1 และพันธุ์พิษณุโลก60-2 หว่านเมล็ดพันธุ์ในอัตราที่เหมาะสม 15 – 20 กิโลกรัมต่อไร่ หรือใช้เชื้อราไตรโครเดอร์มา(เชื้อสด) คลุกเมล็ดพันธุ์ข้าว หรือนำไปแช่บ่มเตรียมการก่อนปลูก หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไตรไซคลาโซล , คาซูกาไมซิน , คาร์เบนดาซิม , โพรคลอราซ อัตราตามคำแนะนำการใช้ รวมถึงลดปริมาณการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนลง ซึ่งวิธีนี้อาจมีผลกระทบต่อผลผลิตบ้างแต่จะช่วยให้ข้าวไม่อ่อนแอต่อโรคไหม้

ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2955-1514 , 0-2955-1626

สสก.4 แจ้งหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยด้านพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360657

สสก.4 แจ้งหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยด้านพืช

สสก.4 แจ้งหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยด้านพืช

วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 15.36 น.
นายสมจิตร ธีระบุญชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำหรับพื้นที่ที่ประสบภัยจะต้องได้รับการประกาศเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินก่อน จึงจะสามารถให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ประสบภัยได้ ส่วนเกษตรกรผู้ประสบภัยสามารถแจ้งความเสียหาย(ตามแบบ กษ.01) ณ สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ ที่ได้รับความเสียหาย จะพิจารณาดำเนินการช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยการช่วยเหลือเป็นตัวเงินในลำดับแรกแก่ผู้ประสบภัยพิบัติที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัยแล้วเท่านั้น อีกทั้งยังให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่พืชตายหรือเสียหายเป็นค่าพันธุ์พืช และค่าปุ๋ย ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์กำหนด ตามจำนวนพื้นที่ทำการเกษตรจริงที่ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ไม่เกิน 30 ไร่ ทั้งนี้ พื้นที่ทางการเกษตรจะต้องเสียหายโดยสิ้นเชิงกรณีพื้นที่ทำการเพาะปลูกมีพืชตายหรือเสียหายโดยสิ้นเชิง ให้ช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง ไม่เกินรายละ 30 ไร่ ในอัตรา ดังนี้ 1. ข้าวไร่ละ 1,113 บาท 2. พืชไร่ไร่ละ 1,148 บาท 3. พืชสวนและอื่นๆไร่ละ 1,690 บาท

เกษตรฯเร่งส่งมอบพันธุ์ทุเรียน ลดผลกระทบชาวสวนนนทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360440

x

เกษตรฯเร่งส่งมอบพันธุ์ทุเรียน ลดผลกระทบชาวสวนนนทบุรี

วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปี 2560 ที่ผ่านมา จ.นนทบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง บางบัวทอง ปากเกร็ด และบางกรวย ส่งผลให้สวนทุเรียนได้รับความเสียหาย 54.29 ไร่ ผู้ปลูกทุเรียนได้รับผลกระทบ 137 ราย สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดนนทบุรี จึงได้ร้องขอให้กรมวิชาการเกษตร สนับสนุนต้นพันธุ์ทุเรียน เพื่อนำไปปลูกทดแทนต้นทุเรียนที่ล้มตาย

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร เห็นว่า ความเสียหายของแปลงทุเรียนที่เกิดขึ้นเป็นผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนทุเรียนโดยตรงซึ่งต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือโดยด่วน นอกจากนี้ทุเรียนนนทบุรียังเป็นสินค้าเกษตรที่ได้รับการบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) ของจังหวัดนนทบุรีและเพื่อเป็นการอนุรักษ์สายพันธุ์ทุเรียนให้คงอยู่ต่อไป จึงสั่งการให้ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี สถาบันวิจัยพืชสวน เร่งผลิตต้นพันธุ์ทุเรียนสายพันธุ์ต่างๆ เพื่อมอบให้กับเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน

โดย ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี สถาบันวิจัยพืชสวน ได้มอบต้นพันธุ์ทุเรียนจันทบุรี 1 – จันทบุรี 9 จำนวน 9 พันธุ์ ผ่านสภาเกษตรกรจังหวัดนนทบุรี สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดนนทบุรี ให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบข้างต้น ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรยังได้มอบต้นพันธุ์ทุเรียนให้เกษตรกรเพิ่มเติมจากเดิมอีก 2 อำเภอ เกษตรกรอีก 10 ราย โดยการมอบต้นพันธุ์ทุเรียนของกรมวิชาการเกษตรในครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 6 อำเภอ เกษตรกร 147 ราย ต้นพันธุ์ทุเรียน 599 ต้น ประกอบด้วย อำเภอเมือง 98 ต้น บางใหญ่ 93 ต้น ปากเกร็ด 83 ต้น บางบัวทอง 95 ต้น ไทรน้อย 85 ต้น บางกรวย 82 ต้น และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดนนทบุรี รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ อีก 63 ต้น นอกจากนี้ ยังได้มอบต้นพันธุ์ทุเรียนให้กับหน่วยงานราชการเพื่อนำไปปลูก คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 1 องค์การบริหารส่วนตำบลบางบัวทอง สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดนนทบุรีอีกด้วย

รักษ์เกษตร : ถั่วพู พืชบำรุงและอนุรักษ์ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360439

x

รักษ์เกษตร : ถั่วพู พืชบำรุงและอนุรักษ์ดิน

วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมสนใจปลูกถั่วพูครับ อยากปลูกเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ขอทราบความรู้ด้วยครับ

คมสรร อมรรัตนะ

อ.เมือง จ.อุดรธานี

คำตอบ ถั่วพู เป็นพืชบำรุงดิน เป็นพืชที่สามารถตรึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศ สามารถสร้างปมที่รากซึ่งเป็นการเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเพาะเชื้อไรโซเบียม เมื่อแบคทีเรียตาย ไนโตรเจนจะถูกปลดปล่อยออกมาเป็นการเพิ่มธาตุให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น

ถั่วพู ทั้งยังเป็นพืชอนุรักษ์ดินไม่ให้เสื่อมโทรมในพื้นที่ที่ลาดเอียงที่สูงชัน เช่น บนพื้นที่ดอยต่างๆ โดยปล่อยให้เป็นพืชคลุมดิน จะช่วยลดการพังทลายของดินได้เป็นอย่างดี โดยมีวิธีการปลูกดังนี้

1.พันธุ์ ถั่วพูที่ใช้ปลูกส่วนมากเป็นพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งปลูกกันมานานแล้ว มีสองสายพันธุ์ คือ พันธุ์ฝักเล็ก ยาวประมาณ 10-15 ซม. และพันธุ์ฝักใหญ่ ยาวประมาณ 20-30 ซม.

2.การเตรียมเมล็ดถั่วพู ต้องเลือกเมล็ดที่แข็ง ให้นำไปแช่ในน้ำอุ่น ไม่ร้อนมาก ห่อด้วยผ้าขาวบาง ทิ้งไว้ในบริเวณที่มีความชื้น 3 คืน

3.การเตรียมดิน ควรไถดินลึกประมาณ 25-30 ซม. ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ให้ไถยกร่องเป็นแปลง มีทางเดิน พรวนดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก รองพื้นในหลุมปลูก ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 2 เมตร ระหว่างต้นควรห่าง 1 เมตร ในหลุมหนึ่ง ควรใส่เมล็ด 2-3 เมล็ด

4.การทำค้างถั่วพู ทำได้หลายแบบ เช่น ค้างเดี่ยว ปักตรงหลุมละ 1 หลัก ใช้ไม้ลวกเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ยาว 2 เมตร หรือ ค้างแบบคู่ คือ ปักค้างตรงทุกร่อง และรวมปลายเป็นคู่ๆ ไป หรือใช้ตาข่ายขึง

5.การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอ ตามความต้องการของพืช

6.การใส่ปุ๋ย ควรใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพ มากน้อยขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของดิน

7.การกำจัดวัชพืช ต้องคอยถอนหรือถากหญ้าอยู่เสมอ

8.โรค และแมลง ถั่วพูไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคมากนัก ส่วนแมลงที่พบ ได้แก่ เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน หนอนกระทู้ผัก สามารถป้องกันกำจัด ด้วยการพ่นสารป้องกันที่ทำจากธรรมชาติ

9.การเก็บเกี่ยว สามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 70-80 วัน ให้รดน้ำทุกวัน เช้า-เย็น ใส่ปุ๋ยชีวภาพ และฉีดสมุนไพรไล่แมลงทุกๆ 7 วัน ควรเก็บเกี่ยวถั่วพูในตอนเช้าหรือตอนเย็น เพราะเก็บตอนแดดร้อนมาก จะทำให้กลีบถั่วพูช้ำ ให้นำใบตองหรือถุงพลาสติกรองตะกร้า เพื่อป้องกันไม่ให้กลีบถั่วพูช้ำ

การจำหน่าย ถั่วพูเป็นพืชสวนครัวที่เป็นที่นิยม ปลูกง่าย ลงทุนน้อย ดูแลรักษาง่าย ปลูกได้ตลอดทั้งปี และจำหน่ายได้ตลอดทั้งปีด้วย

นอกจากนี้แล้ว ถั่วพู เป็นพืชที่มีโปรตีนสูง และสามารถขึ้นได้ดีในที่ที่มีความชื้นสูง อาจปลูกถั่วพูเป็นพืชอาหารสัตว์ได้ แบบทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ โดยไม่ต้องทำค้าง แต่ปล่อยให้เลื้อยคลุมดินเช่นเดียวกับพืชตระกูลถั่วที่ใช้เป็นอาหารสัตว์อื่นๆ แล้วปล่อยให้ปศุสัตว์เข้าไปแทะเล็มกินเอาเอง หรืออาจเก็บเกี่ยวมาเลี้ยงสัตว์ก็ได้ สามารถสอบถามรายละเอียดและรับเมล็ดพันธุ์ถั่วพูได้จากสถานีพัฒนาที่ดินที่ตั้งในจังหวัดของท่าน เริ่มเสียตั้งแต่วันนี้ ดินของท่านจะอุดมสมบูรณ์ และลดค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนมาก นะครับ

นาย รัตวิ

จับตาผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พุ่ง สศก.คาดแตะ5ล้านตัน-รัฐเร่งวางมาตรการรองรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360441

x

จับตาผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พุ่ง สศก.คาดแตะ5ล้านตัน-รัฐเร่งวางมาตรการรองรับ

วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยสถานการณ์การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีเพาะปลูก2561/2562 ว่า ข้อมูลผลพยากรณ์ ณ เดือนมิถุนายน 2561 มีเนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 6.708 ล้านไร่ ลดลงจากปีที่แล้วที่มี 6.716 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 6.668 ล้านไร่ ลดลงจากปีที่แล้วที่มี 6.673 ล้านไร่ ขณะที่ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 5.003 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มี 4.957 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ย 746 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ได้ 738 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับเนื้อที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 1 เดือนมีนาคม-ตุลาคม คาดว่าลดลง เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง เช่น ราคาเมล็ดพันธุ์ และสารเคมี เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกมันสำปะหลังโรงงานและอ้อยโรงงานเพราะราคาจูงใจ

จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของ สศก. ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว นครราชสีมา เพชรบูรณ์ และนครสวรรค์ คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากฝนไม่ทิ้งช่วง ปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากที่สุดของประเทศ มีเนื้อที่เพาะปลูก 845,258 ไร่ ผลผลิต 655,448 ตัน โดย จ.เพชรบูรณ์ มีแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8 แปลง เนื้อที่ 14,973 ไร่ ผลผลิตประมาณ 11,140 ตัน

ด้านราคาที่เกษตรกรขายได้ความชื้น 14.5% ในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2561 อยู่ที่กิโลกรัมละ 8.23 บาท เพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 6.26 บาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลผลิตรุ่น 1 เริ่มทยอยออกสู่ตลาดแล้วในเดือนสิงหาคม และออกมากช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน รัฐบาลโดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) กำหนดให้คงสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศในอัตราส่วน 1 : 3 ยกเว้นเฉพาะช่วงระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน-15 สิงหาคม กำหนดสัดส่วนในอัตรา 1 : 2 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวมีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย และเพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งมีผลผลิตออกสู่ตลาดมาก

เคลื่อนศาสตร์พระราชา5ลุ่มน้ำ พัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360443

เคลื่อนศาสตร์พระราชา5ลุ่มน้ำ พัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

เคลื่อนศาสตร์พระราชา5ลุ่มน้ำ พัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ร่วมบูรณาการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมการนำศาสตร์พระราชาพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรใน 5 ลุ่มน้ำของประเทศไทย

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาใน 5 ลุ่มน้ำของประเทศไทย ได้แก่ ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำป่าสัก และลุ่มน้ำปราจีนบุรี (ห้วยโสมง) เพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ลดการทำลายสภาพแวดล้อม และพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรฯ ร่วมดำเนินการ เนื่องจากลุ่มน้ำปิงเป็นพื้นที่รับน้ำฝนขนาดใหญ่และมีความยาวค่อนข้างมาก มีต้นกำเนิดจากบริเวณเทือกเขาผีปันน้ำ สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนปกคลุมด้วยป่าไม้ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัด เชียงใหม่ ลำพูน ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ รวมพื้นที่ 21,585,519 ไร่ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการจัดการพื้นที่เกษตรกรรมด้วยแนวทางทฤษฎีใหม่ในลุ่มน้ำปิง ที่ขณะนี้เริ่มดำเนินการแล้วในสองพื้นที่ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดตาก

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงาน เน้นการส่งเสริมการนำศาสตร์พระราชามาเป็นหลักการในการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร ตามแนวคิด “Think Global Act Local” ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มอบหมายให้ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท สหกรณ์จังหวัดตาก ผู้แทนของสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์มีส่วนร่วมในการดำเนินการขับเคลื่อนการดำเนินงานในครั้งนี้ทั้งหมด พร้อมกันนั้นก็ได้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ กรมชลประทาน กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมประมง กรมหม่อนไหม กรมวิชาการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นต้น

ทั้งนี้ การส่งเสริมการนำศาสตร์พระราชามาส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตาก เริ่มจากการปรับแนวคิดให้เกษตรกรเน้นการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้พร้อมกับสร้างเครือข่ายการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของคนในชุมชน ทำให้มีการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายด้านต่างๆ เพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืนต่อไป

 

‘รมช.ยักษ์’ประกาศเลิกใช้3สารพิษทันที เร่งตั้งคณะเฉพาะกิจศึกษาผลเสียรอบด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360521

'รมช.ยักษ์'ประกาศเลิกใช้3สารพิษทันที เร่งตั้งคณะเฉพาะกิจศึกษาผลเสียรอบด้าน

‘รมช.ยักษ์’ประกาศเลิกใช้3สารพิษทันที เร่งตั้งคณะเฉพาะกิจศึกษาผลเสียรอบด้าน

วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 19.31 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ว่า รัฐบาลนี้ตั้งใจผลักดันให้เกิดพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป้าหมาย 5 ล้านไร่ หากตนทำไม่ได้ก็พร้อมลาออก ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศชัดเจนว่าเรื่องสุขภาพของประชาชนต้องมาก่อน ได้กำหนดกลุ่มคนเป้าหมายที่ได้รับอาหารบริโภคที่ผลผลิตจากวัตถุดิบอินทรีย์ ปลอดภัยไม่มีสารพิษ การใช้ปุ๋ยยาจากสารเคมี โดยเฉพาะเด็กนักเรียน 12 ล้านคนทั่วประเทศ ต้องกินอาหารไม่มีสารพิษ แม้แต่ไนโตเจนในปุ๋ยก็ห้ามเพราะมีผลต่อการพัฒนาสมองไอคิวเด็ก ซึ่งเรื่องสุขภาพเด็กสำคัญที่สุดต้องได้รับดูแลไม่อย่างนั้นประเทศไทยไม่รอด และกลุ่มคนเกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล 7 ล้านรายต่อวัน กลุ่มสามร้านอาหารทุกแห่งต้องการใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่มีมาตรฐานปลอดภัยของไทยรับรองเองด้วยเกษตรกร ทำความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่โกง ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรฐานของต่างชาติ รวมถึงนักท่องเที่ยว มาไทยต้องการอาหารที่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า สำหรับปัญหาสารพิษ 3 ชนิด พาราควอต คอร์ไพริฟอส ไกลโฟรเซต จุดยืนของตนไม่มีคำว่าลด หรือควบคุมการใช้ ต้องเลิกใช้เท่านั้น การตัดสินใจแบนสารพิษภายในเวลาเท่าไหร่ อยู่ที่คณะกรรมการศึกษาผลกระทบ ที่นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯเป็นประธาน โดยนายกรัฐมนตรี ตั้งขึ้นให้มาศึกษา ภายใน 60 วันรวมทั้งผมได้ตั้งทำงานคณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งมีนายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษารมช.เกษตรฯเป็นประธาน พร้อมด้วยนายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อ.ภาควิชาประสาทวิทยา คณะแพทย์สาสตร์จุฬาลงกรณ์ เป็นคณะทำงาน  มาศึกษาเรื่องสารพิษ หาข้อมูลอย่างรอบด้านครบถ้วน ภายใน 30 วันเพื่อเสนอคณะกรรมการฯที่นายกฯตั้งขึ้น ผมมีความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจคณะกรรมการชุดนี้ รวมถึงจะพิจาณาผลกระทบต่อเกษตรกร ซึ่งมีกรรมการในบอร์ดใหญ่ของคณะกรรมการวัตถุอันตรายบางคนบอกว่าถ้าแบนสาร3ชนิดเกษตรกรไม่มีสารเคมีใช้ จะเจ๊ง ส่วนผมอยากให้เลิกทันที แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับกรรมการเฉพาะกิจ

ด้าน นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า คนเป็นแพทย์รักษาคนไข้ รับรู้แต่เพียงปลายทางว่าสารพิษเหล่านี้ทำให้เกิดโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย ตนอยู่กับคนป่วย เกษตรกรเจ็บป่วยจากสารเคมีมากว่า40ปี เห็นคนไข้ต้องถูกตัดแขนตัดขา ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอธิบดีกรมวิชาการเกษตร บอกว่าไม่อันตราย ต่อไปจะนำคนไข้ที่ต้องถูกตัดแขนตัดขา เป็นโรคเนื้อเน่า มาส่งตัดที่กระทรวงเกษตรฯเพราะคนเป็นแพทย์บอกว่าสารพิษเป็นอันตราย แต่ที่นี่บอกให้ใช้ได้ก็ต้องรับผิดชอบความเจ็บป่วยของไทย ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรอันดับ 58 ของโลก นำเข้าสารเหล่านี้อันดับ5ของโลก มูลค่านำเข้า 3 หมื่นกว่าล้านบาทแต่สร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดได้ถึง8เท่า เราคงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมจึงปฎิรูปประเทศไม่ได้ เพราะมีความเห็นวิปลาส ไม่รับข้อมูลทางวิชาการ แตกต่างจากประเทศอื่นๆอย่างสิ้นเชิง คณะกรรมการชุดต่างๆเห็นย้อนแย้งกันหมด

“ผมไม่แคร์หัวโขนต่างๆพ่อผมเป็นอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผมเคยรู้จักคนที่มาเป็นกรรมการชุดต่างๆดี ผมไม่สนว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง สิ่งผมทำพยายามปลุกคนไทยให้ลุกขึ้นฟ้องร้องค่าเสียหาย กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่บอกไม่อันตราย ผมส่งสมุดปกขาวให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย บอกแหล่งผลิตการเกษตรเกือบทุกจังหวัดที่พบการป่นเปื้อนสารพิษ แต่หน่วยงานเกี่ยวข้องไม่เคยตรวจเจอ ถ้าเจอก็น้อยมาก ขณะนี้มีปรากฎการณ์คนไทยมี 8 เพศสภาพ เพราะการเหนี่ยวนำของสารไปสู่สมองไปปิดกั้นการพัฒนาในจุดที่ควรพัฒนาความเป็นชาย เป็นหญิง จะพบว่าผู้ชายน่ารักบอบบางมากขึ้นทุกวัน รวมทั้งเด็กๆ จะพบว่ามีปัญหาไอคิวต่ำลง คนป่วยล้นโรงพบาบาล หน้าที่ผมรักษาชีวิตคนผมทำวิจัยมา 40 ปี เห็นคนไข้ตายมาเป็นร้อยเป็นพัน นายกรัฐมนตรีจะให้ผมพูดกี่ครั้งให้แล้วฟังไหมว่าสารเหล่านี้เป็นอันตราย จะตั้งกรรมการขึ้นมาหาความเป็นกลางเพื่ออะไรอีก เพราะพวกท่านก็จะบอกว่าอันตรายน้อยมาก แต่ผมยืนยันว่าอันตรายมาก ต้องเลิกโดยเร็ว และมาตรการควบคุมเกษตรกร ลดการใช้ ขอให้เลิกคิดเถอะพวกวิปลาสเอาติดคุกยึดทรัพย์ให้หมด แล้วเกษตรกรจะลืมตาอ้าปากได้เพราะเขาก็อยากให้ลูกหลานเขามีอนาคต ผมเจอ อ.ยักษ์ ทำงานเกษตรอินทรีย์มา 30 ปี ท่านรักในหลวง ร.9 เดินตามรอย ในหลวง ร.10 ก็มีพระราชดำรัส ให้ทุกหน่วยงานตามแนวในหลวง ร.9 แต่คนที่ใส่เสื้อออกมาร้องเพลง ผมท้าคนไหน แน่จริงทำตามพระองค์ได้จริงแล้วประเทศไทยจะเจริญ” นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

รายงานพิเศษ : 50ปีแห่งความภาคภูมิใจในงานส่งเสริมการเกษตร ‘เกษตรสร้างชาติ เราสร้างชาติด้วยเกษตร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360257

รายงานพิเศษ : 50ปีแห่งความภาคภูมิใจในงานส่งเสริมการเกษตร  ‘เกษตรสร้างชาติ เราสร้างชาติด้วยเกษตร’

รายงานพิเศษ : 50ปีแห่งความภาคภูมิใจในงานส่งเสริมการเกษตร ‘เกษตรสร้างชาติ เราสร้างชาติด้วยเกษตร’

วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การเดินทางกว่า 50 ปีของกรมส่งเสริมการเกษตร กับงานส่งเสริมให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี เกษตรกรกว่า 7 ล้านคน พื้นที่การเกษตร กว่า 138 ล้านไร่ ที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรได้ออกเดินทางไปพบปะเยี่ยมเยียนอย่างต่อเนื่องทำให้ในวันนี้สามารถพัฒนาเกษตรกรเป็น Smart Farmer 1,056,026 ราย มีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ที่มีเกษตรกรต้นแบบ 882 ราย แปลงใหญ่จำนวน 3,899 กลุ่ม แม่บ้านเกษตรกร 479,822 ราย กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร 19,151 กลุ่ม ยุวเกษตรกรทั่วประเทศ 165,216 ราย มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพเป็น Young Smart Farmer 7,598 ราย มีอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ที่คอยสนับสนุนงานทั้งประเทศ 75,138 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นผลสำเร็จในการสร้างเกษตรกรที่เกิดขึ้นมาจากการพัฒนากว่า 50 ปี

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงทศวรรษแรกตั้งแต่ พ.ศ.2510 กรมส่งเสริมการเกษตร ก่อตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่วิชาการความรู้เกี่ยวกับการเกษตรให้แก่เกษตรกร รวมทั้งมีการแต่งตั้งเกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอ เพื่อปฏิบัติงานควบคู่ในส่วนภูมิภาค ซึ่งในช่วงแรกถือเป็นการบุกเบิกงานส่งเสริมการเกษตร มีระบบฝึกอบรมเยี่ยมเยียนที่ถือเป็นต้นแบบการทำงานปัจจุบัน ในช่วง 10 ปีแรก จึงเกิดศูนย์ปฏิบัติการ ปี 2515 เกิดกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกลุ่มแรกที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ มีเจ้าหน้าที่เคหกิจระดับอำเภอ เพื่อส่งเสริมด้านคหกรรมศาสตร์ เข้าไปสนับสนุนงานแม่บ้านเกษตรกร และเกิดศูนย์ขยายพันธุ์พืชแห่งแรก ที่ จ.พิษณุโลก

ช่วงทศวรรษที่ 2 ประมาณ พ.ศ.2521-2530 เป็นช่วงการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อรองรับการพัฒนาภาคการเกษตร มีการเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรตำบล เพื่อให้เกษตรกร 1 คน สามารถดูแลเกษตรกร 1,000 ครัวเรือน ทศวรรษที่ 3 พ.ศ.2531-2540 เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีการเจรจาการค้ากับต่างประเทศมากขึ้น มีการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายอย่าง รวมทั้งโครงการร่วมมือกับต่างประเทศหลายโครงการ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ต่างๆ เพื่อรองรับกำลังการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพ เช่น ศูนย์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อการผลิตและกระจายพืชพันธุ์ดี ศูนย์บริหารศัตรูพืชโดยชีววิธี จนเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 พ.ศ.2541-2550 เป็นช่วงพัฒนาเกษตรกรให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในอาชีพ มีการตั้งศูนย์เทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร การส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน มีการจัดทำทะเบียนเกษตรกร และสมุดประจำตัวเกษตรกร จนถึงทศวรรษที่ 5 มีอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เพื่อคอยสนับสนุนงานของเกษตรตำบล และขับเคลื่อนงานนโยบายต่างๆ มีการพัฒนาฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วย มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร การทำตลาดเกษตรกร การส่งเสริมการผลิตพืชในรูปแบบแปลงใหญ่

จนถึงวันนี้กรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่สู่ความเป็น Digital DOAE เดินหน้าพัฒนาทักษะเกษตรกรเพื่อเตรียมเข้าสู่ Thailand 4.0 ซึ่งทิศทางการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2561 ได้ใช้หลักคิด 9 สมดุลสู่ความเป็นเลิศของภารกิจงานส่งเสริมการเกษตร หรือ Balance DOAE โดยยกระดับให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตร ผลประกอบการด้านการเกษตรต้องสมดุลทั้งต้นทุนและผลตอบแทนที่คุ้มค่า ทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายวัฒนธรรมอันดีงาม ไม่ทำลายภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่วนเจ้าหน้าที่ จะต้องมีการกำหนดเนื้องานให้ชัดเจนวัดผลได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ

นอกจากนี้ การก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 6 พวกเราชาวกรมส่งเสริมการเกษตร ยังคงต้องทำหน้าที่เคียงคู่เกษตรกรดุจญาติมิตรเหมือนที่ผ่านมา งานส่งเสริมการเกษตรวันนี้ ผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมาย มีผลผลิตทางการเกษตรที่เราสามารถส่งเสริมตั้งแต่เป็นพืชท้องถิ่นจนส่งออกได้มากมาย โดยเฉพาะผลไม้ทั้ง ทุเรียน มังคุด มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม ลำไย ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่หลายประเทศต้องการ รวมไปถึงกล้วยไม้ที่ประเทศไทยเปรียบเสมือน Land of orchids ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร พัฒนาวงการกล้วยไม้ทุกด้านจนทำให้เกิดองค์กรเกษตรกรที่เข้มแข็ง มีเครือข่ายการผลิตและตลาด เกิดนวัตกรรมจนประเทศไทยเป็นฐานพันธุกรรมกล้วยไม้ที่สำคัญของโลก และเป็นแหล่งกำเนิดของกล้วยไม้ 183 สกุล 1,224 ชนิด และเกษตรกรสามารถพัฒนาเป็น กลุ่มคลัสเตอร์กล้วยไม้ รวมไปถึงการเกิดธุรกิจเครือข่ายกล้วยไม้ รวมไปถึงไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ และพืชเศรษฐกิจอื่น พืชสมุนไพรและแมลงเศรษฐกิจ โดยมีเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นศูนย์กลางประสานงาน พวกเราชาวกรมส่งเสริมการเกษตรทุกคน จึงภูมิใจที่มีส่วนทำให้กลายเป็นทั้งพืชที่สร้างมูลค่าและเป็นพืชที่นักส่งเสริมการเกษตรทุกคนภูมิใจ” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

ทั้งนี้ ผลงานแห่งความภาคภูมิใจทั้งหมดนี้ จะจัดแสดงให้ทุกคนได้ภูมิใจและร่วมส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจและสนับสนุนผลผลิตของเกษตรกร ในงานเกษตรสร้างชาติ 30 สิงหาคม -2 กันยายน 2561 นี้ ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ