ยึด‘ถ้ำหลวงโมเดล’ต้นแบบ จ่ายค่าเสียโอกาสเกษตรกรเสียสละรับน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361124

ยึด‘ถ้ำหลวงโมเดล’ต้นแบบ จ่ายค่าเสียโอกาสเกษตรกรเสียสละรับน้ำท่วม

ยึด‘ถ้ำหลวงโมเดล’ต้นแบบ จ่ายค่าเสียโอกาสเกษตรกรเสียสละรับน้ำท่วม

วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 16.32 น.

ยึด‘ถ้ำหลวงโมเดล’ต้นแบบ จ่ายค่าเสียโอกาสเกษตรกรเสียสละรับน้ำท่วม

30 ส.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้กำชับกรมชลประทาน ให้ดูแลการบริการจัดการน้ำให้ดีมีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด ถ้ามีผลกระทบที่ไหนให้แจ้งฝ่ายปกครอง นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดล่วงหน้า จะได้แจ้งเตือนเกษตรกรให้รับรู้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพื่อลดความเสียหายด้านเกษตรให้น้อยที่สุด

“ต่อไปนี้แนวทางบริหารจัดการน้ำ ถ้าน้ำเอ่อท่วมที่ไหน เกิดจาก 2 สาเหตุ คือ จากภัยธรรมชาติ และเกิดจากบริการจัดการน้ำ จะต้องมีแผนล่วงหน้า เพราะต้องการเบี่ยงน้ำไปพักในพื้นที่เกษตร เพื่อลดกระทบต่อชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยจะใช้ถ้ำหลวงโมเดล มาเป็นต้นแบบ ซึ่งตอนนั้นได้มีการเบี่ยงน้ำเข้าพื้นที่เกษตรกร รับน้ำเพื่อช่วย13 คนทีมหมูป่า” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รมว.เกษตรฯ ระบุว่า พื้นที่ของเกษตรกรที่เสียสละรับน้ำ ต้องมีมาตรการช่วยเหลือพิเศษ มากกว่าที่กระทรวงการคลัง กำหนดเกณฑ์ภัยพิบัติในปัจจุบัน โดยกระทรวงเกษตรฯกำลังหาแนวทางช่วยในเรื่องค่าเสียโอกาสของเกษตรกรที่ผลผลิตเสียหาย ถ้าพื้นที่เศรษฐกิจท่วมความเสียหายมีมูลค่ามหาศาลและฟื้นฟูยาก

ผุดคณะทำงานเผยแพร่วิธี‘เกษตรอินทรีย์’ มุ่งเลิกใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้า-แมลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361121

ผุดคณะทำงานเผยแพร่วิธี‘เกษตรอินทรีย์’ มุ่งเลิกใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้า-แมลง

ผุดคณะทำงานเผยแพร่วิธี‘เกษตรอินทรีย์’ มุ่งเลิกใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้า-แมลง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 16.25 น.

ผุดคณะทำงานเผยแพร่วิธี‘เกษตรอินทรีย์’ มุ่งเลิกใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้า-แมลง

30 ส.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตนกับนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ ไม่ได้มีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องสารพิษ พาราควอต คอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ซึ่งทุกอย่างว่าไปตามกฎหมาย เมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ตัดสินใจไม่แบน และสังคมยังมีความกังวล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงตั้งคณะกรรมการมาพิจารณาใหม่ภายใน 60 วัน

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินการของนายวิวัฒน์ ที่มีจุดยืนไม่ใช้สารเคมี ซึ่งเป็นแนวทางกระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมและต้องให้เวลากับเกษตรกร ลด ละ เลิก ตนจึงตั้ง รมช.เกษตรฯเป็นประธานคณะทำงานศึกษาและเผยแพร่การใช้วิธีเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจนำไปทำอย่างกว้างขวางดียิ่งขึ้นในการทำเกษตรปลอดภัยโดยไม่ใช้สารเคมี ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เช่น เผยแพร่วิธีอื่นๆที่ทำอย่างไรในการกำจัดหญ้าและแมลงศัตรูพืชในพื้นที่เกษตร ซึ่งจะเป็นการทำงานคู่ขนานกันไปหาทางเลือกอื่นที่เป็นประโยชน์กับเกษตรกรมากที่สุดกับแนวทางที่จะเลิกใช้สารเหล่านี้

แตกใบอ่อน : ยิ่งลากยาว ยิ่งเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360911

807934531

แตกใบอ่อน : ยิ่งลากยาว ยิ่งเสียหาย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลายเป็นเรื่องยืดเยื้อและอีนุงตุงนังไม่มีที่สิ้นสุด สำหรับกรณีการ “แบน” วัตถุอันตราย 3 ชนิด พาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟรเซต ภายหลังจากคณะกรรมการศึกษาผลกระทบสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งแต่งตั้ง ซึ่งมีนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายรัฐมนตรี เป็นประธาน เตรียมตั้งอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาข้อมูลอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาสารพิษความเสี่ยงสูงทั้ง 3 ชนิดอีกรอบหนึ่ง โดยมีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรับหน้าเสื่อเป็น “คนกลาง” นั่งเก้าอี้ประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าว

แม้เรื่องนี้จะเข้าใจได้ว่าเป็น “เจตนาดี”ของคุณสุวพันธุ์ ที่ต้องการหาผลสรุปเกี่ยวกับ “พิษภัย” ของสารเคมีทั้ง 3 ชนิดที่เป็นกลางให้มากที่สุดและได้รับการยอมรับมากที่สุด เพราะเรื่องนี้มีทั้งคนหนุน คนคัดค้าน และไปเกี่ยวข้องกับ “ผลประโยชน์” หลายหมื่นล้านบาท จากการนำเข้าสารเคมีทั้ง 3 ชนิด

แต่อีกมุมหนึ่งก็ต้องบอกว่า มันจำเป็นหรือไม่ที่ต้องตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชุด เพราะหากย้อนกลับไปนับตั้งแต่“คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง” มีมติให้แบนสารเคมี 2 ชนิด คือ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส รวมถึงให้มีการจำกัดการใช้ไกลโฟรเซต เมื่อเดือนเมษายน 2560 จนถึงผ่านมาถึงวันนี้ เรามีคณะกรรมการที่ได้พิจารณาเรื่องนี้ไปแล้วถึง 5 ชุด รวมทั้งชุดของคุณสุวพันธุ์

ดังนั้นถ้าจะให้พูดในฐานะ “คนดู” หรือประชาชนที่อยู่วงนอก มันก็ต้องบอกว่า แค่นี้มันก็ควรจะเพียงพอแล้วหรือไม่ที่จะได้ข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ทอดเวลาออกไปอีก

ถ้าจะให้พูดกันตามตรง ก็คงบอกได้ว่า ตลอดปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ปัญหาของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ “ข้อมูล” ไม่เพียงพอ หรือข้อมูลเกี่ยวกับพิษภัยของสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ของใครผิด หรือของใครถูก เพราะลำพังเพียงไล่ไทม์ไลน์ผลการศึกษาของแต่ละฝ่าย รวมถึงตรวจสอบขั้นตอนกระบวนการวิจัย และเรียกข้อมูลของแต่ละฝ่ายมาพิจารณาอย่างถ้วนถี่

ข้อมูลผลศึกษาสารตกค้างที่ จ.หนองบัวลำภู ของ “ม.นเรศวร” ว่ายังไง ไปสวนทางกับ “กรมวิชาการเกษตร” ได้ยังไง.. กระบวนการเก็บตัวอย่างของใครเป็นยังไง ใครกันแน่มั่วผลการตรวจสอบ

หรือแม้แต่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล เกี่ยวกับการพบพาราควอตตกค้างในขี้เทาทารก ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาของเด็ก ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่ได้หยิบมาพิจารณาด้วย มันมีเนื้อหาเป็นยังไง เชื่อถือได้หรือไม่

เรื่องแบบนี้มันไม่ต้องตั้งกรรมการขึ้นมาศึกษาใหม่หรอกครับ แค่เรียกนักวิจัย เรียกผู้เชี่ยวชาญมาสอบถามก็ทราบกันแล้วว่า ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ

แต่ปัญหามันอยู่ที่ จะมีใคร “กล้า” ชี้ขาดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมามากกว่า

มะลิลา

สสก.5ร่วมโฮมโปรจัด‘Farm@Home’ เปิดตลาดสินค้าเกษตรถึงมือผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360912

สสก.5ร่วมโฮมโปรจัด‘Farm@Home’  เปิดตลาดสินค้าเกษตรถึงมือผู้บริโภค

สสก.5ร่วมโฮมโปรจัด‘Farm@Home’ เปิดตลาดสินค้าเกษตรถึงมือผู้บริโภค

วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 (สสก.5)จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย ได้ร่วมกับ บริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินกิจการห้างสรรพสินค้าโฮมโปร เพื่อให้มีช่องทางการตลาด หรือมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ผลิตตามระบบการผลิตสินค้าเกษตรที่ดีมีคุณภาพของเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer)ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรจากตลาดเกษตร

โดยกำหนดให้เกษตรกรผู้ผลิตเป็น ผู้จำหน่ายสินค้าเองผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจำหน่ายอย่างทั่วถึง เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้พบปะกับผู้บริโภคโดยตรง ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าคุณภาพ ที่เกิดจากการส่งเสริมของกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นการเปิดโอกาสและรายได้ให้กับเกษตรกรผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสมและลดปัญหาการมีสินค้าล้นตลาดหรือมีราคาตกต่ำในช่วงกระจุกตัวของฤดูกาลผลิตทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต ให้ผลิตสินค้ามีคุณลักษณะและปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ในขณะที่ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพ และความปลอดภัยของสินค้า ส่งผลให้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้แบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นวิถีดำเนินการที่เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตรที่ดี และเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่ง บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ได้นำเสนอพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้กับกลุ่มเกษตรกร มี 85 สาขา ทั่วประเทศ ในรูปแบบการจัดตลาดเกษตรกรประจำทุกสัปดาห์ หรือจัดในรูปแบบงาน Promote ของดีของแต่ละจังหวัด

“สำหรับในส่วนของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้กำหนดจัดงาน Farm @ Home ระหว่างวันที่ 21-23 กันยายน 2561 ณ โฮมโปรสโตร์ จังหวัดตรังซึ่งคาดว่าเกษตรกรมีช่องทางในการกระจายสินค้าเกษตรปลอดภัยมีตลาดรองรับสินค้า เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถลดต้นทุนในการเคลื่อนย้ายสินค้าจากแหล่งผลิตถึงผู้บริโภคได้” นายสุพิท กล่าว

รายงานพิเศษ : สศก.เกาะติดสถานการณ์โคเนื้อหลังเปิดเสรีการค้า เตรียมกองทุน FTA ช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360917

รายงานพิเศษ : สศก.เกาะติดสถานการณ์โคเนื้อหลังเปิดเสรีการค้า เตรียมกองทุน FTA ช่วยเกษตรกร

รายงานพิเศษ : สศก.เกาะติดสถานการณ์โคเนื้อหลังเปิดเสรีการค้า เตรียมกองทุน FTA ช่วยเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สถานการณ์โคเนื้อของไทยในปี 2561 (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2561) มีจำนวนโคเนื้อในประเทศทั้งหมด 4.92 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.89 และจากการติดตามสถานการณ์ด้านปศุสัตว์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่า แม้การผลิตโคเนื้อและเนื้อโคคุณภาพจะเพิ่มขึ้น แต่ยังคงไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้ไทยต้องมีการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพจากต่างประเทศโดยเฉพาะออสเตรเลีย

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการลดอัตราภาษีนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement : TAFTA) และนิวซีแลนด์ (Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) เหลือร้อยละ 0 ที่จะมีขึ้นในปี 2564 อาจส่งผลกระทบต่อราคาโคเนื้อและเนื้อโคคุณภาพในประเทศลดลงดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้มีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อหลายโครงการ เช่น โครงการโคบาลบูรพา โครงการโคเนื้อสร้างอาชีพ เป็นต้น เพื่อเพิ่มผลผลิตโคเนื้อเข้าสู่ตลาด และได้จัดทำยุทธศาสตร์โคเนื้อ (ปี 2561-2565) เพื่อรองรับผลกระทบจากการลดอัตราภาษีนำเข้าเนื้อโค และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

โดยมีเป้าหมาย คือ ความมั่นคงทางอาหาร พึ่งพาตนเองได้ มีประชากรโคเนื้อเพื่อใช้บริโภคอย่างเพียงพอและส่งออกลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันในหลายภาคส่วน ในการเตรียมความพร้อมการเปิดเสรีการค้า ทั้งการการเพิ่มศักยภาพการผลิตโคต้นน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การส่งเสริมสุขภาพโคเนื้อ การสร้างมาตรฐาน การสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กร การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการตลาดนำการผลิต นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยหนุนที่จะช่วยผลักดัน คือ โครงการรถไฟ สปป.ลาว-จีน ที่จะเริ่มใช้ในปี 2565 ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้มีการส่งออกไปยังจีนได้เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ลดลง ซึ่งคาดว่าไทยจะสามารถส่งออกโคมีชีวิตและเนื้อโคไปยังมณฑลต่างๆ ของจีนทางรถไฟได้สะดวกมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ สศก. โดยกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ได้พร้อมให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าในการเพิ่มศักยภาพธุรกิจสำหรับสินค้าโคเนื้อตั้งแต่ปี 2550 งบประมาณรวม 154.75 ล้านบาท อาทิ โครงการคัดเลือกพ่อพันธุ์กำแพงแสนเพื่อใช้ผลิตน้ำเชื้อ โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูง โครงการเพิ่มมูลค่าเนื้อโคขุนเกรดคุณภาพ (Premium) เพื่อรองรับตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันซึ่งผลจากการดำเนินการตามโครงการต่างๆ ได้ช่วยให้ไทยมีศักยภาพในการผลิตโคเนื้อและเนื้อโคเพิ่มขึ้น ซึ่งผลจากการขับเคลื่อนการดำเนินงานต่างๆ ส่งผลช่วง
ปี 2556–2560 ไทยสามารถผลิตเนื้อโคได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5.78 ต่อปีขณะที่สัดส่วนผลผลิตภายในประเทศต่อความต้องการบริโภคขยับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 73.88 ในปี 2556 มาเป็นร้อยละ 76.40 ในปี 2560

นอกจากนี้ ยังมีโครงการโคเนื้อที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารกองทุน FTA เพิ่มเติมอีก ได้แก่ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการเลี้ยง
โคเนื้อบ้านแสนแก้ว โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเพื่อรองรับ FTA ของกรมปศุสัตว์ และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แก่กลุ่มเกษตรกร เพื่อศึกษาสมรรถนะการขุนโคเนื้อเชิงการค้ารองรับการเปิดเขตการค้าเสรี ของกรมปศุสัตว์

เกษตรกรและผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีดังกล่าว สามารถเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุน โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2561-4727 และ www2.oae.go.th/FTA หรือ E-mail : fta@oae.go.th

‘กฤษฎา’จวกกองทุนฟื้นฟูฯ ถูกนักการเมืองยำเละ ยัดไส้ซื้อขายจนหนี้ท่วมหัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361007

'กฤษฎา'จวกกองทุนฟื้นฟูฯ ถูกนักการเมืองยำเละ ยัดไส้ซื้อขายจนหนี้ท่วมหัว

‘กฤษฎา’จวกกองทุนฟื้นฟูฯ ถูกนักการเมืองยำเละ ยัดไส้ซื้อขายจนหนี้ท่วมหัว

วันพุธ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 22.24 น.

29 ส.ค.61 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาจัดตั้งหน่วยงาน ได้เข้าพบ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ เพื่อหารือถึงการปรับโครงสร้างหน่วยงานรัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย พ.ต.ท.พงษ์ชัย กล่าวว่า ได้นำคณะมาพบเพื่อมีหน่วยงานใดที่คิดว่าผลักดันให้ทำงานได้มีศักยภาพสูงสุด เพราะ กมธ.กำลังยกร่างหน่วยงาน 12 กระทรวง และกรมต่างๆ ปรับปรุงใหม่ ซึ่งถ้าทำงานไม่บูรณาการกันการแก้ไขปัญหา ทุกอย่างจะติดขัด ตนมาฟังปัญหารับเรื่องไปทำเป็นประโยชน์ให้เกิดประเทศชาติมากที่สุด โดยเฉพาะงานในด้านวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ทั้งโอทอป โฮมสเตย์ ที่มีหลายกระทรวงหลายกรมทำเหมือนกัน

ด้าน นายกฤษฎา กล่าวว่า ให้ทุกหน่วยงานรวบรวมมาเสนอ กมธ.อาจมีบางหน่วยงานยกระดับไปเป็นนิติบุคคล ให้อยู่ในภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะทำให้มีการพัฒนาเกษตรทุกด้าน เพราะขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ แก้ปัญหาทุกเรื่องหนักๆ ทั้งราคายาง กุ้ง โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินเกษตรกร ซึ่งจากอดีตที่รัฐบาลชุดหนึ่ง ตั้ง พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ ขึ้นมาเพื่อซื้อขายหนี้กันมั่วไปหมดจนหนี้สินกองโต พอช่วงนี้ปลอดการเมือง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าตรวจบัญชีกองทุนฟื้นฟูฯ โดยเฉพาะการจะนำไปใช้เงินไปซื้อหนี้กว่า 2 แสนราย ยังแยกแยะไม่ได้ว่าเป็นหนี้จากทำเกษตร หรือทำธุรกิจ มีหนี้บุคคลค้ำกันเองโดย ไม่มีอสังหาริมทรัพย์มาค้ำ ยังมีมูลหนี้เกิน 2.5 ล้านต่อราย ตนเจรจาขอเจ้าหนี้ คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.ลดต้น 50% หยุดดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย สามารถซื้อหนี้ได้ 3.6 หมื่นราย ยังเหลืออีกเป็นแสนราย แต่ขณะนี้สมาชิกกองทุนฯ เดินขบวนไปปิดล้อมเจ้าหนี้ธนาคารพาณิชย์อื่น เรียกร้องปรับโครงสร้างหนี้ ตนก็โดนว่าปล่อยให้ลูกน้องไปปิดธนาคาร ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครพูดความจริงให้สังคมรู้ว่าทำกันเละเทะมาตลอด

สารวัตรปศุสัตว์บุก4จว.จับซากหมูเล็กแช่แข็ง ลอบนำเข้ามูลค่ากว่า4.3ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361006

สารวัตรปศุสัตว์บุก4จว.จับซากหมูเล็กแช่แข็ง ลอบนำเข้ามูลค่ากว่า4.3ล้าน

สารวัตรปศุสัตว์บุก4จว.จับซากหมูเล็กแช่แข็ง ลอบนำเข้ามูลค่ากว่า4.3ล้าน

วันพุธ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 22.15 น.

29 ส.ค.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้มอบหมายให้สารวัตรกรมปศุสัตว์ จากกองสารวัตรและกักกัน ด่านกักกันสัตว์ศรีสะเกษ ด่านกักกันสัตว์อุบลราชธานี และปศุสัตว์อำเภอราษีไศล เข้าตรวจสอบห้องเย็นในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรปราการ หลังจากสืบทราบว่ามีการลักลอบนำซากสุกรเล็กแช่แข็ง (หมูกี้) จากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเก็บไว้ แล้วทยอยส่งไปขายในหลายพื้นที่ จำนวน 3,480 ตัว น้ำหนักประมาณ 8,700 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 4,350,000 บาท ไว้เป็นของกลาง พร้อมทั้งดำเนินการร้องทุกข์ กล่าวโทษกับเจ้าของห้องเย็น ซึ่งเป็นเจ้าของซากสัตว์ดังกล่าว โดยแจ้งข้อหาในการกระทำความผิดตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มีโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ปฏิบัติการครั้งนี้ในเบื้องต้น ตรวจพบซากสุกรเล็กแช่แข็งไม่ทราบแหล่งที่มาหรือสถานที่ผลิต ไม่มีเอกสารหลักฐานที่ผ่านการตรวจสอบจากพนักงานตรวจโรคสัตว์ และหนังสือรับรองสุขศาสตร์ซากสัตว์จากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทำให้มีความเสี่ยงต่อเชื้อโรคระบาดปะปนมากับซากสัตว์และไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค สารวัตรกรมปศุสัตว์จึงได้ทำการอายัดซากสุกรเล็กแช่แข็งเพื่อทำการตรวจสอบแหล่งที่มาให้แน่ชัด อีกทั้งได้ทำการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจพิสูจน์ทางห้องปฏิบัติการเป็นการเฝ้าระวังเรื่องโรคระบาดอีกด้วย และหากพบว่ามีการกระทำผิดจะดำเนินคดีและขยายผลเพื่อให้ถึงตัวผู้กระทำผิดและผู้ร่วมขบวนการลักลอบนำเข้าต่อไป ซึ่งการตรวจสอบห้องเย็นครั้งนี้ เป็นไปตามกฎหมายและเป็นหนึ่งในมาตรการที่เข้มงวด เพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่อาจแพร่ระบาดจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในประเทศไทย อันจะทำให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของไทยอย่างรุนแรงได้” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวต่อไปว่า การลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์จากต่างประเทศรวมถึงการเคลื่อนย้ายภายในประเทศที่ไม่ได้ขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นสาเหตุหลักของการแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่ร้ายแรงในสัตว์และโรคสัตว์สู่คน อีกทั้ง ยังไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะนี้เกิดการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่ประเทศจีน จึงมีความเสี่ยงที่จะแพร่ระบาดมาทางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยด้วย กรมปศุสัตว์จึงต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดในระดับสูงสุด ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือพบเห็นการกระทำผิดด้านปศุสัตว์ โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับข้อมูล หรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่น “DLD 4.0 ที่ดาวน์โหลดและติดตั้งได้ในโทรศัพท์ทุกระบบ

เกษตรฯนำทัพจัดงาน’มหกรรมสมุนไพรและอาหาร’ครั้งที่3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360891

เกษตรฯนำทัพจัดงาน'มหกรรมสมุนไพรและอาหาร'ครั้งที่3

เกษตรฯนำทัพจัดงาน’มหกรรมสมุนไพรและอาหาร’ครั้งที่3

วันพุธ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 15.30 น.

เกษตรฯ นำทัพจัดงานมหกรรมสมุนไพรและอาหาร ครั้งที่ 3 “กินเปลี่ยนวัย กินอย่างมั่นใจ ด้วยเกษตรกรรมยั่งยืน” เพื่อขับเคลื่อนและขยายผลการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

29 ส.ค.61 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานพิธีเปิดงานมหกรรมสมุนไพรและอาหาร ครั้งที่ 3 “กินเปลี่ยนวัย กินอย่างมั่นใจ ด้วยเกษตรกรรมยั่งยืน” ว่า กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข , กระทรวงมหาดไทย และภาคีเครือข่าย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ส.ค. – 2 ก.ย.61 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 7 – 8 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรับรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืนต่อทุกภาคส่วน ให้เกิดการรับรู้นโยบายและเกิดกระแสความสนใจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ก่อให้เกิดการขยายผลของการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้สมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง สามารถนำพืชผัก สมุนไพรใกล้ตัว มาใช้ประโยชน์ทั้งเป็นอาหารและยาได้

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การจัดนิทรรศการซึ่งนำเสนอโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ 28 จังหวัดนำร่อง สวนสมุนไพรชะลอวัยดูแลสุขภาพร่างกาย กิจกรรม Workshop สมุนไพรและการดูแลสุขภาพ การอบรมระยะสั้นมากกว่า 50 หลักสูตร แจกพันธุ์สมุนไพรหายากวันละ 300 ต้นและหนังสือสมุนไพรวันละ 200 เล่ม บริการตรวจ ให้คำปรึกษาสุขภาพกับแพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน หมอพื้นบ้าน อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าสมุนไพรคุณภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหารสุขภาพ และอาหารพื้นถิ่น เป็นต้น

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้ร่วมดำเนินโครงการ “โรงพยาบาลอาหารปลอดภัย” โดยจัดหาวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารที่ปลอดภัยจากสารเคมีให้กับผู้ป่วย ซึ่งโรงพยาบาลจะรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์จากกลุ่มเกษตรกร และจัดตลาดจำหน่ายสินค้าปลอดสารเคมี เพื่อให้บุคลากรและประชาชนเข้าถึงอาหาร ผัก ผลไม้ สมุนไพรที่ปลอดภัย สนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตรายย่อยให้มีตลาดใกล้บ้าน ขณะนี้ ดำเนินการในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปครบทั้ง 116 แห่ง โรงพยาบาลชุมชนมากกว่าร้อยละ 50 และจะพัฒนาโรงพยาบาลชุมชนต้นแบบเขตสุขภาพละ 1 แห่ง เพิ่มสัดส่วนของผักผลไม้อินทรีย์ให้มากกว่าร้อยละ 30 อีกร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ผักผลไม้ปลอดภัย อีกทั้งเพิ่มชนิดของวัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหารปลอดภัย เช่น เนื้อสัตว์ น้ำมัน เครื่องปรุงทุกชนิดด้วย

จัดยิ่งใหญ่!งาน‘เกษตรสร้างชาติ’ รวมที่สุดสินค้า-งานส่งเสริมเกษตร30ส.ค.-2ก.ย.ที่สวนลุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360757

จัดยิ่งใหญ่!งาน‘เกษตรสร้างชาติ’ รวมที่สุดสินค้า-งานส่งเสริมเกษตร30ส.ค.-2ก.ย.ที่สวนลุม

จัดยิ่งใหญ่!งาน‘เกษตรสร้างชาติ’ รวมที่สุดสินค้า-งานส่งเสริมเกษตร30ส.ค.-2ก.ย.ที่สวนลุม

วันพุธ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล 

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในโอกาสที่กรมส่งเสริมการเกษตร ครบรอบ 50 ปี จึงได้รวมที่สุดของงานส่งเสริมการเกษตรมาจัดแสดงภายใต้ชื่องาน “เกษตรสร้างชาติ” ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ โดยที่ผ่านมากรมมีผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมาย ทั้งการพัฒนาเกษตรกร การพัฒนาสินค้าเกษตรคุณภาพ และยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามภารกิจในการพัฒนาการเกษตรของประเทศให้ก้าวหน้า สร้างชาติให้เจริญ ส่งเสริมเกษตรกรให้มีอาชีพการเกษตรที่มั่นคง ยั่งยืน มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง

โดยภายในงาน จะได้พบกับนิทรรศการต่างๆ อาทิ พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรของสถาบันพระมหากษัตริย์ วิวัฒนาการของงานส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร การพัฒนาเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนงานภาคการเกษตร โดยส่งเสริมผ่านการรวมกลุ่มเกษตรกร และส่งต่อความรู้ไปสู่เกษตรกรรายย่อย สร้างการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติดูแลพื้นที่การเกษตรของตนเอง ทั้งการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การส่งเสริมเทคโนโลยีก้าวหน้าตั้งแต่การส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยว จนทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนเป็นการผลิตพืชหลากหลาย และเข้าสู่การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่า ทำให้สินค้าเกษตรเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมเป็นสินค้าส่งออกที่สามารถทำรายได้ให้กับประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้นำสินค้าเกษตรคุณภาพหลากหลายประเภทมาจำหน่ายภายในงาน กว่า 1,000 รายการ ทั้งสดและแปรรูป รวม 7 หมวด คือ ผักสด – ผลไม้ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล เช่น ส้มโอทับทิมสยาม ทุเรียนทรายขาว มังคุดลานสกาชมพู่ทับทิมจันทร์ อโวคาโดเชียงใหม่, สมุนไพรอาหารเป็นยาและเวชสำอาง เช่น ถั่งเช่า มะพร้าวสกัดเย็น เครื่องสำอางโปรตีนไหม ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง, ข้าว-ปลา ปศุสัตว์คัดสรร เช่น ไข่เค็มกะทิ ปลานิลชลบุรี ไก่ดำข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟ, แพรพรรณและหัตถกรรมชุมชน เช่น ผ้าย้อมครามทอมือ จักสานไม้ไผ่หุ้มเซรามิก สิ่งประดิษฐ์จากรังไหม, ชา-กาแฟ ของดีจากทุกภาค เช่น กาแฟคุณภาพ ชากุหลาบ ชาดอกกาแฟชาหญ้าหวาน ชาหอมแดง ชาข้าวเพาะงอกชงดื่ม, หลากหลายสีสันสารพัน ไม้ดอกไม้ประดับ เช่น กล้วยไม้ พืชกินแมลงไฮบริด ชุดปลูก/ปุ๋ยมูลไส้เดือน ไม้มงคล ไม้ดอกไม้ประดับ และสินค้านวัตกรรมและสินค้าแปรรูป เช่น ข้าวโพดทอดกรอบ กล้วยหอม/ขนุนอบกรอบ น้ำทุเรียนอินทรีย์ หมอนยางพาราไร้กลิ่น เป็นต้น

“สำหรับกิจกรรมสาระบันเทิง ได้เปิดพื้นที่สำหรับให้บริการความรู้ “Knowledge Cafe”แก่เกษตรกรและผู้เข้าชมงาน การเดินแบบและจำหน่ายผ้าไทยทุกภาคกว่า 1,000 ชิ้น โดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผู้ผลิตผ้าไทย สาธิตการทำอาหารจากมาสเตอร์เชฟ กิจกรรม Lucky Draw (จับสลาก)ชิงรางวัล และคอนเสิร์ตของศิลปินชื่อดัง ได้แก่ Instinct, Potato, ไอซ์ ศรัณยูและนิวจิ๋ว ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมามอบความบันเทิง กิจกรรม Check In กับความอลังการของ Flower Garden ที่ตกแต่งด้วยกล้วยไม้ และไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายประเภท การยกอาหารดี 4 ภาคมาเสิร์ฟในใจกลางกรุง รวมทั้งกิจกรรมฝึกอาชีพ วันเดียวทำได้จริงกว่า 50 หลักสูตร เช่น การจัดสวนผักลอยฟ้า DIY กระถางแก้มลิง เทคนิคการปลูก ปลอกหมดเปลือกเรื่องการขยายพันธุ์ และยังมีอาชีพสร้างรายได้ เช่น DIY…กลีบบัว เค้กกล้วยหอม มาลัยกล้วยไม้…ร้อยได้รวยดี เปิดฟรี!!!ทุกวัน ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมชม ช็อป และชิมกันได้ครับ” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

ส่องเกษตร : ฝากการบ้านปลัดเกษตรฯคนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/360756

449007

ส่องเกษตร : ฝากการบ้านปลัดเกษตรฯคนใหม่

วันพุธ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ต้องขอร่วมแสดงความยินดีด้วยกับท่านอธิบดีกรมการข้าว-อนันต์ สุวรรณรัตน์ ที่จะขึ้นเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ แทนปลัดฯเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการลง โดยได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว

สำหรับปูมหลังคุณอนันต์นั้น สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,ปริญญาโทพัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิตทางพัฒนาการเศรษฐกิจเกียรตินิยมดีมากจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ร่วมทั้งผ่านอีกหลายหลักสูตรการอบรม ทั้งจาก วปอ.-วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร,สถาบันพระปกเกล้า,สำนักงานก.พ. และป.ป.ช. ฯลฯ

คุณอนันต์จัดเป็นข้าราชการ“สายวิชาการ” ที่โดดเด่นไม่เบา ผ่านการเป็นอธิบดีทั้งกรมหม่อนไหม,กรมวิชาการเกษตรและกรมการข้าว เคยได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นปี 2550 ประเภทงานวิจัยประยุกต์จากการวิจัยถั่วเขียวผิวดำพันธุ์ชัยนาท 80 สมัยเป็นผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5และได้รางวัลนักวิจัยดีเด่นจากการปรับปรุงพันธุ์ยางพันธุ์ฉะเชิงเทรา 50 รวมทั้งอีกหลายรางวัลชมเชยจากงานวิจัยหลายเรื่อง

ผมได้ข้อมูลมาว่า ปกติคุณอนันต์เป็นคนประนีประนอม ไม่ค่อยขัดแย้งกับใครมีความอดทนอดกลั้นสูง อย่างเช่นช่วงปี 2560 ที่คุณชุติมา บุณยประภัศร เป็นรมช.เกษตรฯที่กำกับดูแลกรมการข้าวและได้ให้ความสนใจทำแต่งาน “ข้าว” มากเป็นพิเศษ แทบจะมานั่งทำงานอยู่ที่กรมการข้าวตลอดเวลาเลยก็ว่าได้ จนหลายๆคนแอบนินทาว่า “ท่านเป็นรัฐมนตรีหรือว่าเป็นอธิบดีกรมการข้าวตัวจริงกันแน่” เรื่องนี้สร้างความอึดอัดใจให้อธิบดีอย่างคุณอนันต์มาก ขนาดมีข่าวลือว่า ได้ขอลาไปบวชที่อินเดีย….แต่ด้วยความเป็นคนที่อดทนอดกลั้นสูง ในที่สุดทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

เป็นธรรมดาเมื่อคนใหม่มา ย่อมเป็นที่จับตา รวมทั้งถูกตั้งความหวังในการนำพาสิ่งใหม่ๆที่ดีขึ้นในการสร้างสรรค์การทำงานเพื่อพี่น้องเกษตรกรและประชาชนไทยซึ่งเป็น“เจ้านายตัวจริง”ของข้าราชการไทยทุกๆคนดังนั้นนับจากวันที่เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นต้นไป ท่านอนันต์มีเวลาอยู่ในตำแหน่งถึงปี 2564 หรืออีกร่วม 3 ปี จึงจะเกษียณ(ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆจนต้องพ้นเก้าอี้ไปเสียก่อน) เป็นเวลามากพอที่จะพิสูจน์ฝีมือให้ประจักษ์ว่า ผลงานจะออกมาเป็นเช่นไรเข้าตาประชาชนหรือไม่ และตัวท่านเองจะเป็นที่จดจำในแบบใดต่อไป

ผมก็หวังว่า ด้วยคุณสมบัติที่ประนีประนอมและอดทนอดกลั้นของท่าน จะช่วยเป็นตัวกลางผสานการทำงานระหว่าง 3 รัฐมนตรีเกษตรฯฝ่ายการเมืองกับบรรดาข้าราชการประจำทุกระดับ ทุกกรม ให้ทุกอย่าง ทุกการทำงาน ขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี เพื่อประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นสำคัญ

อ้อ! สิ่งที่ข้าราชการหลายๆคนฝากผ่านมาคือ อยากให้ท่านช่วยดูแลการแต่งตั้งโยกย้ายนับจากนี้ ขอให้เกิดความยุติธรรมและให้ได้ผู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งจริงๆ เพื่อให้งานของหน่วยงานและกรมต่างๆสามารถเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้าราชการระดับต่างๆจะได้มีขวัญและกำลังใจด้วย

ต้องขอเรียนตรงๆเลยว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงเกษตรฯที่ผ่านๆ มา แม้อยู่ในยุครัฐบาล คสช.มากว่า 4 ปีแล้ว แต่ยังคงอื้ออึงด้วย “ข้อครหา”ทั้งเรื่องการเล่น “เส้นสาย” จากบรรดาขั้วอำนาจ ทั้งขั้วใหม่และขั้วเก่าที่ยังฝังรากลึก ที่เลวร้ายคือเรื่อง “การใช้เงิน” ซื้อขายเก้าอี้ ซื้อขายตำแหน่ง เป็นต้นตอของวงจรอุบาทว์ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะคนที่ได้ขึ้นเป็นใหญ่ไร้ฝีมือ ไร้ความสามารถ ได้เก้าอี้มาอย่างไม่สง่างาม ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ศรัทธาเชื่อถือ ซึ่งนอกจากจะ“ทำงานไม่เป็น”หรือทำงานไม่ได้แล้ว ยังตั้งหน้าตั้งตาจะ“ถอนทุน”คืน ไม่ว่าด้วยการหาประโยชน์โดยมิชอบ หรือใช้อำนาจหน้าที่“ขายเก้าอี้-ขายตำแหน่ง”ในระดับล่างๆ แบบเดียวกับที่ตัวเองใช้เงินซื้อมา…เป็นวงจรอุบาทว์ที่ส่งผลจากอดีตถึงปัจจุบัน แล้วยังจะยิ่งเลวร้ายไปในอนาคต

คุณอนันต์ก็ผ่านหลักสูตรการอบรมนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง รุ่นที่ 7 ของสำนักงานป.ป.ช.มาแล้วเมื่อปี 2559 คงตระหนักและเข้าใจพิษภัยเรื่องนี้ดี แม้การเป็นปลัดกระทรวงฯมิใช่มีอำนาจกำหนดทุกการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงได้ แต่ก็มีอำนาจอยู่สูงพอสมควร หวังว่าจะช่วยอย่างเต็มที่ให้การแต่งตั้งโยกย้ายออกมาบริสุทธิ์ ยุติธรรม ได้คนดีที่เหมาะสมกับตำแหน่งมากที่สุดก็แล้วกัน