ชายคาพระพิรุณ : 3 กันยายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361622

586851

ชายคาพระพิรุณ : 3 กันยายน 2561

วันจันทร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลับมาพบกับ “ขุนเกษตรา” กันอีกเช่นเคย วันก่อน นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้แถลงสถานการณ์และแนวโน้มสถานการณ์การเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ 2561 จำนวน 11,377 แห่ง ประกอบด้วย สหกรณ์ภาคการเกษตร (เกษตร ประมง นิคม) 3,988 แห่ง สหกรณ์นอกภาคการเกษตร (ร้านค้า บริการ ออมทรัพย์ เครดิตยูเนี่ยน) 3,242 แห่ง และกลุ่มเกษตรกร 4,147 แห่ง พบว่าผลดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีรายได้ทั้งสิ้น 0.36 ล้านล้านบาท โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีรายได้สูงสุด 0.18 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 49.58 ของรายได้รวม การดำเนินงานมีค่าใช้จ่าย 0.27 ล้านล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 9.18 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 25.70 ของรายได้ กำไรสุทธิขยายตัวจากไตรมาสที่ 2/2561 เล็กน้อยที่ร้อยละ 0.33 โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรทำกำไรสุทธิสูงสุด 8.78 หมื่นล้านบาท พร้อมทั้งฝากเตือนให้ดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังเนื่องจากปัจจุบันมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรควรพิจารณาหาแนวทางการลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มรายได้ การเชื่อมโยงเครือข่าย จัดหาตลาดกลางและมีระบบเตือนภัยทางการเงินเพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการทางการเงินต่อไป…

ด้าน กรมส่งเสริมสหกรณ์ ออกมาชี้แจงกรณีข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประชุมหารือกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และ ก.ล.ต. โดย กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เสนอให้ที่ประชุมพิจารณา กรณีสหกรณ์ 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ และสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ว่าตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงมีปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก และจะเกิดความเสียหายจำนวนมากนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ชี้แจงว่า ในการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารจัดการและกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ ไม่มีการเสนอเรื่องนี้เข้าในที่ประชุม และไม่มีผู้บริหารของกรมฯ ให้สัมภาษณ์หรือให้ข้อมูลในเรื่องนี้ต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามข้อสั่งการของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้ามาให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ และการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งได้มีการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารจัดการและกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ให้พิจารณาเกณฑ์การกำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 ที่พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 กำหนดให้กระทำได้ และยังมีเรื่องค้างอยู่ 3 เรื่อง คือ 1. การจ่ายเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้ว 2.การลงทุนของสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนขนาดใหญ่ 3.การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของสหกรณ์ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ศึกษากลั่นกรองข้อมูลของสหกรณ์ มาประกอบการกำหนดเกณฑ์กำกับให้เกิดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสนอรายชื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวแล้ว และยืนยันว่า จากการตรวจสอบข้อมูลขณะนี้ ยังไม่พบว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการ กยท. ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง พร้อมด้วยหน่วยธุรกิจ(BU) ได้เข้าร่วมเจรจาการค้า จับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าจีน ภายใต้โครงการผลักดันการค้าระหว่างประเทศกับพันธมิตรในตลาดจีน ที่จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มีการเจรจาการค้ากับผู้นำเข้าสินค้าในกลุ่มยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง และไม้ยางพารา ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีทางการค้าที่จะเอื้อประโยชน์ในอนาคต จากการเจรจาดังกล่าว มีบริษัทผู้นำเข้าจากประเทศจีนสนใจรับซื้อยางเครฟไม่จำกัดจำนวนและไม้ยางพาราแปรรูปทุกประเภท โดยภายหลังจากการเจรจาครั้งนี้ คู่ค้าจะติดต่อเพื่อนัดหมายเข้าเยี่ยมชมสวนยางและโรงงานผลิตยางต่อไป…

ขุนเกษตรา

เตรียมจัด‘Farm @Home’หัวหิน สสก.2หนุนเปิดตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ11-16ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361623

x

เตรียมจัด‘Farm @Home’หัวหิน สสก.2หนุนเปิดตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ11-16ก.ย.

วันจันทร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 (สสก.2) จังหวัดราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าโฮมโปร เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตตามระบบเกษตรที่ดีมีคุณภาพของเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) เกษตรกรที่อยู่ในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรจากตลาดเกษตรกร ให้มีสถานที่จำหน่ายสินค้าคุณภาพ เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้พบปะกับผู้บริโภคโดยตรง รวมทั้งทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า ส่งผลให้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้แบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นวิถีดำเนินการที่เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตรที่ดี และเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้

สสก.2 ราชบุรี ซึ่งผิดชอบพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก จึงได้กำหนดจัดงาน “Farm @Home” ระหว่างวันที่ 11 – 16 กันยายน 2561 ที่มาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมกันนี้ได้จัดให้มีพิธีลงนามความร่วมมือพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ทุกจังหวัดมีการจัดงาน “Farm @Home” ขยายผลต่อไป โดยภายในงานดังกล่าวจะมีการจัดนิทรรศการ โซนการแสดงสินค้าเกษตร และจำหน่ายสินค้าเกษตร ทั้งสินค้าเกษตรแปรรูป หัตถกรรมและสิ่งทอที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน มีโซนจัดแสดงต้นไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ และวัสดุทางการเกษตร Food Street การสาธิตผลิตภัณฑ์ทางเกษตร (การทำพวงมาลัยดอกกล้วยไม้/การทำดอกไม้จากใบเตย/การพับดอกบัว/การสานตะกร้าจากทางมะพร้าว) เป็นต้น

“คาดหวังว่าเกษตรกรจะได้รับประโยชน์จากงานครั้งนี้ โดยเฉพาะเกิดการเรียนรู้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้การตลาดนำการผลิต เกิดการพัฒนาเครือข่ายด้านการตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายได้มากขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสและรายได้ของเกษตรกร ลดปัญหาสินค้าล้นตลาดหรือมีราคาตกต่ำในช่วงสินค้ากระจุกตัว ที่สำคัญผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัยในราคาที่เหมาะสม ซึ่งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จะผลักดันให้มีการจัดตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยร่วมกันระหว่างสำนักงานเกษตรจังหวัดทั้ง 8 จังหวัด กับบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” นางอ้อมทิพย์ กล่าว

ชงครม.สร้างอ่างเก็บน้ำระนอง 2แห่ง‘คลองน้ำจืด-ทุ่งตาพล’ ตั้งเป้าแก้‘แล้ง-น้ำท่วม’ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361621

x

ชงครม.สร้างอ่างเก็บน้ำระนอง 2แห่ง‘คลองน้ำจืด-ทุ่งตาพล’ ตั้งเป้าแก้‘แล้ง-น้ำท่วม’ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ชงครม.สร้างอ่างเก็บน้ำระนอง

2แห่ง‘คลองน้ำจืด-ทุ่งตาพล’

ตั้งเป้าแก้‘แล้ง-น้ำท่วม’ยั่งยืน

ปชช.1.6หมื่นคนหนีพ้นวิกฤติ

 

กรมชลประทานรุกพัฒนาแหล่งน้ำในจ.ระนอง เร่งศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เตรียมเสนอ ครม.สร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง ความจุรวม 20 ล้านลบ.ม. เผยจะสามารถแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ น้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน มีพื้นที่ได้รับประโยชน์กว่า 10,000 ไร่ ประชาชนกว่า 1.6 หมื่นคนพ้นวิกฤติ

นายบุญรอด หาญองอาจ ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 14 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา เพื่อดำเนินการศึกษาเบื้องต้นและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) พร้อมสำรวจภูมิประเทศและปฐพีกลศาสตร์ โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองน้ำจืด อ.กระบุรี และ โครงการก่อสร้่างอ่างเก็บน้ำทุ่งตาพล อ.ละอุ่น จ.ระนอง เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และการเกษตร ในช่วงฤดูแล้ง ตลอดจนปัญหาน้ำท่วมและป่าไหลหลากในฤดูฝน ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินมาเป็นระยะเวลายาวนาน

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำคลองน้ําจืด เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีความจุ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มี พ้ืนที่รับประโยชน์ประมาณ 10,000 ไร่ เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นแหล่งน้ําต้นทุนสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร ในเขต อ.กระบุรี โดยจะมีประชากรได้รับประโยชน์ถึง 15,000 คน และยังช่วยชะลอน้ำป่าไหลหลากได้อีกด้วย ใช้งบประมาณในการศึกษา 25 ล้านบาท และงบในการก่อสร้างประมาณ 800 ล้านบาท ส่วนโครงการอ่างเก็บน้ำทุ่งตาพล เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง และมีความจุ 10 ล้าน ลบ.ม.เช่นเดียวกัน มีพื้นที่รับประโยชน์ 2,700 ไร่ และใช้น้ําต้นทุนสําหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร ในเขต อ.ละอุ่น มีประชากรได้รับประโยชน์ประมาณ 1,800 คน ใช้งบประมาณในการศึกษา 25 ล้านบาท และงบก่อสร้างประมาณ 129 ล้านบาท

ทั้งนี้หลังจากการศึกษาแล้วเสร็จ จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อทำการสำรวจออกแบบ และของบประมาณในการก่อสร้างในลำดับต่อไป คาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการทั้งหมดประมาณ 5 ปี

ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 14 กล่าวด้วยว่า โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทั้ง 2 แห่งดังกล่าว เนื่องจากนายอำเภอกระบุรี และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว อ.ละอุ่น จ.ระนอง ได้ทำหนังสือถึงกรมชลประทาน เพื่อให้ดำเนินการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ และปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวอย่างยั่งยืน ซึ่งประชาชนในพื้นที่เห็นด้วยที่จะให้สร้างอ่างเก็บน้ำทั้ง 2 แห่ง กรมชลประทานจึงได้ดำเนินการศึกษาดังกล่าว

“ที่ อ.กระบุรี โดยเฉพาะเทศบาลต.น้ำจืด ต.น้ำจืดน้อย ต.มะมุ และ ต.ลำเลียง จะเจอปัญหาน้ำป่าไหลหลากที่ค่อนข้างรุนแรง เวลาฝนตกหนักน้ำมาเร็วและแรง ไหลหลากฉับพลันพัดพาเอาต้นไม้และเศษสวะเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน ทำให้สิ่งของสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากในทุกปี พอถึงฤดูแล้งก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดิบ เนื่องจากมีคลองน้ำจืด ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำกระบุรีเป็นแหล่งน้ำแห่งเดียวเท่านั้น ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตคนในชุมชน รวมถึงพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ของราษฎรได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากส่วนที่ อ.ละอุ่น ก็เช่นเดียวกัน ต.บางแก้วและบริเวณใกล้เคียงเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูง แต่ยังไม่มีแหล่งเก็บน้ำ สำหรับรองรับการเจริญเติบโตในอนาคต ขณะนี้เพียงคลองทุ่งตาพลและฝายปลายคลองที่ช่วยกักน้ำให้คนในพื้นที่ได้ใช้เท่านั้น แต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ” นายบุญรอด กล่าว

กษ.คิกออฟนำร่อง2จว.ปลูก’ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’เลิกทำนาปรัง จูงใจปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361666

กษ.คิกออฟนำร่อง2จว.ปลูก'ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์'เลิกทำนาปรัง จูงใจปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ

กษ.คิกออฟนำร่อง2จว.ปลูก’ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’เลิกทำนาปรัง จูงใจปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ

วันอาทิตย์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561, 18.12 น.

2 ก.ย.61 ที่สหกรณ์พรหมพิราม นายจรัญ พงษ์เผ่า ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ในวันที่ 3 ก.ย.นี้ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ จะเป็นประธานเปิดโครงการคิกออฟการส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่หลังทำนาปี ของสหกรณ์ จ.พิษณุโลก และ จ.อุตรดิตถ์ เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวโพดให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ และช่วยเหลือให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง โดยปรับเปลี่ยนที่นาปลูกพืชชนิดอื่น ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และสามารถแก้ไขปัญหาข้าวล้นตลาด รักษาเสถียรภาพราคาข้าวไม่ตกต่ำ หากพื้นที่นำร่อง 2 จังหวัด ได้ผลดี จะเริ่มโครงการปลูกข้าวโพดฯ 2 ล้านไร่ ในเดือน พ.ย.นี้

สำหรับสหกรณ์พรหมพิราม เป็นสหกรณ์ชั้นเอ ระดับจังหวัด มีทุนดำเนินงาน 800 ล้านบาท ได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน 38 ล้านบาท ในการเพิ่มศักยภาพแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตร สร้างตลาดสินค้าเกษตร เพื่อรองรับผลผลิตจากสมาชิกโดยให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดตันละ 200 บาท รับซื้อข้าว กข.43 ข้าวพิษณุโลก 2 และผลผลิตพืชหลังนา จากบางระกำโมเดล ซึ่งใน อ.พรมพิราม มี 8 ตำบล พื้นที่ 1.08 แสนไร่ ที่เป็นแก้มลิงรับน้ำหลากจากลุ่มน้ำยม เป็นที่พักน้ำไม่ไปกระทบลุ่มเจ้าพระยา และกรุงเทพฯ

“ทุ่งบางระกำ ทำนาเร็วกว่าภาคกลาง เริ่มต้นเดือน เม.ย.และสิ้นเดือน ก.ย.งดทำนา ใช้ทุ่งบางระกำโมเดลรับน้ำ รมว.เกษตรฯ ให้เปลี่ยนจากทำนาให้ได้ผลจริง นำร่อง 2 จังหวัด โดยจะจับพิกัดหาพื้นที่ปลูกข้าวโพดไม่เสี่ยงถูกน้ำท่วม ซึ่งมีเกษตรกร อ.พรหมพิราม สมัครใจเข้าร่วม 116 ราย 1.7 พันไร่ เริ่มปลูกเดือน ต.ค.ให้ทุนสมาชิกกู้ไร่ละ 3.5 พันบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 1% ต่อปี ไม่จำกัดพื้นที่ ซี่งเกษตรกรต้องผ่านการอบรมวิธีการดูแล และสหกรณ์จะไถให้ ซึ่งการไถต้องลงลึกในระดับที่ข้าวโพดเติบโตได้ดี จะมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามทุกแปลง โดยราคาเฉลี่ย 5.50 – 6 บาทต่อ กก.เกษตรกรก็มีความพอใจแล้วมีกำไรมากกว่าปลูกข้าวนาปรัง กว่า 2 พันบาทต่อไร่

ตอนนี้ราคาในตลาดเริ่มขยับขึ้น 20% หลังจากที่สหกรณ์เข้ามาดำเนินการ ทำให้พ่อค้าคนกลางให้ราคารับซื้อข้าวโพดเพิ่มขึ้น ในปีนี้ จ.พิษณุโลก มีสหกรณ์บางระกำ สหกรณ์ชาติตระการ นครไทย วัดโบถส์ ตื่นตัวกันมากเข้ามาทำโครงการปลูกพืชหลังนา จากที่ผ่านมาได้ลองมาหลายวิธีทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย ได้ผลักดันก็ยังไม่สามารถลดพื้นที่ปลูกข้าวได้ เพราะเกษตรกรไม่มั่นใจว่าปลูกพืชอื่นจะมีตลาดรับซื้อ โดย รมว.เกษตรฯ จึงใช้ความเข้มแข็งของสหกรณ์เป็นกลไกด้านตลาดของเกษตรกรเกิดความยั่งยืนให้ได้” นายจรัญ กล่าว

ชวนเที่ยวงาน’เกษตรสร้างชาติ’วันนี้วันสุดท้ายที่สวนลุมพินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361586

ชวนเที่ยวงาน'เกษตรสร้างชาติ'วันนี้วันสุดท้ายที่สวนลุมพินี

ชวนเที่ยวงาน’เกษตรสร้างชาติ’วันนี้วันสุดท้ายที่สวนลุมพินี

วันอาทิตย์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561, 10.38 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ชวนเที่ยวงานเกษตรสร้างชาติ ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร วันนี้ ( 2 กันยายน 2561) เป็นวันสุดท้าย เวลา 09.00 – 20.00 น. ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ สร้างสินค้าดี เกษตรกรมีรายได้

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การสร้างอนาคตประเทศไทย เราจำเป็นต้องสร้างรากฐานที่แข็งแรงของภาคการเกษตร ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ จนถึงวันนี้ทุกอย่าง ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ได้รับความเชื่อมั่นจากต่างชาติมากขึ้น มี Start up ภาคการเกษตร มี Young Smart Farmer ที่เปรียบเสมือนเป็นอนาคตที่สำคัญในภาคการเกษตร สินค้าการเกษตรหลายประเภทส่งออกมากขึ้น และประเทศกำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลมุ่งเสริมสร้างให้เกิดรากฐานที่ดี เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคการเกษตรเปรียบเสมือนรากฐานที่สำคัญของประเทศ ถ้ารากต้นไม้แข็งแรง ต้นไม้จึงจะเติบโตแผ่กิ่งก้านใบออกดอกติดผลได้ แต่ภาคการเกษตรจะเข้มแข็งไม่ได้ หากไม่มีกระบวนการสร้างและพัฒนาเกษตรกรให้พึ่งพาตนเอง

ปัจจุบันเรามีกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง ได้แก่ Smart Farmer 1,056,026 ราย มีเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพแล้วกว่า 7,598 ราย มีอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ที่คอยสนับสนุนงานทั่วประเทศ 75,138 ราย กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร 19,151 กลุ่ม สมาชิก 479,822 ราย สมาชิก กลุ่มยุวเกษตรกรรวมทั้งประเทศ 165,216 ราย นอกจากนี้ ยังมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก.ที่มีเกษตรกรต้นแบบ 882 ราย สมาชิกแปลงใหญ่ จำนวน 3,899 กลุ่ม ซึ่งทั้งหมดเป็นผลมาจากการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรกว่า 50 ปี ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้น ในการสร้างเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร จัดงาน “เกษตรสร้างชาติ” ขึ้นระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม-2กันยายน 2561 เป็นอีกงานที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจมหภาครวมทั้งการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ให้กับพี่น้องเกษตรกร

โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนายกระดับสินค้าเกษตร และเข้าสู่การแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากตลาดท้องถิ่น ตลาดภูมิภาค สู่ตลาดต่างประเทศ และตลาดออนไลน์ ให้คนเมืองได้เห็น อย่างเป็นรูปธรรม และเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ทั้งเกษตรผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานราก มีการกระจายตัวของรายได้มากขึ้น ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคได้โดยตรง ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้ที่สนใจ เข้าเยี่ยมชมงาน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคการเกษตร และทำความเข้าใจว่า…เกษตรสร้างชาติได้อย่างไร ห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะวันนี้เป็รวันสุดท้าย

อหิวาต์แอฟริกาในสุกร…ถึงเวลาไทยต้องตระหนัก!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361578

อหิวาต์แอฟริกาในสุกร...ถึงเวลาไทยต้องตระหนัก!!

อหิวาต์แอฟริกาในสุกร…ถึงเวลาไทยต้องตระหนัก!!

วันอาทิตย์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561, 02.46 น.

โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF) ที่ระบาดหนักในจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกเนื้อสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก มาตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ต้องเร่งฆ่าหมูมากกว่า 24,000 ตัว ใน 4 มณฑล เพื่อตัดวงจรของโรค ล่าสุดองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ออกมาเตือนสถานการณ์โรคนี้ว่าอาจลุกลามไปยังพื้นที่อื่นในทวีปเอเชีย

แม้ว่า โรคนี้จะเป็นโรคระบาดประจําถิ่นของประเทศในอนุภูมิภาคซาฮาราของทวีปอัฟริกา เกาะมาดากัสการ์ และเกาะซาดิเนียของอิตาลี ก็ตามแต่การรุกคืบของโรคสู่จีนดังกล่าว ได้สร้างความหวั่นวิตกให้กับผู้เลี้ยงหมูทุกประเทศ เพราะเชื้อไวรัสนี้มีชีวิตอยู่ได้นานในสภาพแวดล้อมปกติ ปัจจุบันยังไม่มีทั้งวัคซีนป้องกัน และไม่มียาที่รักษาโรคนี้ได้

สิ่งที่สามารถทำได้คือ “การใช้มาตรการป้องกันและควบคุมโรค” สำหรับประเทศที่ยังไม่เคยพบการระบาดของโรค จะต้องเข้มงวดมาตรการนำเข้าสินค้าและผลิตภัณฑ์จากหมู เพิ่มความระมัดระวังในการนำเข้าพันธุ์หมูที่จะนำมาเลี้ยง หมูป่า เนื้อและผลิตภัณฑ์จากเนื้อ รวมถึงน้ำเชื้อ ตัวอ่อน ฯลฯ รวมทั้งกักกันอาหารและวัตถุที่อาจมีความเสี่ยงที่ถูกนำเข้ามาในประเทศ

ส่วนการเลี้ยงสัตว์ก็ต้องควบคุมให้หมูอยู่เฉพาะที่ ควรเลี้ยงหมูอยู่ในคอก โรงเรือน หรือพื้นที่เฉพาะไม่ปล่อยให้ออกหากินภายนอก เพื่อไม่ให้ขุดคุ้ยกินเศษขยะและลดโอกาสสัมผัสกับเห็บอ่อนซึ่งเป็นพาหะนําโรคที่สำคัญ และไม่ให้สัมผัสกับหมูป่าที่เป็นแหล่งโรคตามธรรมชาติ

ขณะเดียวกัน ก็ต้องเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ให้กับเจ้าหน้าที่และเกษตรกร เพื่อสร้างความตระหนักรับรู้เกี่ยวกับโรคนี้ และเป็นเครือข่ายการแจ้งโรคในกรณีพบหมูเกิดป่วยตายผิดปกติ ที่สำคัญควรมีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ที่ดีโดยส่งเสริมให้เกษตรกรยกระดับการเลี้ยงให้มีระบบสุขาภิบาลทีดี ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการป้องกันโรคระบาดต่างๆในหมูไม่เฉพาะโรค ASF เท่านั้น

ทั้งนี้ ปฏิภาณ กิจสุนทร นักวิชาการอิสระ มองว่า สำหรับประเทศไทย แม้ว่าจะไม่มีประวัติการระบาดของโรคดังกล่าวมาก่อนก็ตาม รวมถึงโรค ASF จะเป็นโรคที่พบเฉพาะในสัตว์ และไม่มีอันตรายต่อมนุษย์ แต่ไทยยิ่งต้องตื่นตัว เฝ้าระวัง และเร่งป้องกันทุกวิถีทาง โดยเฉพาะ การปราบปรามการลักลอบนำเข้าหมูและเครื่องในหมูเถื่อน ที่ทุกวันนี้ยังพบว่ามีการลักลอบนำเข้ามายังประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ด้วยฝีมือกองทัพมดที่แอบลักลอบขนสินค้ามาตามแนวตะเข็บชายแดน โดยไม่ผ่านด่านตรวจเพื่อนำมาขายทำกำไรในบ้านเรา ที่ถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งในการรับเอาเชื้อโรคที่ติดมากับสินค้าเหล่านี้ ซึ่งอาจกลายเป็นชนวนเหตุของการนำเอาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรมาแพร่ในประเทศไทย

วันนี้ แม้ภาครัฐจะวางมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคระบาดในสัตว์ ตามพื้นที่เสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ตามแนวชายแดนและด่านพรมแดนต่างๆ มากเพียงใดก็ตาม แต่การดำเนินการนับจากนี้จะต้องเข้มงวดมากกว่าเดิมอีกเป็นทวีคูณ ให้เหมือนกับไต้หวันที่ออกมาตรการคุมเข้มเรื่องนี้อย่างจริงจังเป็นประเทศแรก เพื่อป้องกันโรคนี้อย่างถึงที่สุด

ที่สำคัญ ต้องเร่งปราบปรามการลักลอบนำเข้าหมูและเครื่องในหมู ไม่ให้มีกองทัพมดหรือผู้ประกอบการหัวหมอที่เห็นแต่ประโยชน์ของตนเอง ลักลอบเอาสัตว์ เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศ ขณะเดียวกันประชาชนทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องไม่ให้กลุ่มคนเหล่านี้นำเชื้อโรคแฝงเข้ามาทำลายประเทศไทยได้ เพราะหากโรค ASF ผ่านเข้ามาถึงบ้านเราแล้ว นั่นเท่ากับหายนะที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมหมูไทยอย่างแน่นอน

เลาะรั้วเกษตร : ฝากด้วยช่วยพิจารณา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361098

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ฝากด้วยช่วยพิจารณา

วันศุกร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เป็นไปตามโผที่มากับข่าวลือ ตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากอธิบดีกรมการข้าว อนันต์ สุวรรณรัตน์ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นปลัดกระทรวง ในขณะที่เพื่อรุ่นราวคราวเดียวกัน KU 37 เกษียณอายุราชการในตำแหน่งอธิบดี และรองอธิบดีไปก่อนแล้วในปีนี้ คงต้องลุยงานของกระทรวงเกษตรฯ ไปคนเดียวอย่างเหงาๆ หน่อย แต่คนอัธยาศัยดีและประนีประนอมอย่าง ว่าที่ปลัดกระทรวงฯ อนันต์ สุวรรณรัตน์ คงมีภาคีพันธมิตรช่วยเหลือเกื้อกูลให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้

งานที่เกี่ยวกับข้าว คงไม่น่าหนักใจ เพราะอยู่กรมการข้าวมาเกือบ 4 ปี คงมีประสบการณ์ และมีแนวทางขับเคลื่อนให้เป็นไปตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ไม่ยากนัก เรื่องของยาง แม้จะจากสถาบันวิจัยยางและเรื่องราวของยางมานานแล้ว แต่ก็คงยังพอดึงประสบการณ์ และหาที่ปรึกษาเรื่องยางที่เจ๋งๆ ได้ไม่ยากนอีกทั้งรักษาการณ์ผู้ว่าการ กยท. เยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ ก็เคยทำงานด้วยกันมาก่อน คงคุยกันรู้เรื่อง ว่าแต่จะต้านอำนาจและอิทธิพลของใครบางกลุ่มได้หรือไม่…เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

งานสารเคมี เรื่องนี้น่าหนักใจ นอกจากท่านจะเสนอแนะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช เลือกใครมาเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตรแล้ว ท่านอาจจะต้องดูลึกไปถึง ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตรด้วย อีกด้านหนึ่งท่านก็ต้องตั้งหลักให้ดี กับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ และที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ที่ตำหนิรัฐบาล และประกาศจะแบนสารเคมี 3 ชนิดให้ได้ด้วย เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่กวนใจว่าที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ มากกว่าเรื่องอื่น แต่ท่านเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร และอธิบดีกรมวิชาการเกษตรมาก่อน คงแม่นในตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี

มีเรื่องที่ฟังเขาพูดต่อๆ กันมา บางเรื่องก็มีเกษตรกรเล่าให้ฟัง ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร จึงขอฝากว่าที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ท่านใหม่ไว้พิจารณา 2-3 เรื่อง….

เรื่องแรกคือเรื่องของหม่อนไหม กรมที่ท่านเคยเป็นอธิบดีมาก่อน…เดี๋ยวนี้ชาวบ้านไม่ค่อยเลี้ยงไหม สาวไหมเองแล้ว เพราะเส้นไหมจากต่างประเทศมีราคาถูกกว่า แถมมีการลักลอบนำเข้ามายิ่งราคาถูกเข้าไปอีก ชาวบ้านจึงซื้อเส้นไหมมาทอผ้าเป็นส่วนใหญ่ ไม่ต้องเลี้ยงไหม สาวไหมเองให้เสียเวลา งานวิจัยด้านหม่อนไหมดูเงียบๆ ซบเซาไป นอกจากชาใบหม่อน น้ำมัลเบอรี่ เครื่องสำอางจากไหม ก็ยังไม่เห็นนวัตกรรมอะไรใหม่… หรือมีแต่กรมหม่อนไหมไม่ได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ก็ไม่ทราบ….

เรื่องต่อมา คือ การลักลอบนำพันธุ์ไม้ออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ที่แน่ๆ มีคนยืนยัน คือ พันธุ์ทุเรียน ลักลอบออกทางด้านตะวันออก แถวตราด สระแก้ว และตะวันตกแถว ระนอง ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ลักลอบออกทางจังหวัดทางภาคอีสาน

ชาวบ้านบอกว่า ต้นพันธุ์ทุเรียนลักลอบนำออก เป็นแสนๆ ต้น อีกไม่เกิน 5 ปี เพื่อนบ้านเราคงมีทุเรียนหมอนทองมาแข่งตลาดกับทุเรียนไทย… ส่วนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังนั้น ทางประเทศเพื่อนบ้านต้องการมาก เพราะมันสำปะหลังในบ้านเขาถูกศัตรูพืชทำลายหมดไม่เหลือไว้ทำพันธุ์ปลูกต่อ เรื่องนี้นอกจากดูแลเรื่องลักลอบนำท่อนพันธุ์ออกไปแล้ว ยังต้องเฝ้าระวังศัตรูพืชที่จะระบาดเข้ามาในบ้านเราด้วย

เรื่องกล้วยไม้….กล้วยไม้เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่ทำรายได้ให้ประเทศปีละไม่น้อย ทั้งกล้วยไม้ตัดดอก และกล้วยไม้ต้น แต่การพัฒนาของวงการกล้วยไม้เกิดจากภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่ ทั้งการปรับปรุงพันธุ์ และการตลาด ทางราชการ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ มีบทบาทน้อยมาก แม้ครั้งหนึ่งเคยกำหนดให้กล้วยไม้เป็นสินค้า Product Champion แต่ปัจจุบันดูเหมือนจะไม่ไยดี ภาคเอกชนช่วยเหลือตนเองเป็นส่วนใหญ่ แม้จะมีกระทรวงพาณิชย์มาช่วยด้านการตลาดอยู่บ้าง แต่ทางด้านการพัฒนาวิชาการหากปล่อยให้ภาคเอกชนทำแต่ฝ่ายเดียว อนาคตอันใกล้อาจจะสู้สิงคโปร์ ไต้หวัน และจีนไม่ได้ และอาจจะสูญเสียตลาดให้กับประเทศเหล่านี้ไป ทางราชการน่าจะเข้ามาดูแลทั้งด้านวิชาการและการตลาดให้มากกว่านี้

วันนี้ยินดีกับว่าที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อนันต์ สุวรรณรัตน์ ด้วยเรื่องเบาๆ เพียงเท่านี้ก่อน 2 ปีที่ยังเหลืออยู่ท่านคงทำอะไรได้ไม่มากนัก แต่ถ้าท่านเริ่มต้นไว้ก็จะมีคนมาสานต่อได้ เว้นเสียแต่ว่าหลังเลือกตั้ง บรรยากาศทางการเมืองกลับมามีอิทธิพลต่อการบริหารราชการเหมือนเมื่อ 4 ปีก่อนหน้านี้ก็ตัวใครตัวมันแล้วกัน….

แว่นขยาย

เดินหน้าลดพื้นที่น้ำท่วมเมืองชุมพร กรมชลน้อมนำแนวพระราชดำริ เร่งเครื่องขุด-ขยาย‘คลองผันน้ำ’ สกัด3.75หมื่นไร่ได้รับผลกระทบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361102

x

เดินหน้าลดพื้นที่น้ำท่วมเมืองชุมพร กรมชลน้อมนำแนวพระราชดำริ เร่งเครื่องขุด-ขยาย‘คลองผันน้ำ’ สกัด3.75หมื่นไร่ได้รับผลกระทบ

วันศุกร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายศุภชัย วรรณะ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานชุมพร กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้เร่งดำเนินโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรตามแนวพระราชดําริ(คลองผันนํ้าคลองชุมพร) เพื่อบรรเทาอุทกภัยในเมืองชุมพรและพื้นที่ใกล้เคียง ประกอบด้วย การขุดคลองผันน้ำสายใหม่ จากคลองชุมพร-เหนือแยกปฐมพร ยาว 3.270 กิโลเมตร ขยายคลองนาคราช จากเหนือแยกปฐมพร – บ้านบางเป้ง ยาว 5.730 กิโลเมตร ขยายคลองชุมพร จากบ้านบางเป้ง – สะพานทุ่งคา พร้อมคันก้ันน้ำ ยาว 11.8 กิโลเมตร ก่อสร้างประตูระบายน้ำ 4 แห่ง และก่อสร้างอาคารระบายน้ำ 50 แห่ง

ทั้งนี้สืบเนื่องจากการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ และตรวจราชการพื้นที่ จ.ระนอง-ชุมพร ของนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง และการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร อุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมได้เร่งรัดให้ส่วนราชการต่างๆ ดำเนินการตามแผนงานให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและพื้นที่ในแต่ละลุ่มน้ำให้เกิดประสิทธิภาพ

สำหรับการแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดชุมพรนั้น กรมชลประทานได้ดำเนินงานโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรตามแนวพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขุดคลองระบายน้ำคลองหัววัง-พนังตักที่ช่วยบรรเทาอุทกภัยให้ลุ่มน้ำท่าตะเภา การดำเนินโครงการแก้มลิงหนองใหญ่ช่วยไม่ให้น้ำหลากเข้าท่วมอำเภอเมืองชุมพร และขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการในส่วนของคลองผันนํ้าคลองชุมพร เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำคลองชุมพร

“ลุ่มน้ำคลองชุมพรมีต้นกำเนิดน้ำในเขต อ.กระบุรี จ.ระนอง ไหลผ่านเขตชุมชนที่สำคัญ คือเขตตำบลวังไผ่ ต.บ้านนา ต.ขุนกระทิง ต.บางหมาก ต.ตากแดด และ ต.ทุ่งคา อ.เมือง จ.ชุมพร ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวไทยที่ปากน้ำชุมพร ความยาวลำน้ำ 75 กิโลเมตร ทั้งสองฝั่งคลองมีบ้านเรือนอยู่อย่างหนาแน่นเป็นชุมชนเมือง ทางด้านปลายคลองมีระดับต่ำทำให้น้ำทะเลรุกล้ำเข้ามาด้านในคลองได้หลายกิโลเมตร เมื่อถึงช่วงที่ร่องมรสุมพัดผ่านฝั่งอันดามันหรือฝั่งอ่าวไทย หรือเกิดฝนตกหนักติดต่อกัน 3-5 วัน จะเกิดน้ำหลากจากต้นน้ำเอ่อล้นตลิ่งทันที โดยน้ำจะท่วมตั้งแต่วัดเขาปูน ข้ามถนนสายเอเชีย 41 บริเวณสี่แยกปฐมพร ไหลผ่านตัวเมืองชุมพรในเขตพื้นที่ๆ กล่าวข้างต้น รวมพื้นที่ประมาณ 37,500 ไร่ และหากเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุน น้ำจะท่วมแช่ขังนาน 3-7 วัน ราษฎรได้รับความเสียหายเดือดร้อนเป็นประจำ” นายศุภชัยกล่าว

นอกจากนี้สภาพคลองชุมพรมีลักษณะลาดชันมาก คดเคี้ยวและแคบ สามารถรองรับน้ำได้ 200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที แต่ช่วงน้ำหลากจะมีน้ำไหลลงคลองในปริมาณ 550 ลบ.ม./วินาที ดังนั้นจึงต้องผันน้ำส่วนที่เหลือ 350 ลบ.ม./วินาที ออกจากคลองเดิมในบริเวณที่มีน้ำหลากไหลล้นตลิ่ง เพื่อให้ระบายออกสู่ทะเลได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

ผู้อำนวยการโครงการชลประทานชุมพร กล่าวต่อว่า การขุดขยายคลองนาคราช ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคลองชุมพร จะทำให้สามารถระบายน้ำได้อัตรา 350 ลบ.ม.ต่อวินาที การขยายคลองชุมพรจากบ้านบางเป้ง – สะพานทุ่งคา จะสามารถระบายน้ำได้อัตรา 550 ลบ.ม./วินาที และการขุดคลองผันน้ำสายใหม่จากคลองชุมพรด้านเหนือสี่แยกปฐมพรไปจนถึงจุดตัดถนนสายเอเชีย 41 ระยะทางประมาณ 3.3 กม. สามารถระบายน้ำได้ 350 ลบ.ม./วินาที พร้อมกับสร้างประตูระบายน้ำขนาด 6 x 7 เมตร 6 ช่อง จำนวน 4 แห่ง เพื่อใช้ในการควบคุมและบริหารจัดการน้ำ ซึ่งขณะนี้งานทั้งหมดอยู่ระหว่างก่อสร้างและเวนคืนที่ดิน คาดว่าจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผนภายในปี 2564 แน่นอน

“การขุดคลองผันน้ำคลองชุมพร ยังช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมถนนสายเอเชียที่เกิดจากฝนตกหนัก นับเป็นการช่วยลดปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำคลองชุมพรได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งยังสามารถกักเก็บน้ำในคลอง แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่เกษตร และน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งได้อีกด้วย” นายศุภชัย กล่าว

สืบสานพระมารดาไหมไทย กรมหม่อนไหมจัดงาน‘รักแม่ ซื้อผ้าไหมให้แม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361099

สืบสานพระมารดาไหมไทย  กรมหม่อนไหมจัดงาน‘รักแม่ ซื้อผ้าไหมให้แม่’

สืบสานพระมารดาไหมไทย กรมหม่อนไหมจัดงาน‘รักแม่ ซื้อผ้าไหมให้แม่’

วันศุกร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมหม่อนไหม โดยสำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 4 จ.นครราชสีมา ร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 86 พรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา จัดงานสืบสานพระมารดาแห่งไหมไทย “รักแม่ ซื้อผ้าไหมให้แม่” จ.นครราชสีมา เพื่อกระตุ้นสร้างการรับรู้และเข้าถึงสินค้าจากไหมคุณภาพ สู่การเป็นของใช้ ของขวัญอันเลอค่าให้กับแม่และคนที่รัก

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า การจัดงานสืบสานพระมารดาแห่งไหมไทย “รักแม่ ซื้อผ้าไหมให้แม่” ของสำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1–6 และศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตอลดจนประชาชนทุกภาคส่วน ได้รับทราบถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงงานด้านหม่อนไหมด้วยวิริยอุตสาหะมาโดยตลอด พร้อมกับส่งเสริมให้อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกร

ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์เอกลักษณ์ความเป็นไทยให้คงอยู่ พร้อมกับเชิดชูเกษตรกร บุคคล และเยาวชน ที่มีส่วนช่วยสืบสานงานด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมตลอดทั้งส่งเสริมการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ โดยรูปแบบงานได้มีการจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติด้านหม่อนไหมแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์หม่อนไหมและสิ่งประดิษฐ์จากรังไหมมากกว่า 20 ร้านค้า จากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สระบุรี สุรินทร์ และหน่วยส่งเสริมหม่อนไหมสระแก้ว ซึ่งจะมีสินค้าผ้าไหมที่หลากหลายรูปแบบตามเอกลักษณ์ท้องถิ่น เช่น ผ้าไหมหางกระรอก จ.นครราชสีมา ผ้าซิ่นตีนแดง จ.บุรีรัมย์ นอกจากนี้สินค้าเกษตรอื่นๆ และกิจกรรมการประกวดต่างๆ ซึ่งงานได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-29 สิงหาคม 2561

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5 สงขลา’เดินหน้าเชิงรุกลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยในนาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361103

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5 สงขลา’เดินหน้าเชิงรุกลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยในนาข้าว

รายงานพิเศษ : ‘สสก.5 สงขลา’เดินหน้าเชิงรุกลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยในนาข้าว

วันศุกร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งดูแลจังหวัดในเขตภาคใต้ตอนล่างจำนวน 7 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดตรัง พัทลุง สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และจังหวัดนราธิวาส พืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญในพื้นที่ ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าว และไม้ผล ซึ่งมีเกษตรกรในแต่ละจังหวัดมีการเพาะปลูกกันมาก และพบว่าข้าวเป็นพืชที่กำลังประสบปัญหาเรื่องราคาที่ตกต่ำ มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในส่วนของการใช้ปุ๋ยในนาข้าวของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรปล่อยนาให้เป็นที่รกร้างมากขึ้นดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องลดต้นทุนด้านการใช้ปุ๋ยและส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้อง เป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยลดต้นทุนการผลิตข้าวได้

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ นายสมชาย พรุเพชรแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มวิชาการส่งเสริมการเกษตร จัดทำแปลงทดสอบสาธิตการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมด้านดินและปุ๋ยในการลดต้นทุนการผลิต ปี 2561 ในพื้นที่นาข้าวของ นายทวี วรรณดี ที่ตั้งแปลง หมู่ที่ 9 ตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา จำนวน 8 ไร่ 3 แปลง พันธุ์ข้าว กข 43 อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 90-95 วัน เป็นนาหว่านน้ำตม ใช้เมล็ดพันธุ์ไร่ละ 9 กิโลกรัม เพื่อทำการศึกษาการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ เปรียบเทียบกับวีธีการใช้ปุ๋ยของเกษตรกร ในการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ผ่านกรรมวิธีในการเปรียบเทียบ ดังนี้ กรรมวิธีที่ 1 การใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน พื้นที่ 2 ไร่ ต้นทุนปุ๋ย 248.20 บาทต่อไร่ ครั้งที่ 1 ปุ๋ยเคมีสูตร 18 – 46 – 0 จำนวน 7 กิโลกรัมต่อไร่ ปุ๋ยเคมีสูตร 0 – 0 – 60 จำนวน 7 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่ 2 ปุ๋ยเคมีสูตร 46 – 0 – 0 จำนวน 5 กิโลกรัมต่อไร่ กรรมวิธีที่ 2 การใช้ปุ๋ยเคมีลดลงร้อยละ 25 จากค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ พื้นที่ 2 ไร่ (ใช้ปุ๋ยพีจีพีอาร์ผสมเมล็ดพันธุ์ข้าว และผสมกับปุ๋ยเคมีในครั้งแรก รวม 1 กิโลกรัมต่อไร่) ต้นทุนปุ๋ย 226.15 บาทต่อไร่ ครั้งที่ 1 ปุ๋ยเคมีสูตร 18 – 46 – 0 จำนวน 5.25 กิโลกรัมต่อไร่ ปุ๋ยเคมีสูตร 0– 0 – 60 จำนวน 5.25 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่ 2 ปุ๋ยเคมีสูตร 46 – 0 – 0 จำนวน 3.75 กิโลกรัมต่อไร่ กรรมวิธีที่ 3 การใช้ปุ๋ยตามวิธีของเกษตรกร (Control) พื้นที่ 4 ไร่ ต้นทุนปุ๋ย 1,400.00 บาทต่อไร่ ครั้งที่ 1 ปุ๋ยเคมีสูตร 16 – 20 – 0 จำนวน 50 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่ 2 ปุ๋ยเคมีสูตร 16 – 20 – 0 จำนวน 50 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ ในการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 จะใส่ตอนข้าวอายุ 15 วัน และครั้งที่ 2 ตอนข้าวอายุ 50 วัน

“จากผลการทดลองปรากฏว่า อัตราการเจริญเติบโตของต้นข้าวในทั้ง 3 กรรมวิธี ไม่ค่อยมีความแตกต่างกันมากนักในการแตกกอ และความสูง แต่ผลการใช้ปุ๋ยเคมีลดลงร้อยละ 25 จากค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ มีปริมาณผลผลิตข้าวที่ความชื้น 15% สูงที่สุด คือ 435.51 กิโลกรัมต่อไร่ รองลงมาคือการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน 431.07 กิโลกรัมต่อไร่ และตามวิธีของเกษตรกร 428.71 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ดังนั้นผลจากการทดสอบสาธิตในพื้นที่สามารถสรุปได้ว่าการการใช้ปุ๋ยเคมีลดลงร้อยละ 25 จากค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ และการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ประมาณไร่ละ 1,150 บาท และสามารถเพิ่มผลผลิตขึ้นได้เล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยอมรับผลการทดลองและจะเร่งรัดการปรับใช้ในพื้นที่ตัวเองในฤดูการผลิตต่อไป ทั้งนี้ นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร คนที่ 1 พร้อมด้วยนางสาวชัญญา ทิพานุกะ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร และคณะ ได้เดินทางมาติดตามผลการดำเนินงานการจัดทำแปลงทดสอบในพื้นที่พร้อมกับให้ข้อเสนอแนะให้มีการขยายผล และประชาสัมพันธ์ไปยังพื้นที่ข้างเคียง และจังหวัดอื่นๆ ให้มากที่สุดเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติอย่างกว้างขวางต่อไป” นายสุพิท กล่าวทิ้งท้าย