สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำปลอดภัย เกษตรฯย้ำได้ผลคุ้มค่ากว่า90% ไร้สารตกค้างในเนื้อ-น้ำมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362106

x

สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำปลอดภัย เกษตรฯย้ำได้ผลคุ้มค่ากว่า90% ไร้สารตกค้างในเนื้อ-น้ำมะพร้าว

วันพุธ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดข้อมูลผลการใช้สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำได้ผลคุ้มค่ากว่า 90% ตอกย้ำไม่มีสารตกค้างในเนื้อและน้ำมะพร้าว

นางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การใช้สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวเป็นหนึ่งในวิธีผสมผสานที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อพบการระบาดของศัตรูพืชในวงกว้าง ซึ่งสารเคมีจะช่วยตัดวงจรหนอนหัวดำในระยะตัวหนอนได้อย่างรวดเร็ว สามารถลดจำนวนประชากรหนอนหัวดำได้ไม่ต่ำกว่า 90% ถ้าเป็นการพ่นสารเคมีทางใบ หนอนหัวดำจะเริ่มตายภายใน 3 วัน ส่วนการฉีดสารเคมีเข้าต้นจะเห็นผลภายใน 7-10 วันขึ้นอยู่กับระยะความสูงของต้น ที่สำคัญสารเคมีที่ฉีดเข้าต้นจะสามารถควบคุมศัตรูมะพร้าวได้นานถึง 90 วัน โครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ ได้มีการใช้สาร emamectin benzoate 1.92% EC จำนวน 78,254 ลิตร สำหรับฉีดเข้าต้นมะพร้าวแกงที่สูงมากกว่า 12 เมตร จำนวน 2,608,034 ต้น และสาร flubendiamide 20% WG จำนวน 6,358 กิโลกรัม สำหรับพ่นทางใบในมะพร้าวแกงที่สูงน้อยกว่า 12 เมตร และมะพร้าวอ่อนทุกความสูง จำนวน 1,269,100 ต้น

ทั้งนี้ จากการประเมินประสิทธิภาพของสารเคมีในการกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ประเมินผลการฉีดสารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC เข้าต้นมะพร้าวสามารถกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากฉีดสารเคมีเข้าต้นเป็นระยะเวลา 1, 2 และ 3 เดือน พบว่าระดับความเสียหายที่เกิดจากหนอนหัวดำลดลงตามลำดับ ไม่พบหนอนหัวดำมะพร้าวจากการสุ่มนับใบย่อยหลังจากฉีดสารเคมีเข้าต้น ต้นมะพร้าวมีการฟื้นตัว ที่ดีขึ้นโดยภาพรวม ระดับความเสียหายลดลง และมีใบใหม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามในเดือนที่ 3 หลังจากการฉีดสารเคมีเข้าต้นเริ่มมีการสำรวจพบตัวอ่อนแมลงดำหนามเข้าแทรกแซงการทำลาย

ส่วนกรมส่งเสริมการเกษตร ประเมินผลการฉีดสารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC และพ่นสาร flubendiamide 20% WG พบว่า การฉีดสารเคมีเข้าต้นทำให้ประชากรหนอนหัวดำลดลง 97.7% ส่วนการใช้สารเคมีพ่นทางใบทำให้ประชากรหนอนหัวดำลดลง 94.6% ต้นมะพร้าวมีการฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าต้นมะพร้าวจะฟื้นตัวสู่ภาวะปกติ ภายใน 9 เดือนหลังการใช้สารเคมี ที่สำคัญคือไม่พบสารเคมีตกค้างในเนื้อและน้ำมะพร้าวหลังการใช้สารเคมีฉีดเข้าต้น ซึ่งวิเคราะห์โดยบริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด จึงมีความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

ไทยจับมือ30ชาติ‘เอเชีย-แอฟริกา’ งัดเทคโนโลยีสกัดค้าสัตว์ข้ามชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362104

x

ไทยจับมือ30ชาติ‘เอเชีย-แอฟริกา’ งัดเทคโนโลยีสกัดค้าสัตว์ข้ามชาติ

วันพุธ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกรุงเทพฯ เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการจัดการปัญหาอาชญากรรมด้านป่าไม้และสัตว์ป่า รวมถึงการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในระหว่างวันที่ 27-30 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ที่สถาบัน AIT

โดยการประชุมครั้งนี้ เป็นเวทีพูดคุยหารือเชิงกลยุทธ์ การใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ชุดเครื่องมือเชิงสร้างสรรค์ รวมถึงมาตรการด้านเทคนิคและการกำกับดูแล เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการเก็บข้อมูล การรวบรวม การวิเคราะห์ และการสนับสนุนการพัฒนาความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐานของประชาชน อันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมป่าไม้และสัตว์ป่าในระดับประชาคมประเทศทางโซนใต้ของโลก (South-South community) ทั้งในทวีปแอฟริกาและเอเชีย โดยมีผู้แทนภาคส่วนต่างๆ ทั้งรัฐบาล นักการเมืองผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และภาคส่วนด้านการพัฒนาจากประเทศต่างๆ กว่า 30 ประเทศในภูมิภาค มาร่วมหารือและนำเสนอมุมมองความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการปัญหาอาชญากรรมด้านป่าไม้และสัตว์ป่า ใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1.การจัดการปัญหาการนำไปใช้ การค้า และการลักลอบค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย 2.การค้นหาสถานที่สำหรับบริการทางเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และด้านการเงิน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน และ 3.การสร้างระบบการบริหารจัดการที่สนับสนุนรัฐบาลในประเทศทางโซนใต้ของโลก ทั้งในภูมิภาคแอฟริกา และภูมิภาคเอเชีย ที่อาจขยายตัวไปยังประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา

ส่องเกษตร : ‘ปิดจ๊อบ’จำนำข้าวผลาญชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362102

449007

ส่องเกษตร : ‘ปิดจ๊อบ’จำนำข้าวผลาญชาติ

วันพุธ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการ “ปิดจ๊อบ” โครงการรับจำนำข้าวผลาญชาติในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปเป็นที่เรียบร้อยเสียที เพราะข้าวลอตสุดท้ายที่เหลือจากโครงการรับจำนำ สามารถประมูลขายออกไปได้หมดสิ้นแล้ว…

ข้าวลอตสุดท้ายนี้จัดเป็นข้าวที่เรียกได้ว่า“เหลือเดน” เพราะ“เสื่อมสภาพ”จนไม่สามารถให้คนบริโภคได้ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่เรียกว่า ข้าวสำหรับเอาไปใช้ในอุตสาหกรรม ก็คือเอาไปทำเป็นอาหารสัตว์จำนวน 2.45 แสนตัน กับกลุ่มสำหรับเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคนและสัตว์ คือ ต้องเอาไปทำปุ๋ยหรือทำเชื้อเพลิง“เอทานอล” อีก 2.23 หมื่นตัน

แม้นางมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศระบุผลสำเร็จประมูลข้าวลอตสุดท้ายนี้ว่า สามารถประมูลขายได้หมดเกลี้ยง ในราคาที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ในข้อเท็จจริง ราคาที่ขายได้นี้ ก็ขาดทุนย่อยยับ…กล่าวคือ กลุ่มข้าวสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม 2.45 แสนตันขายได้ราคาเฉลี่ยตันละ 6,670 บาท ส่วนกลุ่มข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคนและสัตว์ได้ราคาเฉลี่ยตันละ 4,584 บาทเท่านั้น เทียบกับราคาที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์รับจำนำ บวกค่าเก็บรักษาและอื่นๆ ที่รวมแล้วต้นทุนตกอย่างน้อยตันละ 25,000 บาท เท่ากับข้าว“เหลือเดน” นี้ ขาดทุนย่อยยับตันละร่วม 2 หมื่นบาท!

ขณะที่โดยสรุปทั้งหมดแล้ว ข้าวที่รับจำนำยุค“ยิ่งลักษณ์”ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)จะเข้ามาบริหารนั้น มีตัวเลขทางบัญชีอยู่ที่ 18.7 ล้านตัน แต่คณะทำงานที่ คสช.ตั้งขึ้นได้เข้าไปตรวจสอบพบว่า มีข้าวในสต๊อกจริงอยู่ทั้งสิ้นเพียง 17.7 ล้านตัน (ข้าวหายไป 1 ล้านตัน!) ในจำนวนนี้มีข้าวที่ไม่มีภาระผูกพันให้กระทรวงพาณิชย์นำออกมาประมูลขายทั้งสิ้น 16.91 ล้านตัน รวมการประมูลครั้งสุดท้ายนี้ด้วย เท่ากับว่า เปิดประมูลขายไป 32 ครั้ง ได้เงินกลับคืนมารวม 146,176 ล้านบาท…

เทียบกับเงินที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ควักกระเป๋า ธ.ก.ส.ใช้รับจำนำข้าวไปก่อน ร่วมๆ 7 แสนล้านบาท ก็คงขาดทุนมากกว่า 5 แสนล้านบาท…เป็นไปตามที่ผู้เชี่ยวชาญต่างๆเคยประเมินกันไว้

ซึ่งไม่ว่าจะขายข้าวที่รับจำนำนี้ไปอย่างไร ก็ต้องขาดทุนมโหฬารหลายแสนล้านบาททั้งนั้น เพราะต้นทุนที่รับจำนำไว้สูงลิ่ว บวกกับการทุจริตโกงกินทุกรูปแบบจากการรับจำนำยุคยิ่งลักษณ์ ยิ่งเพิ่มต้นทุนมหาศาล ขณะที่ขายในตลาดโลกหรือขายแบบประมูลก็ขาดทุนเกินครึ่งทั้งนั้น อย่างที่รองอธิบดี“มนัสนิตย์”บอก คือ หากเปรียบเทียบราคาที่ขายได้ทั้งหมด เมื่อเทียบกับราคาที่รับจำนำไว้ จะพบว่าขาดทุนตั้งแต่เริ่มรับจำนำ เพราะหากจะขายให้ได้คุ้มทุน ราคาเฉลี่ยต้องอยู่ที่ประมาณ 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ตอนนี้ราคาข้าวในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 411 เหรียญสหรัฐต่อตันเท่านั้น…และช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ราคาข้าวในตลาดโลกยิ่งตกต่ำกว่านี้มากอีกด้วย

ย้ำอีกครั้ง ตัวเลขทั้งหมดนี้ ถือเป็นการสรุป“ปิดจ๊อบ”สำหรับโครงการจำนำข้าวผลาญชาติยุค “ยิ่งลักษณ์” ที่รัฐบาล คสช.โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็คงจะได้ตัวเลขที่ชัดเจนสำหรับเอาไปจัดการตามกระบวนการกฎหมาย เพื่อเรียกค่าเสียหายผู้ที่เกี่ยวข้องในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร(ตามที่ดำเนินการไปบ้างแล้วทั้งกรณี“ยิ่งลักษณ์”เอง ตลอดจนกลุ่มอดีตรมว.พาณิชย์-บุญทรง เตริยาภิรมย์กับพวก) ตลอดจนการไล่เบี้ยทวงคืนจากขบวนทุจริตตั้งแต่“ต้นน้ำ” จนถึง“ปลายน้ำ”กันต่อไป เพราะคดีที่ยังคั่งค้างจากการทุจริตโครงการจำนำข้าวนั้น มีนับพันๆคดีที่ต้องไล่เบี้ยกันตั้งแต่ โรงสี,โกดังเก็บสต๊อกข้าว,เซอร์เวย์เยอร์,เจ้าหน้าที่ หน่วยงานรัฐผู้รับผิดชอบอย่าง อ.ต.ก. อคส. เป็นต้น

และคงต้องย้ำกับพี่น้องเกษตรกรชาวนา ตลอดจนประชาชนชาวไทยทั้งประเทศด้วย ที่จะต้องจดจำบทเรียนอันเจ็บปวดจากนโยบายประชานิยม“เคลือบยาพิษ”อย่างโครงการจำนำข้าวนี้ไว้ให้ดีๆ อย่าได้หลงกลตกเป็นเหยื่อมันอีก จนประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องวิกฤติพินาศซ้ำรอย ซ้ำซากๆ

ที่ต้องเตือนเช่นนี้ เพราะยิ่งใกล้เวลาเข้ามาเท่าไหร่ในการเลือกตั้งปีหน้า 2562 ตามโรดแมป ก็ดูเหมือนหลายๆ พรรคการเมือง ทั้งพรรคสามานย์เก่าๆ ตลอดจนพรรคแปลงโฉมเป็นพรรคใหม่ๆ ต่างก็ตั้งท่าที่จะขุดเอานโยบายประชานิยม “น้ำตาลเคลือบยาพิษ”โดยเฉพาะเรื่อง“ข้าว” ขึ้นมาหลอกล่อเรียกคะแนนนิยมกันอีกแล้วครับท่าน…

อย่างไรก็ตามสำหรับรัฐบาล คสช.และสนช.สภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดนี้ ก็กำลังจะออกพ.ร.บ.ข้าวฉบับใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง ไว้โอกาสหน้า ผมจะนำมาเล่าให้ฟังต่อไป

รักษ์เกษตร : รู้อย่างไร พืชขาดธาตุอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361816

รักษ์เกษตร : รู้อย่างไร พืชขาดธาตุอาหาร

รักษ์เกษตร : รู้อย่างไร พืชขาดธาตุอาหาร

วันอังคาร ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีสังเกตลักษณะการขาดธาตุอาหารของพืช เพื่อหาทางแก้ปัญหาได้ตรงจุดครับ

ดนัย ทรงวิทยา

อ.เมือง จ.นครราชสีมา

คำตอบ

การขาดธาตุอาหารของพืช สาเหตุมาจากการปลูกพืชโดยไม่เติมอินทรียวัตถุลงไปในดินเลย เมื่อพืชดูดอินทรียวัตถุออกไปใช้หมด ก็ทำให้พืชหยุดการเจริญเติบโตลง และเกิดโรคในที่สุด วิธีสังเกตง่ายๆ คือ ในแต่ละปี ผลผลิตที่ได้จะค่อยๆ ลดต่ำลงลงไปเรื่อยๆ

อาการขาดธาตุอาหารของพืช จากเอกสารวิชาการเกษตร ในเบื้องต้น พอจะสรุปลักษณะอาการขาดธาตุอาหาร ได้ดังนี้

1) อาการที่พืชขาดธาตุไนโตรเจน การเจริญเติบโตจะหยุดชะงัก และใบแก่จะมีสีเหลืองซีดจากการขาดคลอโรฟิลล์ ส่วนใบอ่อนจะยังคงมีสีเขียวนานกว่า ในพืชพวกข้าวโพด และมะเขือเทศ ลำต้น ก้านใบ ผิวใบด้านล่างเปลี่ยนเป็นสีม่วงได้

2) อาการที่พืชขาดธาตุฟอสฟอรัส พืชจะแคระแกร็น ใบแก่มีสีเขียวเข้ม เพราะมีการสะสมสารสีของแอนโทไซยานิน และทำให้พืชโตช้า

3) อาการที่พืชขาดธาตุโพแทสเซียม ใบแก่ในพืชใบเลี้ยงคู่ จะมีสีซีด ในระยะต่อมาจะพบจุดสีเข้มที่เนื้อใบตาย กระจายเป็นจุดๆ ส่วนในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวนั้น บริเวณปลายใบและเส้นใบ จะตายก่อน ทำให้ลำต้นอ่อนแอ

4) อาการที่พืชขาดธาตุกำมะถัน ไม่คอยจะพบมากนัก แต่ถ้าเกิดอาการขาดโดยทั่วไปแล้ว ใบมักจะมีสีเหลือง หรือใบไหม้ โดยเกิดที่ใบอ่อนก่อน จะลดการเจริญเติบโตและขนาดของใบ

5) อาการที่พืชขาดธาตุแมกนีเซียม เกิดในใบแก่ก่อน ใบในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างเส้นใบจะมีอาการซีด ในขณะที่เส้นใบยังคงเขียวอยู่ อาการซีดจะเกิดที่ใบพื้นที่บริเวณใกล้เส้นกลางใบก่อน แล้วลามไปที่ปลายใบ

6) อาการที่พืชขาดธาตุแคลเซียม ส่วนของตายอดจะหยุดชะงักการเจริญเติบโต และปลายรากจะตาย จะเกิดในใบอ่อนก่อนใบแก่ และเส้นใบจะบิดเบี้ยว

7) อาการที่พืชขาดธาตุเหล็ก ใบแก่จะมีอาการซีดคล้ายกับอาการขาดแมกนีเซียม และเนื้อเยื่อมีลายเป็นจุดๆ

8) อาการที่พืชขาดธาตุคลอรีน ใบอ่อนจะมีอาการเหี่ยว ค่อยๆ เหลืองแล้วใบร่วงตายไปเป็นลำดับ หรือบางครั้งมีสีบรอนซ์เงิน รากจะแคระเกร็นและบางลง

9) อาการที่พืชขาดธาตุแมงกานีส จะมีสีซีดตรงระหว่างเส้นใบในใบอ่อนหรือแก่ ขึ้นอยู่กับชนิดพืช ทำให้แผลเนื้อเยื่อตาย และใบร่วงในเวลาต่อมา เกิดจากคลอโรพลาสไม่ทำงาน คลอโรฟิลล์ไม่กระจายตัว และการเจริญเติบโตลดลง

10) อาการที่พืชขาดธาตุโบรอน เกิดจากการที่อากาศผันแปร ทำให้ลำต้นเนื้อเยื่อเจริญปลายรากตาย ปลายรากจะบวมมีสีซีด เนื้อเยื่อพืชไม่ทำงาน ส่วนใบจะบางลง แตกง่าย ใบหงิก เหี่ยวเฉา และเป็นจุดสีซีด

11) อาการที่พืชขาดธาตุสังกะสี สังเกตจากข้อปล้องของพืชสั้น ขนาดของใบเล็ก เส้นใบย่น และใบมีสีซีด

12) อาการที่พืชขาดธาตุสังกะสี และทองแดง การขาดทองแดงในสภาพธรรมชาติหายาก ใบอ่อนมีสีเขียวแก่ และผิดรูปไป มักพบจุดแผลตายบนใบ การเจริญเติบโตลดลง แคระเกร็น ลดการแตกพุ่ม รากมีสีเข้ม และยางผิดปกติ

13) อาการที่พืชขาดธาตุโมลิดีนัม ในใบแก่จะมีสีซีดในพื้นที่ระหว่างเส้นกลางใบ หรือทั้งเส้นกลางใบ แกนใบไหม้เกรียม มีลักษณะคล้ายกับอาการขาดไนโตรเจน

ในสภาพธรรมชาติแล้ว มักจะพบว่า พืชส่วนมากจะขาดธาตุอาหารมากกว่าสองชนิดขึ้นไป ตัวอย่าง เช่น จากสภาพดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ธาตุสังกะสี เหล็ก ทองแดง แมงกานีส และโบรอน ก็มีโอกาสขาดได้ในพืช จึงทำให้อาการปะปนกันไป

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : ‘เขื่อน’แข็งแรง ปลอดภัย ช่วยพ้นภัยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361818

รายงานพิเศษ : ‘เขื่อน’แข็งแรง ปลอดภัย ช่วยพ้นภัยน้ำท่วม

รายงานพิเศษ : ‘เขื่อน’แข็งแรง ปลอดภัย ช่วยพ้นภัยน้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากกรณีเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ในสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) แตก สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นมูลค่ามหาศาล ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า เขื่อนในประเทศไทยจะแตกหรือไม่? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2561 เขื่อนหลายแห่งปริมาณน้ำเกินความจุในระดับกักเก็บ ล้นทางระบายน้ำล้น(Spillway) โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นต้น และเขื่อนอีกหลายแห่งมีปริมาณน้ำสูงเกินมาตรฐานกำหนด(Rule Curve) ยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลว่า เขื่อนไทยจะเหมือนเขื่อนของ สปป.ลาวหรือไม่?

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในการดูแลของกรมชลประทานทุกแห่งถูกออกแบบตามหลักวิชาการ สอดคลองกับภูมิประเทศ และสามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้สูงถึง 7 ตามมาตราริกเตอร์ นอกจากนี้ยังได้ทําการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตลอดทั้งปีแม้ในยามปกติที่ไม่มีภัยพิบัติใดๆ

อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากขึ้น ยังได้สั่งการให้ดำเนินการตรวจสภาพความมั่นคง และสภาพน้ำของเขื่อนทุกเขื่อน ทั้งที่สร้างเสร็จแล้วและกำลังก่อสร้างเป็นกรณีพิเศษ พร้อมทั้งให้จัดเวรยามประจำทุกเขื่อนเฝ้าระวังเหตุการณ์ตลอดเวลา จัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ที่ต้องใช้เกี่ยวกับเขื่อนไว้ให้พร้อมใช้งานได้ทันที การติดต่อสื่อสารไปยังเขื่อนและเจ้าหน้าที่ประจำเขื่อนต้องทำได้มากกว่า 1 ช่องทางอีกด้วย

เขื่อนของไทยไม่ใช่จะมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยเท่านั้น แต่ “เขื่อน” ยังช่วยไม่ให้เกิดวิกฤติน้ำท่วมที่รุนแรงได้อีกด้วย เช่น กรณีฝนตกหนักในลุ่มน้ำเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนเพชรบุรี ช่วยให้ชาวเพชรบุรีพ้นจากภัยน้ำท่วมได้

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ช่วงก่อนฤดูฝน กรมชลประทานได้เตรียมการพร่องน้ำในเขื่อนแก่งกระจานให้เหลือประมาณ 296 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 42 ของความจุในระดับกักเก็บคือ 710 ล้านลบ.ม. ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 เกิดฝนตกหนัก ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนฯถึง 160 ล้าน ลบ.ม. ภายในหนึ่งคืน ซึ่งมากกว่าแม่น้ำเพชรบุรีจะรับได้ราว 10 เท่า

“ถ้าหากไม่มีเขื่อนแก่งกระจาน ปริมาณน้ำมหาศาลกว่า 160 ล้านลบ.ม จะไหลบ่า ท่วมอ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง และ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพยสินจำนวนมหาศาลอย่างแน่นอน” นายทวีศักดิ์กล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำที่เขื่อนขุนด่านปราการชลว่า จากการรายงานของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กรมชลประทาน และ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า เขื่อนขุนด่านปราการชล ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สามารถเก็บกับปริมาณน้ำส่วนใหญ่ที่เกิดจากฝนที่ตกหนักภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในช่วงวันที่ 13 สิงหาคม 2561 ทำให้ลดความรุนแรง และความเสียหายที่เกิดจากน้ำป่าไหลหลากในครั้งนี้ได้

“หากไม่มีเขื่อนขุนด่านปราการชล อันเนื่องมาจากพระราชดำริปริมาณน้ำกว่า 20 ล้านลบ.ม. จะไหลลงสู่คลอง ท่าด่านมาสมทบกับปริมาณน้ำจากคลองวังตะไคร้ คลองมะเดื่อ คลองนางรอง และคลองสาริกา สถานการณ์น้ำป่าจะรุนแรง สร้างความเสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน”รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

ที่เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่น้ำจะเต็มเขื่อน วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 431 ล้าน ลบ.ม. เพียงแค่ 5 วัน นำไหลเข้าเขื่อนรวมกันถึง 112 ล้านลบ.ม. น้ำเต็มเขื่อนในวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 จากนั้นก็ล้นSpillway เรื่อยมา โดยมีปริมาณน้ำสูงสุดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561 อยู่ที่ 536 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 103 หากไม่มีเขื่อนน้ำอูน ปริมาณน้ำกว่า 112 ล้านลบ.ม. จะไหลลงท่วมพื้นที่จ.สกลนคร รวมไปถึงบริเวณลุ่มน้ำสงครามจ.นครพนม สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างอย่างแน่นอน

เขื่อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ก็เช่นเดียวกัน ลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งมีเขืื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ในช่วงเดือนสิงหาคม 2561 จนถึงปัจจุบัน ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนทั้ง 2 แห่ง รวมกันเฉลี่ยไม่น้อยวันละ 160 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งหากไม่มีเขื่อนแล้วแค่ครึ่งเดือนจะมีปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มน้ำแม่กลองกว่า 2,400 ล้านลบ.ม. เพียงพอที่จะทำให้ลุ่มน้ำแม่กลองซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมตั้งแต่ จ.กาญจนบุรี จ.สุพรรณบุรี จ.ราชบุรี จ.นครปฐม จ.สมุทรสงคราม และจ.สมุทรสาคร จมบาดาล

เขื่อนไทย นอกจากจะมีความมั่นคง แข็งแรงแล้ว ยังสร้างประโยชน์อย่างมหาศาล ป้องกันไม่ให้วิกฤติน้ำท่วมเกิดขึ้นในปีนี้ได้…

เข้มพัฒนาผู้สอบบัญชีภาคเอกชน กตส.อบรมหลักสูตรเสริมเขี้ยวเล็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361813

x

เข้มพัฒนาผู้สอบบัญชีภาคเอกชน กตส.อบรมหลักสูตรเสริมเขี้ยวเล็บ

วันอังคาร ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เข้มพัฒนาผู้สอบบัญชีภาคเอกชน

กตส.อบรมหลักสูตรเสริมเขี้ยวเล็บ

รู้เท่าทันความซับซ้อนธุรกิจสหกรณ์

นางสาววิภา เจริญศิริสุนทร รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.) ได้จัดการอบรมพัฒนาความรู้ผู้สอบบัญชีภาคเอกชน ประจำปี 2561 หลักสูตรที่ 2 เรื่อง เจาะลึกการจัดทำกระดาษทำการ จับประเด็นสำคัญในการเขียนรายงานของผู้สอบบัญชี ที่โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ มหานาค กทม. ทั้งนี้สืบเนื่องจากปัจจุบันการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์มีความซับซ้อนมากขึ้น เกิดประเด็นปัญหาการปฏิบัติงานตามกฎหมายสหกรณ์ ส่งผลกระทบต่อการแสดงความเห็นของผู้สอบบัญชีต่องบการเงินของสหกรณ์ ประกอบกับมาตรฐานการสอบบัญชี เทคโนโลยี สภาวะเศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงไป และผู้ปฏิบัติงานสอบบัญชีต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชี รหัส 230 เอกสารหลักฐานของงานตรวจสอบ รหัส 220 “การควบคุมคุณภาพการตรวจสอบงบการเงิน” และรหัส 500 หลักฐานของงานตรวจสอบ ที่กำหนดให้ผู้สอบบัญชีต้องจัดทำหลักฐานที่เพียงพอและเหมาะสม เพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างมีเหตุผลในการแสดงความเห็นของผู้สอบบัญชี รวมทั้งประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง วิธีการจัดทำ การจัดส่งกระดาษทำการ รายงานของผู้สอบบัญชี รายงานผลการตรวจสอบและรายงานข้อมูลทางการเงินของสหกรณ์ พ.ศ. 2560

ดังนั้น เพื่อเพิ่มพูนทักษะในการจัดทำหลักฐานที่เพียงพอและเหมาะสม ตลอดจนให้สามารถได้ข้อสรุปอย่างมีเหตุผลในการแสดงความเห็นของผู้สอบบัญชี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในฐานะผู้กำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีภาคเอกชน จึงได้จัดการอบรมพัฒนาความรู้ผู้สอบบัญชีภาคเอกชน ประจำปี 2561 หลักสูตรที่ 2 เรื่อง เจาะลึกการจัดทำกระดาษทำการ จับประเด็นสำคัญในการเขียนรายงานการสอบบัญชีสหกรณ์ เพื่อพัฒนาความรู้ให้ผู้สอบบัญชีภาคเอกชน และผู้ช่วยผู้สอบบัญชี ให้มีความเข้าใจในการจัดทำกระดาษทำการ การเขียนรายงานการสอบบัญชีมากยิ่งขึ้น โดยมีผู้สอบบัญชี ภาคเอกชนและผู้ช่วยผู้สอบบัญชี รวม 247 คน เข้ารับการอบรม และได้รับเกียรติจาก อาจารย์ณัฐเสกข์ เทพหัสดิน ที่ปรึกษาคณะกรรมการวิชาชีพบัญชี ด้านการสอบบัญชี สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้

กรมปศุสัตว์ปลื้ม!กวาด6รางวัล’เลิศรัฐ’ประจำปี61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361910

กรมปศุสัตว์ปลื้ม!กวาด6รางวัล'เลิศรัฐ'ประจำปี61

กรมปศุสัตว์ปลื้ม!กวาด6รางวัล’เลิศรัฐ’ประจำปี61

วันจันทร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561, 20.00 น.

กรมปศุสัตว์ ได้รับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ รางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ ประจำปี 2561 ทั้งหมด 6 รางวัล จากสาขาบริการภาครัฐ และสาขาการบริหาราชการแบบมีส่วนร่วม คือ รางวัลพัฒนาคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง รางวัลการบริการที่เป็นเลิศ รางวัลมาตรฐานการบริการ รางวัลพัฒนาการบริการ และรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม จากสำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับหน่วยงานของรัฐที่มีผลการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ เพื่อประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และเป็นที่พึงพอใจ

3 ก.ย.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) โดยคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการ เกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐ ได้ประกาศผลการพิจารณารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ 2561 ซึ่งเป็นรางวัลที่สำนักงาน ก.พ.ร. มอบให้แก่ส่วนราชการที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน และสามารถให้บริการประชาชนอย่างเป็นเลิศ โดยกรมปศุสัตว์ได้รับรางวัล 6 ผลงาน จากสาขาบริการภาครัฐ และสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม คือ

สาขาบริการภาครัฐ

1. ระบบจัดการสัตว์ปีกสู่มาตรฐานการส่งออกไทย เป็นรางวัลพัฒนาคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง

2. การบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เป็นรางวัลการบริการที่เป็นเลิศ

3. เนื้อสัตว์ปลอดภัยใส่ใจผู้บริโภค (ปศุสัตว์ OK) เป็นรางวัลมาตรฐานการบริการ (ระดับดีเด่น)

4. ประชารัฐ-สานพลังน่านพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อ เป็นรางวัลพัฒนาการบริการ (ระดับดีเด่น)

5. การพัฒนาโคเนื้อคุณภาพอย่างเป็นระบบครบวงจร จังหวัดสกลนคร (Sakon Nakhon Model) เป็นรางวัลพัฒนาการบริการ (ระดับดี)

สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม

6. โครงการยกระดับเครือข่ายเกษตรผู้เลี้ยงโคเนื้อจังหวัดเพชรบุรี รางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม (ระดับดีเด่น)

รางวัลเลิศรัฐ เป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่มอบให้กับหน่วยงานของรัฐที่มีผลการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ เพื่อประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และเป็นที่พึงพอใจ ดังนั้น การที่กรมปศุสัตว์ได้รับรางวัลเลิศรัฐ จึงถือได้ว่าเป็นหน่วยงานที่มีผลการทำงานในการยกระดับคุณภาพการให้บริการที่ประสบผลสำเร็จ และเป็นสิ่งยืนยันความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการว่าสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน รวมทั้งเป็นแรงกระตุ้นให้กรมปศุสัตว์มีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้น อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้กรมปศุสัตว์ได้รับรางวัลทุกปี เพราะกรมปศุสัตว์มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนางาน เพื่อให้เกิดความสุขแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ บุคลากรทุกคน สังคม และประเทศชาติ รวมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาให้เกิดผลลัพธ์ คือ สินค้าปศุสัตว์มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย เพียงพอ และสามารถแข่งขันได้ ด้วยกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม วางแผนและพัฒนาปรับปรุงกระบวนงานและสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง มีการจัดการความรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นวัตกรรม ระหว่างบุคลากรภายในหน่วยงาน และหน่วยงานภายนอก พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ รวมถึงมีการสื่อสารสร้างความเข้าใจ เพื่อให้บุคลากรมีความพร้อม นโยบายหรือโครงการที่จะดำเนินงานในอนาคต จะมีการขยายผลการปรับปรุงกระบวนงานต่อเนื่องทั่วทั้งองค์กร และขยายไปยังหน่วยงานในต่างจังหวัด เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเป้าหมายได้ ซึ่งการได้รับรางวัลต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นกำลังใจให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ พัฒนาการทำงานเพื่อให้บริการประชาชนและเกษตรกรต่อไป

‘กฤษฏา’เครื่องร้อนดันปลูกข้าวโพดแทนนาปรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361792

'กฤษฏา'เครื่องร้อนดันปลูกข้าวโพดแทนนาปรัง

‘กฤษฏา’เครื่องร้อนดันปลูกข้าวโพดแทนนาปรัง

วันจันทร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561, 15.05 น.

กฤษฏา เครื่องร้อนดันปลูกข้าวโพด2 ล้านไร่ เลิกทำนาปรังฟันธงกำไรพุ่งไร่ละ 4 พันบาท ดีกว่าทำนาชัวร์ ประกันราคาข้าวโพดสดขั้นต่ำ5 บาทต่อกก.ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำสุด 1% ต่อปี พร้อมมีประกันภัย รัฐช่วยจ่าย 70% ชี้รัฐบาลพักหนี้ ให้ 3 ปี เชียร์ปลูกข้าวโพดได้ไถ่ถอนโฉนดคืน

3 ก.ย.61 ที่จ.อุตรดิตถ์ นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มาเปิดแปลงนำร่องปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หลังทำนาปี ในพื้นที่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ ในจ.พิษณุโลก -สุโขทัย กว่า 6 พันไร่ โดยนายกฤษฏา ขึ้นขับรถไถขนาดใหญ่ ยกร่องในแปลงปลูกหยอดเมล็ดข้าวโพด เริ่มฤดูการผลิตใหม่ซึ่งมีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการมาต้อนรับจำนวนมากและมีความพอใจที่มีรายได้ดีขึ้นได้ขอบคุณนายกฤษฏา ที่ได้นำโครงการมาเริ่มที่นี้ ต่อจากนั้นไปเยี่ยมชมสหกรณ์การเกษตร เมืองตรอน จำกัด  เป็นแหล่งรวบรวมผลผลิต(แก้มลิง)เพิ่มมูลค่าและทำตลาดสร้าความเข้มแข็งเกษตรกร เพื่อปฎิรูปการเกษตรทั้งระบบ

นายกฤษฏา กล่าวว่างบไทยนิยมยั่งยืน วงเงิน 1.1 พันล้านบาท ที่รัฐบาลสนับสนุนสหกรณ์ เป็นกลไกเพิ่มรายได้เกษตรกร เพิ่มช่องทางตลาด ขอให้ช่วยกันดูแลเป็นเงินหลวงทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน และสหกรณ์ต้องเป็นมืออาชีพ เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงดูแลตั้งแต่การผลิตจนเก็บเกี่ยว แปรรูปก่อนนำไปขาย เจรจากับเอกชนให้มาซื้อสินค้า เป็นปรับบทบาทจากให้กู้อย่างเดียว เพื่อช่วยให้เกษตรกร กว่า 7 ล้านครัวเรือนลืมตาอ้าปากได้

“พื้นที่เข้าร่วมโครงการ5,000 ไร่ นำร่องจะได้ข้าวโพดประมาณ 7,500 ตัน เกษตรกรจำนวน 430 ครอบครัว กระทรวงเกษตรฯโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์รับรองราคารับซื้อที่กิโลกรัมละ 5 บาท เป็นข้าวโพดสด ซึ่งได้ติดต่อผู้รับซื้อโดยตรงต่อจากสหกรณ์คาดว่าจะมีรายได้ไร่ละ 10,000บาทหักทุนแล้วเกษตรกรจะเหลือกำไรไร่ละ4,000 บาทได้รายได้ดีกว่าปลูกข้าวได้ไร่ละประมาณ 2,000บาทเท่านั้น พร้อมกันนี้สหกรณ์ ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำร้อย1 ต่อปี ไร่ละ 3,000 บาท กันงบไว้ส่วนหนึ่ง สำหรับเป็นค่าประกันภัยผลผลิตด้วย โดยให้ช่วยกันทำให้สำเร็จ จะเตรียมขยายผลพื้นที่ปลูกข้าวโพดอีก 2 ล้านไร่ ชาวนา 4 ล้านครัวเรือน เริ่มเดือนพ.ย.นี้ จะเจรจากับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)ให้เงินกู้อัตราเดียวกัน และมีระบบประกันภัย โดยรัฐจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ 60-70% เกษตรกรจ่ายร้อยละ30 ซี่งเมื่อเกิดภัยพิบัติเกษตรกรได้รับชดเชยคุ้มกับการลงทุน มากว่าเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง พร้อมกับทำสัญญาระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับเอกชนประกันราคารับซื้อต้องไม่ต่ำ 5 บาทต่อกก.เช่นกัน”รมว.เกษตรฯกล่าว

นายกฤษฏา กล่าวว่านายกรัฐมนตรี เป็นห่วงเกษตรกรชาวไร่ ชาวนามีหนี้สินมากจากข้าวล้นตลาดราคาต่ำ ไม่มีกฎหมายใดมาสั่งให้เลิกปลูกได้ จึงให้ตนกับกระทรวงเกษตรฯ มาดำเนินการปลูกพืช ทำปศุสัตว์ให้เหมาะสมพื้นที่ หาที่ขายรับซื้อชัดเจน ดูแลไม่ให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบ ในโครงการนี้ให้ทำสัญญาแบบร่วมกลุ่ม รูปแบบสหกรณ์กับเอกชน ที่ต้องดูแลทั้งระบบตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ที่ดี มีเครื่องมือเครื่องจักรให้บริการเกษตรกร จนเก็บเกี่ยวขายได้ สหกรณ์มีเจ้าหน้าที่เป็นผู้จัดการฟาร์มเป็นพี่เลี้ยงเกษตรกร จะนำโมเดลนี้ใช้กับพื้นที่อื่นสำเร็จได้ขยายไปทั่วประเทศ  ดังนั้นสมาชิกสหกรณ์ต้องช่วยกันดูแลอย่าให้มีกรรมการคดในข้องอในกระดูกมีตัวอย่างให้เห็นสหกรณ์หลายแห่งกู้วนกันไปจนจะล้ม

“ขอให้มีความซื่อสัตย์สุจริต มีเงินทุนดอกเบี้ยต่ำร้อยละ1 มีเครื่องมือเครื่องจักรกลไปบริการทำให้ด้วย และมีประกันภัยพืชผล ให้บริษัทประกันมาจ่ายชดเชย ถ้าได้ผลสำเร็จจะใช้ระบบนี้ดูแลเกษตรกร 24 ล้านครัวเรือน ทั่วประเทศต้องมีระบบประกันภัยพืชผลทุกชนิด ดังนั้นเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรทุกครัวเรือน ที่ธกส.หรือสำนักงานเกษตร ทุกพื้นที่ ใส่เพิ่มข้อมูลที่ดินที่นา ทำปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง เพราะต่อไปจะใช้ดาวเทียมดู  ถ้าสำรวจด้วยตาเปล่าอาจจะโกงกันมีใต้โต๊ะ  ท่นนนายกฯต้องการให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง และมีระบบดูแลคุ้มครองการประกอบอาชีพ รวมทั้งพักชำระหนี้ 3 ปี ดอกเบี้ยหยุดไว้ มาเข้าโครงการ จะได้เงินไปไถ่โฉนดคืนมาได้ จากนี้จะมีแผนการผลิตของประเทศ โดยทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ ทำนายความต้องการสินค้าเกษตรล่วงหน้า 1 ปี ทั้งในประเทศและต่างประเทศ “นายกฤษฏา กล่าว

หนุนเกษตรกร​ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์​หลังนาปีนำร่อง’อุตรดิตถ์​-พิษณุโลก’​กว่า 5 พัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361775

หนุนเกษตรกร​ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์​หลังนาปีนำร่อง'อุตรดิตถ์​-พิษณุโลก'​กว่า 5 พัน

หนุนเกษตรกร​ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์​หลังนาปีนำร่อง’อุตรดิตถ์​-พิษณุโลก’​กว่า 5 พัน

วันจันทร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561, 14.10 น.

3 ก.ย.61 ที่ จ.อุตรดิตถ์​ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ เป็นประธานเปิดงานโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาของสหกรณ์ นำร่อง 2 จังหวัด ประกอบด้วย จ.พิษณุโลก และ จ.อุตรดิตถ์ รวมพื้นที่ 5,800 ไร่ เพื่อช่วยเหลือช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้มีรายได้ที่มั่นคงจากการปลูกพืชหลังนาแทนการปลูกข้าวอย่างเดียว โดยนายกฤษฎา กล่าวตอนหนึ่งว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนา เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ และต้องการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวให้มีรายได้ที่มั่นคง โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าวเป็นการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ที่ตลาดต้องการและให้ผลตอบแทนสูง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำ ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย แนวโน้มตลาดมีความต้องการสูง

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาบริษัทเอกชนเข้ามาซื้อข้าวโพดที่ชาวบ้านปลูกในปริมาณที่น้อย จึงถูกเอาเปรียบ เพราะฉะนั้น​หากกระทรวง​เกษตรและสหกรณ์​ทำจริงๆ ก็ต้องทำสัญญา​ให้ชัดเจน และเป็นคนกลางในการประสานงานระหว่างเกษตรกร​กับบริษัทเอกชน เพื่อไม่ให้เขาเอาเปรียบ จึงนำกลุ่มสหกรณ์​มาเข้าร่วมโครงการฯ และที่สำคัญสหกรณ์​ก็ต้องซื่อสัตย์​สุจริต​ด้วย ทั้งนี้ กำลังหารือกันอยู่ว่าอยากให้เกษตรกร​ทำประกันพืช​ผล หากเกิดภัยพิบัติ​ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง โรคระบาด​ เป็นต้น สามารถได้รับเงินประกันได้ ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณา​อยู่ว่าจะให้ไร่ล่ะกี่บาท โดยปกติแล้วหากเกิดความเสียหายกับพืชผลการเกษตร​รัฐให้ 1000 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ ยังมีธนาคาร​เพื่อการเกษตร​และ​สหกรณ์​เข้ามาช่วยดูแลอีกด้วย

 

 

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับมอบนโยบายและกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ปี 2560/61 โดยมีแผนการเตรียมพื้นที่นำร่องเพื่อให้เกษตรกรทดลองเปลี่ยนการทำนามาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่สหกรณ์ กว่า 5,800 ไร่ หากได้ผลดีเกษตรกรมีรายได้สูงกว่าการทำนา จะมีการส่งเสริมและขยายพื้นที่การเพาะปลูกพืชหลังนาเพิ่มขึ้นในจังหวัดอื่นทั่วประเทศ​

นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการเพาะปลูกข้าวโพดในการเลี้ยงสัตว์พื้นที่ จ.พิษณุโลก​ มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการฯ 194 ราย พื้นที่เป้าหมายการเพาะปลูก รวม 2,800 ไร่ ครอบคลุม 7 ตำบลในเขตพื้นที่ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเพาะปลูกในเดือน ส.ค. –ก.ย.61 ซึ่งทางสหกรณ์ได้เตรียมแผนที่จะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 1 ให้แก่เกษตรกรใช้เป็นทุนในการเพาะปลูกข้าวโพด เฉลี่ยรายละ 3,000 บาท/ไร่

 

 

ส่วนในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์​ มีสมาชิกสหกรณ์ เข้าร่วมโครงการ 206 ราย ในสังกัดสหกรณ์จำนวน  4 แห่ง ประกอบด้วย 1.สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า บ้านโคกหม้อ จำกัด 2.สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำ ด้วยไฟฟ้าบ้านโรงหม้อ จำกัด 3.สหกรณ์การเกษตรพิชัย จำกัด และ 4.สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด ทั้งนี้ ในการดำเนินโครงการสหกรณ์จะเข้ามาเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่ส่งเสริมการผลิต การดูแลพื้นที่เพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การรวบรวมผลผลิต ตลอดจนจัดหาตลาดมารองรับผลผลิตของสมาชิกเกษตรกรในลักษณะเชื่อมโยงเครือข่าย มีการบูรณาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันบริหารจัดการสินค้าข้าวโพดแบบครบวงจร โดยมีระยะเวลาดำเนินการเริ่มตั้งแต่ เดือน ส.ค.2561 เป็นต้นไป

“ทางกรมฯได้เตรียมการจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์อัตราดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการกู้ยืมไปใช้เป็นเงินทุนสำหรับการรวบรวมผลผลิตข้าวโพดจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่และส่วนหนึ่งนำไปให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อใช้เป็นทุนเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เฉลี่ยรายละ 3,700 บาท/ไร่ โดยได้รวมถึงเน้นย้ำให้เกษตรกรสมาชิกควบคุมดูแลคุณภาพผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น” นายพิเชษฐ์ กล่าว

 

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองปง’กระบี่ มุ่งนำบัญชีสร้างความโปร่งใสในการบริหารงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/361624

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองปง’กระบี่  มุ่งนำบัญชีสร้างความโปร่งใสในการบริหารงาน

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองปง’กระบี่ มุ่งนำบัญชีสร้างความโปร่งใสในการบริหารงาน

วันจันทร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ โดยการนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความโปร่งใส ส่งผลประโยชน์สู่สมาชิกและช่วยสร้างฐานรากเศรษฐกิจชุมชนที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย ตอบสนองการดำเนินงานของสหกรณ์ในยุคปัจจุบันที่มีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) และนวัตกรรม Smart 4M ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้สหกรณ์ได้นำมาใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีความโปร่งใสและเข้มแข็ง

สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองปง จำกัด จ.กระบี่ เป็นสหกรณ์อีกหนึ่งแห่งที่เห็นความสำคัญของการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารงาน โดยนำโปรแกรมบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไปใช้ตั้งแต่แรกเริ่ม จากเดิมที่สหกรณ์ฯ บันทึกบัญชีด้วยมือ ซึ่งมีความล่าช้าและมีความเสี่ยงในการบันทึกข้อมูลที่อาจผิดพลาด ไม่ถูกต้อง แต่หลังจากนำโปรแกรมระบบบัญชีและนวัตกรรมที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไปใช้ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานของ สหกรณ์ที่มีความหลากหลาย ลดความเสี่ยงจากการจัดทำบัญชีด้วยมือ สร้างความน่าเชื่อถือในการวางแผนการบริหารจัดการสหกรณ์ได้

 

สมปอง นวลสมศรี ประธานสกย.หนองปง จำกัด กระบี่ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ ทำบัญชี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ว่า สกย.หนองปง จำกัด เน้นการบริหารงานด้วยความโปร่งใส ถูกต้อง โดยเฉพาะในเรื่องของบัญชี ซึ่งสหกรณ์ฯให้ความสำคัญมาก และได้นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) และนวัตกรรม Smart 4M ซึ่งเป็น Mobile Application ที่ช่วยในการบริหารงานสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ มาใช้ควบคู่กันในการช่วยบริหารงานของสหกรณ์ ทำให้สมาชิก คณะกรรมการ ฝ่าย บริหาร ฝ่ายจัดการ สามารถดูสถานะทางการเงินของสหกรณ์ได้ตลอดเวลา ซึ่งตลอดเวลาที่บริหารสหกรณ์ฯ ไม่เคยขาดทุน และได้รับผลตอบรับที่ดีเพิ่มขึ้นทุกปี โดยปัจจุบันสหกรณ์ฯ ยัง เน้นเรื่องการให้ความร่วมมือกันเป็นหลัก ไม่มุ่งเน้นกำไรมากเกินไป ซึ่งตัวเลขทางบัญชีนับว่าเป็นตัวตอบโจทย์ให้สามารถรู้อนาคตของสหกรณ์ได้

 

เช่นเดียวกับ วัลภา ศรีสุวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการ สกย.หนองปง จำกัด กระบี่ ซึ่งรับผิดชอบด้านงานบัญชีของสหกรณ์ฯ ทั้งหมด กล่าวว่า ธุรกิจของสหกรณ์ฯ มีความหลากหลาย ได้แก่ 1.การรวบรวมผลิตผล หลักๆ คือ การรวบรวมปาล์ม ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ปลูก 2.ธุรกิจแปรรูปน้ำยาง โดยสหกรณ์จะรับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิก และนำมาแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน 3.ธุรกิจจัดหาสินค้าทางการเกษตร หลักๆ คือ การจัดหาปุ๋ย ซึ่งทุกธุรกิจที่สหกรณ์ดำเนินการ มีการใช้โปรแกรมบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มาดูแลทั้งหมด ทำให้สหกรณ์สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความโปร่งใส เป็นการช่วยลดความเสี่ยงของการทุจริตในสหกรณ์ได้

“ปัจจุบันสหกรณ์ฯ ได้นำโปรแกรมระบบบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาดูแลเรื่องการบัญชีทั้งหมด ทำให้สหกรณ์สามารถปิดบัญชีหรือส่งรายละเอียดต่างๆ ได้เร็วขึ้น ซึ่งในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี สหกรณ์ฯ จะรายงานชี้แจงงบการเงินของสหกรณ์ให้สมาชิกทราบ สมาชิกสามารถซักถามถึงข้อสงสัยในตัวเลขของงบการเงินได้ สหกรณ์ก็จะสามารถชี้แจงได้ว่าตัวเลขเหล่านี้มาได้อย่างไร นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังได้นำนวัตกรรม Smart 4M มาใช้ ทำให้รู้ข้อมูลทางการเงินของสหกรณ์ว่า ตอนนี้สหกรณ์มีฐานะทางการเงินอย่างไรบ้าง ฝ่ายบริหารก็สามารถเข้ามาดูข้อมูลได้ด้วยตนเอง ตลอดเวลา ทำให้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ฝ่ายจัดการก็สามารถนำข้อมูลจากโปรแกรมไปใช้ ประโยชน์ได้ทันที รวมไปถึงสมาชิกก็สามารถเข้าไปดูสถานะของตน เองว่ามีหุ้นเท่าไร หรือว่ามีหนี้สินภาระผูกพันต่างๆกับสหกรณ์หรือไม่ ในส่วนของผู้ตรวจสอบกิจการ ก็สามารถดูข้อมูลทางการเงินต่างๆ ได้จากโปรแกรม 4M เช่นเดียวกัน ทำให้การทำงานมี ความแม่นยำ มีประสิทธิภาพมากขึ้น” วัลภา กล่าว

การนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการสหกรณ์ โดยมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย คือ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) และนวัตกรรม Smart4M ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการองค์กร นอกจากช่วยสร้างความสำเร็จในการบริหารงานแล้ว ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งด้วยระบบการควบคุมภายในที่ดี อุดช่องโหว่การทุจริต สามารถแก้ไขปัญหาที่ทำให้เกิดความเสียหายในสหกรณ์ได้อย่างทันเวลา ซึ่งสหกรณ์ที่สนใจนำ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจรของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ หรือนวัตกรรม Smart 4M ไปใช้สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ทุกจังหวัด ซึ่งพร้อมบริการให้คำปรึกษา แนะนำติดตั้งและสอนแนะ โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด หรือติดต่อที่กรมตรวจบัญชี สหกรณ์
โทร. CALL CENTER 0-2016-8888