แตกใบอ่อน : ‘หนุนนายกฯลงมือตีปี๊บ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362265

807934531

แตกใบอ่อน : ‘หนุนนายกฯลงมือตีปี๊บ’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มีโอกาสได้ฟัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ แห่งประเทศไทยแบบเต็มๆ เมื่อวันศุกร์สิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เกิดสะกิดใจถึงความห่วงใยในประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะขยะ น้ำเสีย จนถึงเรื่องการใช้พลาสติก ปัจจัยหนึ่งที่ก่อมลพิษแก่โลก ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่ค่อยเคยได้ยินท่านนายกฯพูดถึงเรื่องนี้มากนัก แต่เมื่อได้ฟังเป็นเรื่องเป็นราว เลยอยากจะสนับสนุนพร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลผลักดันเรื่องนี้เป็นจริงเป็นจัง เข้มข้น หรือที่ชอบพูดกันว่ายกให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เหมือนปัญหาค้ามนุษย์ ประมงผิดกฎหมาย มาเฟีย หนี้นอกระบบอย่างนั้น

โดยเฉพาะปัญหา “ขยะ” ที่พูดถึงกันมากมานาน ตั้งแต่ก่อนมีการบุกตรวจจับขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่ลักลอบนำเข้ามา จนขยายผลกวาดล้างหลายพื้นที่ ทำให้สังคมตื่นตัว ลามไปพูดถึงขยะภาคอุตสาหกรรม ที่ส่วนราชการได้ขยับปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการจัดการกันแล้ว ส่วนขยะในครัวเรือน ทุกภาคส่วนก็เคลื่อนไหวเช่นกัน

ในเรื่องนี้ถ้าจะให้ได้ผลเป็นรูปธรรม คงต้องปูพรมทำพร้อมกันทั้งประเทศ แค่ต่างคนต่างทำคงได้ผลระดับหนึ่ง แต่ถ้ามีหน่วยงานหลัก หรือคนที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เป็นเจ้าภาพระดับประเทศ รับนโยบายจากรัฐบาลมาดำเนินการ มีอำนาจตัดสินใจได้เลย สรรหาบุคลากรที่สันทัดปัญหา ไม่เกี่ยงว่าต้องนักวิชาการจบสูง แต่เป็นใครที่มีความรู้จริงในปัญหา สังคมยอมรับ วัดจากประสบการณ์ปฏิบัติจริงในชีวิต มาระดมสมอง วางแนวทาง ร่างแผน คิดแคมเปญ แล้วก็ลงมือทำขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ทั้งขยะ น้ำเสีย ควันพิษ รับลูกไปสานต่อ เริ่มสร้างวินัยกันที่ครอบครัว สถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ เอกชน รับรองสำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรมทั้งระบบในเร็ววันแน่ เพราะทุกวันนี้ หลายภาคส่วนต่างคนต่างลงมือกันไปแล้ว แต่ถ้าขาดการผลักดันรับลูกต่อเป็นทอด จริงจัง เกรงจะเงียบหายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง จนปลุกไม่ขึ้นอีก

ที่ว่ามายืดยาว ก็อยากให้นายกฯ เป็นหัวหอกนำเทรนด์เสียเอง จุดกระแสให้ดังเป็นพลุ ตื่นตัวกันทุกครัวเรือน เอาแบบเข้มๆ เพื่อความยั่งยืน เลิกใช้โฟม พลาสติก เลิกทิ้งขยะส่งเดชกันไปเลยจริงๆ เพื่อสิ่งแวดล้อมสะอาด สิ่งมีชีวิตบนโลกปลอดภัย เราจะได้ไม่ต้องเห็น หรือต้องรับรู้ภาพ สัตว์ทะเล สัตว์ป่าในอุทยานฯกินถุงพลาสติก เศษซากกระป๋อง โฟม ฯลฯ เกลื่อนป่า เกลื่อนหาด เกลื่อนแม่น้ำลำคลอง ท้องทะเล รวมถึงลดมลภาวะ ลดค่าใช้จ่ายจัดเก็บ ทำลาย จนถึงต้นทุนรักษาพยาบาล

ประเด็นเหล่านี้ อาจดูเป็นเรื่องเก่าเอามาเล่าใหม่ แต่รู้สึกเสียดายที่ลงมือปลุกปั้น พอเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ปล่อยให้เฉาตายหายไป ที่สำคัญ อย่างที่นายกฯพล.อ.ประยุทธ์กล่าวไว้ในรายการวันนั้น ตอนหนึ่งว่า “…ทั้งปัญหาขยะ น้ำเสียเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งของการพัฒนาที่ไม่สมดุล ไม่ยั่งยืน…” พร้อมย้ำอีกว่า “…นโยบายไทยแลนด์ 4.0 อยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ถึงเวลาที่คนไทยต้องเปลี่ยนหลักคิด สร้างวิถีปฏิบัติใหม่ เพื่อแก้ไขของเก่า ขณะเดียวกัน ก็ต้องป้องกันของใหม่ ไม่ให้
ผิดพลาดซ้ำรอยเดิม…”

การจุดประกายให้คนปรับเปลี่ยนแนวคิด ทัศนคติ รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม คงสร้างไม่ได้ง่าย สำเร็จภายในวันเดียว จึงควรต้องลงมือเสียแต่วันนี้ แบบสม่ำเสมอ อย่าแผ่วปลาย และสุดท้ายก็แอบขอฝากความหวังไว้กับท่านนายกฯ ด้วยความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่า ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ลงมือตีปี๊บถือธงด้วยตัวเอง รับรองความสำเร็จรออยู่ปลายอุโมงค์เป็นแน่ เพราะเมื่อรัฐบาลลุยนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เต็มสูบ ก็ควรสัมฤทธิผลยั่งยืนทุกด้าน อย่าให้เรื่องสิ่งแวดล้อมหลุดเฟรม ได้แค่ 0.4 นะท่านนายกฯ

อุทยานฯถกผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก จัดทำแผน10ปีกู้วิกฤตินกเงือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362266

x

อุทยานฯถกผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก จัดทำแผน10ปีกู้วิกฤตินกเงือก

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมกับมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ IUCN และหน่วยงานอนุรักษ์นกเงือก จัดการประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์และค้าสัตว์ป่า ผู้แทนจากองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน นักชีววิทยา นักพันธุศาสตร์ 35 คนจาก 28 องค์กรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการจัดการอนุรักษ์นกเงือกระยะ 10 ปี (ค.ศ.2018-2027) เนื่องจากปัจจุบันนกเงือกซึ่งเป็นนกขนาดใหญ่ที่พบเห็นได้ทั่วไปในเอเชียและแอฟริกากำลังถูกคุกคามอย่างหนัก และหลายพื้นที่มีนกเงือกสูญพันธุ์มากขึ้น

“แผนการอนุรักษ์และแผนปฏิบัติการระยะ 10 ปี ได้วางไว้ให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศ และเพิ่มกองทุนเพื่อเพิ่มความสนใจในด้านการอนุรักษ์ให้มากขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายในการฟื้นฟูประชากรเป้าหมาย ซึ่งมีกุญแจสำคัญ คือ การกำจัดการค้านกชนหิน ซึ่งเป็นนกเงือกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียและอยู่ในภาวะถูกคุกคามอย่างหนักจนถูกจัดให้อยู่ในสถานะเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ (Critically Endangered) และถูกจัดให้อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) โดยจะต้องทำให้มั่นใจว่า การห้ามค้าขายตามบัญชี CITES หมายเลข 1 ของนกชนิดนี้ จะมีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การอนุรักษ์ประชากรนกชนหินและการปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัย มีความสำคัญอย่างมาก ดังนั้นการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการอนุรักษ์ จึงจะเป็นอีกยุทธศาสตร์ที่สาคัญ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการทำงานตามแผนปฏิบัติการได้อย่างเป็นรูปธรรม” รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าว

พัฒนาห้วยหลวงตอนล่าง2.1หมื่นล. สร้างความมั่นคง2จังหวัดน้ำโขง 2.9หมื่นครัวเรือนรับประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362270

x

พัฒนาห้วยหลวงตอนล่าง2.1หมื่นล. สร้างความมั่นคง2จังหวัดน้ำโขง 2.9หมื่นครัวเรือนรับประโยชน์

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้เร่งดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จ.หนองคาย ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติดำเนินโครงการเมื่อเดือนเมษายน 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ได้ทำการสำรวจและออกแบบในส่วนของงานสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง งานพนังกั้นน้ำเดิม ยาว 18.60 กิโลเมตร งานอาคารบังคับน้ำตามลำน้ำสาขา 12 แห่ง และงานอาคารบังคับน้ำตามลำน้ำห้วยหลวง 1 แห่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นเตรียมประกวดราคา คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในปี 2561 ส่วนงานด้านอื่นๆ อาทิ งานพนังกั้นน้ำที่เหลืออีก 28.42 กิโลเมตร งานระบบโครงข่ายน้ำชลประทานทั้งหมด งานอาคารบังคับน้ำต่างๆ ตลอดจนงานระบบควบคุมอุทกภัยแบบอัจฉริยะ กรมชลประทานจะเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ ทั้งนี้คาดว่าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2569 โดยใช้งบลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 21,000 ล้านบาท

ทั้งนี้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง หัวงานตั้งอยู่ที่บ้านแดนเมือง ต.วัดหลวง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย เป็นงานพัฒนาแหล่งน้ำที่มีองค์ประกอบสำคัญ 5 งาน คือ 1. งานสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 10 เครื่อง รวมอัตราสูบสูงสุด 150 ลบ.ม./วินาที 2.งานพนังกั้นน้ำช่วงที่ตลิ่งต่ำตามแนวลำห้วยหลวง ความรวม 47.02 กิโลเมตร โดยเป็นพนังกั้นน้ำเดิม ยาว 18.60 กิโลเมตร พนังกั้นน้ำใหม่ ยาว 28.42 กิโลเมตร 3.งานอาคารบังคับน้ำตามลำน้ำห้วยหลวงและลำน้ำสาขา จำนวน 15 แห่ง เป็นอาคารตามลำน้ำสาขา 12 แห่ง และ อาคารตามลำห้วยหลวง 3 แห่ง 4.งานโครงข่ายน้ำชลประทานขนาดกลาง ครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน 315,195 ไร่ ประกอบด้วยระบบส่งน้ำโครงข่ายน้ำชลประทานเดิม 1 โครงข่าย ครอบคลุมพื้นที่ 15,000 ไร่ และระบบส่งน้ำโครงข่ายน้ำชลประทานใหม่ 12 โครงข่าย ครอบคลุมพื้นที่ 300,195 ไร่ และ 5. งานระบบควบคุมอุทกภัยแบบอัจฉริยะ (Smart Flood Control System) เป็นระบบแสดงข้อมูล
และประมวลผล ณ เวลาปัจจุบัน (real time)เพื่อการพยากรณ์อากาศ คาดการณ์ปริมาณน้ำท่าและโอกาสเกิดอุทกภัย ซึ่งจะช่วยให้สามารถบริหารจัดการโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“เมื่อการดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างแล้วเสร็จ จะสามารถบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในเขตจังหวัดหนองคายและอุดรธานีในช่วงฤดูฝน ได้ 54,390 ไร่ สามารถส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร จำนวน 315,195 ไร่ ให้กับพื้นที่ 8 ตำบล 1 อำเภอ คือ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย และพื้นที่ 29 ตำบล 6 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.หนองหาน อ.พิบูลย์รักษ์ อ.เพ็ญ อ.บ้านดุง อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี และเสริมน้ำในการเพิ่มศักยภาพการขยายพื้นที่ชลประทานให้กับลุ่มน้ำใกล้เคียง มีประชากรได้รับประโยชน์ 29,835 ครัวเรือน ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ(EIRR) ถึง 13.36% ซึ่งคุ้มค่ากับการลงทุน” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

รายงานพิเศษ : อันตรายจากสารอะฟลาทอกซินในผลิตผลเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362271

รายงานพิเศษ : อันตรายจากสารอะฟลาทอกซินในผลิตผลเกษตร

รายงานพิเศษ : อันตรายจากสารอะฟลาทอกซินในผลิตผลเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อะฟลาทอกซิน เป็นสารพิษที่ผลิตจากเชื้อราและมักพบปนเปื้อนอยู่ในผลิตผลทางการเกษตร ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้ง และเมล็ดพืชน้ำมันชนิดต่างๆ เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าว ข้าวสาลี ถั่วลิสง มะพร้าว สมุนไพร เครื่องเทศ และในผลิตภัณฑ์แปรรูปแทบทุกชนิด ที่ใช้วัตถุดิบจากผลิตผลทางการเกษตรที่มีเชื้อราชนิดนี้ปนเปื้อนอยู่ก่อน

พิษของสารอะฟลาทอกซินแบบเฉียบพลันนั้นมักเกิดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่อาการที่เกิดจาก สารอะฟลาทอกซินในเด็ก คือ มีอาการชักและหมดสติได้ เนื่องจากมีความผิดปกติของตับและสมอง น้ำตาลในเลือดลดลง สมองบวม มีการคั่งของไขมันในอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต หัวใจ และปอด สำหรับในผู้ใหญ่หากได้รับสารพิษชนิดนี้เข้าไปเป็นจำนวนมาก หรือแม้เป็นจำนวนน้อยแต่ได้รับเป็นประจำ อาจเกิดการสะสมจนทำให้เกิดอาการชัก หายใจลำบาก ตับถูกทำลาย หัวใจและสมองบวม นอกจากนั้นการที่ร่างกายได้รับสารพิษอะฟลาทอกซินเป็นประจำยังเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตับ การเกิดไขมันมากในตับ และพังผืดในตับ

นายสมศักดิ์ วรรณศิริ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดการศัตรูพืชหลังการเก็บเกี่ยว กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การปนเปื้อนของสารพิษอะฟลาทอกซินในผลิตผลเกษตร เป็นปัญหาที่สำคัญมากเพราะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม ผลกระทบทางตรงคือทำให้ผลผลิตเสียหาย มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ราคาตกต่ำ และที่สำคัญประชาชนที่บริโภคอาหารที่มีการปนเปื้อนของสารพิษเข้าไปอาจได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนผลกระทบทางอ้อม คือ การนำเอาปริมาณการปนเปื้อนของสารอะฟลาทอกซิน มาเป็นข้อกีดกันทางการค้า ทำให้ไม่สามารถส่งออกได้ และทำให้มูลค่าทางการตลาดของผลิตผลทางการเกษตรลดลงด้วย

การปนเปื้อนของสารอะฟลาทอกซินเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงและคาดการณ์ได้ยากมาก เพราะเชื้อราที่สร้างสารพิษชนิดนี้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ทั่วไปในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ซึ่งเจริญได้ดีบนผลิตผลเกษตรเกือบทุกชนิด รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปชนิดต่างๆ จากผลิตผลเกษตรด้วย เชื้อราเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทุกสถานการณ์ ตั้งแต่กระบวนการผลิต กระบวนการเก็บเกี่ยว และกระบวนการเก็บรักษา กระบวนการขนส่ง สารพิษเหล่านี้อาจปนเปื้อนอยู่ในผลิตผลเกษตรได้ ถึงแม้จะไม่มีเชื้อราปรากฏให้เห็นบนผลิตผลเกษตรนั้นๆ เพราะตัวเชื้อราเองอาจถูกขจัดออกไปโดยวิธีต่างๆ หลังจากที่สร้างสารพิษเอาไว้บนผลิตผลเกษตรแล้ว

การป้องกันเบื้องต้น กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรทำการลดความชื้นของผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยวอย่างรวดเร็วด้วยการทำแห้ง (dehydration) เพื่อลดปริมาณ water activity ของอาหารให้ต่ำกว่าที่เชื้อราจะเจริญและสร้างสารพิษ และเนื่องจากสารพิษทนความร้อนได้สูงถึง 260 องศาเซลเซียส ความร้อนจากการแปรรูปอาหารทั่วๆไป ไม่สามารถทำลายได้ วิธีการทำลายสารอะฟลาทอกซินโดยทั่วไป จะเป็นวิธีทางเคมี เช่น การใช้กรดแก่ หรือด่างแก่ และวิธีทางกายภาพ เช่น การใช้วิธีการคัดแยก (sorting) เมล็ดธัญพืช หรือการใช้รังสี เป็นต้น แต่ไม่มีวิธีการใดเลยที่สามารถทำลายสารพิษได้หมด

‘กฤษฏา’เร่งเดินหน้าโครงการปลูกข้าวโพดหลังนา คาดขอรัฐชดเชยดอกเบี้ย 0.01%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362353

'กฤษฏา'เร่งเดินหน้าโครงการปลูกข้าวโพดหลังนา คาดขอรัฐชดเชยดอกเบี้ย 0.01%

‘กฤษฏา’เร่งเดินหน้าโครงการปลูกข้าวโพดหลังนา คาดขอรัฐชดเชยดอกเบี้ย 0.01%

วันพุธ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561, 18.51 น.

5 ก.ย. 61 นายกฤษฏา บุญราช  รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จะเร่งเดินหน้าโครงการส่งเสริมเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา  2 ล้านไร่ พ.ย. 61- ก.พ.  62  ทั่วประเทศโดยจะเป็นพื้นที่ในเขตชลประทานที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวโพด  ซึ่งในวันเสาร์ที่  8 ก.ย.  นี้จะจัดอบรมเจ้าหน้าที่ของกรมที่เกี่ยวข้องทั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมชลประทาน เพื่อจะได้ลงพื้นที่อธิบายต่อเกษตรกรที่ประสงค์เข้าโครงการ  เพื่อให้โครงการนี้เกิดผลสัมฤทธิ์กับอย่างแท้จริง ส่งผลในปีต่อๆไปเกษตรกรจะได้มีทางเลือกที่ดีกว่าการทำนาและลดการนำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศ

ทั้งนี้จะใช้เกณฑ์เดียวกับที่ส่งเสริมในแปลงนำร่องของกรมส่งเสริมสหกรณ์  โดยจะให้สมาชิกกู้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)และสหกรณ์ไร่ละ 2 พันบาท ดอกเบี้ย 0.01% เกษตรกรจะกู้ปลูกกี่ไร่ก็ได้  และมีประกันภัยที่กำลังต่อรองให้ค่าเบี้ยประกันต่ำกว่า  60 บาทต่อไร่  ซึ่งทั้งหมดจะวางแนวทางไว้ เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมตัวและเริ่มปลูกได้ทันทีเมื่อเข้าเดือนพ.ย. 2561  มาตรการสำคัญ คือการนำตลาดมารองรับผลผลิตเกษตรกร  ซึ่งจะมีการทำสัญญาระหว่างสหกรณ์กับภาคเอกชนไว้แล้วว่ารับประกันจะรับซื้อจากเกษตรกรที่เข้าโครงการในราคาขั้นต่ำ  5 บาทต่อกิโลกรัมที่ความชื้น  30%

“กระทรวงได้ทำตัวเลขออกมาว่าจะมีกำไรประมาณ  4 พันต่อไร่  มากกว่าข้าวประมาณ  1พัน-2 พันบาทต่อไร่  โดยครั้งนี้กำชับว่าเจ้าหน้าที่สหกรณ์ต้องเป็นพี่เลี้ยงติดตามตั้งแต่เตรียมดินจนเก็บเกี่ยวขายผลผลิต ให้คำปรึกษากับเกษตรกรทุกรายที่เข้าร่วมด้วย  เพราะครั้งนี้ทุกอย่างจะลงผ่านระบบสหกรณ์ ไม่ลงผ่านคนที่อาจมีปัญหาซ้ำรอยกับโครงการที่ผ่านมา” นายกฤษฏากล่าว

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า  คาดว่าจะเสนอขอเงินชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐประมาณ 0.01%  ของวงเงินกู้  4 พันล้านบาทจากสหกรณ์และจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)   แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยยังไม่ยุติ ต้องรอให้กระทรวงการคลังพิจารณาอีกครั้ง  ทั้งนี้กรมจะทำให้มีการทำเกษตรพันธะสัญญาระหว่างสหกรณ์และบริษัทที่รับซื้อ  ซึ่งมั่นใจว่ามีตลาดรองรับทั้งหมดเพราะเป็นข้าวโพดหน้าแล้งคุณภาพดีและตลาดยังขาดแคลนอีกปีละเกือบ 3 ล้านตัน จากความต้องการใช้  8 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ที่ปัจจุบันก็ต้องการวัตถุดิบที่มีที่มาถูกต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้  ทั้งนี้มั่นใจว่าเกษตรกรจะเข้าร่วมเต็มจำนวน  2 ล้านไร่

กรมการข้าวโชว์ผลสำเร็จการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362351

กรมการข้าวโชว์ผลสำเร็จการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืน

กรมการข้าวโชว์ผลสำเร็จการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืน

วันพุธ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561, 18.50 น.

กรมการข้าวโชว์ผลสำเร็จการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืน เร่งขับเคลื่อนงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2561

5 ก.ย.61 นายกฤษณพงศ์  ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงผลสำเร็จการดำเนินโครงการไทยนิยม ยั่งยืนของกรมการข้าว ว่า ขณะนี้กรมการข้าวได้ขับเคลื่อนการดำเนินโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาล จำนวน 2 โครงการ โครงการแรก  คือ โครงการเพิ่มทักษะอาชีพเกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ งบประมาณ 18,240,600 บาท เกษตรกรเป้าหมาย 10,605 ราย ในพื้นที่ 46 จังหวัด  มีผลการเบิกจ่าย 10,428,951 บาท เกษตรกรผ่านการฝึกอบรม 9,233 ราย ในกิจกรรมการฝึกอบรม  3 หลักสูตร ได้แก่ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เกษตรกร 2,917 ราย  การผลิตข้าวคุณภาพดี เกษตรกร 5,112 ราย และการแปรรูปข้าวและผลิตภัณฑ์ เกษตรกร 1,204 ราย โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มทักษะอาชีพให้แก่เกษตรกร

​โครงการที่สอง คือ โครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี  งบประมาณ 45,362,000 บาท เบิกจ่ายแล้ว 28,166,040 บาท มี 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมย่อยที่ 1 กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว งบประมาณ 32,814,000 บาท มีผลการเบิกจ่าย 27,579,190 บาท กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่นระดับกลุ่มศูนย์ ตั้งแต่ปี 2558-2560  จำนวน 18 กลุ่ม  โดยดำเนินการจัดซื้อเครื่องเกี่ยวนวดข้าว  18 เครื่อง ส่งมอบให้เกษตรกรแล้ว 17 เครื่อง จัดซื้อชุดปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ 18 ชุด ส่งมอบให้เกษตรกรแล้ว 15 ชุด อบรมหลักสูตรการบริหารจัดการกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรแล้ว 900 ราย และหลักสูตรวิทยาการเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรแล้ว 900 ราย

กิจกรรมย่อยที่ 2 กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวตลาดเฉพาะ งบประมาณ 12,548,000 บาท มีผลการเบิกจ่าย 586,850 บาท กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มเกษตรกรผลิตข้าวตลาดเฉพาะ 38 กลุ่ม 24 จังหวัด โดยดำเนินการสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว (ภายใต้เครื่องมือ 11 รายการ  88  เครื่อง) ส่งมอบให้เกษตรกรแล้ว 11 เครื่อง ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการ (การลงนามในสัญญา/การรอส่งมอบ) จำนวน 77 เครื่อง และฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรแล้ว 100 ราย  จากเป้าหมาย 160 ราย

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า สำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการในช่วงเวลาที่เหลือกรมการข้าวได้กำชับหน่วยงานในสังกัดให้เร่งขับเคลื่อนงานเพื่อให้บรรลุตามเป้าประสงค์ ส่วนภาพรวมการดำเนินการที่ยังไม่ได้ผลตามเป้าหมายนั้นกรมการข้าวจะเร่งนำเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาการดำเนินโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกรมการข้าวในรอบที่ 2 เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ครบถ้วนตามเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์วางไว้

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัยร้องกลุ่มสามมิตรล่ารายชื่อส่งนายกค้านเก็บภาษีบุหรี่ช่วยบัตรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362317

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัยร้องกลุ่มสามมิตรล่ารายชื่อส่งนายกค้านเก็บภาษีบุหรี่ช่วยบัตรทอง

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัยร้องกลุ่มสามมิตรล่ารายชื่อส่งนายกค้านเก็บภาษีบุหรี่ช่วยบัตรทอง

วันพุธ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561, 17.28 น.

5 ก.ย.61 สมาคมชาวไร่ยาสูบสุโขทัยร่วมกับตัวแทนภาคียาสูบประเทศไทย ชี้แจงถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมกับสมาชิก 850 คน หลังการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ประกาศลดโควต้ารับซื้อใบยาลงร้อยละ 50 วอนรัฐยกเลิกร่างกฎหมายเก็บภาษีบุหรี่สมทบกองทุนบัตรทอง พร้อมสนับสนุนการเลื่อนภาษียาสูบ 40% โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร เข้าร่วมรับฟังด้วย

โดยนายสุครีพ บุญชุ่ม นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์ จ. สุโขทัย กล่าวว่า พวกเราชาวไร่กำลังเดือดร้อนจากผลกระทบของภาษีสรรพสามิตยาสูบ เพราะ ยสท. เพิ่งประกาศลดปริมาณการรับซื้อใบยาจากชาวไร่ทุกสายพันธุ์ จังหวัดสุโขทัยเคยได้รับโควต้าปีละ 5.3 ล้าน กก. แต่ปีนี้เหลือเพียง 2.77 ล้าน กก. หรือลดลงไปกว่า 52% ซึ่งทำให้ชาวไร่มีรายได้ไม่เพียงพอที่จะดำรงชีพและชำระหนี้สินจากการกู้ยืมมาซ่อมแซมโรงบ่มยา แถมรัฐบาลจะมาซ้ำเติมด้วยการภาษีจากยาสูบซองละ 2 บาทเพื่อสมทบกองทุนบัตรทอง ยิ่งจะทำให้อุตสาหกรรมแย่ลงไปอีก บีบคั้นให้อาชีพของเราต้องหายไปจากจังหวัดสุโขทัย สมาชิกของเรากว่า 850 คนเลยมาร่วมลงชื่อเพื่อคัดค้านร่างกฎหมายนี้

นายสุครีพ ยังแสดงความกังวลต่อกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขจัดทำร่างพ.ร.บ.จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการภาครัฐ พ.ศ … เพื่อจัดเก็บเงินสมทบจากผลิตภัณฑ์ยาสูบในอัตรามวนละ 10 สตางค์ หรือซองละ 2 บาท เพื่อสมทบเข้ากองทุนสำนักงานหลักประกันเงินสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่าจะยิ่งทำให้สถานการณ์ตลาดบุหรี่แย่ลงอีก การเก็บภาษีเข้ากองทุนบัตรทองจะส่งผลกระทบแรงเหมือนการนำอัตราภาษี 40% มาใช้เร็วขึ้น เพราะบุหรี่ราคา 60 บาทถ้าต้องปรับราคาเพิ่มอีก 2 บาทก็ต้องไปเสียภาษีเพิ่มอีก 2 เท่าเป็น 40% ทำให้ราคาบุหรี่ต้องปรับเพิ่มไปเป็น 90 บาท และถ้าหากบุหรี่ราคาแพงขึ้น ผู้สูบบุหรี่จะหันไปสูบบุหรี่เถื่อนและยาเส้นกันหมด ชาวไร่ยาสูบก็ขายใบยาไม่ได้เพราะ ยสท. ลดการผลิต รัฐบาลก็จะเก็บเงินสมทบไม่ได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ ฉะนั้น รัฐบาลยังไม่ควรออกมาตรการใดๆ เพื่อมาเก็บภาษีเพิ่มเติมจากสินค้าบุหรี่เป็นการซ้ำเติมชาวไร่ยาสูบอีก

ภาพรวมอุตสาหกรรมยาสูบหดตัวลง 15% หลังจากกรมสรรพสามิตประกาศปรับอัตราภาษียาสูบ เมื่อเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา จนทำให้ ยสท. ต้องประกาศลดโควต้าการรับซื้อใบยาลดลงเฉลี่ยร้อยละ 50 ทุกสายพันธุ์ ล่าสุด ผู้ว่าการ ยสท. เปิดเผยว่ากระทรวงการคลังแจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่าจะขยายเวลาการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ 40% ออกไปอีก 2 ปี เป็นวันที่ 1 ต.ค.64 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวไร่

นายสุธี ชวชาติ นายกสมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูก และผู้ค้าใบยาสูบ จ. ลำปาง และตัวแทนภาคียาสูบประเทศไทย กล่าวว่า ความเดือดร้อนของชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศเริ่มต้นมาจากการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ ทำให้ราคาบุหรี่ขยับขึ้น ยอดขายและกำไรของ ยสท. ลดลง เลยทำให้ไม่มีเงินซื้อใบยาจากชาวไร่ พวกเราต้องออกมาต่อสู้เรียกร้องตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมา ให้ ยสท. รับซื้อใบยาตามปกติ และขอให้รัฐบาลพิจารณาเลื่อนการปรับขึ้นภาษีอัตราร้อยละ 40 ในทุกช่วงราคาออกไปก่อน เพื่อชะลอความรุนแรงของปัญหายอดขายของ ยสท. แม้จะมีรายงานข่าวออกมาว่ากระทรวงการคลังได้พิจารณาเลื่อนภาษีอัตราร้อยละ 40 ในทุกช่วงราคาออกไปอีก 2 ปี แต่ก็ยังไม่ได้รับการ ยืนยันอย่างเป็นทางการ ชาวไร่ทางภาคเหนือก็โดนลดโควตาเหลือแค่ 53% เราต้องพยายามเรียกร้องต่อไป อย่างน้อยขอให้ได้สัก 80% จะได้พอเลี้ยงชีพจ่ายหนี้ได้

นายอรุณ โปธิตา ชาวไร่ยาสูบบ่มเอง จังหวัดเชียงใหม่ ให้ความเห็นเพิ่มเติมในกรณีนี้ว่า การขึ้นภาษียาสูบแต่ละครั้ง จะยิ่งทำให้อุตสาหกรรมยาสูบหดตัวลง ซึ่งคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือชาวไร่ยาสูบที่รายได้น้อยและไม่มีหนทางทำมาหากินอื่น การให้สวัสดิการด้านสุขภาพกับประชาชนเป็นเรื่องที่ดี แต่ทำไมต้องมาเจาะจงเก็บภาษีจากสินค้าบุหรี่เพียงอย่างเดียว อยากให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายนี้ไปก่อน หรือไปพิจารณาใช้งบสนับสนุนจากกองทุน สสส. หรือเก็บจากภาษีสินค้าอื่นๆ เช่น เหล้า สุรา แทน

ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร ซึ่งตั้งใจเข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังความเดือดร้อนของชาวไร่ กล่าวว่า รู้สึกเห็นใจชาวไร่ยาสูบที่กำลังเผชิญภัยคุกคามจากรอบด้าน ทั้งจากการลดการรับซื้อใบยาเพราะการบริหารที่ผิดพลาดของ ยสท. ภาษีบัตรทองก็จ่อจะมาเก็บเพิ่มอีก การมาพูดคุยกับชาวไร่และรับหนังสือร้องเรียนในวันนี้ก็จะนำไปเสนอให้กับท่านนายกรัฐมนตรีได้รับทราบถึงปัญหาของชาวไร่ยาสูบต่อไป

เกษตรฯเตรียมรับมือระเบียบส่งออกเกษตรอินทรีย์ฉบับใหม่ของอียู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362296

เกษตรฯเตรียมรับมือระเบียบส่งออกเกษตรอินทรีย์ฉบับใหม่ของอียู

เกษตรฯเตรียมรับมือระเบียบส่งออกเกษตรอินทรีย์ฉบับใหม่ของอียู

วันพุธ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561, 16.56 น.

เกษตรฯเตรียมรับมือระเบียบส่งออกเกษตรอินทรีย์ฉบับใหม่ของอียู

5 ก.ย.61 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ และสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป จัดสัมมนาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป : ความท้าทายและโอกาสในการส่งออก(EU Organic Market : Export opportunities and challenges) โดยมี น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายมนัสวี ศรีโสดาพล เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์  และ Mr.Pirkka Tapiola เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรป(อียู) ประจำประเทศไทย ร่วมเป็นประธานเปิดการสัมมนา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเปิดงานว่า สหภาพยุโรป ได้มีการประกาศกฎระเบียบ 2018/848 ว่าด้วยการผลิตและการติดฉลากสินค้าเกษตรอินทรีย์ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 มีผลบังคับใช้ในปี 2564 ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎระเบียบ 834/2007 เพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตภายในสหภาพยุโรป หรือนำเข้าจากประเทศที่มิใช่สมาชิกสหภาพยุโรป (หรือเรียกว่า ประเทศที่ 3)

ดังนั้นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้ค้า หน่วยรับรอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ของประเทศไทยนั้น จะต้องเตรียมความพร้อม เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบฉบับใหม่ ในการปรับตัว เช่น ปรับปรุงระบบการผลิต ระบบการตรวจสอบและรับรอง เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องตามกฎระเบียบฉบับใหม่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จึงจัดสัมมนาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป : ความท้าทายและโอกาสในการส่งออก (EU Organic Market : Export opportunities and challenges) ขึ้น เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทยและสหภาพยุโรป และกฎระเบียบของอียูเรื่องการผลิตเกษตรอินทรีย์และการติดฉลากสินค้าอินทรีย์ฉบับใหม่ และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบอียูฉบับใหม่ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการพัฒนาสินค้าและสร้างโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยไปอียู

ขณะที่นายพิศาล พงศาพิชณ์รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า กฎระเบียบฉบับใหม่นี้ กำหนดให้มีการจัดทำข้อตกลงความเท่าเทียมทางการค้าระหว่างประเทศผู้ส่งออก และสหภาพยุโรป โดยเน้นประเทศที่อยู่ในทะเบียนรายชื่อประเทศที่ 3  เช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เป็นต้นก่อน ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) กรมวิชาการเกษตร และกรมการข้าว จึงได้ร่วมกันเตรียมความพร้อม และดำเนินการสมัครขอขึ้นทะเบียนรายชื่อประเทศที่ 3 ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยทั้ง 3 หน่วยงานจะมีการหารือกับผู้แทน ด้านการพัฒนาชนบทและการเกษตร (Directorate-General for Agriculture and Rural Development : DG-AGRI) เพื่อหาข้อสรุปแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนต่อไป

นายพิศาล ระบุว่า การขึ้นทะเบียนรายชื่อประเทศที่ 3 นั้น ประเทศผู้ส่งออก เช่น ประเทศไทย ต้องได้รับการประเมินมาตรฐาน มกษ.เกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นมาตรฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และระบบการตรวจสอบรับรองของประเทศไทย ว่าเทียบเท่าและยอมรับได้ตามกฎระเบียบสหภาพยุโรปด้านเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเมื่อประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนรายชื่อประเทศที่ 3 แล้ว เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย จะต้องดำเนินการตามมาตรฐาน มกษ. เกษตรอินทรีย์ หากได้รับการรับรองมาตรฐาน มกษ.แล้ว จะสามารถใช้ใบรับรองมาตรฐาน มกษ. เกษตรอินทรีย์ เพื่อส่งออกไปสหภาพยุโรป โดยสหภาพยุโรป จะยอมรับใบรับรองดังกล่าว ซึ่งเป็นการลดความซ้ำซ้อน และความยุ่งยากในการปฏิบัติตามมาตรฐานหลายฉบับ  ซึ่งการปฏิบัติตามมาตรฐาน มกษ. เกษตรอินทรีย์ ฉบับเดียวนี้ สามารถใช้ในการรับรองเพื่อการส่งออกสหภาพยุโรปได้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ขยายผลพัฒนางานโครงการพระราชดำริในศูนย์ศึกษาฯ9แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362253

อธิบดีกรมปศุสัตว์ขยายผลพัฒนางานโครงการพระราชดำริในศูนย์ศึกษาฯ9แห่ง

อธิบดีกรมปศุสัตว์ขยายผลพัฒนางานโครงการพระราชดำริในศูนย์ศึกษาฯ9แห่ง

วันพุธ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561, 15.13 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ขยายผลพัฒนางานโครงการพระราชดำริด้านปศุสัตว์  ในศูนย์ศึกษาฯ9แห่งทั่วประเทศถ่ายทอดเกษตรกรเรียนรู้ต่อยอดประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน

5 ก.ย.61 นายสัตวแพทย์(น.สพ.) สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดงานแสดงนิทรรศการผลงานการพัฒนาด้านปศุสัตว์ที่กรมฯเข้าร่วมดำเนินการ ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้แก่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา , ศูนย์ห้วยทราย จังหวัดเพชรบุรี , ศูนย์อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี , ศูนย์ภูพาน จังหวัดสกลนคร , ศูนย์ห้วยฮ่องไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ , ศูนย์พิกุลทอง จังหวัดนราธิวาส อีกทั้งยังมีในโครงการพระราชดำริต่างๆในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวม 9 แห่ง เช่น การพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อภูพาน ไก่ดำภูพาน กระต่ายดำภูพาน ไก่เหลืองทองฮ่องไคร้ การส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่ การส่งเสริมการเลี้ยงไก่พื้นเมือง รวมถึงการส่งเสริมการเลี้ยงแพะนมเพื่อจำหน่ายนมและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นม

น.สพ.สรวิศ กล่าวว่า งานปศุสัตว์ของศูนย์ศึกษาและโครงการพระราชดำริทั้ง 9 แห่งได้สร้างอาชีพ  สร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ชุมชนยั่งยืน ดังพระราชประสงค์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งกรมปศุสัตว์จะยังพัฒนางานให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรยิ่งขึ้นและภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนองพระราชดำริ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติงานศูนย์ศึกษาการพัฒนา และโครงการพระราชดำริ เป็นการน้อมนำศาสตร์พระราชาไปสู่การปฏิบัติและประยุกต์ให้สอดคล้องเหมาะสมกับชุมชนและพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้นบนพื้นฐานทรัพยากรของท้องถิ่นนั้นๆ

นอกจากนี้ ยังจัดประชุมสัมมนาเจ้าหน้าที่จากศูนย์ศึกษาการพัฒนา และโครงการพระราชดำริรวม 40 คน ในหัวข้อ 9 ศูนย์ “คนดี สังคมสุข สิ่งแวดล้อมยั่งยืน” โดยนำเสนอผลความสำเร็จของงานปศุสัตว์ทั้งงานวิชาการและงานขยายผลที่ออกสู่ประชาชนแล้ว เรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และจัดทำแผนและดำเนินงานด้านปศุสัตว์ให้เป็นประโยชน์อย่างยั่งยืนยิ่งๆ ขึ้นไป

รายงานพิเศษ : เปิดสถานการณ์การเงิน‘ไตรมาส 3’ ‘สหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร’รวมรายได้0.36ล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362107

รายงานพิเศษ : เปิดสถานการณ์การเงิน‘ไตรมาส 3’  ‘สหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร’รวมรายได้0.36ล้านล้าน

รายงานพิเศษ : เปิดสถานการณ์การเงิน‘ไตรมาส 3’ ‘สหกรณ์-กลุ่มเกษตรกร’รวมรายได้0.36ล้านล้าน

วันพุธ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยแนวโน้มสถานการณ์ทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2561 ผลการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีรายได้ทั้งสิ้น 0.36 ล้านล้านบาท โดยสหกรณ์ นอกภาคการเกษตรมีรายได้สูงสุด 0.18 ล้านล้านบาท

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยถึง สถานการณ์และแนวโน้มสถานการณ์ทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2561 (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561) ว่า สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจำนวน 11,377 แห่ง ประกอบด้วย สหกรณ์ภาคการเกษตร (เกษตร ประมง นิคม) 3,988 แห่ง สหกรณ์นอกภาคการเกษตร (ร้านค้า บริการ ออมทรัพย์ เครดิตยูเนี่ยน) 3,242 แห่ง และ กลุ่มเกษตรกร 4,147 แห่ง มีสมาชิกทั้งสิ้น 12.71 ล้านคน โดยสหกรณ์ภาคการเกษตรมีสมาชิกสูงสุด 6.83 ล้านคน รองลงมาเป็นสมาชิกสหกรณ์นอกภาคการเกษตร 5.35 ล้านคน และสมาชิกกลุ่มเกษตรกรสมาชิก 0.53 ล้านคน

ทุนดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั้งสิ้น 3.16 ล้านล้านบาท ขยายตัวจากไตรมาสที่ 2/2561 เล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 0.82 ส่วนใหญ่เป็นทุนดำเนินงานของสหกรณ์นอกภาคการเกษตร 2.87 ล้านล้านบาท ส่วนสหกรณ์ภาคการเกษตร 0.28 ล้านล้านบาท และทุนดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกร4.48 พันล้านบาท มีการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีมูลค่า 2.27 ล้านล้านบาท โดยธุรกิจสินเชื่อสูงสุด 1.31 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 57.84 รองลงมาเป็นธุรกิจรับฝากเงิน 0.79 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 34.74 ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผล 9.87 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 4.35 ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย 6.61 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 2.91 และธุรกิจให้บริการ 3.63 พันล้านบาท หรือร้อยละ 0.16 พบว่าสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีมูลค่าธุรกิจสูงสุด 1.94 ล้านล้านบาท ส่วนสหกรณ์ภาคการเกษตรมูลค่าธุรกิจ 0.32 ล้านล้านบาท และกลุ่มเกษตรกรมูลค่าธุรกิจ 7.77 พันล้านบาท

ผลการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีรายได้ทั้งสิ้น 0.36 ล้านล้านบาท โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีรายได้สูงสุด 0.18 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 49.58 ของรายได้รวมทั้งสิ้น การดำเนินงานมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 0.27 ล้านล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 9.18 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 25.70 ของรายได้ทั้งสิ้น กำไรสุทธิขยายตัวจากไตรมาสที่ 2/2561 เล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 0.33 โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรทำกำไรสุทธิสูงสุด 8.78 หมื่นล้านบาท

การบริหารจัดการธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ได้แก่ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผล และธุรกิจให้บริการ สามารถดำเนินธุรกิจสร้างมูลค่าทั้งสิ้น 2.27 ล้านล้านบาท มีรายละเอียดแต่ละธุรกิจ ดังนี้

ธุรกิจสินเชื่อ ขยายตัวร้อยละ 1.39 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2561 มีการดำเนินธุรกิจสินเชื่อมูลค่าทั้งสิ้น 1.31 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 57.84 ของมูลค่าธุรกิจ โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีมูลค่าธุรกิจสินเชื่อสูงสุด 1.21 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 92.20 ของมูลค่าธุรกิจสินเชื่อ สำหรับสหกรณ์ภาคการเกษตรร้อยละ 7.63 และกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 0.17

ธุรกิจรับฝากเงิน หดตัวร้อยละ 2.97 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2561 มีการดำเนินธุรกิจรับฝากเงินมูลค่าทั้งสิ้น 0.79 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 34.74 ของมูลค่าธุรกิจรวม โดยสหกรณ์นอกภาคการเกษตรมีธุรกิจรับฝากเงินมูลค่าสูงสุด 0.71 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 90.14 ของมูลค่าธุรกิจรับฝากเงิน สำหรับสหกรณ์ภาคการเกษตรร้อยละ 9.83 และกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 0.03 ส่วนธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย หดตัวเล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 0.42 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2561 มีการดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายมูลค่าทั้งสิ้น 6.61 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 2.91 ของมูลค่าธุรกิจ โดยสหกรณ์ภาคการเกษตรมีธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายมูลค่าสูงสุด 5.64 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 85.37 ของมูลค่าจัดหาสินค้ามาจำหน่าย สำหรับสหกรณ์นอกภาคการเกษตรร้อยละ 13.25 และกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 1.38

ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผล หดตัวร้อยละ 2.87 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2561 มีการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผลมูลค่าทั้งสิ้น 9.87 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 4.35 ของมูลค่าธุรกิจ โดยสหกรณ์ภาคการเกษตรมีการรวบรวมและแปรรูปผลิตผลมูลค่าสูงสุด 8.62 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 87.36 ของมูลค่ารวบรวมและแปรรูปผลิตผล สำหรับสหกรณ์นอกภาคการเกษตรร้อยละ 8.24 และกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 4.40

ธุรกิจให้บริการ หดตัวเล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 0.51 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2561 มีการดำเนินธุรกิจให้บริการแก่สมาชิกและบุคคลทั่วไปมูลค่า 3.63 พันล้านบาท หรือร้อยละ 0.16 ของมูลค่าธุรกิจ โดยสหกรณ์ภาคการเกษตรมีธุรกิจให้บริการมีมูลค่าสูงสุด 2.39 พันล้านบาท หรือร้อยละ 65.80 ของมูลค่าธุรกิจให้บริการ สำหรับสหกรณ์นอกภาคการเกษตรร้อยละ 33.63 และกลุ่มเกษตรกรร้อยละ 0.57

“สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดำเนินธุรกิจมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากภัยธรรมชาติ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และราคาพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ ล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของภาคสหกรณ์ไทยในด้านของการลงทุน การออม การบริโภค และภาระการผ่อนชำระหนี้ของสมาชิก จึงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังทางการเงิน โดยสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรควรพิจารณาหาแนวทางการลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มรายได้ มีการเชื่อมโยงเครือข่าย จัดหาตลาดกลาง และมีระบบเตือนภัยทางการเงินเพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการทางการเงิน ตลอดจนการวางแผนและบริหารธุรกิจให้เติบโตสร้างความมั่นคงและความเข้มแข็งทางการเงิน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว