อธิบดีปศุสัตว์สั่งเตรียมแผนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดเข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362672

อธิบดีปศุสัตว์สั่งเตรียมแผนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดเข้าไทย

อธิบดีปศุสัตว์สั่งเตรียมแผนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดเข้าไทย

วันศุกร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561, 14.36 น.

อธิบดีปศุสัตว์สั่งเตรียมแผนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดเข้าไทย

7 ก.ย.61 นายสัตวแพทย์(น.สพ.) สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ขณะนี้โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร(ASF) กำลังระบาดอย่างรุนแรงในประเทศจีน ทำให้สุกรป่วยและตายจำนวนมาก โดยโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส เป็นโรคสัตว์แปลกถิ่น(exotic disease) สำหรับประเทศไทย เริ่มต้นเกิดขึ้นในทวีปยุโรป ต่อมาแพร่กระจายเข้าสู่ภูมิเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น

สำหรับโรคไวรัสที่ก่อโรค AFS นี้มีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมสูง เมื่อสุกรติดโรคจะป่วยและตายเป็นจำนวนมาก แต่หากสุกรตัวใดหายป่วยจะเป็นพาหะของโรคไปตลอดชีวิต เป็นโรคที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังไม่มีไม่มีวัคซีนป้องกัน เชื้อโรคนี้ไม่ติดต่อสู่คน แต่จะสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงและผลิตสุกรในประเทศที่เกิดการระบาดเป็นอย่างมาก ดังนั้นกรมปศุสัตว์จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาเตรียมแผนความพร้อมเผชิญเหตุโรคอหิวาห์ในสุกรขึ้น โดยมีอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานเพื่อเร่งกำหนดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากโรคนี้สามารถปนเปื้อนมากับคน นักท่องเที่ยว และผลิตภัณฑ์สุกรที่ไม่ผ่านการปรุงสุก

ทั้งนี้ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 32 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545 แต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออกร่วมกันหามาตรการเฝ้าระวังโรคนี้อย่างเร่งด่วน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า ได้เตรียมพร้อมห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง สำหรับตรวจชันสูตรและยืนยันโรค AFS ซึ่งสามารถได้ผลตรวจภายใน 3 ชั่วโมง ตรวจได้ครั้งละ 24 ตัวอย่างเพื่อที่หากพบเชื้อไวรัสก่อโรคจะได้เร่งป้องกันและควบคุมการระบาดได้อย่างทันท่วงที และได้สั่งให้ด่านกักกันสัตว์ทั้งที่ท่าอากาศยานนานาชาติและชายแดนทั่วประเทศให้เฝ้าระวังการลักลอบนำเข้าซากสุกรเข้ามาในประเทศอย่างเข้มงวด ที่ผ่านมาเมื่อพบ ได้ตรวจยึด และทำลายทิ้ง สำหรับคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะเร่งหามาตรการป้องกันโรคแพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทยและกำหนดแผนเผชิญเหตุ หากพบโรคเพื่อควบคุมการระบาดให้เร็วที่สุด

รายงานพิเศษ : กตส.ชู‘สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ’ เข้มแข็งด้วยการจัดการทางบัญชีที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362505

รายงานพิเศษ : กตส.ชู‘สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ’  เข้มแข็งด้วยการจัดการทางบัญชีที่ดี

รายงานพิเศษ : กตส.ชู‘สหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ’ เข้มแข็งด้วยการจัดการทางบัญชีที่ดี

วันศุกร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ โดยนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ความโปร่งใส โดยมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ นางนิตยา จันชัยภูมิ ครูบัญชีดีเด่น ระดับภาคประจำปี 2561 และเป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด จ.สุพรรณบุรี ที่ได้นำระบบบัญชีที่ได้เรียนรู้จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่สมาชิกสหกรณ์

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีภารกิจหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ คือ การนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส โดยหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร คือ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (Cooperative Full Pack Accounting Software : FAS) ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์ และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยบริหารจัดการงานภาคสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โปรแกรมดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมตามธุรกิจของสหกรณ์ในทุกด้าน และมีความทันสมัย เป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐานสามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่าง Smart 4M ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น มือถือ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งานอีกด้วย สำหรับ Smart4Mประกอบไปด้วย Smart Me เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์และบุคคลทั่วไปในการใช้บันทึกข้อมูลบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ Smart Member แอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์ ที่ช่วยให้สมาชิกสหกรณ์สามารถตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลา Smart Manage แอพพลิเคชั่นสำหรับกรรมการสหกรณ์ ใช้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ และ Smart Monitor แอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้กำกับดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและความผิดปกติทางการเงินของสหกรณ์ นับเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยให้เกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ กรรมการสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้องได้ประโยชน์จากการใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เข้าถึงได้มากที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อตัวเองได้มากที่สุดอีกด้วย ทั้งนี้ สหกรณ์หนองหญ้าไซ จำกัด ถือว่าเป็นสหกรณ์ต้นแบบ ที่ได้นำระบบบัญชีที่ได้เรียนรู้จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่สมาชิกสหกรณ์ และมีจุดเด่นในด้านเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการทำงาน ทำธุรกิจบนพื้นฐานด้วยความระมัดระวัง และเป็นพื้นฐานของการมีคุณธรรม สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญมากในระบบสหกรณ์

ด้าน นางนิตยา จันชัยภูมิ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า เริ่มต้นบันทึกบัญชีเมื่อปี 2548 จากการได้รับการสอนแนะการจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุพรรณบุรี จึงนำข้อมูลที่ได้รับจากการบันทึกบัญชีมาวิเคราะห์และปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ได้สร้างเครือข่ายครูบัญชีเพื่อถ่ายทอดความรู้ทางบัญชีแก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี รวมทั้งได้ขยายเครือข่ายไปยังเยาวชนของชาติ โดยเข้าไปสอนแนะการจดบันทึกบัญชีให้กับนักเรียนในจังหวัดสุพรรณบุรี และร่วมกับสหกรณ์จัดโครงการออมทรัพย์ ออมความดีถวายพ่อหลวง มอบทุนการศึกษาแก่บุตรหลานสมาชิก และนักเรียนที่จดบันทึกบัญชีรายรับ รายจ่ายอย่างต่อเนื่อง ทำให้เด็กๆเยาวชนมีการวางแผนการจัดการงานด้านการเงิน การออม รวมถึงการทำบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไปอีกด้วย

สำหรับความสำเร็จของ สหกรณ์หนองหญ้าไซ จำกัด ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของสมาชิก ที่มีความรักความสามัคคีกัน ทั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และสมาชิกที่ให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี อีกทั้ง สหกรณ์ฯ ก็มีแนวทางดำเนินงานโดยนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความโปร่งใส สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของสหกรณ์ฯ ได้ โดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ อย่าง Smart 4M ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ ที่สามารถเปิดดูข้อมูลในมือถือได้ด้วยตัวเอง และอีกส่วนหนึ่งที่เราส่งเสริมให้สมาชิกได้รับความรู้ในเรื่องของการจดทำบัญชี เพื่อให้เขารู้รายได้และค่าใช้จ่ายของตัวเอง แล้วสามารถปรับมาใช้ในเรื่องของสมดุล ทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อคุณภาพชีวิตของสมาชิกดีขึ้น จะส่งผลถึงตัวองค์กรให้มีความแข็งแรง

“ประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับจากการจดบันทึกบัญชี จะทำให้เขารู้สภาวะเศรษฐกิจของตัวเองและครอบครัว ว่าเขามีรายได้เท่าไร ค่าใช้จ่ายเท่าไร เขาควรปรับอย่างไรให้เกิดความสมดุล ส่วนประโยชน์ที่สหกรณ์ได้ก็คือจะมีการควบคุมภายในที่ดี สามารถเอาข้อมูลที่สมาชิกจดบันทึกบัญชีมาใช้วางแผนในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสินเชื่อ หรือธุรกิจที่เรียกว่ารวมกันซื้อ ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง โดยทั้งหมดนี้ จะมีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่เปรียบเสมือน ครู และเป็นพี่เลี้ยง คอยชี้แนะให้ถูกต้อง ถูกวิธี ถ้าเห็นว่าอะไรที่อาจจะมีปัญหา หรือมองจากตัวเลขแล้ว อาจจะเกิดความเสี่ยง ทางกรมฯ ก็จะใช้วิธีชี้แนะที่ได้จากตัวเลขนั้นเอง”นางนิตยา กล่าว

เกษตรฯสั่งตรึงเข้มแนวชายแดน สกัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง หวั่นลามเข้ามาระบาดในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362504

x

เกษตรฯสั่งตรึงเข้มแนวชายแดน สกัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง หวั่นลามเข้ามาระบาดในไทย

วันศุกร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นศัตรูพืชต่างถิ่นที่ระบาดอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน คือ เวียดนาม และกัมพูชา โดยเฉพาะ จ.อุดรมีชัย ของกัมพูชา ซึ่งห่างจากแหล่งปลูกมันสำปะหลังสำคัญอย่าง อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เพียง 30-40 กิโลเมตร จึงต้องป้องกันไม่ให้โรคแพร่ระบาด

โรคใบด่างมันสำปะหลัง เกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) โดยมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะ ลักษณะอาการของโรคคือพืชจะแสดงอาการใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ลดรูป และยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการด่างเหลืองรุนแรง ลำต้นแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต หรือมีการเจริญเติบโตน้อย ทำให้ไม่มีการสร้างหัวมันสำปะหลัง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีวิธีการรักษา ทำให้มันสำปะหลังที่เป็นโรคผลผลิตจะเสียหาย 80-100% ทั้งนี้ ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังมากกว่า 5 แสนครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 50 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ถ้าหากโรคใบด่างมันสำปะหลังเข้ามาระบาดในประเทศไทย จะส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกร อีกทั้งเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจแปรรูปและส่งออก โดยประเทศไทยเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 2 ของโลก

กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง มาตรการแรกคือ สร้างการรับรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร สมาชิกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ผู้นำชุมชน และเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดน ให้ทราบถึงลักษณะของโรค ส่งเสริมให้ใช้ท่อนพันธุ์สะอาด และให้หมั่นสำรวจติดตามสถานการณ์ในแปลงมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ หากพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการคล้ายโรคใบด่างให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ พร้อมเก็บตัวอย่างส่งกรมวิชาการเกษตรตรวจสอบ และลงพื้นที่แก้ไขปัญหาโดยทันที ควบคู่ไปกับมาตรการทางกฎหมายที่กรมวิชาการเกษตรดำเนินการภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.กักพืช ที่ห้ามนำเข้าท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง คุมเข้มการลักลอบนำเข้าท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับมาตรการป้องกันในกรณีที่เกิดการระบาดเข้ามาในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมหารือกับกรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการและแนวทางป้องกันการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป อย่างไรก็ตาม โรคนี้เป็นศัตรูพืชต่างถิ่นที่อาจจะกลายเป็นโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทย ที่จะสร้างความเสียหายต่อวงการมันสำปะหลังอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น จึงขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด

‘ฝนหลวง’ส่งทีมถกอินโดนีเซีย แลกเปลี่ยนเทคนิค-ผลงานวิจัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362502

x

‘ฝนหลวง’ส่งทีมถกอินโดนีเซีย แลกเปลี่ยนเทคนิค-ผลงานวิจัย

วันศุกร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศระดับภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2561 ประกอบด้วย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เมียนมา สิงคโปร์ จีน เกาหลีใต้ และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการดัดแปรสภาพอากาศในอาเซียน โดยอินโดนีเซียได้เชิญกรมฝนหลวงฯเป็นตัวแทนประเทศไทยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเทคโนโลยีการทำฝน เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม – 1 กันยายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้คณะเจ้าหน้าที่จากกรมฝนหลวงฯ และสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงจาการ์ตา ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนการดัดแปรสภาพอากาศ และลงพื้นที่ศึกษาเทคโนโลยีเทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่อากาศ Ground Based Generator และการทำฝนโดยใช้พลุสาร ดูดความชื้น ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีความเห็นว่า เทคโนโลยี Ground Based Generator สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ที่ค่อนข้างสูงและอับฝนของประเทศไทย โดยจะทำการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อนำไปทดลองใช้กับพื้นที่ลักษณะข้างต้น

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ทำให้ได้ทราบว่า การทำฝนของทางอินโดนีเซียเป็นการดำเนินงานโดยหน่วยงานที่ทำฝนโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการว่าจ้างจากหน่วยงานที่มีความต้องการฝนเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ และคิดอัตราการดำเนินงานด้วยงบประมาณ 400,000 – 500,000 บาทต่อวัน ทั้งนี้ ประเทศไทยและอินโดนีเซีย จะร่วมกันขับเคลื่อนเรื่องความร่วมมือทั้งของสองประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของประเทศไทย และกระทรวงเกษตรอินโดนีเซีย ขณะเดียวกันยังเป็นการปฏิบัติตามกรอบการประชุม ASEAN Workshop on Weather Modification ที่จะมีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีงานวิจัย มีโครงการวิจัยร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการแลกเปลี่ยนการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย

สศก.ส่งทีมปูพรมลุย30จังหวัด เกาะติดสถานการณ์สินค้า-เพิ่มความแม่นยำข้อมูลพยากรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362503

สศก.ส่งทีมปูพรมลุย30จังหวัด เกาะติดสถานการณ์สินค้า-เพิ่มความแม่นยำข้อมูลพยากรณ์

สศก.ส่งทีมปูพรมลุย30จังหวัด เกาะติดสถานการณ์สินค้า-เพิ่มความแม่นยำข้อมูลพยากรณ์

วันศุกร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.ได้จัดทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ในการวิเคราะห์ข้อมูลพยากรณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรแต่ละชนิด โดยมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ 30 จังหวัด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2561 เพื่อสำรวจข้อมูลและติดตามสถานการณ์ปัจจัยต่างๆ ที่จะมีผลต่อการปรับค่าพยากรณ์กรณีมีการเปลี่ยนแปลง เช่น เกิดอุทกภัยในบางพื้นที่ ปัญหาโรคระบาด ศัตรูวัชพืช เป็นต้น

สำหรับเดือนกันยายน สศก. จะเร่งดำเนินการทบทวนผลพยากรณ์ปี 2561/62 ภายหลังการลงพื้นที่แล้วเสร็จ ในสินค้าที่ดำเนินการ รวม 16 ชนิดสินค้า จากที่ได้คาดการณ์ไว้ ณ เดือน มิถุนายน 2561 ประกอบด้วย ข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง สับปะรด กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา กลุ่มพืชหัว คือ กระเทียม มันฝรั่ง หอมแดง หอมหัวใหญ่ และ กลุ่มประมง คือ กุ้งกุลาดำ กุ้งขาวแวนนาไม ปลานิล และปลาดุกและนำเสนอคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านการเกษตรต่อไป และในปลายปีนี้ สศก. จะมีการคาดการณ์ผลพยากรณ์ไม้ผลครั้งที่ 1 ปี 2562 รวม 6 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลำไย และลิ้นจี่ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนมาตรการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแต่ต้นฤดูในปีถัดไป

ทั้งนี้ การพยากรณ์ข้อมูลสินค้าเกษตร ของ สศก. เป็นการพยากรณ์เชิงปริมาณ โดยการสร้างแบบจำลองทางเศรษฐมิติ (Econometrics Model) ประมาณค่าด้วยวิธีวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis) โดยตัวแปรตามหรือตัวแปรที่ต้องการพยากรณ์ ได้แก่ เนื้อที่เพาะปลูก และผลผลิตต่อไร่ ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ เนื้อที่เพาะปลูกในปีที่ผ่านมา ราคาที่เกษตรกรขายได้ ราคาพืชแข่งขัน ต้นทุนการผลิต ปริมาณน้ำในเขื่อน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังใช้ข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูกจากการแปลภาพถ่ายดาวเทียมมาประกอบการตัดสินใจในการเลือกหรือปรับค่าพยากรณ์ที่ได้จาก Model และได้ใช้ข้อมูลจากการรายงานระดับตำบล และรายงานระดับอำเภอ จากกรมส่งเสริมการเกษตร มาประกอบการตัดสินใจร่วมด้วยเพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้องและเป็นปัจจุบันมากที่สุด

เลาะรั้วเกษตร : เอาความจริงมาพูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362501

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เอาความจริงมาพูด

วันศุกร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว มีเรื่องราวของสารเคมีที่มีปัญหา 3 ชนิด คือ ไกลโฟเซต พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ปรากฏในหน้าสื่อทั้งสื่อออนไลน์ และสื่อปกติอีกครั้ง เป็นการนำเสนอของฝ่ายคัดค้านการใช้สารดังกล่าว สาระสำคัญของข่าวเป็นผลการตัดสินศาลสูงรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ให้บริษัทผู้ผลิต และจำหน่ายไกลโฟเซตจ่ายเงินชดเชย 9,600 ล้านบาท ให้ชายวัย 46 ปี คนหนึ่ง ที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยอ้างว่าสาเหตุที่เป็นมาจากยาฆ่าหญ้าที่มีส่วนผสมของไกลโฟเซตของบริษัทดังกล่าวที่เขาใช้อยู่นานหลายปี

ในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งขึ้น โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เป็นประธาน คณะกรรมการซึ่งมาจากภาคประชาสังคม และเป็นฝ่ายคัดค้านการใช้สารทั้ง 3 ชนิด จึงเอาผลการตัดสินของศาลสูงรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นเหตุผลเสนอให้ยกเลิกการใช้ไกลโฟเซตด้วย จากเดิมที่ให้จำกัดการใช้เท่านั้น แต่มติคณะกรรมการให้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาข้อมูลให้รอบด้านภายใน 60 วัน

ร้อนถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ค่ายเกษตรอินทรีย์ และที่ปรึกษา ออกมาประกาศกร้าวว่าจะต้องเดินหน้าแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิดให้ได้ พร้อมกันได้แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจศึกษาผลเรื่องสารเคมีขึ้นมาชุดหนึ่ง มีที่ปรึกษาคนเก่งเป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้จะหาข้อมูลอย่างรอบด้านเกี่ยวกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิดมาเสนอคณะกรรมการให้ได้ภายใน 30 วัน เพราะ 60 วันนั้นช้าไป

ข่าวว่าในวันที่ 7-8 กันยายนนี้ คณะกรรมการเฉพาะกิจศึกษาผลเรื่องสารเคมี ซึ่งมีที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ธีระ วงษ์เจริญ เป็นประธานจะลงพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู ร่วมกับ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ร่วมลงพื้นที่หาข้อมูลด้วย

จึงมาถึงคำถามที่เกิดขึ้นในใจว่า ทำไมทุกฝ่ายที่ต่างอ้างว่าทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกร เพื่อสุขภาพของประชาชนอย่างแท้จริง จึงไม่ยอมหันหน้าเข้าหากัน เอาข้อมูลที่แต่ละคนมี… (ต้องเป็นข้อมูลที่แท้จริง ไม่ใช่ข้อมูลที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเข้าข้างฝ่ายตนเอง) นำมากาง ขึงดูแต่ละประเด็นๆ และซักกันให้ขาวสะอาดแจ่มแจ้งกันไป เพื่อจะสรุปให้ได้ว่าควรจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

ไม่ต้องกลัวเสียหน้า ไม่ต้องกลัวว่าจะพ่ายแพ้ ถ้าทุกคนอ้างถึงประโยชน์ของประชาชน ของเกษตรกร และของประเทศชาติก็ควรจะร่วมกันแก้ปัญหามิใช่หรือ

นี่ขนาดอยู่ในยุครัฐบาล คสช. นะนี่ ถ้ารัฐบาลเลือกตั้งละก็…..คงสนุกกว่านี้

แว่นขยาย

อัดโปรแรง! เกษตรฯเล็งจ่ายค่าครองชีพ3เดือน เยียวยาชาวสวนยางช่วงราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362602

อัดโปรแรง! เกษตรฯเล็งจ่ายค่าครองชีพ3เดือน เยียวยาชาวสวนยางช่วงราคาตก

อัดโปรแรง! เกษตรฯเล็งจ่ายค่าครองชีพ3เดือน เยียวยาชาวสวนยางช่วงราคาตก

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561, 21.18 น.

อัดโปรแรง! เกษตรฯเล็งจ่ายค่าครองชีพ3เดือน เยียวยาชาวสวนยางช่วงราคาตก

6 ก.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาอนุมัติโครงการเงินงบกลางปี 2561 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางในการดำรงชีพ ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนชาวสวนยางของการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ทั้งนี้จะเร่งหาข้อสรุกเสนอ ครม.ภายในวันอังคารที่ 11 ก.ย.นี้ เนื่องจากเป็นข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางเนื่องจากภาวะราคายางตกต่ำ

“จำนวนเงินอยู่ระหว่างการหารือว่าจะเป็นเท่าไร ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรต่อเดือน ซึ่งทั้งหมดยืนยันว่าไม่ได้เป็นโครงการหาเสียงของรัฐบาล แต่เพราะต้องการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ซึ่งสวนยางก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบ โดยการให้เงินให้ไม่ได้เป็นการให้เปล่า แต่เป็นการให้เพื่อพัฒนาอาชีพ เกษตรกรต้องมาฝึกอบรมเพื่อรับเงินดังกล่าว โดยจะให้เป็น 2 งวด ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ด้านนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว และว่าที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า รมว.เกษตรฯได้สั่งให้เสนอแนวทางทั้งหมดว่า ถ้าช่วยเกษตรกรสวนยางทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนไว้  1.3  ล้านคน ไม่เกิน  10 ไร่ต่อครัวเรือน จะเป็นเงินเท่าไร หรือช่วยเฉพาะรายย่อยที่มีสวนยางไม่เกิน  10 ไร่ หรือไม่เกิน  5 ไร่ จะเป็นเงินเท่าไร เพื่อให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณามาตรการช่วยเหลือ

ทั้งนี้ ในสมัยปี 2558 เคยเสนอโครงการสร้างความเข็มแข็งให้เกษตรกรสวนยาง ครัวเรือนละ 1 สิทธิไม่เกิน 15 ไร่ อัตราไร่ละ  1,500  บาท โดยให้แบ่งเป็น เจ้าของสวน 900 บาท และคนกรีดยางที่ขึ้นทะเบียนคนกรีดยางกับ กยท. 600 บาทต่อไร่เช่นกัน

กฤษฏาเตรียมเปิดเวที4 ภาคปลายก.ย. ก่อนประกาศระเบียบจำกัดใช้3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362600

กฤษฏาเตรียมเปิดเวที4 ภาคปลายก.ย. ก่อนประกาศระเบียบจำกัดใช้3สารพิษ

กฤษฏาเตรียมเปิดเวที4 ภาคปลายก.ย. ก่อนประกาศระเบียบจำกัดใช้3สารพิษ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561, 21.03 น.

กฤษฏาเตรียมเปิดเวที4 ภาคปลายก.ย. ก่อนประกาศระเบียบจำกัดใช้3สารพิษ

6 ก.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติจำกัดการใช้สารเคมีวัตถุอันตรายกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด คือ พาราควอต , คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยให้กรมวิชาการเกษตร เสนอวิธีจำกัดการใช้ควบคุมการนำเข้า โดยตนได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร ไปทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกรและเอ็นจีโอ ทั้ง4 ภาคของประเทศ ซึ่งการเปิดเวทีต้องทำโดยเปิดเผยและเปิดรับทุกกลุ่มเข้ามา เพื่อให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางมากที่สุด ไม่ให้เหมือนที่ผ่านมาที่ทำเพียงในเว็บไซต์เท่านั้น

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า เมื่อได้ข้อสรุปจากทุกเวที และนำมาออกระเบียบข้อจำกัดต่างๆ จะนำมาให้ รมว.เกษตรฯออกประกาศระเบียบการใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ทั้งลดโควตานำเข้า วิธีใช้ การอบรมเกษตรกรก่อนออกใบอนุญาตให้ซื้อได้ในปลายเดือน ก.ย.นี้ จะเริ่มเวที ครั้งนี้ไปพบกับทุกฝ่ายและเป็นการเปิดมติใหม่ในการรับฟัง ทั้งนี้จะนำร่างออกระเบียบประกาศกระทรวงว่าด้วยในสาระการใช้เคมีภัณฑ์ ในเบื้องต้นไปเปิดเผยให้ทุกกลุ่มทราบก่อนด้วย

เคาะโผ‘ซี10’เกษตรฯลงตัว โยกอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเข้ากรุ-2กรมฯเก้าอี้เหนียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362546

เคาะโผ‘ซี10’เกษตรฯลงตัว โยกอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเข้ากรุ-2กรมฯเก้าอี้เหนียว

เคาะโผ‘ซี10’เกษตรฯลงตัว โยกอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเข้ากรุ-2กรมฯเก้าอี้เหนียว

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561, 17.42 น.

“กฤษฏา” เคาะโผซี10 กระทรวงเกษตรฯลงตัวแล้ว ส่ง“สมคิด”ชง ครม.แต่งตั้ง 11 ตำแหน่งสัปดาห์หน้า โยกอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเข้ากรุ เหตุไทยนิยมฯฝายชะลอน้ำพันแห่งอืด “สรุสีห์ กิตติมณฑล” อธิบดีฝนหลวงฯเสียบแทน ส่วน“อธิบดีกรมชลฯ-กรมส่งเสริมสหกรณ์”ผลงานเข้าตา เก้าอี้ยังเหนียว

6 ก.ย.61 แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯ ได้พิจารณาโผโยกย้ายผู้บริหารระดับ 10 ลงตัวแล้ว พร้อมนำเสนอนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อแต่งตั้งในสัปดาห์หน้า

สำหรับรายชื่อที่คาดว่าจะเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เช่น นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปเป็นอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน โดยให้นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน โยกเข้ากระทรวงมาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เนื่องจากมีการทำงานล่าช้าในโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เช่น โครงการฝายชะลอน้ำ 1,000 แห่ง ไม่สามารถเดินหน้าได้เป้าหมายได้ครบ 67 จังหวัด

น.ส.วราภรณ์ พรหมพจน์ ผู้ตรวจราชการ ไปเป็นอธิบดีกรมฝนหลวงฯ , นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว ขยับขึ้นเป็นอธิบดีกรมการข้าว แทนนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว ที่ขยับมาเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯ

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม ขึ้นเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม แทนนางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม ที่เกษียนอายุราชการ โดยทั้งกรมการข้าว และกรมหม่อนไหม ได้ถูกวางตัวไว้ให้ลูกหม้อในกรมฯขยับขึ้นตำแหน่งอธิบดี เพื่อจะได้สานงานได้ทันทีไม่สะดุด

ส่วนนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) อดีตเป็นปลัดอำเภอแสวงหา จ.อ่างทอง ซึ่งถือว่าลูกหม้อกระทรวงมหาดไทย รู้ปัญหาเข้าใจเกษตรกรและลงสัมผัสชาวบ้านได้ดีพูดภาษาเดียวกันกับนายกฤษฏา ขยับไปเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร แทนนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ที่เกษียนอายุราชการ

น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) ไปเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร แทนนายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่เกษียณอายุราชการ , น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน ไปเป็นเลขาธิการ มกอช. ซึ่ง น.ส.ดุจเดือน เคยดำรงนี้มาก่อนเป็นรองปลัดกระทรวงฯ จะส่งผลดีขึ้นในการขับเคลื่อนด้านการแปรรูปผลผลิตเกษตร สอดรับนโยบายการตลาดนำการผลิตได้ครบวงจรยิ่งขึ้น

นายคมสัน จำรูญพงษ์ ผู้ตรวจราชการ ไปเป็นเลขาธิการ สศก.โดยนายคมสัน เคยเป็นรองเลขาธิการ สศก.มาก่อน , นายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการสำนักปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) โยกมาเป็นรองปลัดกระทรวงฯ เพราะการแก้ไขปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.รายใหญ่เกิน 500 ไร่ เป้าหมาย 4 แสนไร่ ที่ใช้มาตรา44 มาตั้งแต่ปี 2560ไม่คืบหน้า โดยให้นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปเป็นเลขาธิการ ส.ป.ก.

ส่วนนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน , นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังไม่ขยับเพราะทั้ง 2 กรมฯ ขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมฯได้เข้าเป้า ทั้งเรื่องแก้ไขน้ำท่วม เพิ่มแหล่งน้ำให้กับเกษตรกร โครงการชลประทานต่างๆ การใช้ยางพารา ใช้กลไกสหกรณ์ชะลอพืชผลเกษตร ได้เข้าตาผู้ใหญ่ในรัฐบาล

เกษตรฯเร่งดำเนินการพัฒนาส่งเสริมอาชีพปชช. ในโครงการจัดที่ดินทำกินแห่งชาติ(คทช.)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362409

เกษตรฯเร่งดำเนินการพัฒนาส่งเสริมอาชีพปชช. ในโครงการจัดที่ดินทำกินแห่งชาติ(คทช.)

เกษตรฯเร่งดำเนินการพัฒนาส่งเสริมอาชีพปชช. ในโครงการจัดที่ดินทำกินแห่งชาติ(คทช.)

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561, 11.01 น.

6 ก.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้จัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนตามโครงการจัดที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) โดยมีกระทรวงเกษตรฯรับผิดชอบในการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพให้แก่ประชาชนที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน ล่าสุด ทางกระทรวงฯ ได้ติดตามการดำเนินงานพัฒนาอาชีพตามโครงการ คทช.แก่ประชาชนหรือเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินในพื้นที่ต่างๆ ในพื้นที่เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน จันทบุรี เพชรบุรี หนองบัวลำภู อุทัยธานี และอุบลราชธานี ซึ่งพบว่ามีพื้นที่ตามโครงการ คทช.หลายแห่งยังขาดความต่อเนื่องในการพัฒนาอาชีพหรือบางพื้นที่ประชาชนที่ได้รับที่ดินหรือเครื่องมือในการพัฒนาส่งเสริมอาชีพยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งดำเนินการโดยมอบหมายให้สหกรณ์จังหวัด ในฐานะเลขานุการอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพระดับจังหวัดเป็นหน่วยหลัก บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนดำเนินการ ดังนี้

1) ในกรณีที่จะมีการจัดที่ดินทำกินตามโครงการ คทช.ในพื้นที่จังหวัดใด ขอให้ส่วนราชการของกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมงบประมาณ แผนงาน/โครงการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด /โครงสร้างพื้นฐาน ที่จำเป็นให้พร้อม เมื่อได้รับการส่งมอบรายชื่อประชาชนจากอนุกรรมการด้านจัดที่ดิน (กรมที่ดิน/ที่ดินจังหวัด มท.) จะได้ดำเนินการได้ทันที

2) ในพื้นที่จังหวัดที่เกษตรกรที่รับมอบที่ดินมาแล้ว ขอให้ตรวจสอบและหาทางพัฒนาช่วยเหลือประชาชนให้มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

3) ให้ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกรในพื้นที่โครงการให้เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องหรืองบประมาณพัฒนาจังหวัด

4) ให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดจัดประชุมร่วมกับ อ.พ.ก.จังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อให้สหกรณ์จังหวัดได้รายงานผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งปัญหาและอุปสรรค ในการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรตามโครงการ คทช. เพื่อพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนั้น ยังได้มอบหมายผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกร์และผู้ตรวจราชการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ เพื่อติดตามการดำเนินงานตามโครงการ คทช.ในด้านการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพอีกทางหนึ่งด้วย พร้อมทั้งได้มอบหมายอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ติดตามเร่งรัดการพัฒนาอาชีพ ภายใต้โครงการดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับการจัดสรรที่ให้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไป