ดีเดย์13กย.รวมพล‘ศกอ.’ทั่วปท. ยกระดับสารสนเทศเกษตรยุค4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362976

x

ดีเดย์13กย.รวมพล‘ศกอ.’ทั่วปท. ยกระดับสารสนเทศเกษตรยุค4.0

วันจันทร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. เตรียมจัดสัมมนา “ขับเคลื่อน
เศรษฐกิจการเกษตรอาสา สู่การปฏิรูปเกษตรไทย ยุค 4.0” ระหว่างวันที่ 13-14 กันยายน 2561 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ฯ กทม. ซึ่งในงานนี้จะมีการเสวนาถึงทิศทางการดำเนินงานของเศรษฐกิจการเกษตรอาสา หรือ ศกอ. การบรรยายเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยี สู่การปรับตัวของเกษตรกรในยุค 4.0 และการจัดนิทรรศการผลงานการดำเนินงาน และองค์ความรู้ต่างๆ โดยมี ศกอ. จากทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำการเกษตรในท้องถิ่น ผู้นำชุมชน รวมกว่า 800 ราย และผู้บริหาร บุคลากรจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อีกกว่า 200 ราย

“ศกอ. คือ เกษตรกร ที่สมัครใจเข้ามาเป็นอาสาสมัคร และร่วมปฏิบัติงานกับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. 882 ศูนย์ ในทุกอำเภอทั่วประเทศ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ศกอ. มีบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบสำคัญ คือ เป็นผู้รายงานข้อมูลด้านการเกษตร อาทิ ภาวะการผลิต การตลาด และราคาสินค้าเกษตรในพื้นที่แก่เจ้าหน้าที่ สศก. และเป็นผู้ถ่ายทอดนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนเป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร อาทิ ข้อมูลการผลิต ต้นทุนการผลิต ราคา การตลาดสินค้าเกษตร การเตือนภัย ไปให้เกษตรกรในพื้นที่และประชาชนได้รับทราบ”

นายวิณะโรจน์กล่าวต่อว่า การจัดงานดังกล่าว เป็นการรวมพลครั้งใหญ่ของ ศกอ. ทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันรับทราบนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีให้เท่าทันยุคเกษตร 4.0 และยังเป็นโอกาสสำคัญ ที่ ศกอ. ในแต่ละพื้นที่จะได้มาพบปะและสร้างเครือข่ายร่วมกันในการปฏิบัติงาน เพื่อเป็นสื่อกลางข้อมูลข่าวสารของราชการไปยังเกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพทั่วถึงทุกพื้นที่

ดันสร้างเครือข่ายสหกรณ์-ศพก. l เพิ่มประสิทธิภาพขับเคลื่อนภาคการเกษตรสู่ความเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362980

x

ดันสร้างเครือข่ายสหกรณ์-ศพก. l เพิ่มประสิทธิภาพขับเคลื่อนภาคการเกษตรสู่ความเข้มแข็ง

วันจันทร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท ประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และสหกรณ์ในระดับจังหวัด ขับเคลื่อนการดำเนินภาคเกษตรและงานสหกรณ์สู่ความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

นางณัฏยา ศรีชัย ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท สำนักพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า จากนโยบายรัฐบาลที่ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ขึ้นเพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน เป็นเครื่องมือการส่งเสริมการเกษตรในการเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุนการผลิต ในส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการสนับสนุนการขับเคลื่อนตามนโยบายการปฏิรูปภาคการเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนและพัฒนาศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ เพื่อพร้อมเป็นศูนย์เครือข่ายด้านสหกรณ์ให้กับ ศพก.

ทั้งนี้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท สำนักพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ นับเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจรับผิดชอบโดยตรงในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ได้กำหนดแผน โครงการเพื่อพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดผลในทางปฏิบัติและเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือและการเรียนรู้ ซึ่งได้มีการจัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ “การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และสหกรณ์ในระดับจังหวัด” เพื่อส่งเสริมสนับสนุน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อให้ผู้เข้าประชุมร่วมกันวางแผนการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงธุรกิจ การผลิต และตลาด

โดยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ นับเป็นการสนับสนุนกิจกรรมสร้างเครือข่ายความร่วมมือและการเรียนรู้ของชุมชนให้เกิดการเชื่อมโยง เพื่อร่วมกันวิเคราะห์หาแนวทางการร่วมมือ ขยายผลการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือและการเรียนรู้ภายในจังหวัด เช่น การผลิต การตลาด ความรู้ เครือข่ายด้านอื่นๆ เป็นต้น ทั้งมุ่งเน้นการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ และสหกรณ์อื่นๆ ในระดับจังหวัด เพื่อเป็นอีกหนึ่งเวทีในการขับเคลื่อนให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือและการเรียนรู้ในระดับจังหวัด สร้างการพัฒนาขยายผลเครือข่ายทางธุรกิจเชื่อมโยงให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือและการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิก ประชาชน และสังคมโดยรวมของประเทศต่อไป

รักษาการผู้ว่าฯกยท.แจง’กฤษฎา’ไม่เคยมีนโยบายขายยางในสต็อก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362978

รักษาการผู้ว่าฯกยท.แจง'กฤษฎา'ไม่เคยมีนโยบายขายยางในสต็อก

รักษาการผู้ว่าฯกยท.แจง’กฤษฎา’ไม่เคยมีนโยบายขายยางในสต็อก

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 15.01 น.

9 ก.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีมีผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าว นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ออกมาให้ข่าวเรื่องการขายยางพาราที่มีอยู่ในสต็อกว่าเป็นการดำเนินงานตามบทบาทภาระหน้าที่ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การยางแห่งประเทศไทย สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารงานใน กยท.เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา ว่า ทางนายเยี่ยมได้ยืนยันว่าข่าวดังกล่าวเป็นความเท็จ และไม่เคยให้ข่าวในลักษณะดังกล่าวต่อสื่อใดๆ ทั้งสิ้น ประจวบกับช่วงดังกล่าวนั้น นายเยี่ยมได้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการเรื่องยางพาราที่ประเทศจีน

ทั้งนี้ เรื่องการขายยางในสต็อกนั้น ทาง รมว.เกษตรฯ มีนโยบายชัดเจนที่จะไม่ให้ขายยางในช่วงราคายางยังไม่มีเสถียรภาพโดยเด็ดขาด และทาง กยท.ถือเป็นนโยบายที่จะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จึงให้สาธารณชนได้รับรู้ถึงข้อมูลที่เป็นจริงและถูกต้อง ซึ่งตนยืนยันว่าตั้งแต่มารับตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ ไม่เคยมีการขายยางในสต็อกรัฐ

ม็อบสวนปาล์กระบี่ร้องรัฐ จัดสรรที่ดินสวนปาล์มสัมปทานหวิดปะทะกลุ่มในพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362859

ม็อบสวนปาล์กระบี่ร้องรัฐ  จัดสรรที่ดินสวนปาล์มสัมปทานหวิดปะทะกลุ่มในพื้นที่

ม็อบสวนปาล์กระบี่ร้องรัฐ จัดสรรที่ดินสวนปาล์มสัมปทานหวิดปะทะกลุ่มในพื้นที่

วันเสาร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2561, 15.28 น.

8 ก.ย. 61 เวลา 11.30 น. วันที่ 8 ก.ย. กลุ่มชาวบ้านที่เรียกร้องสิทธิ์ที่ดินทำกินในพื้นที่ จ.กระบี่ โดยการนำของนายชูวงศ์ มณีกุล แกนนำเครือข่ายเกษตรกรไร้ที่ดินทำกิน กว่า 100 คน เดินทางมาชุมนุมเรียกร้องสิทธิ์ที่ดินทำกินบริเวณสวนปาล์มริมถนนเซ้าท์เทิร์นซีบอร์ด ช่วง หมู่ 8 ต.ปลายพระยา อ.ปลายพระยา ติดกับแปลงเพาะพันธุ์ปาล์มของ บ.ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จก.(มหาชน) โดยกลุ่มชาวบ้านนำเอกสารเรียกร้องสิทธิ์ที่ดินทำกินภายในสวนปาล์มดังกล่าว ซึ่งหมดสัญญาสัมปทานไปตั้งแต่ปี 2556 อย่างไรก็ตามในการชุมนุมดังกล่าว ไม่พบเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ และฝ่ายปกครอง เข้ามาควบคุมดูแลความสงบแต่อย่างใด

นายชูวงศ์ อ่านแถลงการณ์ว่า ต้องการเรียกร้องให้ ผวจ.กระบี่ ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดสรรที่ดินเนื้อที่ 10,891 ไร่ และอีก 13 แปลง รวมเนื้อที่กว่า 73,000 ไร่ ให้กับผู้ไร้ที่ดินทำกิน หรือไม่ที่ดินน้อยไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ได้เช่าคนละ 10-15 ไร่ รวมทั้งเรียกร้องให้ บ.เอกชน ออกจากที่ดินแปลงที่หมดอายุการขออนุญาตจากกรมป่าไม้ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวยังตั้งสำนักงาน ดำเนินธุรกิจเพาะพันธุ์ต้นกล้าปาล์ม และยังคงทำประโยชน์อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว และให้ ครม.หรือผู้มีอำนาจ งดต่ออายุการขออนุญาตในที่ดินแปลงดังกล่าว ให้กับบริษัทเอกชนดังกล่าว และเรียกร้องให้ พงส.และพนักงานอัยการ ดำเนินการคดีบุกรุกที่ดินเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากับบริษัทเอกชนรายเดียวกัน ที่บุกรุกพื้นที่เกินเขตสัมปทาน 3,200 ไร่ ซึ่งทางป่าไม้ได้แจ้งความไว้เมื่อเดือน ก.ย.57 แต่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง

ทั้งนี้นายชูวงศ์ กล่าวอีกว่า การมาเรียกร้องของชาวบ้านในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการเรียกร้องสิทธิ์ที่ดินทำกินให้กับชาวบ้าน และให้รัฐดำเนินการกับผู้บุกรุกให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ที่ผ่านมาตนมีข้อมูลว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคน แอบเข้าไปรับประโยชน์จากกลุ่มนายทุน โดยก่อนนี้ทราบว่ามีการจัดสรรที่ดินให้กับชาวบ้านบางส่วน โดยให้ชาวบ้านเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมัน แล้วแบ่งค่าหัวคิวให้กับ จนท.ของรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมกำลังปักหลักแถลงการณ์อยู่ภายในสวนปาล์ม ปรากฎว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์ กว่า 20 คน พร้อมกลุ่มคนอ้างตัวเป็นชาวบ้านที่ได้รับการจัดสรรที่ดินอีกประมาณ 30 คน มีอาวุธทั้งมีดดาบขนาดยาว หนังสติ๊ก ไม้ไผ่เหลาปลายแหลม มีดพร้า ได้บุกเข้ามาล้อมกลุ่มชาวบ้านที่ชุมนุมเรียกร้อง และขับไล่ให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ โดยทั้ง 2 ฝ่ายมีการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดรุนแรง หวิดเกิดการปะทะกัน นานประมาณ 20 นาที กลุ่มชาวบ้านจึงยอมถอยออกมาจากพื้นที่ ไปปักหลักชุมนุมโดยสงบอยู่ภายในสวนปาล์มอีกฝั่งถนน

นอกจากนี้ในช่วงเช้าที่ผ่านมา มีรายงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ได้ตั้งด่านตรวจค้นรถยนต์กระบะของนายชูวงศ์ ขณะกำลังเดินทางไปยังที่ชุมนุม โดยในรถมี นางกิมตั้น เกิดสังข์ อายุ 62 ปี ชาว จ.กระบี่ นั่งมาในรถด้วย ตรวจค้นในกระเป๋าสะพายของนางกิมตั้น พบอาวุธปืนลูกซองสั้นแบบไทยประดิษฐ์ เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวไว้ดำเนินคดีในข้อหาครอบครองอาวุธปืน และพกพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายกฯย้ำไม่มีนโยบายนำยางค้างสต๊อกเก่าออกขาย หวั่นซ้ำเติมราคาดิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362838

นายกฯย้ำไม่มีนโยบายนำยางค้างสต๊อกเก่าออกขาย หวั่นซ้ำเติมราคาดิ่ง

นายกฯย้ำไม่มีนโยบายนำยางค้างสต๊อกเก่าออกขาย หวั่นซ้ำเติมราคาดิ่ง

วันเสาร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2561, 13.32 น.

นายกฯย้ำไม่มีนโยบายนำยางค้างสต๊อกเก่าออกขาย หวั่นซ้ำเติมราคาดิ่ง

8 ก.ย.61 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าขณะนี้ไม่มีนโยบายให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) นำยางค้างสต๊อกที่รัฐบาลก่อนปี 2557 ซื้อไว้แล้วขายไม่ออกมาขายอย่างเด็ดขาด แม้ว่าช่วงนี้ราคายางพาราจะยังไม่มีเสถียรภาพก็ตาม เพราะจะทำให้ราคาถอยลงไปอีก แต่อยากให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางและสังคมได้เข้าใจข้อมูลที่ถูกต้อง หลังจากที่มีการปล่อยข่าวว่า กยท. จะนำยางแผ่นรมควันชั้น 3 ที่เก็บค้างสต๊อกอยู่ออกขาย โดยยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า รัฐบาลห่วงใยความเป็นอยู่ของชาวสวนยาง หลังจากราคายางทรงตัวในระดับ 43-45 บาทต่อกิโลกรัม ตั้งแต่ต้นปีแล้วโดยแนวทางการช่วยเหลือนั้นจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปแทรกแซงราคา เพราะการซื้อยางในราคานำตลาดหรือการซื้อมาเก็บ รวมไปถึงการรับจำนำยางด้วยนั้น จะต้องใช้เงินจำนวนมากและจะก่อให้เกิดปัญหาตามมา เนื่องจากต้องเสียค่าเช่าสถานที่เก็บรักษา และหากขายต่อไม่ได้ก็จะกลายเป็นสต๊อกยางค้าง

“การช่วยเหลือชาวสวนยางนั้น รัฐบาลจะเน้นการพัฒนาอาชีพเสริม หรือเพิ่มทางเลือกในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการทำสวนยาง โดยขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือค่าครองชีพสำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนชาวสวนยางของ กยท. ไว้ราว 1.3 ล้านคน แต่ชาวสวนยางจะต้องเข้ารับการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและนำไปต่อยอดหารายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวต่อไป” นายกฯ กล่าว

พักราชการ-ไม่จ่ายเงินเดือน4จนท.กรมชลฯยะลา ถูกกล่าวหาทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362829

พักราชการ-ไม่จ่ายเงินเดือน4จนท.กรมชลฯยะลา ถูกกล่าวหาทุจริต

พักราชการ-ไม่จ่ายเงินเดือน4จนท.กรมชลฯยะลา ถูกกล่าวหาทุจริต

วันเสาร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2561, 12.26 น.

“กรมชลฯตั้งสอบวินัยรายแรง ขรก.4 ราย ทุจริตโครงการป้องกันตลิ่ง จ.ยะลา  พร้อมสอบสวนพบทุจริตรวม 3 โครงการ จ่อฟันวินัยยกชุด”

8 ก.ย.61  นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าหลังจากตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตงานก่อสร้างอาคารป้องกันตลิ่งของโครงการชลประทานยะลา ที่มีชาวบ้านร้องเรียนเข้ามา โดยข้อสั่งการของนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯในชั้นแรกให้อธิบดีกรมชลประทาน ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน พบว่ามีหลักฐานควรเชื่อได้ว่าสามารถสรุปความผิดได้ชัดเจนถึงขั้นชี้มูลความผิด กรมฯจึงได้ออกคำสั่งให้ผู้เกี่ยวข้องจำนวน 4 ราย พักราชการ จนกว่าการสอบสวนพิจารณาจะเสร็จสิ้น ประกอบด้วยผู้ควบคุมงาน 1 ราย และคณะกรรมการตรวจการจ้าง 3 ราย และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้เกี่ยวข้องทั้ง 4 ราย ในขณะเดียวกันกรมชลประทานได้รายงานให้รมว.เกษตรฯทราบในเบื้องต้นแล้ว

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่าสำหรับโครงการที่อยู่ในความดูแลของโครงการก่อสร้างที่ 17 สำนักงานชลประทานที่ 17 ที่มีการตรวจพบการทุจริตตามที่มีข้อร้องเรียนเพิ่มเติมรวม 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการปรับปรุงระบบส่งน้ำฝายบ้าน กม.12 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา 2.โครงการปรับปรุงระบบส่งน้ำฝายคลองมูบอ ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และ 3.โครงการปรับปรุงระบบส่งน้ำอาคารบังคับน้ำบ้านบือรอ ตำบลละแอ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา

อธิบดีกรมชลประทานได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้ง 5 รายแล้ว เป็นข้าราชการเกษียณอายุปี 2560 1 ราย อีก 4 ราย ได้มีคำสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่โครงการก่อสร้างดังกล่าวแล้ว หากผลการสืบสวนปรากฏว่ามีมูลเข้าลักษณะความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือความผิดอื่น จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย เพื่อดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือในความผิดนั้นๆ ตามระเบียบของทางราชการต่อไป

มกอช.เตรียมรับมือ กฎระเบียบการส่งออกเกษตรอินทรีย์ฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362798

มกอช.เตรียมรับมือ กฎระเบียบการส่งออกเกษตรอินทรีย์ฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป

มกอช.เตรียมรับมือ กฎระเบียบการส่งออกเกษตรอินทรีย์ฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป

วันศุกร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561, 22.55 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ และสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป จัดสัมมนาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป : ความท้าทายและโอกาสในการส่งออก      (EU Organic Market : Export opportunities and challenges) โดยมี นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายมนัสวี ศรีโสดาพล เอกอัครราชทูต เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์  และMr.Pirkka Tapiola เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรป (อียู) ประจำประเทศไทย ร่วมเป็นประธานเปิดการสัมมนา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเปิดงานว่า สหภาพยุโรป ได้มีการประกาศกฎระเบียบ 2018/848 ว่าด้วยการผลิตและการติดฉลากสินค้าเกษตรอินทรีย์ เมื่อวันที่ 30พฤษภาคม 2561 มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2565 ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎระเบียบ 834/2007 เพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตภายในสหภาพยุโรป หรือนำเข้าจากประเทศที่มิใช่สมาชิกสหภาพยุโรป (หรือเรียกว่าประเทศที่ 3) ดังนั้น ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้ค้า หน่วยรับรอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ของประเทศไทยนั้น จะต้องเตรียมความพร้อม เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบฉบับใหม่ ในการปรับตัว เช่น ปรับปรุงระบบการผลิต ระบบการตรวจสอบและรับรอง เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องตามกฎระเบียบฉบับใหม่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จึงจัดสัมมนาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป : ความท้าทายและโอกาสในการส่งออก (EU Organic Market : Export opportunities and challenges) ขึ้น เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทยและสหภาพยุโรป และกฎระเบียบของอียูเรื่องการผลิตเกษตรอินทรีย์และการติดฉลากสินค้าอินทรีย์ฉบับใหม่ และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบอียูฉบับใหม่ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการพัฒนาสินค้าและสร้างโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยไปอียู

นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการ มกอช. กล่าวว่า กฎระเบียบฉบับใหม่นี้ กำหนดให้มีการจัดทำข้อตกลงความเท่าเทียมทางการค้าระหว่างประเทศผู้ส่งออก และสหภาพยุโรป โดยเน้นประเทศที่อยู่ในทะเบียนรายชื่อประเทศที่ 3  เช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เป็นต้นก่อน ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ       (มกอช.) กรมวิชาการเกษตร และกรมการข้าว จึงได้ร่วมกันเตรียมความพร้อม และดำเนินการสมัครขอขึ้นทะเบียนรายชื่อประเทศที่ 3 ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยทั้ง 3 หน่วยงานจะมีการหารือกับผู้แทน ด้านการพัฒนาชนบทและการเกษตร (Directorate-General for Agriculture and Rural Development : DG-AGRI) เพื่อหาข้อสรุปแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนต่อไป

รองเลขาธิการ กล่าวต่อไปว่า  การขึ้นทะเบียนรายชื่อประเทศที่ 3 นั้น ประเทศผู้ส่งออก เช่น ประเทศไทย ต้องได้รับการประเมินมาตรฐาน มกษ.เกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นมาตรฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และระบบการตรวจสอบรับรองของประเทศไทย ว่าเทียบเท่าและยอมรับได้ตามกฎระเบียบสหภาพยุโรปด้านเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเมื่อประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนรายชื่อประเทศที่ 3 แล้ว เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย จะต้องดำเนินการตามมาตรฐาน มกษ. เกษตรอินทรีย์ หากได้รับการรับรองมาตรฐาน มกษ.แล้ว จะสามารถใช้ใบรับรองมาตรฐาน มกษ. เกษตรอินทรีย์ เพื่อส่งออกไปสหภาพยุโรป โดยสหภาพยุโรป จะยอมรับใบรับรองดังกล่าว ซึ่งเป็นการลดความซ้ำซ้อน และความยุ่งยากในการปฏิบัติตามมาตรฐานหลายฉบับ  ซึ่งการปฏิบัติตามมาตรฐาน มกษ. เกษตรอินทรีย์ ฉบับเดียวนี้ สามารถใช้ในการรับรองเพื่อการส่งออกสหภาพยุโรปได้

ปศุสัตว์ย้ำโรคอหิวาต์แอฟริกาหมูในจีน-ยุโรปไม่ติดต่อคน ไทยเน้นมาตรการป้องกันเข้มงวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362760

ปศุสัตว์ย้ำโรคอหิวาต์แอฟริกาหมูในจีน-ยุโรปไม่ติดต่อคน ไทยเน้นมาตรการป้องกันเข้มงวด

ปศุสัตว์ย้ำโรคอหิวาต์แอฟริกาหมูในจีน-ยุโรปไม่ติดต่อคน ไทยเน้นมาตรการป้องกันเข้มงวด

วันศุกร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561, 19.28 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์แนะอย่าตื่นโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ย้ำเป็นโรคเฉพาะในหมูไม่ติดคน ตั้งคณะกรรมการพิจารณาแผนเตรียมความพร้อม เน้นมาตรการเร่งด่วนให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังสั่งการ 89 ด่านพรมแดนเข้มงวดตรวจสอบการลักลอบนำเข้าหมู แนะเกษตรกรทั้งหมู-ไก่เน้นดูแลสัตว์เลี้ยงใกล้ชิด

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังไม่เคยพบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) ที่เกิดในประเทศจีนและบางประเทศในแถบยุโรป และขอย้ำว่าโรคนี้เป็นโรคไวรัสที่ระบาดในสุกร ไม่ได้ติดต่อระหว่างสัตว์และคน ปัจจุบันโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนและวิธีการรักษาที่จำเพาะ หากพบการระบาดจะต้องกำจัดสุกรสถานเดียว กรมปศุสัตว์จึงออกมาตรการให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ต้องเข้มงวดดำเนินการ เพื่อเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมในกรณีดังกล่าว และแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแผนเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุ โดยมีอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธาน และมีกรรมการจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน คณาจารย์ และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เพื่อสกัดกั้น ASF ไม่ให้เข้ามาในประเทศไทย และได้สั่งการให้ปศุสัตว์อำเภอและปศุสัตว์จังหวัด ลงพื้นที่แนะนำให้เกษตรกรดูแลสุกรอย่างเข้มงวด โดยสังเกตอาการของโรคที่จะทำให้สัตว์ตายเฉียบพลัน มีไข้สูง ผิวหนังแดง มีจุดเลือดออกหรือรอยช้ำ พร้อมป้องกันฝูงสัตว์จากการสัมผัสโรค เน้นระบบจัดการฟาร์มและระบบป้องกันโรค เลี้ยงสัตว์ในคอกและไม่ปล่อยสัตว์ให้หากินตามธรรมชาติ

“กรมปศุสัตว์ออกมาตรการให้กองสารวัตรและกักกัน เข้มงวดการตรวจค้นและปราบปรามการลักลอบการนำเข้าหมูเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้าน ตามแนวชายแดนและด่านพรมแดนทั้ง 89 ช่องทางใน 25 จังหวัด รวมถึงชะลอการนำเข้าสุกรมีชีวิตและผลิตภัณฑ์สุกรจากจีนและประเทศที่มีการระบาดของโรคเป็นระยะเวลา 90 วัน ควบคู่กับมาตรการป้องกันและกำจัดเชื้อโรคที่ทำอยู่แล้วให้เข้มข้นขึ้น” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ขณะเดียวกัน กรมปศุสัตว์ได้ติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคระบาดสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิดมาตลอด พร้อมเข้มงวดมาตรการดูและและป้องกันโรค โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวัน ที่ส่งผลให้สัตว์ปีกปรับสภาพไม่ทันทำให้ร่างกายอ่อนแอ กรมปศุสัตว์จึงสั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทั่วประเทศ สนธิกำลังกับอาสาปศุสัตว์ทุกจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกร เร่งให้คำแนะนำและความรู้ด้านการป้องกันโรคเพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยเน้นดูแลสุขภาพสัตว์ปีก พร้อมรณรงค์ทำความสะอาดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในจุดที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีก เป็นประจำให้ครอบคลุมทุกพื้น ทั้งนี้หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ ห้ามทิ้งซากสัตว์ปีกลงแหล่งน้ำหรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด และให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ให้เข้าตรวจสอบอย่างทันท่วงที

“กรมปศุสัตว์บูรณาการร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ในการป้องกันโรคสัตว์ปีกอย่างต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับข่าวต่างๆ และขอให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีมาตรการเฝ้าระวังโรคระบาดอย่างเข้มงวด โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ลงพื้นที่ติดตามและป้องกันโรค” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

และว่า หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือติดต่อกับกรมปศุสัตว์ผ่านแอพพลิเคชั่น DLD 4.0

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนโยบาย S-Curve ยกระดับคนการบริหารจัดการและมาตรฐานสินค้าเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362715

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนโยบาย S-Curve ยกระดับคนการบริหารจัดการและมาตรฐานสินค้าเกษตร

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนโยบาย S-Curve ยกระดับคนการบริหารจัดการและมาตรฐานสินค้าเกษตร

วันศุกร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561, 17.33 น.

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนโยบาย S-Curve ยกระดับคนการบริหารจัดการและมาตรฐานสินค้าเกษตร สู่เกษตร 4.0 เร่งพัฒนาโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด เน้นกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ผ่านเกณฑ์ตามมาตรฐาน GAP และ GMP      

7 ก.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโรงคัดบรรจุพืชผักผลไม้สด (Packing House) ณ บ้านโนนเขวา อ. เมือง จ.ขอนแก่นว่า โรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด ถือเป็นจุดสำคัญของการผลิตผักและผลไม้สดที่ปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค โดยทำหน้าที่รวบรวมผักและผลไม้จากเกษตรกรมาผ่านกระบวนการผลิตก่อนจำหน่ายสู่ผู้บริโภค ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด (มกษ. 9035-2553) และมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงรวบรวมผักและผลไม้สด (มกษ. 9047-2560) โดยครอบคลุมการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุและโรงรวบรวมผักและผลไม้สด เพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมและพัฒนาคุณภาพผักและผลไม้ ให้เกิดการขับเคลื่อนมาตรฐานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือ GAP และ GMP ส่งเสริมคุณภาพและได้มาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิต และช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตตลอดจนแปรรูปให้มีมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามแผนขับเคลื่อน Smart Agricultural Curve (S-Curve) ได้กำหนดปี 2561 เป็นปีแห่งการยกระดับคนการบริหารจัดการและมาตรฐานสินค้าเกษตร สู่เกษตร 4.0 และสอดรับกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12


ทั้งนี้ปี2561 สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้จัดทำโครงการพัฒนาโรงคัดบรรจุและโรงรวบรวมผักและผลไม้สดขนาดเล็กให้เป็นไปตามหลักการปฏิบัติที่ดีในกาผลิต (GMP) ขึ้น เพื่อนำผลการศึกษามาใช้ในการให้คำปรึกษา และแนะนำการควบคุมกระบวนการผลิต และใช้เป็นแนวทางในการให้คำปรึกษาและพัฒนาสถานที่ผลิตที่กำลังจะปฏิบัติตามมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยคัดเลือกโรงคัดบรรจุและโรงรวบรวมผักและผลไม้สดขนาดเล็กในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เข้าร่วมโครงการฯ 4 แห่ง ได้แก่ 1.โรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร บ้านหนองศาลา ต.บ้านสิงห์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี 2.โรงรวบรวมผักและผลไม้สด ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ต.หนองพันจันทร์ อ. บ้านคา จ.ราชบุรี 3.โรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด ณ สหกรณ์การเกษตรเขตปฏิรูปที่ดินตะแบกงามร่วมใจพัฒนา อ. พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร และ4.โรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด ณ กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านโนนเขวา อ. เมือง จ.ขอนแก่น

ด้าน นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการ มกอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดบ้านโนนเขวา มกอช.  ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานภายในจังหวัดขอนแก่น และผู้แทนบริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ได้กำหนดแผนพัฒนาโรงคัดบรรจุพืชผักผลไม้สดบ้านโนนเขวาเข้าสู่มาตรฐาน GMP โดยมีการอบรมเตรียมความพร้อมโรงคัดบรรจุผลิตผลเกษตรตามการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด อบรมการจัดการและการกำกับดูแลโรงคัดบรรจุผลิตผลเกษตรตามการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในโรงคัดบรรจุพืชผักผลไม้สดบ้านโนนเขวา มีความรู้ความเข้าใจและฝึกปฏิบัติ การใช้ชุดทดสอบสารเคมีตกค้างในผักและผลไม้ (GT-Test Kits) มีความรู้ความเข้าใจหลักเกณฑ์ในการรับวัตถุดิบเข้าสู่โรงคัดบรรจุ การจัดการและการกำกับดูแลโรงคัดบรรจุผลิตผลเกษตรตามการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุ ผักและผลไม้สด พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการออกแบบและวางผังการผลิต การควบคุมกระบวนการผลิตภายในโรงคัดบรรจุพืชผักผลไม้สดบ้านโนนเขวา ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในโรงคัดบรรจุสามารถวางผังการผลิต และการควบคุมกระบวนการผลิตภายเป็นไปตามมาตรฐาน GMP

รองเลขาธิการ มกอช. กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้มีการการทวนสอบการควบคุมกระบวนการผลิตของโรงคัดบรรจุพืชผักผลไม้สดบ้านโนนเขวา โดยการเก็บตัวอย่างผัก และผลไม้สดเพื่อตรวจสอบสารเคมีตกค้าง และ จุลชีววิทยาตามประกาศกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เรื่องเกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร ฉบับที่ 3 โดยผลการตรวจสอบ ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 94 เปอร์เซ็นต์ จาก 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า โรงคัดบรรจุพืชผักผลไม้สดบ้านโนนเขวา พร้อมที่จะพัฒนายกระดับตามมาตรฐานสินค้าเกษตร และตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด (มกษ. 9035-2553) ในอนาคต

ฝนตกไม่ทั่วฟ้า! ‘แกนนำยาง’ค้านรัฐแจกเงินเกษตรกร ชี้3เดือนก็หมดมาร้องขอใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/362683

ฝนตกไม่ทั่วฟ้า! 'แกนนำยาง'ค้านรัฐแจกเงินเกษตรกร ชี้3เดือนก็หมดมาร้องขอใหม่

ฝนตกไม่ทั่วฟ้า! ‘แกนนำยาง’ค้านรัฐแจกเงินเกษตรกร ชี้3เดือนก็หมดมาร้องขอใหม่

วันศุกร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561, 15.29 น.

7 ก.ย.61 นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) เปิดเผยกรณี นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของบกลางมาจ่ายเป็นเงินสดเข้าบัญชีเกษตรกรสวนยางโดยตรง ช่วยค่าครองชีพเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนจากราคายางตกต่ำ ตามคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า ยังมีความเห็นว่ารัฐบาลคงจะช่วยแต่เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบืยน (บัตรเขียว) กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) แค่ 1.3 ล้านรายเท่านั้น ส่วนเกษตรกรบัตรสีชมพู ที่สวนยางไม่มีเอกสารสิทธิที่ขึ้นทะเบียนไว้ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งประเทศประมาณ 7 ล้านราย ที่ก็เสียเงินเซส (ค่าธรรมเนียมส่งออกยาง) เหมือนกัน จะเยียวยาอย่างใร ต้องคิดด้วย โปรดอย่าแบ่งแยกคนเป็นสองมาตราฐาน

ทั้งนี้ ความเห็นตนรัฐเอาเงินไปแจกที่ผ่านมา 2 ปีก่อน 1,500 บาท/ไร่ ได้รายละ 15,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ ซึ่งไม่กี่วันเงินก็หมด จึงมีความเห็นว่าควรที่จะให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำอาชีพเสริม โดยรัฐสนับสนุนเป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยให้ความรู้ให้กู้หาตลาดให้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยางที่ให้ท้องถิ่นในชนบททำ โดยประสานงานกับมหาวิทยาลัยที่สอนเทคโนโลยียาง เช่น ม.สงขลา ในภาคใต้ ม.แม่โจ้ ภาคเหนือ ม.อุบลฯ ภาคอีสาน ม.เกษตรฯ ภาคกลางตะวันออก เพี่อให้ใช้ยางในอุตสาหกรรมเพิ่มปริมาณยางใช้ในประเทศมากขี้น สร้างเสถียรภาพราคายาง เกษตรกรก็มีความหวังมีอาชีพเสริมแล้ว ซึ่งในอนาคตก็ทำเป็นอาชีพทีมั่นคงพึ่งตนเอง ถัาแจกเงิน 2 – 3 เดือนก็หมด ปีหน้าก็ขอใหม่ หรือรัฐบาลมีเงินแจกหรือ ไม่เฉพาะยาง พืชอื่นๆ เขาก็อยากได้ด้วย