รมช.เกษตรฯลงพื้นที่เพชรบุรี ยกระดับพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324382

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่เพชรบุรี ยกระดับพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็ง

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่เพชรบุรี ยกระดับพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็ง

วันเสาร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2561, 18.14 น.

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่ยกระดับพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง ชูศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง จำกัด ต้นแบบสหกรณ์ในด้านความเข้มแข็ง พร้อมเดินสายตรวจเยี่ยมให้กำลังใจและรับฟังปัญหาของสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี

3 มี.ค.61 นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง จำกัด อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง เนื่องจากการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในระดับฐานรากทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ดังนั้น ทั้งหน่วยงานภาครัฐและขบวนการสหกรณ์ จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนระบบสหกรณ์ให้เป็นกลไกหลักของการพัฒนาประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

สำหรับโครงการจัดพัฒนาที่ดินฯ ตามพระราชประสงค์หุบกะพง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตมอบอำนาจการจัดที่ดินในหมู่บ้านสหกรณ์โครงการหุบกะพง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เนื้อที่ประมาณ 12,079 ไร่ ให้แก่กรมส่งเสริมสหกรณ์ กับสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด เพื่อจัดและพัฒนาที่ดินของโครงการให้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง หรือมีเพียงเล็กน้อยไม่พอแก่การครองชีพเข้าประกอบการเกษตรโดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ตามวัตถุประสงค์ของศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง

ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง จำกัด เป็นสหกรณ์ต้นแบบในพื้นที่โครงการจัดพัฒนาที่ดินฯ ตามพระราชประสงค์หุบกระพง มีกลุ่มอาชีพสังกัดสหกรณ์ที่เข้มแข็งและสามารถให้บริการสมาชิกได้อย่างทั่วถึง มีหน้าที่รับผิดชอบใน 6 ภารกิจหลัก คือ 1.งานจัดพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกะพง และงานชลประทาน 2.งานส่งเสริมสหกรณ์ในพื้นที่โครงการฯ 3.งานส่งเสริมอาชีพ (การผลิต) และการตลาด 4.งานเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ 5.งานโครงการพิเศษ สาธิต ทดลองการเกษตร และ 6.งานด้านบริการกิจกรรมเพื่อสังคม มีโครงการที่ดำเนินการ ได้แก่ 1.โครงการส่งเสริมการปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารในพื้นที่โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง และ 2.โครงการส่งเสริมและพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด

อย่างไรก็ตาม โครงการจัดพัฒนาที่ดินฯ ตามพระราชประสงค์หุบกะพง จะต้องมีการพัฒนาสืบสานต่อเนื่องไป โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเล็งเห็นว่า หากชาวบ้านไม่มีที่ทำกินก็ต้องบุกรุกป่าไปเรื่อยๆ เมื่อป่าหมดคนในเมืองก็ไม่สามารถอยู่ได้ อีกทั้งที่แห่งนี้เป็นแห่งแรกที่พระองค์พระราชทานให้จัดและพัฒนาที่ดินของโครงการให้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินหลากหลายกลุ่ม ทรงห่วงใยราษฎรจะไม่มีที่ทำกิน และมีพระราชประสงค์ให้ทุกกลุ่มอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี ดังนั้น จึงต้องมีการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น การจัดระบบชลประทานและพัฒนาแหล่งน้ำ การดูแลเครื่องมือเครื่องจักรกลด้านชลประทานให้มีประสิทธิภาพ การส่งเสริมระบบบริหารจัดการสหกรณ์ในพื้นที่โครงการฯ ตลอดทั้งส่งเสริมเรื่องความสามัคคีและความซื่อสัตย์ในกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ เป็นต้น

“สหกรณ์ต้องไม่หยุดพัฒนาตนเองในมิติต่างๆ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ต้องมีการจัดระบบนิเวศให้สมบูรณ์ จัดระบบพัฒนาทั้งในด้านการผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่จะนำไปจำหน่าย ขณะเดียวกัน ควรเกิดความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ด้วยกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน และเมื่อได้มีการพัฒนาแล้วควรถ่ายทอดความรู้เพื่อช่วยเหลือสหกรณ์อื่นๆที่อ่อนแอกว่าด้วย โดยความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและควรมองข้าม เพราะจะทำให้ได้รับความรู้เพื่อพัฒนาสหกรณ์ต่อไป” นายวิวัฒน์ กล่าว

หลังจากนั้น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์อื่นๆ ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี อาทิ สหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด ที่มีจุดเด่นคือ การมีกระบวนการผลิตผักปลอดภัย การรวมกลุ่มเพื่อลดต้นทุนการผลิต และการทำปุ๋ยอินทรีย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนรวมน้ำใจยาง จำกัด ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีผลงานดีเด่นระดับภาค ประจำปี 2560 เป็นองค์กรที่สำคัญของชุมชน ทำให้ผู้เป็นสมาขิกทีดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ ชุมชนเกิดความเข้มแข็งช่วยให้เกิดความสามัคคีในกลุ่ม และสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด ที่มีจุดเด่นคือ ส่งเสริมการผลิตและรวบรวทกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออกระหว่างไทย – ญี่ปุ่น ปริมาณธุรกิจ 20 – 30 ล้านบาท/ปี และการส่งเสริมให้สมาชิกปลูกผักปลอดสารพิษ

‘ชลประทาน’แนะงดปลูกข้าวนาปรัง เริ่มลุยต้นพ.ค.พร้อมชาวนาลุ่มเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324379

'ชลประทาน'แนะงดปลูกข้าวนาปรัง เริ่มลุยต้นพ.ค.พร้อมชาวนาลุ่มเจ้าพระยา

‘ชลประทาน’แนะงดปลูกข้าวนาปรัง เริ่มลุยต้นพ.ค.พร้อมชาวนาลุ่มเจ้าพระยา

วันเสาร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2561, 17.59 น.

“ชลประทาน” จัดเวทีถก “ประชารัฐบริหารน้ำหน้าแล้ง”  ขอเกษตรกร งดปลูกข้าวนาปรังรอบสอง ไฟเขียวปลูกพร้อมลุ่มเจ้าพระยา 1 พ.ค. ยันส่งน้ำให้เพียงพอ ด้านกลุ่มผู้ใช้น้ำเขื่อนป่าสักฯ น้อมนำศาสตร์พระราชา ทำเกษตรผสมผสานยกระดับความเป็นอยู่ยั่งยืน 

3 มี.ค.61 ที่ทำการกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานแก่งคอย-บ้านหมอ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยสำนักชลประทานที่10 จัดเวที “ประชารัฐบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้ง ร่วมกับหน่วยงานจังหวัดสระบุรี ภาคเอกชน และเกษตรกรเข้าร่วมกว่า100 คน โดยนายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 กล่าวว่า ประเทศไทยมีภัยคุกคามจากภายนอกมากขึ้น ทั้งสภาวะโลกร้อนขึ้น จะเห็นว่า ปีนี้ฝนมาเร็วขึ้น อาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงนานขึ้น ซึ่งเกษตรกรต้องปรับตัว ทำเกษตรใช้น้ำอย่างประหยัด เพราะหากฝนตกท้ายเขื่อนจะเก็บน้ำไม่ได้

แม้ 4 เขื่อนใหญ่ลุ่มเจ้าพระยา มีน้ำต้นทุนมากร้อยละ70  หากปลูกข้าวเกินแผนทำให้ใช้น้ำจากเขื่อนเพิ่มมากขึ้น  การใช้น้ำต้องมีกฎเกณฑ์กติการ่วมกัน หลังเก็บเกี่ยวในเดือนนี้ ควรพักนาไปเริ่มทำพร้อมกันวันที่ 1 พ.ค. ที่เพาะปลูกต้นฤดูฝนสามารถทำได้เต็มที่ ยืนยันว่าลุ่มเจ้าพระยา มีน้ำส่งให้ทำนาทุกพื้นที่ ก่อนน้ำหลากมาช่วงเดือนก.ย.- ต.ค.

ดังนั้นวันนี้ต้องใช้น้ำอย่างประหยัดเกิดประโยชน์สูงสุด การปลูกทำข้าว ต้องพัฒนาให้ขายได้ทุกอย่าง มีมูลค่าเพิ่ม หากทุกคนขุดบ่อไว้เองด้วยมีน้ำใช้ช่วงแล้ง ในบ่อมีปลา คันบ่อปลูกผัก เป็นการน้อมนำศาสตร์พระราชา แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาทำของทุกอย่างใกล้ตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะนี้รัฐบาล มีโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ลงทุกตำบล เข้ามาส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตรกร เพิ่มรายได้ เพิ่มช่องทางการค้า ให้การศึกษาอบรมความรู้เพิ่มประสิทธิภาพเป็นการพัฒนาฐานรากของประเทศแท้จริง

“รัฐบาล วางรากฐานประเทศ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามแนวทางในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตรัสให้มีน้ำ มีพื้นที่ทำกิน ไปต่อยอดชีวิต ขณะนี้มีทีมไทยนิยม มานั่งคุยกับชาวบ้านทุกชุมชน ทำเวทีปรับทุกข์ปรับสุข เพื่อสานต่อแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ให้ประชาชนมีความสุข โดยนำ “โคกหนองนาโมเดล” แปลงทฤษฎีใหม่ ต่อยอดการท่องเที่ยว โฮมสเตย์ คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มพูน มีอินเทอร์เน็ต ขยายช่องทางค้าขายได้ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับโลกอย่างมั่นคง ทั้งนี้เรื่องที่เกษตรกรขอให้กรมชลฯช่วยแก้ไขค่ากระแสไฟฟ้าสูบน้ำ ให้กับนาปรัง จะเสนอกรมเพื่อปรับระบบการสูบกลับนำมาเป็นพลังงานทดแทนไฟฟ้า ” นายสุชาติ กล่าว

ด้านนายสุชล ภัยธิราช ปลัดจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า เกษตรทฤษฎีใหม่ วัดมงคลชัยพัฒนา เป็นต้นแบบแห่งแรก นำไปขยายผลดี เกษตรกรประสบความสำเร็จ เป็นตัวอย่างได้นับว่า โชคดีชาวสระบุรี มีเขื่อนป่าสัก กลุ่มเกษตรกรมีส่วนร่วมตัดสินใจใช้น้ำอย่างเกิดประโยชน์ มีการตกลงกัน ต้นน้ำปลายน้ำหลายอำเภอมีความเป็นอยู่ดีขึ้น

ขณะที่นายชั้น โสภา ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำ กล่าวว่า พื้นที่นี้แล้งเคยมากที่สุดก่อนมีเขื่อนป่าสัก ทำเกษตรคอยฝนอย่างเดียว พอมีเขื่อนทำให้เกษตรกร น้อนนำแนวพระราชดำริ ปลูกข้าว ทำเกษตรผสมผสานเมื่อก่อนไปรับจ้าง จังหวัดอื่น พอมีน้ำกลับมาถิ่นฐาน ได้จัดสรรใช้น้ำมีประโยชน์สูงสุด การทำนาปรัง เกษตรกรต้องเสียค่าไฟฟ้าเองในการสูบน้ำ ประชุมกันทุกเดือนสภาพชีวิตดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ

นอกจากนี้นายทองสุข โมราบุตร รองประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ย้อนหลังไป20ปี ลำบากมากรอฟ้าฝน ทำนาไม่ได้ผล น้ำไม่มี พื้นที่แก่งคอย บ้านหมอ ที่ดอนมาก มีคลองชลประทานสายน้ำ แก่งคอย -บ้านหมอ 30กม.ทุกคนได้รับผลดี ปีนี้ ไม่หนักใจ ทำนา 3 ธ.ค. ตอนนี้ได้เก็บเกี่ยวแล้ว แต่อยากให้กรมชลฯช่วยเกษตรกรเรื่องค่าไฟฟ้าสูบน้ำนาปรัง 2 หมื่นไร่ เสียค่าไฟ 12 ล้านบาท ส่วนนาปีออกเอง ขอให้ช่วยชาวแก่งคอย บ้านหมอ เดือดร้อนกระแสไฟฟ้า ไม่เหมือนเกษตรกรชาวอยุธยา อ่างทอง ที่มีน้ำผ่านหน้าบ้าน

รัฐบาลเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้แล้งปี61 ตัดวงจรการเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324295

รัฐบาลเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้แล้งปี61 ตัดวงจรการเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง

รัฐบาลเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้แล้งปี61 ตัดวงจรการเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง

วันเสาร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2561, 13.24 น.

รัฐบาลเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ปี 61 แล้ว เน้นเพิ่มปริมาณน้ำสำรอง แนะเกษตรกรวางแผนใช้น้ำอย่างระมัดระวัง พร้อมสั่งทุกหน่วยเร่งสร้างการรับรู้ช่วยชาวนา ตัดวงจรการเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง

3 มี.ค.61 ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2561 อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อรับมือกับปัญหาน้ำในช่วงฤดูแล้ง โดยคำนึงถึงความต้องการของเกษตรกรและผู้ใช้น้ำทั่วประเทศ ทั้งในพื้นที่เขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน รวมทั้งเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในระบบบริหารจัดการน้ำด้วย

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า แผนปฏิบัติการเริ่มตั้งแต่ 1 มี.ค. – 31 ต.ค.61 โดยจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการ 7 แห่งใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น นครสวรรค์ กาญจนบุรี จันทบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกหน่วย เช่น กรมฝนหลวงฯ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน ฯลฯ จะบูรณาการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศ ขึ้นบินทำฝนเทียม และแจ้งข้อมูลให้เกษตรกรและประชาชนทราบ

“นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานว่า ในช่วงฤดูแล้งปีนี้อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังมีปริมาณน้ำเพียงพอ แต่อยากให้พี่น้องเกษตรกรวางแผนการเพาะปลูกและใช้น้ำอย่างระมัดระวัง เพราะแม้ว่าจะมีปริมาณน้ำมาก แต่ก็อาจเสี่ยงกับการขาดแคลนได้ ถ้าหลายคนต้องการปลูกพืชนอกฤดูกาลมาก เช่น ข้าว เนื่องจากได้ราคาดี และเมื่อมีผลผลิตมากราคาก็จะตก จึงขอความร่วมมือทุกคนในเรื่องนี้ โดยอาจปลูกพืชใช้น้ำน้อยร่วมด้วย”

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานในพื้นที่เร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับเกษตรกร เช่น ข้อมูลราคาผลผลิตที่แท้จริง สิทธิรับการช่วยเหลือจากภาครัฐ ฯลฯ โดยได้ยกตัวอย่างการขายข้าวสดและข้าวตากที่มีความชื้นแตกต่างกันว่า ราคาขายที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด เป็นต้น เพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางหรือข้าราชการที่ฉวยโอกาสจากความไม่รู้ของประชาชน

มะม่วงน้ำดอกไม้เกรดAสงขลา เตรียมเปิดสวนให้ปชช.เข้าชม-ตัดผลด้วยตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324270

มะม่วงน้ำดอกไม้เกรดAสงขลา เตรียมเปิดสวนให้ปชช.เข้าชม-ตัดผลด้วยตนเอง

มะม่วงน้ำดอกไม้เกรดAสงขลา เตรียมเปิดสวนให้ปชช.เข้าชม-ตัดผลด้วยตนเอง

วันเสาร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2561, 09.55 น.

มะม่วงน้ำดอกไม้คุณภาพเกรด A หนึ่งเดียวของจังหวัดสงขลาที่ผ่านการเตรียมต้นมาเป็นอย่างดี ตัดแต่งใส่ปุ๋ยดูแล ออกดอกโชว์ความสมบูรณ์ของต้นเป็นจำนวนมากและผลผลิตที่ออกมาจะเก็บเกี่ยวช่วงนอกฤดูกาล ซึ่งจะมีราคาดี คาดปีนี้ผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้คุณภาพเกรด A จะอยู่ที่ประมาณ 5 ตัน โดยจะเริ่มเก็บมะม่วงได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 เป็นต้นไป เตรียมเปิดเฟสบุ๊คให้จองล่วงหน้า และปิ้งไอเดีย..เปิดสวนมะม่วงบางส่วนให้ประชาชนเข้าชมและมีโอกาสตัดมะม่วงด้วยตนเอง

3 มี.ค.61 ที่สวนมะม่วงน้ำดอกไม้ ของคุณเฉลิมชัย – คุณกัลยา เชาวลิต สองสามีภรรยาวัย 45 ปี ที่หมู่ที่ 6 ต.วัดจันทร์ อ.สทิงพระ จ.สงขลา ที่ทำการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ในพื้นที่ 10 ไร่ 540 ต้น ซึ่งเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้เกรด  A ทั้งหมด โดยปลูกมาแล้ว 9 ปี ในช่วงนี้เป็นช่วงที่มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองกำลังออกดอกเต็มต้น เป็นจำนวนมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้นมะม่วงทุกต้นมีการเตรียมต้น ทั้งการตัดแต่งกิ่งใส่ปุ๋ย ดูแลเป็นอย่างดี ทำให้มะม่วงออกดอกโชว์ความสมบูรณ์ของต้นเป็นจำนวนมาก ทำให้สวนมะม่วงของคุณเฉลิมชัยมีสีสันไปอีกรูปแบบหนึ่ง ที่จะเห็นแต่ดอกมะม่วงเต็มต้นเต็มไปหมด บางต้นแทบจะบดบังใบมะม่วง

โดยในแต่ละวันจะมีเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเดินทางมาดูสวนมะม่วงของคุณเฉลิมชัยและขอคำปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ที่สำคัญอยากจะรู้วิธีปลูกที่ทำให้มีลูกดกและมีคุณภาพ ปีนี้โชคดีได้รับใบรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องของ GAP ทำให้น่าจะขายมะม่วงได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีก เป็นที่มั่นใจของลูกค้า

ในปี 2560 ที่ผ่านมา  มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่สวนของคุณเฉลิมชัย – คุณกัลยา เชาวลิต เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทั้งหมดกว่า 3 ตัน มูลค่ากว่า 3 แสนบาท สำหรับในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 5 ตัน มูลค่าแตะ 5 แสนบาท เนื่องจากดูสภาพความสมบูรณ์ของดอกที่ออกมามากกว่าทุกปี รวมทั้งความชำนาญและประสบการณ์ในการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้มาเป็นปีที่ 9 สามารถคาดคะเนผลผลิตที่จะออกมาได้อย่างใกล้เคียงที่สุด โดยจะเริ่มเก็บมะม่วงได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 เป็นต้นไป เตรียมเปิดเฟซบุ๊กให้จองกันล่วงหน้า และจะเปิดสวนมะม่วงบางส่วนให้ประชาชนเข้าชมและชิม มีโอกาสตัดมะม่วงด้วยตนเอง

คุณเฉลิมชัย  เชาวลิต เจ้าของสวนมะม่วงน้ำดอกไม้ เปิดเผยว่า  มะม่วงน้ำดอกไม้ปีนี้ดีมาก ดอกผลผลิตออกมาสมบูรณ์มาก เพราะว่าได้รับการเตรียมต้นมาอย่างดี และในช่วงที่ออกมา มะม่วงภาคกลางและทางตอนเหนือมะม่วงจะหมดจากท้องตลาดแล้ว มะม่วงของเราก็จะเก็บผลผลิตได้ในช่วงนั้นพอดี ทำให้มีโอกาสทำราคาได้และในเรื่องคุณภาพก็รับรองได้เหมือนปีที่ผ่านมา คาดว่าในรอบนี้ผลผลิตมะม่วงเกรด A จะอยู่ในราว 5 ตัน ก็พยายามทำผลผลิตให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และปีนี้โชคดีได้ใบรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องของ GAP ทำให้น่าจะขายมะม่วงได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีก เป็นที่มั่นใจของลูกค้า

ในปีนี้ที่มะม่วงออกดอกมาเยอะมาก ก็เพราะได้ผ่านการเตรียมต้นมาเป็นอย่างดี ตัดแต่งใส่ปุ๋ยดูแล ที่สำคัญในอินทรีย์ปุ๋ยหมักสำคัญมาก แต่ต้องใช้กับปุ๋ยกระสอบปุ๋ยวิทยาศาสตร์ด้วย เพื่อผลผลิตที่ดีที่สุด ซึ่งเรามีสูตรเฉพาะ แต่ถ้าเกษตรกรชาวสวนมะม่วงจะมาดูหรือมานั่งคุยกันก็ขอเชิญยินดีแลกเปลี่ยนความรู้แก่กัน

สำหรับมะม่วงรุ่นนี้จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2561 คิดว่า 2 เดือนก็คงเก็บได้หมด คิดว่าผลผลิตปีนี้กับปีที่แล้ว ปีนี้มากกว่าเยอะเลย ดูจากดอก ดูจากการเตรียมต้นเตรียมตัวมา มากกว่าปีที่แล้วเยอะ

สำหรับลูกค้า ทุกปีทุกปีผลผลิตก็เป็นที่ประจักษ์ปีนี้ลองชิมดูว่ารสชาติจะยังคงเหมือนเดิมหรือว่าพัฒนาขึ้นดีกว่าเดิม ก็ขอเชิญนะครับ สำหรับการเปิดจองมะม่วงน้ำดอกไม้ปีนี้ เราจะเปิดช่องทางเฟซบุ๊คให้จอง และมีการเชิญชมสวนมะม่วง และในช่วงที่เก็บมะม่วงก็จะให้ลูกค้าเข้ามาตัดมะม่วงในสวนด้วยตัวเอง เราจะเปิดสวนบางส่วนให้ลูกค้าเข้ามาตัดด้วย

ปัจจุบันนี้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ ทั้งหมด 10 ไร่ 540 ต้น ซึ่งผลผลิตจะออกมาพร้อมกันทั้งหมด การดูแลรักษามะม่วงน้ำดอกไม้ให้อยู่ในระดับเกรด A เป็นงานประณีตทำกันเองภายในครอบครัวเป็นงานที่มีความละเอียด และได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 4 ไร่

ชาวสวนยางหยุดกรีดยางช่วงผลัดใบ หันปลูกพืชใช้น้ำน้อยสร้างรายได้เสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324269

ชาวสวนยางหยุดกรีดยางช่วงผลัดใบ หันปลูกพืชใช้น้ำน้อยสร้างรายได้เสริม

ชาวสวนยางหยุดกรีดยางช่วงผลัดใบ หันปลูกพืชใช้น้ำน้อยสร้างรายได้เสริม

วันเสาร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2561, 09.43 น.

3 มี.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงาน ช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี เกษตรกรชาวสวนยางจะหยุดกรีดยางช่วงยางผลัดใบและแตกใบอ่อน โดยการยางแห่งประเทศไทย จะออกประกาศเตือนให้ชาวสวนยางหยุดกรีดยางชั่วคราว เนื่องจากตามวงจรธรรมชาติ ฤดูที่ยางผลัดใบจะเป็นช่วงหน้าร้อนของแต่ละพื้นที่ ซึ่งขณะนี้เดือนมีนาคมทุกพื้นที่เข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง และเป็นช่วงที่ยางผลัดใบ โดยใบยางจะมีสีเหลือง และร่วงหล่นจากต้น เป็นสัญญาณเตือนให้เจ้าของสวนยางควรหยุดกรีดยางในช่วงนี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่ยางผลัดใบ ทิ้งใบ ต้นยางจะไม่มีใบสีเขียวเพื่อการสังเคราะห์แสง ทำให้ต้นยางต้องเคลื่อนย้ายอาหารที่เป็นแป้งและน้ำตาลจากใบแก่ไปเก็บไว้ที่บริเวณลำต้น และเมื่อยางเริ่มแตกใบอ่อน อาหารที่ถูกเก็บไว้ที่ลำต้นจะถูกนำไปใช้สร้างใบอ่อนของต้นยาง ในช่วงนี้ ถ้าเกษตรกรยังฝืนกรีดยาง ก็จะเป็นเหมือนการแย่งอาหารต้นยาง ส่งผลให้ยางเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ทำให้ต้นยางไม่สมบูรณ์ ส่งผลกระทบต่ออายุการกรีดที่ไม่ยาวนานของต้นยางในอนาคต

นอกจากนี้ การฝืนกรีดยางในช่วงผลัดใบหรือแตกใบอ่อน ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นยางไม่สามารถสังเคราะห์แสงสร้างอาหารได้เต็มที่ ส่งผลให้ต้นยางไม่สมบูรณ์และทรมานต้นยาง อาจทำให้ต้นยางเกิดอาการเปลือกแห้ง หรือกรีดแล้วไม่มีน้ำยาง ในระยะเวลา 2-3 ปีข้างหน้า ดังนั้น เกษตรกรชาวสวนยางควรหยุดกรีดยางในช่วงนี้ เพื่อเป็นการพักต้นยางพารา ให้สามารถสะสมอาหารไปหล่อเลี้ยงใบอ่อนเพื่อสร้างความเจริญเติบโต และใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยาง ซึ่งชาวสวนยางสามารถเริ่มกรีดได้อีกครั้ง ในช่วงที่ใบยางที่แตกใหม่เจริญเต็มที่และเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ยางผลัดใบ เกษตรกรไม่สามารถกรีดยางได้ ควรหาอาชีพเสริมเข้ามาทำ ตามถนัด โดยใช้เนื้อที่ว่างที่มีอยู่ในสวนยางเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว โดยการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ทั้ง มะละกอ ฟักทอง พืชตระกูลถั่วต่างๆ รวมทั้งการปลูกผลไม้ที่ให้ผลผลิตเร็ว เพื่อการบริโภคในครัวเรือน สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ และเป็นการสร้างรายได้ ขณะหยุดพักกรีดยางได้อีกทางหนึ่งด้วย

เกษตรกรปศุสัตว์ตบเท้าเข้าพบนายกฯ วอนยกเลิกมาตรการมัดตราสังข์คนเลี้ยงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324241

เกษตรกรปศุสัตว์ตบเท้าเข้าพบนายกฯ วอนยกเลิกมาตรการมัดตราสังข์คนเลี้ยงสัตว์

เกษตรกรปศุสัตว์ตบเท้าเข้าพบนายกฯ วอนยกเลิกมาตรการมัดตราสังข์คนเลี้ยงสัตว์

วันศุกร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561, 21.11 น.

2 มี.ค.61 ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี : สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ  สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย  สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ  สมาคมผู้เลี้ยงไก่พันธุ์ สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สมาคมผู้เลี้ยงเป็ดเพื่อการค้าและการส่งออก สมาคมปศุสัตว์ไทย พร้อมเกษตรกรภาคปศุสัตว์ร่วม 100 คน เดินขบวนเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี วอนยกเลิกมาตรการต้องรับซื้อข้าวโพด 3 ส่วน ต่อการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน เหตุเป็นมาตรการเอื้อประโยชน์คนบางกลุ่มซึ่งไม่ใช่เกษตรกร จนส่งผลกระทบถึงต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ ทำให้เกษตรกรประสบภาวะขาดทุนจำต้องลดจำนวนการเลี้ยงสัตว์ไปแล้วเป็นจำนวนมาก

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์พยายามขอเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หลายครั้ง เพื่ออธิบายถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร แต่ได้รับการบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด จนทนไม่ไหว จำเป็นต้องยกขบวนมาขอความช่วยเหลือจากท่านนายกรัฐมนตรี

“เกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์ ต้องเดือดร้อนจากราคาข้าวโพดที่สูงมากจนนำไปสู่ภาวะขาดทุน และต้องลดจำนวนการเลี้ยงลงเป็นจำนวนมาก ขณะที่วันก่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ออกข่าวแถลงผลงานด้วยความปลาบปลื้มที่ทำราคาข้าวโพดสูงถึงกก.ละเกือบ 10 บาท แล้วคนที่ต้องซื้อข้าวโพดอย่างพวกผมล่ะครับ ท่านคิดจะช่วยเหลือบ้างหรือไม่ การบ่ายเบี่ยงไม่ให้ผมเข้าพบ แต่กับกลุ่มนายทุนพืชไร่ได้พบปะเจรจากันถึง 3 ครั้งนั้นหมายความว่าอย่างไร ท่านลำเอียงใช่หรือไม่ แก้ปัญหาจุดหนึ่งแต่ปัญหาไปโผล่อีกจุดหนึ่งใช่หรือไม่ แต่ยังกล้านำมาแถลงเป็นผลงานเช่นนี้ พวกผมคงพึ่งพาท่านไม่ได้แล้ว จึงจำเป็นต้องมาหาท่านนายกประยุทธ์กันในวันนี้” นายสุรชัยกล่าว

ราคาข้าวโพดตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดที่กิโลกรัมละ 8 บาท ขยับสูงขึ้นเป็นกว่า 10 บาท คิดเป็นสูงขึ้นถึง 25% หากนำมาใช้ในอาหารสัตว์ 50% จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น 12.5% เปรียบเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้คนเลี้ยงสัตว์ขาดทุนหรือได้กำไร ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์มีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มพืชไร่มาโดยตลอด แต่แทนที่จะบริหารจัดการเหมือนพืชเกษตรชนิดอื่น เช่น การประกันรายได้ให้เกษตรกร กลับบังคับให้คนเลี้ยงสัตว์ต้องซื้อข้าวโพดในราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดที่ กก.ละ 8 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาข้าวโพดตลาดโลกที่ขายกันเพียง กิโลกรัมละ 5-6 บาท อยู่แล้ว เมื่อราคาข้าวโพดไทยแพงกว่าตลาดโลก 100% เช่นนี้ เท่ากับประเทศไทยมีต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ที่สูงกว่าตลาดโลกถึง 50%

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังออกมาตรการมัดตราสังข์คนเลี้ยงสัตว์ให้ซื้อข้าวโพดราคาแพงนี้ 3 ส่วนก่อนจึงจะนำเข้าข้าวสาลีมาทดแทนข้าวโพดได้ 1 ส่วน ดังนั้น ราคาข้าวโพดจะแพงเพียงใด คนเลี้ยงสัตว์ก็ต้องซื้อตามมาตรการรัฐที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มพืชไร่อย่างชัดเจน ดังเช่นที่ปัจจุบันพ่อค้าพืชไร่ โก่งราคาข้าวโพดไปถึง กก.ละ 10.15 บาทแล้ว และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายวีระพงษ์ ปัญจวัฒนกุล นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ กล่าวเสริมว่า ตนเองมีข้อแคลงใจต่อการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากการบ่ายเบี่ยงไม่ให้เข้าพบนั้นผิดปกติวิสัยของผู้บริหารซึ่งต้องรับฟังและติดตามข้อมูลของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในแต่ละปัญหา  จึงต้องการเรียนให้ท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบถึงความเดือดร้อนที่ไม่ได้รับการเหลียวแลนี้

สินค้าเกษตรต้องปล่อยไปตามกลไกตลาด เมื่อวัตถุดิบไม่เพียงพอก็ต้องนำเข้า การจำกัดการนำเข้าจะส่งผลให้ผู้ที่ถือวัตถุดิบในมือ ฉวยโอกาสทำกำไรและกักตุนเพื่อโก่งราคา ตนมีคำถามมาโดยตลอดว่าตัวเลข 3:1 มาได้อย่างไร เป็นข้อเรียกร้องจากกลุ่มที่มองเห็นผลประโยชน์ใช่หรือไม่  และราคาข้าวโพดที่ขยับขึ้นนี้จะตกถึงมือเกษตรกรจริงหรือในเมื่อข้าวโพดไม่ได้อยู่ในมือเกษตรกรเลย

ที่ผ่านมา ผู้ใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการรับซื้อข้าวโพดที่ราคาขั้นต่ำ 8 บาทต่อกิโลกรัมมาโดยตลอด ด้วยหวังว่าจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด  แต่กลายเป็นว่าผู้ที่ได้รับผลประโยชน์คือพ่อค้า ที่ขึ้นราคาข้าวโพดอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการควบคุมหรือกำหนดราคาเพดานขั้นสูงไว้ ทำให้เกิดการค้ากำไรเกินควรซึ่งขัดต่อกฎหมาย แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กลับไม่ได้รับการดูแล  จึงเห็นชัดว่าควรยกเลิกมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลีดังกล่าวที่เอื้อประโยชน์แก่พ่อค้าคนกลางเพียงกลุ่มเดียว

เลาะรั้วเกษตร : จากเสือดำถึงกระทรวงเกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323987

281225166

เลาะรั้วเกษตร : จากเสือดำถึงกระทรวงเกษตรฯ

วันศุกร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ไปๆ มาๆ เรื่องเศรษฐีล่าเสือดำทำให้งานเข้ากระทรวงเกษตรฯ ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย เหตุเพราะการตีความกฎหมายของบางคน ทำให้เป็นเรื่องดราม่าหน้าสื่อจนได้….

อัน พ.ร.บ. ที่กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ ดูแล คือ พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ และจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ซึ่งประกาศใช้ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องมาจากก่อนหน้านั้นมีข่าวในสื่อต่างๆ บ่อยครั้งที่มีการจับสุนัขใส่กรงแบบแออัดยัดเยียด อดอาหาร ผอมโซ เจ็บไข้ได้ป่วย เพื่อขนส่งไปขายบ้าง มีการทารุณสัตว์เลี้ยงบ้าง หรือมีการใช้แรงงานสัตว์แบบทารุณบ้าง สร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนผู้มีจิตเมตตาทั่วๆ ไป เพราะสัตว์เป็นสิ่งที่มีชีวิต มีความรู้สึก และเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งแวดล้อม

จึงมีการผลักดันให้มีการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสัตว์มิให้ถูกทารุณกรรม และเจ้าของสัตว์ซึ่งนำสัตว์มาเลี้ยงจะต้องจัดสวัสดิภาพให้เหมาะสมตามประเภท และชนิดของสัตว์ ทั้งในระหว่างเลี้ยงดู ขนส่ง ใช้งาน หรือใช้ในการแสดง

พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์และจัดการสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อให้สัตว์ได้รับการคุ้มครองตามธรรมชาติของสัตว์อย่างเหมาะสม โดยได้ให้คำนิยาม คำว่า “สัตว์” ในพ.ร.บ.ฉบับนี้ไว้ว่า

“สัตว์” หมายความว่า สัตว์ที่โดยปกติเลี้ยงไว้เพื่อเป็นสัตว์บ้าน สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้งาน สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้เป็นพาหนะ สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้เป็นเพื่อน สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้เป็นอาหาร สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้ในการแสดง หรือ สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้ในการอื่นใด ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีเจ้าของหรือไม่ก็ตาม และหมายความรวมถึงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

วรรคสุดท้ายนี้เอง ที่งานเข้ากระทรวงเกษตรฯ เพราะรัฐมนตรีไม่ประกาศกำหนดเสียที เป็นเหตุให้เศรษฐล่าเสือดำโดยการยิงด้วยปืนลูกซองพ้นข้อหาทารุณกรรมสัตว์ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะเสือดำตัวนั้นไม่ใช่สัตว์เลี้ยง แต่เป็นสัตว์ที่อยู่ในธรรมชาติ

ดูเหมือนคนกล่าวหากระทรวงเกษตรฯ คงไม่มีอะไรทำ จับประเด็น “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” มาทำให้เป็นเรื่อง ถึงขั้นกล่าวหา 2 รัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็น อดีต รมว.เกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ หรือ รมว.เกษตรฯปัจจุบัน กฤษฎา บุญราช ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่…

ถ้ากำหนดให้เสือ เป็นสัตว์ในธรรมชาติที่ต้องให้ พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ฯ คุ้มครอง ก็คงต้อง กำหนดให้ สิงโต เก้ง กวาง แรด ช้าง กระทิง และอื่นๆ อีกสารพัดสัตว์ เป็นสัตว์ในธรรมชาติที่อยู่ภายใต้พ.ร.บ. นี้ด้วยเพราะลักษณะอยู่ในธรรมชาติ คือป่า เหมือนๆ กัน

โทษของการทารุณกรรมสัตว์ ด้วยการฆ่า หรือตัดอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง ของสัตว์ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่เสือดำเป็นสัตว์ในธรรมชาติ ที่อาศัยอยู่ในป่า เขาเรียกว่า “สัตว์ป่า” สัตว์ป่า มี พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 คุ้มครองอยู่ และเสือดำไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดา แต่เป็นสัตว์ป่าที่หายาก จึงขึ้นบัญชีเป็น “สัตว์ป่าสงวน” และ “สัตว์ป่าคุ้มครอง” ถ้าผู้ใดล่า (ดัก จับ ฆ่า) จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โทษสูงกว่าการทารุณกรรมสัตว์

ผู้ที่สร้างประเด็นข้อหาทารุณกรรมสัตว์ให้กับเศรษฐีล่าเสือดำน่าจะรู้อยู่แก่ใจ และน่าจะแยกแยะ ประเภทของ“สัตว์” ภายใต้พ.ร.บ. 2 ฉบับนี้ได้ …แต่ถ้าต้องการสร้างข่าว…ก็ไม่ว่ากัน

กระนั้นก็ตามข้อกล่าวหา 2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็ส่งผลให้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ อภัย สุทธิสังข์ งานเข้าไปด้วย จึงจะเร่งออกประกาศ กำหนดชนิดของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ ที่ใช้ พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ และจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 คุ้มครองอย่างเร่งด่วนต่อไป

ความจริงจะบอกกันตรงๆ ก็ได้ ไม่ต้องไปอ้อมถึงการล่าเสือดำ แล้วค่อยวกมาหากระทรวงเกษตรฯ ทำให้งง…เสียเวลาเปล่าๆ…

แว่นขยาย

ผุด‘ขี้ยางเพียงก้อนย้อนสู่สังคม’ สหกรณ์ชัยภูมิรวมพลังสมาชิกคืนประโยชน์ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323990

x

ผุด‘ขี้ยางเพียงก้อนย้อนสู่สังคม’ สหกรณ์ชัยภูมิรวมพลังสมาชิกคืนประโยชน์ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ สุภาจรูญ สหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ ได้ร่วมกับเครือข่ายการผลิตและการตลาดยางพาราในจังหวัดชัยภูมิ สำนักงานการยางแห่งประเทศไทย สาขาชัยภูมิ ดำเนินโครงการ “ขี้ยางเพียงก้อนย้อนสู่สังคม” ซึ่งเป็นโครงการดีๆ ที่ภาคสหกรณ์ผู้ผลิตยางพารา และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันดำเนินการเพื่อคืนประโยชน์สู่สังคม ตามหลักการสหกรณ์ ในการการเอื้ออาทรต่อชุมชน การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก โดยโครงการ “ขี้ยางเพียงก้อนย้อนสู่สังคม” มีวัตถุประสงค์เพื่อขอรับบริจาคขี้ยางก้อนถ้วยจากสมาชิกสหกรณ์ ในวันที่มีการรวบรวมยาง แล้วนำขี้ยางก้อนถ้วยดังกล่าวไปจำหน่าย โดยรายได้จากการขายจะนำไปสะสมไว้ในกองทุนของโครงการ เพื่อใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในชุมชน อาทิ กิจกรรมการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งประโยชน์จะกลับมาสู้ตัวสมาชิกสหกรณ์เอง และยังส่งผลให้คุณภาพชีวิตทางสังคมของสมาชิกสหกรณ์ดีขึ้น โดยได้เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งมีสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ 6 แห่ง 1 กลุ่มเกษตรกร ดังนี้ 1.สหกรณ์การเกษตรโครงการทุ่งลุยลาย จำกัด 2.สหกรณ์กองทุนสวนยางพาราเกษตรสมบูรณ์ จำกัด 3.สหกรณ์กองทุนสวนยางพาราชัยภูมิ จำกัด 4.สหกรณ์กองทุนสวนยางพาราลำปะทาว จำกัด 5.สหกรณ์กองทุนสวนยางท่าหินโงม จำกัด 6.สหกรณ์กองทุนสวนยางชัยมงคลเทพสถิต จำกัด 7.กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง สกย.บ้านโคกสง่า โดยเริ่มโครงการที่สหกรณ์การเกษตรโครงการทุ่งลุยลาย จำกัด เป็นที่แรก มีสมาชิกร่วมบริจาค จำนวน 121 ราย ปริมาณที่รวบรวมขี้ยางก้อนถ้วยได้ 75 กิโลกรัม ราคาขาย 17.90 บาท ได้รับเงินเข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,163 บาท เพื่อนำเข้าโครงการฯ ตามวัตถุประสงค์ต่อไป

ด้าน นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จังหวัดนครราชสีมากล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในบทบาทของสหกรณ์ต่อชุมชน เพื่อที่จะสร้างความกินดี อยู่ดี มีสันติสุขในสังคม ตามหลักการ อุดมการณ์ วิธีการสหกรณ์ รวมถึงน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ดังเช่นในโครงการนี้ นอกจากผลิตแล้วเอามาขายเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในดำรงชีวิตในครอบครัว ยังได้มีการแบ่งปันเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ‘16มีนาคม’ร่วมรำลึกวันสถาปนากรมการข้าว หน่วยงานต้นน้ำกำหนดอนาคตภาคการผลิตข้าวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323991

รายงานพิเศษ : ‘16มีนาคม’ร่วมรำลึกวันสถาปนากรมการข้าว  หน่วยงานต้นน้ำกำหนดอนาคตภาคการผลิตข้าวไทย

รายงานพิเศษ : ‘16มีนาคม’ร่วมรำลึกวันสถาปนากรมการข้าว หน่วยงานต้นน้ำกำหนดอนาคตภาคการผลิตข้าวไทย

วันศุกร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผ่านมาแล้ว 12 ปี สำหรับการจัดตั้งกรมการข้าว หน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นองค์กรภาครัฐอีกหน่วยงานหนึ่ง เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549 เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการค้นคว้าวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าว เทคโนโลยีการผลิตข้าว และส่งเสริมการผลิตข้าวทั้งระบบสู่ชาวนาทั่วประเทศ ถือเป็นต้นน้ำที่มีความหมายอย่างยิ่งใหญ่ในการกำหนดอนาคตของข้าวไทย

ภารกิจของหน่วยงานกรมการข้าวนี้ ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ เสนอแนะ การจัดทำยุทธศาสตร์ด้านการผลิตข้าวของประเทศ การศึกษาวิจัยพัฒนาพันธุ์ การนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้
ในการพัฒนาการผลิตและการแปรรูปข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ การอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว การผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการสินค้าข้าว การตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว การสร้างมูลค่าเพิ่ม การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องข้าวแก่ชาวนาและผู้ประกอบการค้าข้าว รวมทั้งการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านข้าว และการร่วมมือกับต่างประเทศ โดยทุกภารกิจล้วนสนองนโยบายภาครัฐและมุ่งหวังให้ภาคการผลิตข้าวของประเทศถูกยกระดับขึ้น ขณะเดียวกันชาวนาได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง มีรายได้มั่นคง และเกิดความยั่งยืนในอาชีพ

การขับเคลื่อนงานกรมการข้าวต่อจากนี้ไปนั้น นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว ผู้นำคนปัจจุบัน กล่าวว่า กรมการข้าวยึดหลักการดำเนินงานการขับเคลื่อนตามนโยบายสำคัญปี 2561 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปัจจุบันนี้มีนายกฤษฎา บุญราช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเป็นนโยบายที่สานต่อจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านก่อน โดยมีนโยบายสำคัญคือ แผนการขับเคลื่อน Smart Agricultural Curve ปี 2561 ที่กำหนดให้เป็นปีแห่งการพัฒนาคน และยกระดับการบริหารจัดการ ซึ่งกรมการข้าวมีแผนขับเคลื่อนเรื่องนี้ ได้แก่ แผนการผลิตข้าวครบวงจร ทั้งนี้ขับเคลื่อนงานตามแนวทางการปฏิบัติงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยึดหลัก 3 ต. (ต่อ เติม แต่ง) ให้เกิดความใกล้ชิดกับประชาชน มีบุคลากรพื้นที่อยู่หน้างาน การทำงานอยู่ในกรอบแนวทางการพัฒนาการเกษตรไปสู่ความยั่งยืน และเกิดการพัฒนาฐานข้อมูล

การดำเนินงานด้านข้าวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนายลักษณ์ วจนานวัชรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้คุมทัพเน้นการทำงานสนองนโยบายรัฐบาลในเรื่องราคาข้าว การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าว การนำองค์ความรู้ด้านการเกษตร ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาช่วยในการทำการเกษตรสมัยใหม่ การรวมกลุ่มของชาวนาเป็นกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ การเผยแพร่ข้อมูลองค์ความรู้เรื่องการตลาด และการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตภาคการเกษตรให้เพียงพอและมีความสมบูรณ์มากขึ้น ขณะที่การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านข้าวของกรมการข้าวมุ่งที่โครงการสำคัญต่างๆ อาทิ โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแม่นยำสูง โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นเลิศ โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวพันธุ์ กข43 เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร

ในวาระเวียนมาบรรจบครบรอบปีที่ 12 ของกรมการข้าวนี้ กรมการข้าวได้จัดงานวันสถาปนากรมการข้าว เนื่องในโอกาสครบรอบ 12 ปี เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมรำลึกถึงวันสถาปนากรมการข้าว พร้อมทั้งได้มีโอกาสเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานด้านการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องด้านข้าวในรอบ 12 ปี และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรของกรมการข้าว เครือข่ายชาวนา รวมถึงองค์กรภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคม 2561 มีรายละเอียดดังนี้

วันที่ 14 มีนาคม 2561 พิธีเปิดการประชุมวิชาการประจำปี 2561 “ยกระดับข้าวไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี” โดยนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น การประชุมวิชาการนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 มีนาคม 2561 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลงานวิชาการ นวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านข้าวของกรมการข้าว สู่การนำไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้อง

วันที่ 16 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นวันสถาปนากรมการข้าวเริ่มจากภาคเช้าเวลา 07.00 น. ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป พิธีบวงสรวงแม่โพสพ พิธีไหว้ศาลพระภูมิ พิธีไหว้เจ้าที่ และพิธีสงฆ์ จากนั้นเวลาประมาณ 08.30 น. เป็นต้นไป เป็นพิธีร่วมแสดงความยินดีจากหน่วยงานต่างๆ โดยกำหนดรับบริจาคเงินสมทบทุนศิริราชมูลนิธิเพื่อก่อสร้าง “อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา” แทนการรับดอกไม้ และมอบของที่ระลึกให้แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน จากนั้นเป็นพิธีมอบโล่รางวัลหน่วยงานดีเด่นของกรมการข้าวและบุคลากรดีเด่นของกรมการข้าว “คนดีศรีข้าว” และพิธีรับมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์

อนันต์ สุวรรณรัตน์

ต่างชาติติดใจมะม่วงกาฬสินธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323989

x

ต่างชาติติดใจมะม่วงกาฬสินธุ์

วันศุกร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 (สศท.4) ได้ติดตามสินค้าเกษตรทางเลือกของ จ.กาฬสินธุ์ พบว่า มีศักยภาพในการผลิตมะม่วงหลายสายพันธุ์เพื่อเป็นพืชทางเลือก เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ และมหาชนก ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และประเทศแถบยุโรป

ปัจจุบัน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพื้นที่เพาะปลูกมะม่วง ได้แก่ อำเภอหนองกุงศรี ห้วยเม็ก ท่าคันโท ร่องคำ ยางตลาด และกมลาไสย จำนวน 2,532 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต 1,728 ไร่ ผลผลิตรวม 4,463 ตัน มูลค่า 69.94 ล้านบาท มะม่วงที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานจะถูกส่งไปขายต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลี โดยมีบริษัทเอกชนรับซื้อมะม่วงจากเกษตรกรในปริมาณไม่จำกัด

ด้าน นายฉัตรชัย เต้าทอง ผู้อำนวยการ สศท.4 กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามตัวอย่างวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงส่งออก ตำบลสำราญ ณ เลขที่ 215 หมู่ที่ 9 ตำบลสำราญ อำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมี นางสุดจรัส พันกุล เป็นประธาน มีการผลิตมะม่วงคุณภาพส่งออกไปหลายประเทศ โดยปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 147 ราย พื้นที่เพาะปลูกมะม่วงประมาณ 1,700 ไร่ มะม่วงที่ปลูกมีหลายสายพันธุ์ด้วยกัน อาทิ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้เบอร์ 4 เขียวเสวยและโชคอนันต์ แต่พันธุ์ที่เป็นที่นิยมสำหรับประเทศส่งออกจะเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ซึ่งเป็นที่นิยมและเป็นที่ติดใจในตลาดต่างประเทศ