แตกใบอ่อน : คดี‘เสือดำ’แค่จับตาคงไม่พอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323774

807934531

แตกใบอ่อน : คดี‘เสือดำ’แค่จับตาคงไม่พอ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“มวยล้มต้มคนดู”

ผมค่อนข้างเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่คงคิดเหมือนกันกับผม คือ ไม่รู้สึกแปลกใจอะไรเลยกับผลสำรวจความคิดเห็น “กรุงเทพโพลล์” มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เรื่อง “ความเห็นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมในการเอาผิดผู้กระทำความผิด” ที่เผยแพร่เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่ถึง 64.2% เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมจะไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำผิดในคดี“ล่าสัตว์ป่า” ของ นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับพวก มาลงโทษได้

โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เชื่อว่า กระบวนการยุติธรรมของเรายังมีช่องโหว่และมีถึง 71.7% ที่แทบไม่มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมว่าจะสามารถเอาคนผิดมาดำเนินคดีได้ หรือพูดง่ายๆ ก็ต้องบอกว่าในสายตาของคนจำนวนไม่น้อย กำลังมองว่ากระบวนการยุติธรรมของเราแทบจะเป็นกระบวนการที่ “ไร้น้ำยา” ในการลากคอผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

ยิ่งผู้ต้องหาเป็นเศรษฐี คนมีสตางค์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เพราะคนไทยมักจะต้องเจอกับบทเรียนซ้ำซากในเรื่องนี้ ซึ่งไม่ต้องไปดูไหนไกล แค่กรณีทักษิณ ยิ่งลักษณ์ และ บอส-อยู่วิทยา คนไทยก็เต็มกลืนเข้าไปแล้ว

ขณะที่คดีของ “เจ้าสัวเปรมชัย”ตั้งแต่ถูกจับกุมตัวตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนป่านนี้ทะลุเข้าเดือนมีนาคมแล้ว ยังแทบไม่มีอะไรคืบหน้า ทั้งที่เจอหลักฐานทั้งซากสัตว์ป่า เสือดำ ไก่ฟ้าหลังเทา เก้ง อาวุธปืน และเครื่องกระสุนอีกเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้พอตามไปค้นที่บ้านยังเจอปืนยาว-ปืนไรเฟิลอีกกว่า 40 กระบอก กระสุนอีกนับพันนัด ยังไม่นับรวมกับงาช้าง 2 คู่ ที่จนป่านนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นงาช้างไทยหรือต่างชาติ

1 เดือนผ่านไปแทบไม่มีอะไรในกอไผ่สำหรับการทำงานของตำรวจ

ร้ายไปกว่านั้นกลุ่มผู้ถูกกล่าวหายังทำท่าจะหลุดไปทีละคดี ตั้งแต่คดีทารุณกรรมสัตว์ ไปจนถึงคดีติดสินบนเจ้าหน้าที่

และที่แสบยิ่งกว่า ยังมีการสั่งการให้พนักงานสอบสวนไปพิจารณาว่า เจ้าหน้าที่ที่ร้องทุกข์กล่าวโทษนายเปรมชัย เข้าข่ายมีเจตนากลั่นแกล้ง หรือแจ้งความเท็จหรือไม่

สบายล่ะประเทศไทย!

นี่เรายังไม่ได้พูดถึงพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีการเรียกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า มาสอบปากคำซ้ำแล้วซ้ำเล่าประดุจเป็นผู้ต้องหาเสียเอง ขณะที่กลุ่มผู้ต้องหากลับโดนสอบกันแค่รอบเดียวเท่านั้น คือ หลังถูกจับกุม ซึ่งป่านนี้ก็ไม่รู้ไปนั่งสบายใจเฉิบอยู่ที่ไหนกันหมดแล้ว

ท้ายนี้ขออนุญาตนำข้อเขียนของ“อ.หม่อง” นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นนักอนุรักษ์ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากหลายภาคส่วน ซึ่งอาจารย์ได้เขียนถึงคดี “เสือดำ” เอาไว้ว่า “หากสังคมเราปล่อยให้ผู้ต้องหาคดีนี้ลอยนวลได้จะส่งผลกระทบ ฉุดยั้งให้สังคมไทยเราถดถอย ไม่มีโอกาสเป็นอารยประเทศกับชาวโลกได้เลยจะสร้างจิตวิทยา สิ้นหวัง ให้คนในชาติ ที่เคยอยากเห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้ ล้มเลิกความพยายาม และหันมาเอาตัวรอดไปวันๆ ตอกย้ำให้เด็กรุ่นใหม่เชื่อว่า ความดี ความถูกต้อง การเคารพกฎกติการ่วมกัน ไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่าใดๆ เพื่อความอยู่รอดในสังคมไทย เราทุกคนต้องแสวงหาความร่ำรวย และ connection เท่านั้น”

และนี่จึงเป็นเหตุผลว่า ถ้าไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นแค่ “มวยล้มต้มคนดู” ก็จำเป็นแล้วล่ะครับที่เราทุกคนสมควรต้องทำอะไรที่มากกว่าการ “จับตา”

มะลิลา

คลอดหลักสูตรกลางโคนมแห่งชาติ พัฒนาศักยภาพเกษตรกร-อุตสาหกรรมนมไทยสู่ระดับสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323782

คลอดหลักสูตรกลางโคนมแห่งชาติ พัฒนาศักยภาพเกษตรกร-อุตสาหกรรมนมไทยสู่ระดับสากล

คลอดหลักสูตรกลางโคนมแห่งชาติ พัฒนาศักยภาพเกษตรกร-อุตสาหกรรมนมไทยสู่ระดับสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ เปิดเผยว่า บริษัทร่วมกับ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนา “หลักสูตรพัฒนาคุณภาพโคนมแห่งชาติ” เพื่อพัฒนาเป็นหลักสูตรกลางในการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรโคนมและผลิตภัณฑ์นมไทยกับต่างประเทศ และยกระดับการผลิตน้ำนมโคและอุตสาหกรรมโคนมให้ได้มาตรฐานสากล เตรียมความพร้อมเพื่อรับการเปิดการค้าเสรีในปีพ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรโคนมไทยและผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมนม

“องค์ความรู้ที่หยิบยกมาบูรณาการในหลักสูตรฯ คือ หลักการอบรม 7 แนวทางสำคัญ (7 Diamonds) ประกอบด้วย การจัดการอาหารและน้ำ การเลี้ยงลูกโค การรีดนม ความสมบูรณ์พันธุ์ การดูแลกีบ การออกแบบโรงเรือน และการบันทึกข้อมูล ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้สำคัญของฟรีสแลนด์คัมพิน่าที่เน้นเรื่องการพัฒนาฟาร์มโคนมเพื่อความยั่งยืน (Sustainable dairy farming and business operations) ส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรโคนมไทยให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพการบริหารจัดการฟาร์มและคุณภาพน้ำนมดิบโดยหลังจากนี้เราจะเริ่มนำหลักสูตรพัฒนาคุณภาพโคนมแห่งชาติไปใช้อบรมเกษตรกรโคนมในเครือข่ายของโฟร์โมสต์ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะสามารถผลักดันและเสริมศักยภาพให้เกษตรกรโคนมในเครือข่ายสามารถเพิ่มปริมาณและคุณภาพการผลิตน้ำนมได้ตามมาตรฐานที่ตั้งไว้” ดร.โอฬาร กล่าว

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. กล่าวว่าการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้เป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกรไทยและมุ่งสร้างแหล่งความรู้ด้านกิจการโคนมและอุตสาหกรรมนมอย่างครบวงจรให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศไทย ถือเป็นพันธกิจหลักของ อ.ส.ค. โดยล่าสุด อ.ส.ค. ได้จัดทำแผนแม่บทส่งเสริมการเลี้ยงโคนม 4.0 รองรับยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม พ.ศ. 2560-2569 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนพัฒนายกระดับประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบให้ได้มาตรฐาน พร้อมวิจัย พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้การเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกันยังมุ่งพัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมให้เป็นมืออาชีพ ตลอดจนส่งเสริมเกษตรกรสมาชิกให้มีความมั่นคงและเติบโตในอาชีพการเลี้ยงโคนม ด้วยเหตุนี้การที่หลักสูตรพัฒนาคุณภาพโคนมแห่งชาติเสร็จสมบูรณ์จึงเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นในการผลักดันให้เกษตรกรโคนมไทยตื่นตัวกับการพัฒนาศักยภาพของตนเองในฐานะการเป็นหนึ่งในกลไกในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนมไทยสู่ระดับสากล

ผศ.ดร.สุดเขตต์ นาคะเสถียร คณบดี คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สำหรับจุดเด่นของหลักสูตรพัฒนาคุณภาพโคนมแห่งชาติคือ ความสมบูรณ์ของเนื้อหาที่มาจากการบูรณาการองค์ความรู้ในด้านต่างๆ โดยเป็นหลักสูตรที่ปรับให้เหมาะสมกับการทำเกษตรโคนมประเทศไทยโดยสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมปัจจุบันและเกษตรกรผู้เลี้ยงรายใหม่เพื่อสร้างมาตรฐานในการเลี้ยงโคนมที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในการให้คำแนะนำอย่างมีประสิทธิภาพแก่เกษตรโคนมต่อไป โดยเนื้อหาในหลักสูตรจะแบ่งออกเป็น 9 หัวข้อใหญ่ ประกอบด้วย1.การให้อาหารและโภชนศาสตร์เพื่อผลิตโคนม 2.น้ำนมและการควบคุมคุณภาพน้ำนมในฟาร์ม 3.การควบคุมสุขภาพฝูงโคนม 4.โปรแกรมสารสนเทศ 5.การประเมินประสิทธิภาพการจัดการฟาร์มโคนม 6.หลักปฏิบัติที่ดีสำหรับการทำฟาร์มโคนม 7.การขนส่งน้ำนมและการควบคุมคุณภาพที่ศูนย์รับนม 8.การคัดเลือกโคนมและการเลือกใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ และ 9.การจัดการฟาร์ม

เข้มสกัดขโมยกรีดยางสวนภาครัฐ กยท.ขู่โทษหนักทั้งวินัยและอาญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323775

x

เข้มสกัดขโมยกรีดยางสวนภาครัฐ กยท.ขู่โทษหนักทั้งวินัยและอาญา

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า โครงการหยุดการกรีดยางในพื้นที่สวนยางของหน่วยงานภาครัฐที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการควบคุมปริมาณผลผลิตภายใต้มาตรการการรักษาเสถียรภาพราคายางที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำมาใช้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางควบคู่ไปกับมาตรการต่างๆโดยได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนม.ค.-มี.ค. 2561 ซึ่งขณะนี้ได้ให้มีการตรวจสอบว่ามีการขโมยกรีดยางในสวนยางของภาครัฐหรือไม่ หากมีการตรวจสอบพบว่า มีลูกจ้าง กยท.รายใดกรีดยางจะมีความผิด ต้องถูกลงโทษทั้งทางวินัยและอาญาฐานลักทรัพย์นายจ้างด้วย

สำหรับกรณีที่กระทรวงเกษตรฯมีแนวคิดขยายโครงการหยุดกรีดยางเพิ่มเติมจากสวนยางของหน่วยงานภาครัฐ ไปสู่สวนยางของเกษตรกรทั่วไปที่มีเอกสารสิทธิถูกต้อง จำนวน 2 ล้านไร่ เป็นระยะเวลา3 เดือน คือ ตั้งแต่ พ.ค.-ก.ค.2561 เพื่อให้ปริมาณผลผลิตในตลาดลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกตลาดนั้นยังมิได้เป็นมาตรการที่จะดำเนินการทันทีอย่างที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่ เพราะกระทรวงเกษตรฯ ยังคงมีมาตรการอื่นๆ ในการผลักดันให้สถานการณ์ของยางพาราไปในทิศทางที่ดีขึ้น อีกหลายมาตรการ เช่น โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 20,000 ล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท เป็นต้น

“ขอย้ำว่าการขยายโครงการหยุดการกรีดยางดังกล่าว ยังคงเป็นเพียงแนวคิดเพื่อนำเสนอให้สาธารณชนไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐภาคเกษตรกร และสถาบันเกษตรกร รวมไปถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับยางพาราได้หารือระดมความคิดร่วมกัน ซึ่งจะนำมาวิเคราะห์ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของมาตรการหยุดกรีดนี้ ว่าจะเกิดผลดีผลเสียเช่นไรต่อสถานการณ์ยางพาราในประเทศไทย รวมทั้งควรมีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไรในการชะลอหรือหยุดกรีดยางเพื่อให้มีประสิทธิภาพโดยไม่เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์” นายธีธัช กล่าว

สหกรณ์ใต้น้อมนำศาสตร์พระราชา ส่งเสริมสมาชิกนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323781

x

สหกรณ์ใต้น้อมนำศาสตร์พระราชา ส่งเสริมสมาชิกนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างพร้อมด้วยนายอมรศักดิ์ พันธุรักษ์ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ เขตตรวจราชการที่ 6,7 เพื่อติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ และพัทลุง ประกอบด้วย สหกรณ์ออมทรัพย์ษะกอฟะฮอิสลาม จํากัดสหกรณ์เรือหางยาวบริการตำบลอ่าวนาง จำกัด สหกรณ์การเกษตรเมืองพัทลุง จำกัด และสหกรณ์การเกษตรปากพะยูน จำกัด สาขาป่าบอน โดยได้ให้คำแนะนำสหกรณ์ต่างๆ ให้เน้นยกระดับการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงให้เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ และให้เชื่อมโยงกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งให้ข้อมูลด้านนโยบายของรัฐบาลที่เข้าถึงสหกรณ์ อาทิ โครงการไทยนิยมยั่งยืน การส่งเสริมอาชีพแก่สมาชิก และการน้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้กับสหกรณ์ ทั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้ เข้าใจ และเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนสหกรณ์ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสมาชิกและสหกรณ์

นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบ้านสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรเมืองพัทลุง จำกัด ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้การส่งเสริมน้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้กับวิถีการสหกรณ์ในการดำเนินชีวิต เนื่องจากพบว่าส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางพาราเป็นหลัก แต่ที่ผ่านมาต่างประสบปัญหาราคายางตกต่ำ กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพัทลุง จึงแนะนำให้สมาชิกรวมตัวกันใช้พื้นที่ในส่วนที่เหลือของตนปลูกพลู เพราะในปัจจุบันจัดว่าเป็นพืชเศรษฐกิจและกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด สามารถจำหน่ายได้ทั้งใบและต้นกล้าพันธุ์ ราคาจำหน่ายใบพลู กิโลกรัมละ 280 บาท และต้นกล้า ต้นละ 70 บาท โดยส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ครอบครัวของสมาชิกสหกรณ์ได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับนางไพวรรณ์ แก้วหนูนวล สมาชิกสหกรณ์การเกษตรปากพะยูน จำกัด สาขาป่าบอนที่ได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้กับวิถีการสหกรณ์ในการดำเนินชีวิตจริงได้อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยใช้พื้นที่บริเวณรอบบ้านปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงกบเลี้ยงไก่ และเพาะต้นกล้าหมากเพื่อบริโภคและจำหน่าย สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว รวมถึงจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ฯ เกษตรกรในพื้นที่และประชาชนที่สนใจทั่วไปได้ศึกษาเรียนรู้

อสป.เร่งเครื่องปรับปรุงก่อสร้าง ท่าเทียบเรือ-ตลาดประมงอ่างศิลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323776

x

อสป.เร่งเครื่องปรับปรุงก่อสร้าง ท่าเทียบเรือ-ตลาดประมงอ่างศิลา

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผศ.มานพ กาญจนบุรางกูร ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา (อสป.) เปิดเผยว่า อสป. ได้ดำเนินการปิดท่าเทียบเรือประมงอ่างศิลาเป็นการชั่วคราว เพื่อดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมสะพานปลาเป็นเวลา 330 วัน หลังจากที่มีการก่อสร้างเมื่อปี 2501 และได้ให้บริการขนถ่ายสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ในอ่าวไทยบริเวณ จ.ชลบุรี และใกล้เคียงสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอ่างศิลาและ จ.ชลบุรี ไม่น้อยกว่าปีละ 200 ล้านบาท โดยในช่วงระหว่างปิดทำการนี้ อสป.ได้จัดพื้นที่รองรับผู้ประกอบการไว้ที่ตลาดประมงพื้นบ้านอ่างศิลา ห่างจากสะพานปลาอ่างศิลาออกไป 300 เมตร โดยมีการขยายพื้นที่ เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนพ่อค้า แม่ค้า เพื่อให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ผศ.มานพกล่าวต่ออีกว่า เมื่อการก่อสร้าง ปรับปรุงท่าเทียบเรือและตลาดประมงอ่างศิลาดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยพัฒนาท่าเทียบเรือและตลาดประมงอ่างศิลาให้สามารถรองรับการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำจากเรือประมงพื้นบ้านและเรือประมงพาณิชย์ที่ทำประมงในอ่าวไทย บริเวณจังหวัดชลบุรีและใกล้เคียงได้ตามมาตรฐานสุขอนามัย ความปลอดภัย เป็นตลาดสินค้าสัตว์น้ำคุณภาพสำหรับประชาชน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญของจังหวัดชลบุรีและใกล้เคียง ภายในปี พ.ศ. 2562 นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งรายได้หลักของชาวประมงและผู้ค้าสัตว์น้ำในชุมชนอ่างศิลาและประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้จากนักท่องเที่ยวที่ก่อให้เกิดการจ้างงานและอาชีพแก่ประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

เร่งเพิ่มศักยภาพเขื่อนแม่กวง กรมชลตั้งเป้าเสร็จทันปี’64สร้างความมั่นคงลุ่มน้ำปิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323779

x

เร่งเพิ่มศักยภาพเขื่อนแม่กวง กรมชลตั้งเป้าเสร็จทันปี’64สร้างความมั่นคงลุ่มน้ำปิง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานอยู่ระหว่างเร่งดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ให้แล้วเสร็จตามแผนงานภายในปี 2564 เพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ปัญหาน้ำท่วม และปัญหาคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำปิงอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สำหรับความก้าวหน้าในการก่อสร้างนั้น แบ่งการขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำออกเป็น 2 ช่วงด้วยกันคือ อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด-แม่กวง และอาคารประกอบ ระยะทาง 22.975 กิโลเมตร ปัจจุบันสามารถขุดได้ระยะทาง 4,713 เมตรคิดเป็นความก้าวหน้า 26.604% ส่วนช่วงที่ 2 คือ อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่แตง-แม่งัดและอาคารประกอบ ระยะทาง 25.624 กิโลเมตร ปัจจุบันสามารถขุดได้ระยะทาง 647 เมตร คิดเป็นความก้าวหน้า 9.945%

ส่วนการขอใช้พื้นที่ในการดำเนินโครงการดังกล่าวนั้น ในส่วนที่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติซึ่งการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำทั้ง 2 ช่วง จะใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติรวมกันประมาณ 745 ไร่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อนุมัติเรียบร้อยแล้ว จะเหลือเฉพาะพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จำนวนประมาณ 229 ไร่ อยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

“เมื่อโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราเฉลี่ยปีละประมาณ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะใช้ในการเกษตร อุปโภค-บริโภค อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการส่งน้ำของพื้นที่ชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จำนวน 175,000 ไร่ และเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้งของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง จำนวน 14,550 ไร่ ช่วยสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรม ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และลำพูน จากปีละ 13.31 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 49.99 ล้านลูกบาศก์เมตร” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

‘กฤษฎา’สั่งแก้ไขปํญหาราคายางร่วง ดัน’อปท.’อุ้มโครงการรัฐช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323849

'กฤษฎา'สั่งแก้ไขปํญหาราคายางร่วง ดัน'อปท.'อุ้มโครงการรัฐช่วยเกษตรกร

‘กฤษฎา’สั่งแก้ไขปํญหาราคายางร่วง ดัน’อปท.’อุ้มโครงการรัฐช่วยเกษตรกร

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 19.51 น.

28 ก.พ. 61 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กทม. นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมและบรรยายพิเศษ “โครงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ”  ซึ่งเป็นโครงการที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจัดขึ้น เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง ผู้แทนจากกรมทางหลวง ท้องถิ่นจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักการช่าง สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ กว่า 200 คน เข้าร่วมประชุม

โดยนายกฤษฎา กล่าวว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ สามารถทำรายได้เข้าประเทศได้ ปีละหลายแสนล้านบาท แต่ในปัจจุบันพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้รับผลกระทบจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทั้งนี้อาจมีสาเหตุหลายประการ อาทิ ผลผลิตยางพาราล้นตลาด อุปสงค์และอุปทานของสินค้า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าใจและตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางพารา จึงได้กำหนดแนวทางและมาตรการในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ในการจัดประชุมในครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งจะเป็นการกำหนดแนวทาง การระดมความคิดในการขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการได้อย่างสัมฤทธิ์ผลต่อไป

“รัฐบาลสนับสนุนให้ส่วนราชการ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสำรวจความต้องการ และพิจารณาจัดทำโครงการหรือกิจกรรมที่มีส่วนผสมของยางพารา เพื่อเป็นการสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่มีส่วนผสมของยางพารา เช่น โครงการก่อสร้างหรือซ่อมแซมถนนที่มีส่วนผสมของยางพารา หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่ใช้ยางพาราจากงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ด้านนายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมโครงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำในวันนี้ สำหรับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นนั้น ก็ได้ให้ความสำคัญในด้านการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ รวมทั้งให้ส่วนราชการ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจความต้องการและพิจารณาจัดทำโครงการหรือกิจกรรมที่มีส่วนผสมของยางพารา

“กรมฯได้กำหนดเป้าหมายการใช้ยางพารา ประมาณการไว้ที่ 74,000 ตัน โดยการคิดคำนวณจากข้อบัญญัติ เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ข้อมูลเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 ปี พ.ศ. 2561 – 2564 และกำลังสนับสนุนนโยบายเร่งด่วนนี้ให้เป็นรูปธรรม โดยขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำโครงการก่อสร้าง ปรับปรุงถนนที่มีส่วนผสมของยางพารา หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่ใช้ยางพาราเป็นลำดับแรกอย่างน้อย 1 โครงการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล” อธิบดี สถ. กล่าว

อธิบดี สถ. กล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางรายย่อย และจากการสรุปผลการรายงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ได้รายงานว่า มีการใช้งบประมาณเงินสะสมแล้ว 5,473 ล้านบาท ใช้ยางพาราประมาณ 3,940 ตัน และทางองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็ได้รายงานว่า มีการใช้งบประมาณเงินสะสมแล้ว 44 จังหวัด คิดเป็น 1,872 ล้านบาท ใช้ยางพาราไป 1,173 ตัน มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด รายงานว่าอยู่ระหว่างการปรับแผน 15 จังหวัด และมีองค์การบริหารส่วนจังหวัด รายงานว่าไม่มีโครงการที่ใช้ยางพารา 16 จังหวัด

“การดำเนินการที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจะยังไม่เข้าใจวิธีการปฏิบัติในการแก้ปัญหายางพาราตกต่ำเท่าที่ควร วันนี้จึงได้จัดประชุมโครงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงได้เสนอวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย จึงได้เชิญหน่วยงานผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญมาถ่ายทอดองค์ความรู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ให้กับสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดและองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวในพื้นที่” อธิบดี สถ. กล่าว

ทั้งนี้กรมสถ. ได้เชิญท้องถิ่นจังหวัดทุกจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดทุกจังหวัด และผู้อำนวยการกองช่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดทุกจังหวัด เนื่องจากเห็นว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เป็นหน่วยงานที่สามารถดูแลโครงการได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด รวมทั้งยังมีขีดความสามารถ ศักยภาพในการให้คำแนะนำ และสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นในจังหวัดเดียวกัน และกรมฯ หวังว่า หลังจากการประชุมในครั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสามารถกลับไปสนับสนุนการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ มีแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน สามารถร่วมมือกันแก้ไขปัญหาได้อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

‘กฤษฏา’จี้อบจ.-อบท.ทั่วประเทศเดินหน้าซื้อยางเกษตรกรทำถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323751

'กฤษฏา'จี้อบจ.-อบท.ทั่วประเทศเดินหน้าซื้อยางเกษตรกรทำถนน

‘กฤษฏา’จี้อบจ.-อบท.ทั่วประเทศเดินหน้าซื้อยางเกษตรกรทำถนน

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 15.14 น.

“กฤษฏา จี้ อบจ. อบท.ทั่วประเทศเดินหน้าซื้อยางเกษตรกรทำถนน แจงใช้งบได้สองขา เผยกลุ่มเกษตรกร ชงหยุดกรีดยางทั่วประเทศ พร้อมประเทศเพื่อนบ้าน จะดึงราคาขึ้นอย่างมีเสถียรภาพเหมือนกลุ่มโอเปก ดึงราคาน้ำมันโลก”

28 ก.พ.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้เชิญประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อบท.) ทั่วประเทศ เพื่อเร่งรัดมาตรการใช้ยางภายในประเทศ 1.8 แสนตัน โดยขณะนี้ อบจ.บึงกาฬ สงขลา ได้นำร่องนำใช้ยางทำถนนแล้วจะทำให้พื้นที่ต่างๆ เห็นว่าใช้ยางทำถนนทำได้ ซึ่งสามารถใช้งบได้สองกลุ่ม คือ กลุ่มแรกงบสะสมของ อปจ.และงบสำรองจ่าย 25% ส่วนที่ผ่านมาหลายแห่งไม่กล้าดำเนินการเนื่องจากเงื่อนไขในทีโออาร์ไม่ชัดเจน ขณะนี้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือเวียนแจ้งไปทุกพื้นที่แล้ว

ในเรื่องสเป็กที่มีส่วนผสมยางพารา ได้กำหนดเรียบร้อยสามารถไปใช้ดำเนินการ รวมทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาตรฐาน มอก.รองรับสำหรับการซื้อยางจากที่ ครม.เห็นชอบให้ซื้อจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และได้มีมติชัดเจนเพื่อเดินหน้าได้เต็มที่ให้ซื้อจากสถาบันเกษตรกร สหกรณ์ ชุมชนการเกษตร ที่ได้การรับรองจาก กทย.กว่า 800 แห่ง 60 จังหวัด

นายกฤษฏา กล่าวว่า แนวคิดหยุดกรีดยาง 3 ล้านไร่ 3 เดือน ยังมีกลุ่มเกษตรสวนยาง มาเสนอแนวทางใหม่ให้หยุดกรีดยางทั่วประเทศโดยหยุดกรีดวันเว้นวัน เป็นกรีดเดือนละ 15 วัน จากปกติชาวสวนยางจะกรีด เดือนละ 20 วัน ซึ่งวิธีนี้ลดจำนวนยางสู่ตลาดได้แน่นอน ทำให้มีปริมาณยางปีละ 3.5 ล้านตัน จะดันราคาขึ้นไปในระดับมีเสถียรภาพดีกว่าหยุดกรีดยาง 3 เดือนที่ทำให้ราคาขึ้นได้ไม่กี่วัน นอกจากนี้ตนเสนอรัฐบาล ตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางยางพารา หลังจากที่ได้ประกาศให้ยางเป็นสินค้าควบคุม ต้องมีมาตรการต่อเนื่องเพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในเรื่องราคากลาง แก้ไขปัญหาเกษตรกรขายยางขาดทุน กำลังหารือกับกระทรวงพาณิชย์ถึงวิธีการในข้อกฎหมาย

“มาตรการหยุดกรีดยาง จะได้ข้อสรุปภายใน 15 มี.ค.โดยระมัดระวังไม่เป็นภาระงบประมาณแผ่นดิน การชะลอกรีดยางเหมือนเราฝากน้ำยางไว้กับต้น รวมถึงวันศุกร์ที่ 2 มี.ค. นี้ผมจะหารือกับเอกอัครราชทูต 4 ประเทศ มีมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ซึ่งระหว่างนี้กำลังติดต่อประเทศอินเดีย เพราะเริ่มเป็นผู้ส่งออกยาง เพื่อวิเคราะห์แก้ปัญหาสถานการณ์ราคายางพาราร่วมกันหลังจากประเทศไตรภาคียาง มีนโยบายจำกัดการส่งออก 3.5 แสนตัน ที่จะสิ้นสุดเดือน มี.ค.นี้

โดยจะเจรจาร่วมมือหยุดกรีดยาง เพื่อดึงราคาขึ้นเช่นเดียวกับกลุ่มโอเปกจะหยุดกำลังการผลิตเมื่อราคาน้ำมันตก ทั้งนี้ผมไม่สามารถให้ไทมไลน์ได้ว่าราคายางจะขึ้นเท่าไหร่จะกระทบตลาด ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ไม่อยากให้เอาราคาพืชเกษตรมาหาเสียงกับชาวบ้าน เพราะเป็นวิถีชีวิตเกษตรกร เอามาใช้สร้างผลงานไม่ได้จะทำลายระบบเศรษฐกิจบ้านเราเอง ผมมั่นใจว่ามาตรการที่ออกไปอาจเห็นผลช้า จะเติบโตอย่างมั่นคงและยังไม่เสียงบประเทศไปซื้อแทรกแซงราคาสักบาท” นายกฤษฏา กล่าว

เกษตรฯจ่อชงพาณิชย์ตั้งคกก.ราคายาง หวังป้องกันราคาต่ำเกินทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323748

เกษตรฯจ่อชงพาณิชย์ตั้งคกก.ราคายาง หวังป้องกันราคาต่ำเกินทุน

เกษตรฯจ่อชงพาณิชย์ตั้งคกก.ราคายาง หวังป้องกันราคาต่ำเกินทุน

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 15.05 น.

เกษตรฯ เตรียมชงพาณิชย์ตั้ง คกก.ราคายาง หวังกำหนดราคารับซื้อและราคาขายยางป้องกันราคาต่ำเกินทุน พร้อมเตรียมหารือประเทศกลุ่มผู้ผลิตยางรายใหญ่ร่วมหารือมาตรการเสริมแข็งราคายาง 2 มีค.นี้

28 ก.พ.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการเน้นย้ำและชี้แจงหน่วยงานท้องถิ่น ได้แก่ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัด รับทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำโดยเน้นให้เพิ่มสัดส่วนการใช้อย่างในโครงการภาครัฐ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560

ซึ่งขณะนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดหลายจังหวัดเริ่มดำเนินการแล้ว เช่น สงขลา และบึงกาฬ ซึ่งที่การประชุมครั้งนี้จะได้มีการแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินการกับ อบจ.จังหวัดอื่นๆ ด้วย ที่อาจจะยังติดขัดในเรื่องการใช้งบประมาณจาก 2 แหล่ง คือ เงินสะสมของ อบจ.และงบสำรองจ่าย 25% ก็มีการแจ้งเวียนระเบียบปฏิบัติในการใช้ที่ชัดเจนแล้ว รวมถึงคุณสมบัติของยางที่นำมาใช้กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกมาตรฐาน มอก. สำหรับยางแผ่นแล้ว

ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐสามารถใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมปูพื้น พื้นถนนต่างๆได้ ซึ่งแม้ว่าอาจส่งผลต่อต้นทุนที่สูงขึ้น แต่แลกกับความทนทาน อายุการใช้งานยาวนานขึ้น เกษตรได้รับรายได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ขณะเดียวกัน ยังถือโอกาสชี้แจงถึงแหล่งซื้อยางที่ก่อนหน้านี้มีความกังวลว่ามีน้อยและไม่เพียงพอนั้น ได้แจ้งว่าสามารถซื้อได้จากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หรือสถาบันเกษตรกรที่ กยท.รับรอง เพื่อที่จะได้อุดหนุนเกษตรกรโดยตรง ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรที่กยท.รับรองกว่า 800 แห่ง กระจายอยู่ กว่า 60 จังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ มาตรการต่างๆ ที่ออกมาขณะนี้ก็เพื่อทำให้ปริมาณความต้องการใช้อย่างทั้งในและนอกประเทศมีความสมดุลกันกับผลผลิตยางในแต่ละปี จากปัจจุบันปริมาณผลผลิตยางในประเทศ 4.5 ล้านตันต่อปี ขณะที่มีการส่งออกที่ประมาณ 3.8 – 4 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะต้องลดปริมาณผลผลิตยางลงอีก 1 ล้านตันต่อปี มาอยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านตันต่อปี โดยยังคงเป้าหมายที่จะไม่เพิ่มพื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีมาตรการโค่นยาง เพียงแต่ให้ทางเลือกเกษตรกรในการปลูกพืชอื่นทดแทนหรือปลูกเสริม เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการลดกรีดยางที่ขณะนี้กำลังพิจารณาแนวทางความเป็นไปได้

โดยมี 2 แนวทางที่จะพิจารณา คือ ลดกรีดยาง 3 ล้านไร่ระยะเวลา 3 เดือน หรือจะลดกรีดยางแบบวันเว้นวันตลอดทั้งปี ซึ่งอยู่ระหว่างการคำนวณตัวเลขผลผลิตยางที่จะออกสู่ตลาดที่ชัดเจน รวมถึงงบประมาณรองรับในระหว่างที่เกษตรกรไม่สามารถกรีดยางได้ ทั้งนี้ มาตรการหยุดกรีดยางนั้นไทยจะไม่ทำเพียงประเทศเดียวแต่จะนำไปหารือกับผู้ผลิตยางรายใหญ่อีก 3 ประเทศ คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ในวันศุกร์ (2 มี.ค.) นี้ รวมถึงประเทศอินเดียซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เริ่มมียางออกสู่ตลาดโลกมากขึ้นด้วย หากทางอินเดียสนใจก็จะเชิญหารือร่วมกันด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ คิดและดำเนินการยังคงเน้นมาตรการที่จะต้องไม่กระทบกลไกตลาด ระบบเศรษฐกิจ และงบประมาณประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและเน้นย้ำไม่ให้เอาตัวเลขราคาพืชผลมาใช้หาเสียงหรือสร้างผลงาน แล้วต้องทำอะไรผิดระบบงบประมาณ ทำลายเศรษฐกิจ แต่กระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการอย่างถูกต้อง ให้ชาวสวนยางรวมถึงสินค้าเกษตรอื่นๆ ดำรงอยู่ได้ แม้ว่ามาตรการที่ออกมาจะไม่ส่งผลต่อราคาที่มีการเปลี่ยนแปลงในทันที แต่ราคาจะต้องมีเสถียรภาพ และที่สำคัญอีกมาตรการที่กระทรวงเกษตรฯ จะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ในการใช้อำนาจตาม พรบ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ 2542 มาดูกลไกราคายางพาราได้ โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเสนอให้ตั้งคณะกรรมการราคายาง ที่มีอำนาจนหน้าที่ดูต้นทุนการผลิตยาง ราคาเหมาะสมรับซื้อ และราคาส่งออก โดยองค์ประกอบของกรรมการประกอบด้วย ภาคราชการ เอกชน และชาวสวนยาง

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่จ.สระแก้ว ลุยตรวจ’โครงการโคบาลบูรพา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323713

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่จ.สระแก้ว  ลุยตรวจ'โครงการโคบาลบูรพา'

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่จ.สระแก้ว ลุยตรวจ’โครงการโคบาลบูรพา’

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 13.58 น.

28 ม.ค.61 เมื่อเวลา 10.00 น. นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะฯ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมความก้าวหน้า โครงการโคบาลบูรพา ของจังหวัดสระแก้ว ที่พื้นที่หมู่ที่ 4 ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ  จ.สระแก้ว โดยมีนายสัตวแพทย์ อภัย  สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์, นายพรพจน์  เพ็ญพาส ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ และนางอัญชนา นุชธิสาร ประธานกลุ่มโคบาลบูรพา ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้นำสมาชิกและเกษตรกรชาว ต.ผ่านศึกฯมาร่วมให้การต้อนรับด้วย

ทั้งนี้หลังจาก นายพรพจน์ เพ็ญพาส ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้กล่าวต้อนรับแล้ว นายธเนศ โพธิ์ทอง ปศุสัตว์จังหวัดสระแก้ว ได้กล่าวรายงานความเป็นมาและความคืบหน้าของโครงการโคบาลบูรพา จังหวัดสระแก้ว และนางอัญชนา นุชธิสาร ประธานกลุ่มโคบาลบูรพา ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศฯ ได้รายงานผลการดำเนินงานของกลุ่มโคบาลบูรพา ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

จากนั้นนายลักษณ์  วจนานวัช รมช.เกษตรฯพร้อมคณะ ได้เยี่ยมคอกวัว คอกแพะ และชมการสาธิตการหมักพืชอาหารสัตว์ พร้อมทั้งได้มอบแผ่นยางปูพื้นคอกวัว ให้กับสมาชิกในโครงการโคบาลบูรพา ของ ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศฯ

นายลักษณ์  วจนานวัช รมช.เกษตรฯ เผยว่าโครงการ โคบาลบูรพา เป็นโครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นอีกหนึ่งในโครงการที่ตอบโจทย์นโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญของรัฐบาล  โดยกระทรวงเกษรและสหกรณ์  มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร  โดยส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงโค-แพะ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว  ที่เน้นประสานความร่วมมือกับเกษตรและรวมกันเป็นกลุ่มเกษตรกรสร้างความเข้มแข็งร่วมสร้างอาชีพใหม่ที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งดำเนินการในพื้นที่ภัยแล้ง จำนวน 3 อำเภอ คือ อ.โคกสูง,อ.วัฒนานคร และ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยกระทรวงเกษตรฯได้ทำการฝึกอบรมเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ทั้งการเตรียมความพร้อม การบริหาร การจัดการฟาร์มที่ดี ทั้งเตรียมพื้นที่ เตรียมคอก เตรียมเสบียงเลี้ยงสัตว์ และแหล่งน้ำเพื่อใช้ในฟาร์มของสมาชิก โดยมี จนท.ที่มีความพร้อมเป็นพี่เลี้ยงในการดำเนินการ ซึ่งโครงการโคบาลบูรพา จ.สระแก้ว มีความก้าวหน้าไปมากแล้ว