ส่องเกษตร : ‘เงินทอน’วัฒนธรรมชั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323556

449007

ส่องเกษตร : ‘เงินทอน’วัฒนธรรมชั่ว

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้วผมเขียนยำใหญ่เรื่อง“ยาง” และเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่องมีพัฒนาการที่ขอรายงานต่อสักเล็กน้อย

เรื่องแรก “ราคายาง” ตรวจสอบล่าสุดเมื่อวันจันทร์ต้นสัปดาห์นี้ พบราคาขยับขึ้นน่าดีใจ เช่น ในท้องถิ่น ราคายางแผ่นดิบวันจันทร์สัปดาห์ก่อนอยู่ที่กก.ละ 42.60 บาท พอจันทร์นี้ขึ้นเป็น 44.30 บาท ส่วนน้ำยางสดจันทร์ก่อนอยู่ที่ 41.50 บาทมาจันทร์นี้ขึ้นมาถึง 47.00 บาท ขณะที่ราคา ประมูล ยางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 ณ ตลาดกลางสงขลา จันทร์ที่แล้ว 46 บาท มาจันทร์นี้ขยับขึ้นเป็น 48.89 บาท เป็นต้น…

ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากสภาพตลาดที่ดีขึ้น อีกส่วนก็ต้องให้กำลังใจรัฐโดยกระทรวงเกษตรฯที่มีเจ้ากระทรวง “กฤษฎา บุญราช”ดำเนินมาตรการต่างๆในการยกระดับราคาอย่างแข็งขัน แต่ราคายาง ณ ขณะนี้ยังห่างเป้าที่กก.ละ 65 บาท อยู่ไม่น้อย
จึงยังต้องเร่งมือทำงานหนักกันต่อไป

อีกเรื่องคือ การทำงานของการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท.ที่ดูเหมือนไม่ค่อยเข้าตาของรมว.กฤษฎาซะเลย ก่อนหน้านี้ผมรายงานไปแล้วว่า ในการไปประชุมร่วมกับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางภาคต่างๆท่านกฤษฎาได้รับฟังเสียงร้องเรียนจากชาวสวนยางทุกภาค ตำหนิการทำงานของกยท. จนถึงขนาดที่ท่านออกปากในที่ประชุมว่า ไม่เห็นมีภาคไหนที่ชื่นชมการทำงานของ กยท.เลย

ล่าสุด สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในการลงไปประชุมกับชาวสวนยางภาคใต้ซึ่งเป็นภาคที่ปลูกยางมากที่สุด แต่ผู้บริหารระดับสูงของ กยท.กลับ “โดดร่ม” ไม่ไป ไม่ให้ความสำคัญ อ้างติดภารกิจ ทำให้รมว.กฤษฎาถึงกับหงุดหงิด ส่งข้อความผ่านไลน์ถึงผู้บริหารในกระทรวง ข้อความตอนหนึ่งว่า“โดยเฉพาะท่าทีของกยท.ที่เบอร์ 1, 2 ขาดประชุม ทั้งๆ ที่ภาคใต้เป็นพื้นที่หลักของยุทธศาสตร์ยางพารา อาจจะบ่งบอกได้ว่า กระทรวงเกษตรฯจะเผชิญความหนักใจ ในการดำเนินการแก้ไขปัญหายาง”

น้ำเสียงเป็นเชิงตำหนิแบบนี้ผู้บริหาร กยท.จะรู้สึกรู้สาบ้างหรือไม่ รอดูกันต่อไป….

เรื่อง“ยาง”เก็บตกแค่นี้ก่อน เพราะมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากเขียนถึงด้วยความเป็นห่วงยิ่ง นั่นคือปัญหาทุจริตด้วยรูปแบบที่เรียกกันว่า“เงินทอน” ซึ่งเป็นการโกงกันอย่างดื้อๆ ที่ดูเหมือนจะถูกตรวจพบถี่มากช่วงนี้ หลังจากถูก“หมกเม็ด”ฝั่งซ่อนความเลวร้ายจนกลายเป็น“วัฒนธรรมชั่ว”ที่มีมาเนิ่นนาน

จาก“คดีเงินทอนวัด”ที่ระดับบิ๊กๆสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หลายคนตกเป็นผู้ต้องหาถูกพักงาน ถูกดำเนินคดีเพราะพฤติกรรมรวมกันเป็นขบวนการโกงกินเงินอุดหนุนที่ให้กับวัดต่างๆทั่วประเทศมายาวนาน จนถึงล่าสุดคดี“โกงเงินสงเคราะห์คนยากไร้”ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ซึ่งตรวจพบแห่งแรกที่ขอนแก่น เพราะนักศึกษาฝึกงานที่ถูกบังคับให้ปลอมลายเซ็นรับเงิน “ทนไม่ได้กับความเลวร้ายนี้” จึงได้ร้องเรียนหน่วยงานต่างๆรวมทั้ง คสช. จนเข้ามาสอบพบมูลทุจริตจริงและขยายผลตรวจสอบทั่วประเทศ พบทุจริตแบบเดียวกันนี้อีกหลายจังหวัดทั่วทุกภาค กระทั่งนายกรัฐมนตรีต้องสั่งย้ายปลัดและรองปลัดกระทรวงที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ทำกันเป็น“ขบวนการ”

คดีเงินทอนวัด ชั่วช้าเลวทรามขนาดตกนรกหมกไหม้ได้เพราะโกงแม้กระทั่งพระพุทธศาสนา “คดีโกงคนยากไร้”ก็ชั่วช้าไร้ศีลธรรม โกงได้ลงคอเงินที่ไว้ช่วยเหลือคนยากไร้ที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นการซ้ำเติมคนจน ซ้ำเติมสังคมและซ้ำเติมปัญหาความยากจนเรื่องใหญ่ของประเทศชาติ

เหล่านี้ไม่เพียงชั่วร้ายเลวทราม ยังสะท้อนถึงการขาด “จิตสำนึก” ความเป็น “ข้าราชการ” ที่สมควรจะทำงานเพื่อส่วนรวมเป็นสำคัญ แต่อีกด้านก็สะท้อนถึงกลไกในการตรวจสอบของระบบราชการที่ยัง“บกพร่อง”เป็นอย่างมาก

การโกงกินแบบ“เงินทอน”ลักษณะร่วมที่สำคัญคือ เป็น “เงินช่วยเหลือให้เปล่า” ที่หน่วยงานรัฐได้รับจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาดำเนินการ โดยส่วนใหญ่เป็นไปตามนโยบายรัฐ ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะสำนักงานพระพุทธศาสนา หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมฯเท่านั้น หลายๆ กระทรวงก็มีงบนี้อยู่มหาศาลรวมถึงกระทรวงเกษตรฯด้วย ที่มี “งบฯให้เปล่า”ตามนโยบายรัฐมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงบฯช่วยเหลือเกษตรกร ตลอดจนงบฯให้เปล่าจูงใจงดทำนา,งดกรีดยาง หรืองดการผลิตอื่นๆ เป็นต้น

งบฯเหล่านี้ มีช่องโหว่ช่องว่างให้ทุจริตได้ง่ายๆ ยิ่งถ้าทำกันเป็นขบวนการก็ยิ่งง่ายใหญ่ ผมก็ไม่รู้ในกระทรวงเกษตรฯจะมีเรื่องโกงทำนองนี้“หมกซ่อน”อยู่หรือไม่ แต่ใครที่มีอำนาจหน้าที่ หวังว่าจะเข้มงวดกวดขันเต็มที่…..อย่าให้เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด

สาโรช บุญแสง

เกษตรฯสานต่อแนวพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323300

x

เกษตรฯสานต่อแนวพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่โครงการพัฒนาบ้านกอก-บ้านจูน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ หมู่ 11 ต.ภูคา อ.ปัว จ.น่าน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยภูคา และป่าผาแดง เนื้อที่ 14,465 ไร่ ประกอบด้วย 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านจูนใต้ บ้านจูนเหนือ บ้านกอกหลวง และบ้านกอกน้อย รวม 167 ครัวเรือน สำหรับสภาพพื้นที่ก่อนดำเนินโครงการส่วนใหญ่มีสภาพเสื่อมโทรมเนื่องจากถูกบุกรุกแผ้วถางทำไร่เลื่อนลอย เกิดการชะล้างพังทลายของดิน ตลอดจนดินขาดความอุดมสมบูรณ์ และยังขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสถานีพัฒนาที่ดินน่าน กรมพัฒนาที่ดิน จึงเริ่มดำเนินโครงการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่ออนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิดน้ำปัวอันเป็นสาขาของแม่น้ำน่าน พร้อมจัดทำแปลงสาธิตให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการฯได้เรียนรู้การใช้พื้นที่ดินที่จำกัดให้เกิดประโยชน์

สำหรับผลการดำเนินโครงการที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน ได้สำรวจความเหมาะสมของดินสำหรับการปลูกพืชในพื้นที่ รวมทั้งจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำโดยการก่อสร้างคูรับน้ำรอบเขา ขั้นบันไดดินแบบต่อเนื่อง และนาขั้นบันได พร้อมทั้งสาธิตและส่งเสริมการปรับปรุงดิน โดยใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่าประชาชนที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยก่อนเริ่มโครงการ ปี 2543 ประชาชนมีรายได้ รวม 9,900 บาท/คน /ปี และในปี 2556 มีรายได้ 34,867 บาท/คน/ปี สำหรับในปี 2560 มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 40,752 บาท/คน/ปี ในส่วนของการส่งเสริมอาชีพทางการเกษตร ได้ดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่หันมาปลูกข้าวนาดำแบบขั้นบันได ซึ่งมี 3 ลักษณะ คือ นาข้างห้วย นาไหล่เขา และนาสันเขา ทำให้มีผลผลิตข้าวเปลือกเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่ปลูกข้าวไร่ผลผลิตเฉลี่ย 15 ถัง/ไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 45 ถัง/ไร่ ทำให้มีข้าวเพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน ตลอดจนขุดนาขั้นบันไดให้แก่เกษตรกร 504 ไร่ ส่งผลให้ป่าได้รับการฟื้นฟูเพิ่มขึ้น รวมจำนวนทั้งสิ้น 7,209 ไร่ อีกทั้งหลังดำเนินการสาธิตและส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เกษตรกรมีความรู้ในด้านการปรับปรุงดิน เช่น การใช้ปุ๋ยพืชสด การทำการใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ การปรับสภาพพื้นที่ดินกรด เป็นต้น ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมในการปลูกพืช

รักษ์เกษตร : ช่องทางตลาดขายผักผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323301

รักษ์เกษตร : ช่องทางตลาดขายผักผลไม้

รักษ์เกษตร : ช่องทางตลาดขายผักผลไม้

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีการหาช่องทางการหาตลาดขายผักผลไม้ครับ

วุฒิชัย วงษ์สาคร

อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา

คำตอบ

ช่องทางการขายผักผลไม้ มีหลายช่องทาง ผู้ขายต้องศึกษาและเลือกดูช่องทางที่เหมาะกับตัวเองก่อนที่จะเริ่มปลูกผักผลไม้ การตลาดสำคัญมาก เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้ขายสามารถประสบความสำเร็จในการปลูกผักผลไม้ ช่องทางแต่ละช่องทาง จะมีข้อดีและเสียแตกต่างกันไป แล้วแต่ที่ใครจะเลือกเข้าช่องทางไหนตามขนาดไร่นาที่ตนทำ กำลังผลิต และการบริหารจัดการที่ดี

1.ตลาดขายส่ง เป็นตลาดที่เน้นขายส่งปริมาณมากเป็นหลัก เช่น ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดมหานาค ตลาดเสรี ตลาดราชบุรี ตลาดขายส่งเหล่านี้ ราคาจะต่ำมาก ต้องมีการต่อสู้เรื่องราคาค่อนข้างสูง ลูกค้าจะเลือกซื้อกับเจ้าที่ขายถูกสุดเท่านั้น

2.โรงงาน เป็นโรงงานแปรรูปอาหาร โรงงานส่งออกอาหารต่างๆ ที่ส่งให้กับพวกร้านอาหารใหญ่ๆ สำหรับช่องทางนี้ เหมาะสำหรับฟาร์มที่มีขนาดใหญ่ และมีระบบการจัดการการปลูกที่ดี เพราะโรงงานจะเน้นคุณภาพเป็นหลัก ผักทุกต้นต้องมีคุณภาพและมาตรฐานตามที่ตกลงไว้ในสัญญา ราคาที่ได้จะเป็นราคากลางๆ แต่มีความแน่นอนในการใช้ผัก ข้อที่ยากสำหรับการเข้าตลาดนี้คือ ผู้ผลิตต้องมีมาตรฐานในการผลิตเสียก่อนด้วย

3.ห้างสรรพสินค้า ช่องทางนี้ จุดสำคัญคือ ต้องเน้นคุณภาพของสินค้า บรรจุภัณฑ์ และสินค้าต้องมีมาตรฐานจากหน่วยงานภาครัฐเป็นอย่างต่ำ ราคาขึ้นอยู่กับระดับของห้างแต่ละที่ แต่ค่าใช้จ่ายทางห้างค่อนข้างสูง เช่น ค่าเปิดรายการ ค่าเปิดร้าน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องกำไรขั้นต้น และผลกำไร-ขาดทุน ที่จะต้องหักให้ห้างในแต่ละเดือน ประมาณ 15-25% ของโครงสร้างราคา

4.ตลาดสายการบิน เป็นตลาดที่ให้ราคาที่ค่อนข้างดี ส่วนใหญ่จะมีการทำสัญญากันประมูลกันเป็นปีๆ เช่น การบินไทย ครัวสายการบินต่างๆ ตลาดนี้ เน้นคุณภาพสินค้าเช่นกัน มีการทำสัญญา หากขาดส่งจะต้องเสียค่าปรับ ราคาและปริมาณ จะเป็นราคาที่ตกลงกันตลอดทั้งปี

5.บริษัทรับจัดเลี้ยง เป็นพวกบริษัทรับจัดเลี้ยงต่างๆ รับจัดบุฟเฟ่ต์ โต๊ะจีน กลุ่มนี้ จะมีความต้องการผักในปริมาณไม่มากแต่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่ค่อยแน่นอนเท่าไหร่นัก

6.ร้านอาหารทั่วไป ส่วนใหญ่ร้านพวกนี้ จะสั่งในปริมาณไม่มากแต่บ่อย เพราะร้านส่วนใหญ่จะมีข้อจำกัดเรื่องการจัดเก็บสินค้า ส่วนใหญ่ร้านจะมีผู้รับจัดหาสินค้าหลายกลุ่ม ซึ่งจะส่งผลต่อเรื่องต่อรองราคา ถ้าร้านไหนมีสาขามาก การทำตลาดนี้ จะเน้นเรื่องการบริหารการจัดส่งสินค้าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเพราะค่าส่งค่อนข้างแพง และร้านค้าแต่ละร้านมักอยู่กระจายกัน

7.การขายตรง เป็นการตลาดที่ถึงมือผู้บริโภค เป็นช่องทางที่ได้ราคาค่อนข้างดี จะไม่มีปัญหาเรื่องพ่อค้าคนกลาง ช่องทางนี้ จะเน้นไปในการสร้างตราสินค้า และการตลาด ผู้ขายต้องหาตลาดเอง โดยการหาตลาดตามสำนักงานหรือที่ทำงานของตน ตลาดนัด และตลาดใกล้ๆ บ้าน

การตลาด เป็นกระบวนการของการสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ หรือบริการไปยังลูกค้า ผู้ขายจะต้องมีศิลปะในการขายสินค้าของตน การค้าขาย นอกจากต้องอาศัยความรู้ความสามารถแล้ว ทักษะในการค้าขายก็เป็นสิ่งสำคัญ หากผู้ขายไม่ได้ฝึกฝนกันจนเกิดความชำนาญแล้ว เขาจะกลายเป็นคนที่ทำงานเก่งไปไม่ได้เลย ในการทำงานการตลาด คนที่ทำงานในด้านนี้ ต้องหมั่นฝึกฝน และเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับตัวเองอยู่เสมอ เพื่อจะได้ตามสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที การทำงานด้านการตลาด คนที่อยู่ในแวดวงนี้ ต้องมีหูตาที่กว้างไกล และสามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแผนการตลาดให้มีความทันสมัย และตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยเทียบเคียงกับเหตุการณ์ในปัจจุบันให้มากที่สุดด้วยครับ

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323303

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์  ขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 นครราชสีมา ขยายความร่วมมือส่งเสริมงานสหกรณ์ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกรมส่งเสริมกสิกรรมและสหกรณ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดทำหลักสูตร “การจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการจัดตั้งสหกรณ์และมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจในรูปแบบสหกรณ์ได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมในภูมิภาคให้มีความเข้มแข็ง มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เล็งถึงความสำคัญของความร่วมมือในการพัฒนาสหกรณ์ในภูมิภาคอาเซียนให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกหลักในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมในภูมิภาคให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน จึงได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมกสิกรรมและสหกรณ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือตามโครงการความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-ลาว โดยมุ่งเน้นในการส่งเสริมสหกรณ์ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นระบบ โดยในเบื้องต้นทาง สปป.ลาว มีความประสงค์จัดตั้งสหกรณ์ใน 3 แขวง ได้แก่ แขวงไชยบุรี นครหลวงเวียงจันทน์ และแขวงจำปาสัก เพื่อส่งเสริมให้เป็นสหกรณ์ต้นแบบเพื่อขยายผลต่อไปในพื้นที่อื่น ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ดำเนินการประสานงานตามโครงการความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-ลาว และได้มีการจัดประชุมร่วมกันของผู้บริหารในระดับกรมฯ และในระดับพื้นที่ของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีความต้องการจัดตั้งสหกรณ์ แต่ประชาชนยังขาดความเข้าใจในเรื่องสหกรณ์ ไม่เห็นความสำคัญของสหกรณ์ ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการรวมกลุ่ม พนักงานส่งเสริมของบริษัท/ภาครัฐบาลของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในด้านการสหกรณ์ ประชาชนไม่มีความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์ ประชาชนส่วนใหญ่ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก ก็เพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ในขณะที่คณะกรรมการของสหกรณ์ก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์อย่างแท้จริงและขาดความรู้ในเรื่องของการจัดทำบัญชีของสหกรณ์ ดังนั้น ด้วยความเห็นชอบทั้งสองฝ่าย จึงได้กำหนดให้มีการฝึกอบรมด้านการสหกรณ์ให้แก่ผู้นำกลุ่มคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของกรมส่งเสริมกสิกรรมและสหกรณ์ บริษัทไฟฟ้าหงสา จำกัด ตามแผนงานที่ได้จัดทำร่วมกันจัดฝึกอบรมในประเทศไทย โดยฝ่ายไทยจะรับผิดชอบค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าพาหนะ นับแต่ชายแดนฝั่งไทย และส่งนักวิชาการสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ของไทยไปติดตามและให้คำแนะนำในฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

“ความคืบหน้าการดำเนินการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เห็นชอบในหลักการให้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา จัดฝึกอบรมตามโครงการความร่วมมือด้านการสหกรณ์ระหว่างไทย-ลาว หลักสูตร “การจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการจัดตั้งสหกรณ์และมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจในรูปแบบสหกรณ์ได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ โดยจะมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการสหกรณ์อย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องการสหกรณ์ การจัดตั้งสหกรณ์ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ รวมถึงเรื่องบัญชี ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการประกอบด้วยผู้นำกลุ่มเกษตรกร ผู้แทนกลุ่ม เจ้าหน้าที่ภาครัฐของสปป.ลาว จากแขวงไชยบุรี นครหลวงเวียงจันทน์ และจำปาสัก รวม 50 คน โดยผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ รวมถึงไปศึกษาดูงานสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยโครงการนี้จะกำหนดจัดในระหว่างวันที่ 18 มีนาคม ถึงวันที่ 1 เมษายน 2561 ที่จะถึงนี้”นายกัณวีย์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ออกแนวปฏิบัติตรวจสอบบัญชี มุ่งสร้างความเข้มแข็ง‘สหกรณ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323298

ออกแนวปฏิบัติตรวจสอบบัญชี  มุ่งสร้างความเข้มแข็ง‘สหกรณ์’

ออกแนวปฏิบัติตรวจสอบบัญชี มุ่งสร้างความเข้มแข็ง‘สหกรณ์’

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 18.06 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ออกแนวปฏิบัติตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ มุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีแก่สหกรณ์ที่จัดจ้างผู้สอบบัญชีภาคเอกชน

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจหนึ่งที่สำคัญ คือ การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ให้มีความเข้มแข็ง    เป็นมาตรฐานสากล และกำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและตามที่ นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด นอกจากนั้น ในกรณีสหกรณ์ที่จัดจ้างผู้สอบบัญชีภาคเอกชน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังมีหน้าที่กำกับดูแลสหกรณ์ดังกล่าว จึงได้ออกแนวปฏิบัติการตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นให้สหกรณ์มีการจัดทำบัญชีเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ มีระบบการควบคุมภายในที่ดี รวมทั้งให้ประเด็นหรือข้อสังเกตที่อาจเกิดขึ้นหรือวิเคราะห์ผลกระทบต่อฐานะการเงินและความมั่นคงของสหกรณ์ในอนาคตเพื่อเตือนภัยให้กับสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์สามารถเตรียมการป้องกันหรือวางแนวทางแก้ไขปัญหาได้ล่วงหน้า ทั้งนี้ แนวปฏิบัติการตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ แบ่งออกเป็น 3 กิจกรรม คือ

กิจกรรมที่ 1 วิเคราะห์โครงสร้างเงินทุนและความเสี่ยง เป็นการตรวจสอบและประเมินมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์แบบ Off-site Supervision โดยให้สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ ดำเนินการวิเคราะห์สหกรณ์ที่ตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีภาคเอกชนทุกแห่ง

กิจกรรมที่ 2 ตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ ณ ที่ทำการสหกรณ์ โดยเข้าตรวจสอบสหกรณ์ที่จัดจ้างผู้สอบบัญชีภาคเอกชน ดังนี้ 1.สหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป เข้าตรวจสอบทุกสหกรณ์ และ 2.สหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท พิจารณาเข้าตรวจสอบเฉพาะสหกรณ์ที่มีความเสี่ยงตามผลการวิเคราะห์โครงสร้างเงินทุนและความเสี่ยงจากกิจกรรมที่ 1 หรือมีข้อสังเกตจากรายงานผลการตรวจสอบบัญชีระหว่างปีที่พิจารณาแล้วเห็นว่า อาจเกิดความเสี่ยงทางการเงินการบัญชี

กิจกรรมที่ 3 ตรวจสอบสหกรณ์ที่มีข้อร้องเรียนหรือมีข่าวออกสื่อต่างๆ โดยให้เข้าตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ทันทีที่ได้ทราบข้อร้องเรียนหรือมีข่าว

“การตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมภายในด้านเงินการบัญชี และการปฏิบัติด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดแนวปฏิบัติตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ ได้ที่เว็บไซต์ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ http://www.cad.go.th” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

โอภาส ทองยงค์

โอภาส ทองยงค์

แม่น้ำโขงเริ่มวิกฤติ! โขดหินโผล่ขึ้นเป็นแนวยาว ส่อแล้งหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323160

แม่น้ำโขงเริ่มวิกฤติ! โขดหินโผล่ขึ้นเป็นแนวยาว  ส่อแล้งหนัก

แม่น้ำโขงเริ่มวิกฤติ! โขดหินโผล่ขึ้นเป็นแนวยาว ส่อแล้งหนัก

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 11.12 น.

น้ำในแม่น้ำโขงเริ่มวิกฤติ โขดหินหาดทรายโผล่ขึ้นให้เห็นเป็นแนวยาว  ส่อแล้งหนัก ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยวันละ 5-10 เซนติเมตร  หากสภาวะน้ำยังลดระดับลงอยู่อย่างนี้ อีกไม่เกินหนึ่งเดือนชาวบ้านตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำโขงเดือดร้อนแน่นอน

26 กพ. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระดับน้ำในแม่น้ำโขงด้านจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่อำเภอเขมราฐ อำเภอนาตาล  อำเภอโพธิ์ไทร ไปจนถึงอำเภอโขงเจียม ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง  โขดหิน หาดทราย โผล่ขึ้นให้เห็นกลางลำแม่น้ำโขง เป็นแนวยาวหลายกิโลเมตร ส่งสัญญาณปีนี้ภัยแล้งมาเร็ว

พระรัญจวน ฐานวโร อายุ 59 ปี พระลูกวัดบ้านบุ่งซวย อำเภอเขมราฐ เผยว่า ห้วงนี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงเร็ว เฉลี่ยวันละ 5-10 เซนติเมตร หากระดับน้ำยังลดระดับลงต่อเนื่องอย่างนี้ อีกไม่เกินหนึ่งเดือน  ชาวบ้าน เกษตรกร ผู้ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำโขงเดือดร้อนแน่ นอน

ซึ่งขณะนี้หลายพื้นที่ เริ่มจะได้รับผลกระทบบ้างแล้ว โดยเฉพาะระบบน้ำประปา โดยหลายฝ่ายอยากให้รัฐบาล ประสานทางการจีน ให้ปล่อยน้ำออกจากเขื่อน ลงสู่แม่น้ำโขง ก่อนชาวบ้านจะได้รับผลกระทบไปมากกว่านี้

เกษตรฯลุยถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพการผลิต‘สุโขทัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323110

x

เกษตรฯลุยถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพการผลิต‘สุโขทัย’

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) และบริการการเกษตรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561 ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้รับทราบเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ ช่องทางการตลาด แหล่งข้อมูล การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้รับความรู้ทั้งการวางแผนลดต้นทุนการผลิต การเชื่อมโยงการตลาด แนวทางการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดต่างๆ และการได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP

นอกจากนี้ กิจกรรมภายในงาน ยังได้มีการจัดสถานีเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ จำนวน 8 สถานี ได้แก่ สถานีเรียนรู้ที่ 1 โชคอนันต์ เม๊าะ โดยเกษตรกรผู้นำ ศพก. สถานีเรียนรู้ที่ 2 ทำไมต้องโชคอนันต์ โดยเกษตรกรผู้นำ ศพก. สถานีเรียนรู้ที่ 3 ลดแล้วรวย โดยเกษตรกรผู้นำ ศพก. สถานีเรียนรู้ที่ 4 เก็บแล้วไปไหน โดยเกษตรกรผู้นำ ศพก. สถานีเรียนรู้ที่ 5 ไม่สวยก็เอา โดยเกษตรกรผู้นำ ศพก. สถานีเรียนรู้ที่ 6 จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัย สถานีเรียนรู้ที่ 7 การทำปุ๋ยหมักจากจุลินทรีย์ท้องถิ่น โดยศูนย์เครือข่าย ศพก. และสถานีเรียนรู้ที่ 8 ของดี ต้องมีมาตรฐาน โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย อีกทั้งยังมีการให้บริการด้านการเกษตรของหน่วยงานต่างๆ และนิทรรศการประกอบที่เกี่ยวข้อง และการแสดงและจำหน่ายสินค้าของกลุ่ม/สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และ Young Smart farmer ด้วย

รายงานพิเศษ : รัฐบาลติดปีก‘สหกรณ์’ เสริมความแกร่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323113

รายงานพิเศษ : รัฐบาลติดปีก‘สหกรณ์’  เสริมความแกร่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

รายงานพิเศษ : รัฐบาลติดปีก‘สหกรณ์’ เสริมความแกร่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วิวัฒนาการของระบบสหกรณ์ในประเทศไทย เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2458 ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ อธิบดีกรมพาณิชย์และสถิติ ได้ทรงทดลองนำวิธีการสหกรณ์เข้ามาดำเนินการครั้งแรกในประเทศไทย โดยก่อตั้งสหกรณ์แห่งแรก คือ สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้ ณ ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459

ต่อมาวิธีการสหกรณ์ได้รับการยอมรับว่า สามารถช่วยแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ให้กับชาวบ้านได้และมีการขยายผลการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์แห่งชาติ”และในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 นี้ เป็นโอกาสของวันครบรอบ 102 ปี สหกรณ์ไทย

การเติบโตของระบบสหกรณ์ในประเทศไทยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้หลายภาคส่วนเล็งเห็นถึงบทบาทและศักยภาพของสหกรณ์ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คาดหวังจะใช้กลไกของสหกรณ์ เป็นกำลังสำคัญในการยกระดับชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นโดยมอบนโยบายให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อให้สหกรณ์ทำหน้าที่ในการส่งเสริมอาชีพ สร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชน และส่งผ่านความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากรัฐบาลไปสู่ประชาชน นั่นเพราะปัจจุบันประเทศไทยมีสหกรณ์ทั้งในและนอกภาคการเกษตรกว่า 8,100 แห่ง สมาชิกรวม 12 ล้านครอบครัว สินทรัพย์สหกรณ์ทั้งประเทศมีมากถึง 2.7 ล้านล้านบาท ดังนั้น หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบกำกับดูแลสหกรณ์ คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งมีภารกิจหลักเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศ จึงได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วน เดินหน้าในการพัฒนาสหกรณ์มีความเจริญก้าวหน้าและเข้มแข็งตามเป้าหมายที่รัฐบาลคาดหวังไว้

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายการทำงานในปี 2561 ให้กระทรวงเกษตรฯเร่งสร้างสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกร และอยากเห็นสหกรณ์เป็นกำลังของเกษตรกรที่แท้จริงในการพัฒนาและช่วยปฏิรูปภาคการเกษตรให้สำเร็จ
สิ่งที่อยากเห็นในอนาคตอันใกล้นี้ คือ การผลักดันให้สหกรณ์นำระบบอีคอมเมิร์ซเข้ามาเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยวและขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนของตนเองไปยังตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้คุยกับผู้แทนสหกรณ์ต่างๆว่า ในวาระที่การสหกรณ์ก้าวเข้ามาสู่ 102 ปี รัฐบาลจะหาทางยกระดับสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ล่าสุดรัฐบาลกำลังคุยเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติสหกรณ์ ที่เป็นกฎหมายใหญ่ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและสอดรับกับการพัฒนาระบบสหกรณ์มากขึ้น

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมที่จะระดมสรรพกำลังจากทุกหน่วยงานภายใต้การกำกับของกระทรวงพาณิชย์ ในการเข้ามาช่วยสหกรณ์ให้ก้าวข้ามผ่านปีที่ 102 ไปได้อย่างราบรื่น
ด้วยการสานพลังความร่วมมือในการจัดหาช่องทางการตลาดรองรับผลผลิตเพื่อสนับสนุนธุรกิจสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อเป็นการการันตีว่า เมื่อสหกรณ์ส่งเสริมสมาชิกให้ผลิตสินค้าดี มีคุณภาพ เมื่อสหกรณ์ทำหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิตหรือแปรรูปผลผลิตออกมาเป็นสินค้าแล้ว จะมีตลาดรองรับสินค้าของสหกรณ์อย่างชัดเจน สิ่งสำคัญคือ ต้องดำเนินการภายใต้หลักคิด “ตลาดนำการผลิต” นำข้อมูลรอบด้านมาใช้วางแผนการผลิตให้มีปริมาณและคุณภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ด้าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่พร้อมเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจให้กับสหกรณ์ภาคการเกษตร โดย นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุว่า ธ.ก.ส.มีความพร้อมจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำคอยสนับสนุนแก่สหกรณ์ที่ต้องการเงินทุนไปดำเนินกิจการทั้งการผลิต การรวบรวมสินค้า และการแปรรูปก่อนจัดจำหน่าย ขณะเดียวกัน ธ.ก.ส.ยังเข้ามาร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบบัญชี ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จะคิดโครงการเพื่อฝึกอบรมสหกรณ์ให้มีความเชี่ยวชาญเรื่องของระบบการเงินด้วย

ขณะที่ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในระยะสั้นของการสร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์ภาคการเกษตร ต้องทำองค์กรให้มีความพร้อมก่อน ทั้งด้านการบริหารงานการควบคุมภายใน การทำธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของสมาชิก และที่สำคัญที่สุด คือ ต้องสร้างธรรมาภิบาลของผู้บริหารสหกรณ์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างสหกรณ์ขึ้นมาเป็นองค์กรสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ขณะเดียวกันยังต้องการเห็นสหกรณ์การเกษตร เป็นองค์กรที่พึ่งพิงตัวเองมากกว่ารอความช่วยเหลือจากภายนอก สหกรณ์ขนาดใหญ่ต้องช่วยเกื้อหนุนสหกรณ์ขนาดเล็ก โดยให้สหกรณ์ขนาดเล็กทำหน้าที่ผลิต สหกรณ์ขนาดใหญ่ทำหน้าที่หาตลาด เดินหน้าไปด้วยกัน และยกระดับให้เหมือน SMEs รวมถึงต้องการให้สหกรณ์ทำหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ และส่งเสริมอาชีพให้กับชาวบ้าน ซึ่งจะต้องกระตุ้นให้เกษตรกรรายย่อยเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของสหกรณ์ให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน .

ส่วนสหกรณ์นอกภาคเกษตร เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน สิ่งสำคัญที่ต้องกู้กลับมาคือ “ภาพลักษณ์” เพราะทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มักมองภาพสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในมุมของการทุจริต เรื่องนี้จะต้องเร่งสร้างกระบวนการของสหกรณ์ใหม่ ชูตัวเองขึ้นมา โดยเฉพาะกรรมการสหกรณ์ต้องบริหารงานโดยยึดประโยชน์ของสมาชิกเป็นที่ตั้ง และร่วมกันวางเกณฑ์กติกาในการป้องกันความเสี่ยงให้กับตัวเอง โดยไม่ต้องให้รัฐมาคอยกำกับ เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารงานได้เหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างสวัสดิการต่างๆ ดูแลสมาชิก ซึ่งจะช่วยลดภาระภาครัฐในการจัดสวัสดิการลงมาดูแลในแต่ละปีด้วย

“พิเชษฐ์” ทิ้งท้ายด้วยว่า “การจะให้ภาครัฐไปช่วยเหลือเป็นรายคนเป็นไปไม่ได้เลย วันนี้ถ้าหากชาวบ้านมีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ รัฐบาลก็สามารถผ่านความช่วยเหลือผ่านทางสหกรณ์ไปยังสมาชิกก็คือประชาชนได้ ดังนั้น สหกรณ์จะเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้าไปพัฒนาชุมชนแทนภาครัฐ การที่ทุกภาคส่วนได้เข้ามาดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ช่วยกันเสริมสร้างศักยภาพและยกระดับความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อนำสหกรณ์ก้าวเข้าสู่ ยุคใหม่ เป็นองค์กรที่ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากและดูแลสวัสดิการให้คนในสังคมไทย

คิกออฟระบบวนเกษตรเขตปฏิรูป n สร้างต้นแบบปรับกระบวนการผลิตสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323111

x

คิกออฟระบบวนเกษตรเขตปฏิรูป n สร้างต้นแบบปรับกระบวนการผลิตสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเป็นเรื่องที่ทั่วโลกกังวลอย่างมาก โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติตลอดจนสร้างความมั่นคงทางอาหาร ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ฟื้นฟูดินและเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ รวมทั้งแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรอย่างยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา โดยส่งเสริมการทำเกษตรทฤษฎีใหม่และระบบวนเกษตรมาใช้ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน

ทั้งนี้ หากพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินกว่า 40 ล้านไร่ทั่วประเทศเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตเป็นเกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรกรก็จะมีสุขภาพดีผลผลิตที่ได้ก็เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค และเป็นที่ต้องการของทั่วโลกเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์สูงสุดกับทุกภาคส่วน ทั้งตัวเกษตรกรเอง ประเทศชาติ และโลกด้วยนโยบายดังกล่าวมีความสอดคล้องกันตั้งแต่แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในยุทธศาสตร์ที่ 2 เน้นการสร้างความสามารถในการแข่งขันแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ในยุทธศาสตร์ที่ 3 เน้นการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนเพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านไร่ภายในปี 2564

นายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า ส.ป.ก. ได้จัดงานการจัดงานรวมพลังขับเคลื่อนระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินประจำปี 2561 เพื่อเป็นการเริ่มต้นขับเคลื่อนงานการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในรูปแบบของวนเกษตร อีกทั้งเป็นต้นแบบการส่งเสริมระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกรได้ศึกษาทำความเข้าใจ สามารถนำไปขับเคลื่อนงานและประยุกต์ใช้ในพื้นที่ โดยศึกษาได้จากแบบจำลองโมเดล โคก หนอง นา และจากฐานนิทรรศการองค์ความรู้ด้านวนเกษตรตามภูมินิเวศน์ 4 ภาค และกิจกรรมการบริหารจัดการภาคเกษตรตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนเวทีเสวนาหัวข้อ “แนวทางการขับเคลื่อนวนเกษตรในลักษณะประชารัฐ” โดยมีเกษตรกร ภาคเอกชน ภาครัฐวิสาหกิจเข้าร่วมงานกว่า 500 คน ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะได้ความรู้ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของระบบวนเกษตร โดยสามารถนำไปประยุกต์ปรับใช้ให้เข้ากับบริบทพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือพื้นที่ของตนเองเพื่อสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ และขับเคลื่อนระบบวนเกษตร เพื่อลูกหลาน สู่มั่งคั่งอย่างยั่งยืนต่อไป

เกษตรบูรณาการ : ตั้งใจจริงต้องกล้าเอาจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323112

251598

เกษตรบูรณาการ : ตั้งใจจริงต้องกล้าเอาจริง

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามติดการทำงานของทีมท่านรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรฯ ที่มี หัวเรือใหญ่ นามว่า“กฤษฎา บุญราช” และมีลูกพ่วงที่ มาช่วยงานอีก 2 ท่านที่มาเป็นรัฐมนตรีช่วย กระทรวงเกษตรฯ อย่างท่าน “ลักษณ์ วจนานวัช” ที่ ว่ากันว่าเป็นคนที่เข้าใจ ในงานเกษตรฯ และอีกคนที่ตามมา คือ ท่าน “วิวัฒน์ ศัลยกำธร” หรือ “ยักษ์พอเพียง” วันนี้ ต้องบอกว่า มาถึงวันนี้ มาถึงขั้นการเดินสายเร่งทำความเข้าใจ ให้กับข้าราชการในพื้นที่  ซึ่งก็ เริ่ม ตั้งแต่ จ.อุบลราชธานี  ตามมาด้วย ขอนแก่น ชลบุรี พิษณุโลก  และสุดท้ายสัปดาห์ ที่ผ่านมา ท่าน “กฤษฎา” ก็นำทีม รมช. เกษตรฯ ทั้ง 2 ท่าน ลงพื้นที่ที่จังหวัดในเขตพื้นที่ภาคใต้ ท่ีว่ากันว่า ท่านเคยทำงานมา แบบถึงลูกถึงคน ในสมัยที่ท่านเป็นผู้ว่าราชการในพื้นที่ภาคใต้มาก่อน

ต้องบอกว่าเท่าที่มีการติดตามของกระจอกข่าวหลายคน ที่ลงติดตาม การทำข่าว การเดินทาง มอบนโยบาย “การขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”แบบเข้าถึงพื้นที่ เพื่อให้ข้าราชการเข้าใจ ถ่องแท้ ต้องบอกว่า
ได้เห็นถึงความจริงใจของท่านรัฐมนตรี “กฤษฎา” ไม่น้อย และถือว่าเป็นคนเข้าใจระบบงานภาคการเกษตรฯ ไม่แพ้ คนเกษตรฯ และอาจจะเก่งกว่าคนบางคนที่อ้างตนว่าเป็นคนรู้ เรื่องเกษตรฯ เสียด้วยซ้ำ งานนี้ก็ต้องว่ากันไป แต่จุดมุ่งหมายคือ เกษตรกรต้องกินดีอยู่ดีตามวิถีทางที่ มีการมอบนโยบายกันเอาไว้ นั้นคือ 3 เดือน ต้องชัดเจน เรื่องราคาสินค้าเกษตร ต้องมีราคาที่ ไม่ต่ำกว่าต้นทุนเกษตรกร ต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่งั้นต้องพิจารณาตนเอง

ว่ากันว่า การลงพื้นที่ ของท่าน รมต.เกษตรฯ มีอะไรให้ท่านเห็นกันค่อนข้างเยอะ และทำให้ท่านรมต. ถึงกับ
หัวเสียในหลายเรื่องเพราะข้อมูลที่ได้ ค่อนข้างไม่ตรง ไม่ถูกต้อง  เพราะรมต. ขาลุยที่มาจากอดีต ผู้ว่าราชการ ค่อนข้างเข้าใจพื้นที่ แบบโกหกไม่ได้ ซึ่งนั้นหมายถึง การตอบคำถามแบบ กระดาษA4ที่ลูกน้อง เขียนให้ตอบ หากนายไม่มีกึ๋นพอละก็ จะเห็นชัดว่า ใครทำงานจริงไม่ทำงานจริงและแว่วว่าไวๆนี้ อาจมีการประเมินเรื่องผลงานของข้าราชการระดับ 8 ไปจนถึงระดับสูงสุด นั้นคือซี 11 ซึ่งอาจจะต้อง สลับสับเปลี่ยนกันครั้งใหญ่ เพราะมีคนใกล้ชิด รมต. แอบกระซิบว่า ท่านรมต.ไม่พอใจการทำงานของข้าราชการแบบเช้าชามเย็นชามเอามาก และที่สำคัญ พวกที่คอยได้ครับพี่ ดีครับนาย ท่านรมต. “กฤษฎา” หมายหัวไว้หลายคน สำคัญพวกรูปหล่อพ่อรวยเส้นใหญ่ไม่ทำงาน ระวังนั้น ก็ตกเป็นเป้า แว่วว่าท่านบอกใหญ่แค่ไหน ท่านก็ปราบมาแล้วสั่ง 100 เงียบหาย ไม่มีอะไรคืบ ให้ระวัง

สุดท้ายนี้ต้องบอกว่า สาธุ หากแน่จริงต้องเอาจริง เพราะคนเกษตรเขาไม่เคยกลัว คนจริง กลัวแต่คนไม่จริงหากจริงใจแก้ปัญหาภาคเกษตรต้องกล้าแก้ ที่ตัวคน น่าจะถึงเวลาพอเสียทีกับพวกได้ครับพี่ดีครับนาย ข้าน้องฟ้องนายขายเพื่อแน่ จริง แยก เห็นเป็นใครมือทำงาน ใครพวกสอพลอ เผื่องานการพัฒนาการเกษตรจะดีขึ้น “ตั้งใจจริงต้องกล้า เอาจริง”

ราชดำเนิน