กยท.แจงหยุดกรีดยางเพิ่ม2ล้านไร่แค่แนวคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323065

กยท.แจงหยุดกรีดยางเพิ่ม2ล้านไร่แค่แนวคิด

กยท.แจงหยุดกรีดยางเพิ่ม2ล้านไร่แค่แนวคิด

วันอาทิตย์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 20.13 น.

25 ก.พ.61 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การหยุดกรีดยางในพื้นที่สวนยางของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่นั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการควบคุมปริมาณผลผลิต ภายใต้มาตรการการรักษาเสถียรภาพราคายางที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำมาใช้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางควบคู่ไปกับมาตรการต่างๆ โดยเน้นเฉพาะในช่วงเดือน ม.ค. – มี.ค.61 ต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวคิดขยายการหยุดกรีดยางเพิ่มเติมออกไปในพื้นที่ของประชาชนทั่วไปที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง จำนวน 2 ล้านไร่ ในช่วงเวลา 3 เดือน คือ เดือน พ.ค. – ก.ค.61 อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปริมาณผลผลิตในตลาดลดลง (supply) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกตลาด

ทั้งนี้ ขอย้ำว่าการขยายโครงการหยุดการกรีดยาง (tapping holiday) ยังคงเป็นเพียงแนวคิดเพื่อนำเสนอให้สาธารณชน ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ ภาคเกษตรกร และสถาบันเกษตรกร รวมไปถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับยางพารา ได้หารือระดมความคิดร่วมกัน และนำมาวิเคราะห์ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของมาตรการหยุดกรีดนี้ ว่าจะเกิดผลดีผลเสียเช่นไรต่อสถานการณ์ยางพาราในประเทศไทย รวมทั้งควรมีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไรในการชะลอหรือหยุดกรีดยางเพื่อให้มีประสิทธิภาพ โดยไม่เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์

อย่างไรก็ตาม การหยุดกรีดยางจำนวน 2 ล้านไร่ ยังมิได้เป็นมาตรการที่จะดำเนินการทันทีอย่างที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่ เพราะกระทรวงฯ ยังคงมีมาตรการอื่นๆ ในการผลักดันให้สถานการณ์ของยางพาราไปในทิศทางที่ดีขึ้นอีกหลายมาตรการ เช่น โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 20,000 ล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท เป็นต้น

สำหรับประเด็นการขโมยกรีดยางในสวนยางของภาครัฐ โครงการควบคุมปริมาณผลผลิตโดยให้หยุดกรีดยางในช่วง ม.ค. – มี.ค.นั้น หากมีการตรวจสอบพบว่ามีลูกจ้างกรีดยาง กยท.รายใดที่กระทำความผิด จะต้องถูกลงโทษ เป็นไปตามการดำเนินการความผิดทางวินัยตามข้อบังคับคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงานและลูกจ้างประจำ และอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานลักทรัพย์นายจ้างด้วย ในกรณีที่มีการลักลอบกรีดยางและรับซื้อยางพาราอันเกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอก ให้หัวหน้าส่วนงานที่รับผิดชอบดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในพื้นที่ที่รับผิดชอบเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป

‘กฤษฏา’ลงใต้วอนขรก.เกษตร ยึดมั่นประโยชน์ชาติทำเพื่อส่วนรวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/322760

'กฤษฏา'ลงใต้วอนขรก.เกษตร ยึดมั่นประโยชน์ชาติทำเพื่อส่วนรวม

‘กฤษฏา’ลงใต้วอนขรก.เกษตร ยึดมั่นประโยชน์ชาติทำเพื่อส่วนรวม

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 17.20 น.

“กฤษฏา ลงใต้ วอนขรก.เกษตร ยึดมั่นประโยชน์ประเทศชาติทำเพื่อส่วนรวมให้มากที่สุด มีต้นแบบการทรงงานจากทุกพระองค์ อย่าทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง ให้มาเอาเปรียบเกษตรกร พร้อมขู่จะมีคดีติดตัว”

23 ก.พ.61 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายลักษณ์ วจนานวัช นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ เดินทางมามอบแนวทางขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯในระดับพื้นที่สู่การปฎิบัติ ครั้งที่5 ภาคใต้และภาคใต้ชายแดน

นายกฤษฏา กล่าวตอนหนึ่งว่าในหลวงร.9 ทรงพระราชทานแนวทางบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ เพราะเคยเกิดน้ำท่วมใหญ่หลายครั้งโดยกรมชลประทาน กำลังดำเนินการก่อสร้างคลองผันน้ำ ร.1 ซี่งในหลวง ร.10 ทรงห่วงใยให้เร่งรัดดำเนินการโครงการในพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือดูแลประชาชนให้มีความสุขมากที่สุด เรามีต้นแบบความทุ่มเททำให้ประชาชนจากในหลวง 9 ในหลวง 10 และพระบรมวงศาทุกพระอค์

ยังมีอดีตปลัดกระทรวงเกษตรถึง 4 ท่านได้รับโปรดเกล้าไปเป็นองคมนตรี เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจมาก ต่อไปนี้ อยากให้คนกระทรวงเกษตรฯ เห็นแก่ประโยชน์ประเทศชาติและส่วนร่วมมากที่สุด อย่าไปทำให้คนใดคนหนึ่ง อย่าเปลี่ยนไปตามคนที่คิดคดในข้องอในกระดูก เอาเปรียบเกษตรกร หากทำจะมีคดีติดตัว เราต้องยึดมั่นถือมั่น ผนึกกำลังกัน เป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก จะปกป้องเกษตรกรได้จริง

นายกฤษฏา กล่าวว่าเวลาสินค้าเกษตรขายไม่ได้ เกษตรกรจะขนมาปิดสองที่ คือหน้าจวนผู้ว่าฯกับกระทรวงเกษตรฯ ให้ทุกคนเก็บไปคิดว่าสินค้าเกษตร มีมูลค่ามากจากการส่งออก แต่เกษตรกรทำไมจึงยากจน วิธีทำเกษตรยังล้าหลัง ตอนนี้งบไทยนิยมยั่งยืน กำลังจะลงมา ตนให้สำนักงานเกษตรจังหวัด ทำหน้าที่คล้ายกับปลัดจังหวัด เรามีเจ้าหน้าที่14 กรม ทั้ง น้ำ ดิน ฟ้า พืช ปศุสัตว์ ต้องทุ่มเทช่วยกันระดมลงไปช่วยฟื้นฟูอาชีพ ถ้าเราทำงานเป็นเกลียวเชือก รักใคร่ผูกพันทำเพื่อเกษตรกรก็จะสำเร็จทุกอย่าง

‘กฤษฏา’ยันแนวคิดหยุดกรีดยาง3ด. ส่งผลตลาดจีนดันราคาพรวดอีก2บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/322758

'กฤษฏา'ยันแนวคิดหยุดกรีดยาง3ด. ส่งผลตลาดจีนดันราคาพรวดอีก2บาท

‘กฤษฏา’ยันแนวคิดหยุดกรีดยาง3ด. ส่งผลตลาดจีนดันราคาพรวดอีก2บาท

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 17.15 น.

“กฤษฏา ยันแนวคิดหยุดกรีดยาง3 เดือน ส่งผลตลาดประเทศจีน ตกใจรีบซื้อยางดันราคาขึ้นวันเดียว 2 บาท ลั่น 3 รมต.เกษตรฯใจสู้ แก้ทุกปัญหา เกษตกรลืมตาอ้าปากได้แน่นอน ด้าน รมช.ลักษณ์ ระบุสัญญาณดี ราคายางขึ้นชัดเจน ตลาดส่งออกทะลุ 53 บาท”

23 ก.พ.61 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรฯ ได้ร่วมประชุมรับปัญหาจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ และชายแดนใต้ ที่ส่วนใหญ่ต้องการเร่งซื้อยางจากเกษตรกรใช้ในหน่วยงานรัฐเพื่อดึงราคาขึ้น ส่วนการหยุดกรีดยาง 3 เดือน เกษตรกรในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ เข้าไม่ถึง และการทำงานของ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ที่ขาดประสิทธิภาพ ไม่เข้าถึงเกษตกร ต่างจากในอดีตที่เป็นสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) มีบทบาทช่วยเหลือเกษตรกรได้ดีกว่า

โดยนายถนอมเกียรติ ยิ่งฉ้วน ที่ปรึกษาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ขอให้รัฐมนตรีเกษตรฯใช้อำนาจยับยั้งบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ที่มีมติเดินหน้าโครงการจัดจ้างเอกชนติดตั้งระบบจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมส่งออกยางพารา วงเงิน 800 ล้านบาท และได้รับส่วนแบ่งจากรายได้ 5% เป็นเวลา 5 ปี โดยในทีโออาร์ ไม่ชี้แจงว่า ส่วนแบ่งจากยอดเงินเซสทั้งหมดหรือไม่ที่เก็บได้ปีละ 9,000 ล้านบาท หากเป็นตามนั้น เอกชนจะได้ส่วนแบ่งถึงปีละ 450 ล้านบาท และในทีโออาร์ไม่ได้กำหนดว่า หลังจาก 5 ปี เครื่องมือตรวจวัดน้ำหนักที่ติดตั้งใหม่จะตกเป็นของ กยท.หรือไม่ ซึ่งจริงๆ ไม่ต้องทำการติดตั้ง เพราะสามารถใช้เครื่องชั่งของด่านศุกลากรได้ เพียงแต่ใช้เงินเชื่อมพัฒนาระบบ 44 ล้านบาท โดยไม่ต้องเช่าสถานที่ ไม่ต้องลงทุนติดตั้งเครื่องตราชั่ง บอร์ดกยท.อย่าไปยุ่งเกี่ยวรายได้ที่มาจากเงินเซส ต้องที่นำมาพัฒนาเกษตรกร

“การประชุมบอร์ดกยท.มีการลงมติ 15 ต่อ 6 ไม่ใช่เป็นมติเอกฉันท์แต่อย่างใด และความจริงตัวแทนเกษตรกรกว่า10 คนที่อยู่ในการประชุม และตัวแทนจากกระทรวงการคลัง ต่างแสดงความเห็นคัดค้านทุกคน ดังนั้น เครือข่ายเกษตรกรกว่า20 แห่งจะประชุมแถลงข่าคัดค้านเรื่องนี้ วันที่ 28 ก.พ.61 ที่การยางแห่งประเทศไทย หากบอร์ด กยท.ยังเดินหน้าต่อไป จะตั้งเวทีขับไล่จนกว่าประธานบอร์ด และผู้ว่าฯกยท.จะลาออกจากตำแหน่ง” นายถนอมเกียรติ กล่าว

โดยนายกฤษฏา ได้สั่งการให้รองปลัดกระทรวง ทำหนังสือด่วนถึงประธานบอร์ด และผู้ว่าฯ กทย.โดยใช้อำนาจ ในมาตรา 69 ที่ให้ กยท.อยู่ภายใต้การกำกับทั่วไปของ รมว.เกษตร แจ้งข้อห่วงใยเพื่อพิจารณา ผลดีผลเสีย ที่กยท.ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย และข้อกังวลเรื่องจุดอ่อนการเก็บเงินเซส ควรชี้แจงให้ทุกฝ่ายเกิดความเข้าใจมากขึ้น ที่จะทำให้สังคมได้รับรู้ถึงจุดอ่อนในระบบปัจจุบัน อยู่ตรงไหน หากมีเครื่องมือไปติดตั้งจะไม่รั่วไหล และปัญหาการรั่วไหลปีละพันกว่าล้านบาทได้ตั้งกรรมการสอบหาผู้รับผิดชอบได้หรือยัง ซึ่งก่อนเดินหน้าประมูลต้องชัดเจนข้อกำหนดทีโออาร์ ที่ให้เอกชน ได้ส่วนแบ่งการเก็บ

นายกฤษฏา กล่าวว่าปัญหาของ กยท.มีหลายประเด็นทั้งการแจกปุ๋ย ซึ่งเกษตรกรร้องเรียนมาตลอด ได้ปุ๋ยไม่ตรงสูตร และต้องเสียค่าขนส่งเอง ทำให้มีราคาแพงกว่าเกษตรกรซื้อเอง อีกทั้งยังล่าช้ากว่าจะได้ปุ๋ยเข้าหน้าฝนแล้ว จึงสั่งให้ผู้ว่าฯ กทย.วางแผนการซื้อปุ๋ยให้เกษตรกร หรือจ่ายเงินให้เกษตรกรไปซื้อเอง ไปทำแผนมาเสนอตนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในรอบหน้า และให้เจ้าหน้าที่ กยท.ทั้ง 4 ภาคประสาน ทรัพยากรฯจังหวัดให้ส่งรายละเอียด จำนวนเกษตรกรสวนยางที่อยู่ในป่าก่อนปี2541จะได้รู้ว่าพื้นที่สวนยางมีเท่าไหร่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ และที่เข้ารับสิทธิจากรัฐได้

นายกฤษฏา กล่าวอีกว่าตนแก้ปัญหาด้วยสมอง และใจสู้ ซึ่งแนวคิดตนหยุดกรีดยาง ทูตเกษตรที่เซียงไฮ้ ประเทศจีน ยืนยันว่า ตลาดยางล่วงหน้าตอบรับดีมาก เพราะตกใจมาตรการนี้รีบซื้อ ตลาดโตคอม ราคาขึ้นวันเดียว 2 บาท

“สัปดาห์หน้าจะเชิญทูตประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย มาพบเพื่อเจรจาร่วมมือหยุดกรีดยาง ช่วงเดือน พ.ค- ก.ค. จ่ายเงินชดเชยเกษตรกรเดือนละ1.5 พันบาทต่อไร่ 3 เดือน จะเป็นพื้นที่ติดกันเป็นแปลงใหญ่ ตรวจสอบง่าย ขอถ้วยยางมาแลกเงินรอบแรกไป ครบสองเดือนไม่มีรอยกรีดใหม่ เอาถ้วยคืนไปรับเงินงวดสุดท้าย ผมฝากไว้ให้คิด ซึ่งผม และรมช.สองคน จะไม่ยอมแพ้ ตราบใดยังเป็นรมต.เกษตร ทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้”นายกฤษฏา กล่าว

ด้านนายลักษณ์ กล่าวว่าเร่งประชุมหน่วยงานท้องถิ่น นำยางไปทำถนน 1 หมุ่บ้าน 1 กม.การใช้น้ำยางมหาศาล โดยรมว.เกษตรฯไม่ยอมแพ้ จะไปคุยอปจ.อปท.โน้มน้าวใช้เงินสะสมมาทำถนนพาราซอยซีเมนต์ อายุการใช้งานนานกว่า ซึ่งกยท.ต้องส่งทีมไปคุยทุกกับทุกตำบลด้วย พร้อมกันนี้ รมว.เกษตร ได้หารือกับนายกฯให้งบเพิ่มกับกรมชลประทาน 3.5 พันล้าน นำยางทำถนนซ่อมแซมคันคลอง

“รมว.เกษตรฯบอกว่าเราตั้งหลักๆดี เพราะนายกฯให้ทำต่อเนื่องการใช้ยาในประเทศ ปี 62 เรียกทุกหน่วยงานมา ขอสำนักงบประมาณ มากำหนดทีโออาร์ นำยางทำถนนเป็นนโยบายสำคัญ นายกฯบอกว่าถ้าใครไม่ทำถือว่าขัดนโยบาย เราต้องพึ่งตัวเองให้มาก อย่าไปพึ่งแต่ส่งออก และให้งบมาอีก 3 พันล้านบาท เริ่มปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยาง 1.5 แสนไร่ ไปทำแนวเกษตรทษฎีใหม่ ภายในกันยายนนี้ ส่วนมาตรการระยะยาว ต้องทำให้เกษตรกรรู้ราคาซื้อขายในตลาด จะตั้งบริษัทซื้อขาย ส่งออก เหมือนบริษัทอ้อยและน้ำตาลทราย แบ่งกัน30/70 เป็นเรื่องใหญ่มาก จะเชิญทีดีอาร์ไอ มาหารือในการแบ่งปันตลาดอย่างเป็นธรรม มั่นใจราคายางจากนี้ขยับขึ้นเพราะราคาตลาดส่งออกอยู่ 53 บาทแล้ว” นายลักษณ์ กล่าว

‘รมว.เกษตรฯ’มอบนโยบายการช่วยเหลือเกษตรกร14จังหวัดภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/322708

'รมว.เกษตรฯ'มอบนโยบายการช่วยเหลือเกษตรกร14จังหวัดภาคใต้

‘รมว.เกษตรฯ’มอบนโยบายการช่วยเหลือเกษตรกร14จังหวัดภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 15.14 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรให้แก่หน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ พร้อมเผยการให้เกษตรกรงดกรีดยาง 3 เดือนนั้น เป็นเพียงแนวคิด และยังต้องหารืออีกครั้ง

23 ก.พ.61 เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาใหญ่ จ.สงขลา นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมสัมมนาการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในระดับพื้นที่สู่การปฏิบัติ รวมทั้งมอบนโยบายให้แก่ข้าราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้

โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาด้านการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีความกินดีอยู่ดีขึ้น หลุดพ้นจากความยากจน และมีรายได้พอเลี้ยงชีพ โดยเฉพาะปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ไม่มีตลาดรองรับ ซึ่งต้องทำการแก้ไขโดยเร่งด่วน เพราะจะเป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง และลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของเกษตรกร

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดการประชุมว่า ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในทุกๆ เรื่อง ส่วนเรื่องการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศนั้น ขอยืนยันว่าขณะนี้ทางกระทรวงยังไม่อนุญาตให้นำเข้าแต่อย่างใด และยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบว่า จำนวนกุ้งที่จะนำเข้ามานั้น ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของกลุ่มเลี้ยงกุ้งภายในประเทศมาน้อยขนาดไป

สำหรับประเด็นการให้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวใต้ ชะลอการกรีดยาง 3 เดือน ในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำนั้น ขอย้ำว่า ยังเป็นเพียงแนวคิดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคงต้องหารือพูดคุยกับเกษตรกร และผู้ประกอบการธุรกิจการยางให้ชัดเจนอีกครั้ง เพื่อหาทางออกร่วมกัน และหาวิธีการที่ดีสุดในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด

‘กยท.’เปิดหลักเกณฑ์ สินเชื่อผู้ประกอบการยางแห้ง 2หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/322659

'กยท.'เปิดหลักเกณฑ์ สินเชื่อผู้ประกอบการยางแห้ง 2หมื่นล้าน

‘กยท.’เปิดหลักเกณฑ์ สินเชื่อผู้ประกอบการยางแห้ง 2หมื่นล้าน

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 12.03 น.

“กยท.” แจงหลักเกณฑ์เงื่อนไขการเข้าร่วม โครงการสินเชื่อผู้ประกอบกิจการยางแห้ง 20,000 ล้านบาท เผยขอจัดสรรงบประมาณชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี 

23 ก.พ. 61 นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง กล่าวในระหว่างการประชุมโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยางแห้ง วงเงิน 20,000 ล้านบาทว่า  เป็นโครงการที่ให้ผู้ประกอบกิจการแปรรูปยางแห้ง ยื่นขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน และยางแท่ง ให้เกิดการดูดซับยางพาราออกจากระบบ นำมาเก็บสต็อกของผู้ประกอบการ ในลักษณะหมุนเวียนหรือ Moving stock โดยเป็นโครงการเงินกู้ระยะสั้นจากธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ในกรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท ซึ่ง กยท. จะจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณ เพื่อจ่ายชดเชยดอกเบี้ยแก่ผู้ประกอบกิจการยาง ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ตามระยะเวลาโครงการ 1 ปี

รองผู้ว่าฯกยท. กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเข้าตรวจสอบความสามารถในการจัดเก็บสต็อก ของผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำมาพิจารณากำหนดกรอบวงเงินจัดสรร โดยใช้วิธีการคำนวณกรอบวงเงินที่ได้รับการจัดสรร จากความสามารถในการจัดเก็บที่เพิ่มขึ้นจากเดิม คูณด้วยราคากลางยางประเภทต่างๆ ที่ กยท. ประกาศ ตามวงเงินสินเชื่อที่ได้รับการอนุมัติจาก ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะพิจารณาให้สินเชื่อตามระเบียบของธนาคารนั้นๆ โดยมีระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 1 ปี นับจากวันทำสัญญา โดยผู้กู้ชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย

สำหรับการจ่ายเงินเพื่อชดเชยดอกเบี้ยแก่ผู้เข้าร่วมโครงการทาง กยท. จะขอรับการจัดสรรงบประมาณ และจ่ายชดเชยดอกเบี้ยเมื่อสิ้นสุดโครงการ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขชดเชยดอกเบี้ย คือ ผู้ประกอบการต้องมีสต็อกยางเพิ่มขึ้นมากกว่าสต็อกเฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปี นับจากวันที่ยื่นความประสงค์ โดยคำนวณจากปริมาณสต็อกยางที่เพิ่มขึ้น คูณด้วยราคารับซื้อยาง บวกไม่ต่ำกว่า 0.50 บาท จากราคาตามประกาศของ กยท. ไม่เกินวงเงินที่ได้รับการจัดสรร และไม่เกินภาระหนี้ที่เข้าร่วมโครงการ

นายณกรณ์  กล่าวอีกว่า ผู้ที่ประสงค์จะขอเข้าร่วมโครงการฯ สามารถยื่นคำขอด้วยตนเองได้ที่ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-9407391

เลาะรั้วเกษตร : ตำนานยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/322554

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ตำนานยาง

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คดีทุจริตกล้ายาง 1 ล้านไร่ จบไปนานแล้วตั้งแต่ปี 2552 คิดว่าคงไม่มีอะไรคาใจกันแล้ว เพราะคดีดังกล่าว ถูกฟ้องกันกราวรูด ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ประมูลงานได้อย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด หรือที่เรียกกันติดปากสั้นๆ ว่า ซี.พี. แต่ศาลได้ตัดสินแล้วว่าจำเลยทั้งหมดไม่มีความผิด รวมทั้ง ซี.พี. ด้วย

ก่อนหน้าที่ศาลจะตัดสินพิพากษาคดีทุจริตกล้ายาง ซี.พี. ได้ฟ้องร้องกรมวิชาการเกษตร กรณีที่ยกเลิกสัญญาไม่ยอมรับกล้ายางที่บริษัทผลิต ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย…และศาลฎีกาเพิ่งจะตัดสินคดีเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ให้ ซี.พี. ชนะคดี และให้กรมวิชาการเกษตรจ่ายค่าเสียหาย ซึ่งกรณีหลังนี้ไม่เกี่ยวกับคดีทุจริตกล้ายางที่ตัดสินคดีไปแล้วเมื่อปี 2552 แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันกับกล้ายางในโครงการยาง 1 ล้านไร่

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ซี.พี. เป็นผู้ประมูลงานผลิตกล้ายางชำถุงให้กับเกษตรกร ในโครงการส่งเสริมปลูกยางพาราเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2546 – 2549) หรือเรียกกันสั้นๆ ว่าโครงการยาง 1 ล้านไร่ได้ในวงเงิน 1,397 ล้านบาท งานที่ซี.พี.ต้องทำตามเงื่อนไขคือ ผลิตยางชำถุงตามมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร จำนวน 90 ล้านต้น เพื่อส่งมอบให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการให้ครบถ้วน ภายใน 3 ปี

ในแต่ละปีจะแบ่งงานส่งมอบเป็นงวดๆ ไป ปรากฏว่ามีเหตุเอาในปีสุดท้ายซึ่งบริษัทจะต้องส่งมอบกล้ายางให้ครบถ้วนภายใน 31 สิงหาคม 2549 แต่บริษัทผลิตกล้ายางส่งมอบให้ได้ไม่ครบ ยังขาดอีก 16.14 ล้านต้น โดยบริษัทอ้างว่าเพราะเหตุสุดวิสัยทางธรรมชาติ เนื่องจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ จึงขอขยายเวลาส่งมอบ ซึ่ง ซี.พี.ยืนยันว่ากรมวิชาการเกษตรมีหนังสือแจ้งมาเหมือนกับจะให้ขยายเวลาส่งมอบได้ จึงเร่งทำการผลิตกล้ายาง แต่ต่อมากรมวิชาการเกษตรได้ขอยกเลิกสัญญา…ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย จึงได้ฟ้องร้อง…..

ประเด็นเรื่องหนังสือนี้ไม่ยืนยันว่าใครผิดใครถูก..เพราะไม่ได้เห็นหนังสือดังกล่าว….

แต่จากการตรวจสอบข่าว พบว่า อธิบดีกรมวิชาการเกษตรในสมัยนั้นชื่อ อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ได้เจรจาไกล่เกลี่ยกับซี.พี. ขออย่าฟ้องร้องกันเลย มาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรที่ยังไม่ได้กล้ายางจะดีกว่า กรมเองก็พร้อมจะซื้อกล้ายางของซี.พี. ถ้าซี.พี.มาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ผลิตกล้ายางชำถุงตามมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดอย่างถูกต้อง

ถ้าเป็นจริงดังที่อธิบดีให้สัมภาษณ์ ซี.พี. ก็น่าจะพิจารณาถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ ประกอบกับวงเงินที่ประมูลงานได้ก็สูงเป็นพันล้าน บวกลบคูณหารแล้ว กล้ายางที่ผลิตไว้เตรียมส่งมอบแต่ไม่ได้ส่งมอบก็ไม่น่าจะทำให้บริษัทเสียหายมากมายนัก…แต่อาจจะเสียหน้าบ้างเล็กน้อยก็อย่าคิดมาก……โครงการนี้ร่วมหัวจมท้ายมาด้วยกันแล้ว….ยกฟ้องกันไป…ร่วมมือแก้ปัญหาก็จะ วิน วิน ด้วยกันทั้งสองฝ่ายแต่ ซี.พี. คงไม่ได้คิด ดังนั้น การดำเนินคดีจึงเกิดขึ้น และจบลงอย่างที่เห็น…

ฝ่ายราชการ….ก็น่าสังเกตว่า…ระยะเวลาที่ผ่านมามัวยุ่งอยู่กับการตั้งหน่วยงานใหม่ คือ “การยางแห่งประเทศไทย” ซึ่งจัดตั้งขึ้นได้เมื่อปี 2558 หลังจากดำเนินการมาหลายปี แต่การจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบเรื่องยางโดยเฉพาะ ก็มิได้ทำให้ปัญหาเกี่ยวกับยางหมดไป กลับมีปัญหามากขึ้น ทั้งเรื่องราคา และเรื่องการผลิต ยาง 1 ล้านไร่ที่ส่งเสริมกันไว้ก็เพิ่มปริมาณผลผลิตยางให้มากขึ้น ขณะที่ความต้องการลดลง จนถึงกับมีนโยบายให้โค่นยาง (ของราชการ) เรื่องการบริหารงานภายในองค์กรเองก็มิได้ราบรื่น ไม่ว่าจะเป็น องค์การสวนยาง กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ก็ล้วนแต่ “ข้าแน่” กันทั้งนั้น….เมื่อมารวมกัน..จะให้เป็นเอกภาพคงต้องใช้เวลา….

เหตุนี้จึงอาจทำให้เอกสาร พยาน หลักฐาน ในการต่อสู้คดีมีข้อบกพร่อง ส่งผลให้แพ้คดี…..มิหนำซ้ำยังมีการเกี่ยง….เรื่องชดใช้ค่าเสียหายให้กับ ซี.พี.ครั้งนี้ ระหว่าง กรมวิชาการเกษตร กับ กยท. เดือดร้อนถึง รมว.กษ. กฤษฎา บุญราช ต้องฟันธง ให้กรมวิชาการเกษตร เจรจา กับซี.พี. …ซึ่งนั่งอมยิ้มรออยู่……

สุดท้ายก็นึกถึงคำให้สัมภาษณ์ของบิ๊ก ซี.พี.ท่านหนึ่ง ตอนที่พ้นผิดคดีทุจริตกล้ายางเมื่อปี 2552 ว่า…บริษัทจะมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพาราอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในตลาดโลกให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางของไทย….

แอ่น…แอน….แอ๊น……ซาบซึ้งป่ะล่ะ….

แว่นขยาย

รัฐบาลอัดงบฯกลาง1.7พันล. เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างผลิตผ่านสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/322561

รัฐบาลอัดงบฯกลาง1.7พันล. เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างผลิตผ่านสหกรณ์

รัฐบาลอัดงบฯกลาง1.7พันล. เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างผลิตผ่านสหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสนอขอตั้งงบประมาณกลางปี วงเงิน 6,461.9795 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ 8 โครงการ โดยมีสหกรณ์ให้ความสนใจยื่นโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุน 708 แห่ง ซึ่งสำนักงบประมาณได้พิจารณาจัดสรรภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์วงเงิน 1,791.5341 ล้านบาท และมีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจะได้รับการอุดหนุนงบดังกล่าว 319 แห่ง

โครงการที่จะใช้งบกลางปีดำเนินการ 4 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร หรือ โครงการแก้มลิง 1,017.9172 ล้านบาท สหกรณ์ 146 แห่ง 2.โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร 410.9081 ล้านบาท สหกรณ์ 101 แห่ง 3.โครงการเพิ่มศักยภาพการรวบรวมและการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร งบประมาณ 340.4299 ล้านบาท สหกรณ์ 62 แห่ง และ 4.โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร (คทช.) งบประมาณ 22.2789 ล้านบาท สหกรณ์ 10 แห่ง

“การใช้งบฯที่ได้รับการอุดหนุนเพื่อนำไปดำเนินโครงการนี้ สหกรณ์ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของ นายทะเบียนสหกรณ์อย่างเคร่งครัด และดำเนินการภายใต้กรอบพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 2560 ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการซักซ้อมเจ้าหน้าที่ ในการเข้าไปให้คำแนะนำและติดตามระหว่างที่สหกรณ์ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง โดยจะต้องเข้าไปช่วยเหลือแนะนำในระหว่างการก่อสร้างจนกว่าจะแล้วเสร็จ และหากพบว่ามีปัญหาจะต้องแก้ไขในทันที ซึ่งจะมีการกำหนดหน้าที่ของผู้ที่จะเข้าไปติดตามการดำเนินโครงการที่ชัดเจนในแต่ละช่วงเวลาของการดำเนินโครงการ”

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังได้กล่าวถึงโครงการแก้มลิงผลผลิตการเกษตร เป็นโครงการที่สหกรณ์ต่างๆ ให้ความสนใจจำนวนมาก เมื่อกรมประกาศเชิญชวนให้สหกรณ์ที่มีความพร้อมแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ พบว่า มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ความสนใจเสนอเข้าร่วมโครงการ 708 แห่ง วงเงินของบประมาณ 6,461.9795 ล้านบาท แต่สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรให้ได้เพียง 1,017.9172 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจากหลักของการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนให้กับสหกรณ์ ต้องการให้กระจายทั่วถึงไม่กระจุกตัวเฉพาะบางพื้นที่ และในบางสหกรณ์ที่เสนอโครงการเข้ามาไม่สมบูรณ์และยังไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการ ก็จะไม่ได้รับการพิจารณา

ทั้งนี้ เมื่อสหกรณ์มีอุปกรณ์การตลาดและปัจจัยพื้นฐานที่จะรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรได้เพิ่มขึ้น สหกรณ์จะต้องทำหน้าที่ในการขยายตลาดและมีการซื้อขายผลผลิตให้กับคู่ค้า ซึ่งอาจจะเป็นโรงสีในพื้นที่หรือพ่อค้าเอกชน ซึ่งในอดีต สหกรณ์ไม่จำเป็นต้องเรียกหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร หรือ Bank Guarantee จากคู่ค้ามาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเมื่อจะทำสัญญาซื้อขายสินค้ากับบริษัทเอกชน แต่ในปัจจุบัน นายทะเบียนสหกรณ์ ได้มีหนังสือสั่งการสหกรณ์ให้เรียกหนังคือค้ำประกันของธนาคารจากผู้ที่มาทำสัญญาซื้อขายกับสหกรณ์ เพื่อเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันและป้องกันการผิดนัดชำระเงินหรือยกเลิกสัญญาซื้อขาย ซึ่งเจตนารมณ์ของการใช้อำนาจของนายทะเบียนสหกรณ์ในการกำหนดให้ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเมื่อมีสัญญาซื้อขายกับสหกรณ์นั้น เพื่อหลักประกันความเสี่ยงของสหกรณ์เอง และเป็นการเน้นย้ำให้คณะกรรมการสหกรณ์ดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับสหกรณ์ในอนาคตด้วย

กรมชลพัฒนาบุคคลดีเด่น โชว์ผลงานเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322558

x

กรมชลพัฒนาบุคคลดีเด่น โชว์ผลงานเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้รับการพิจารณาให้เป็นหน่วยงานบริหารทรัพยากรบุคคลดีเด่น ประจำปี 2561 ซึ่งมูลนิธิพันเอก จินดา ณ สงขลา และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ร่วมกันจัดข้น โดยคัดเลือกหน่วยงานและนักบริหารทรัพยากรบุคคลดีเด่นขึ้นเป็นประจำทุกปี

ทั้งนี้ กรมชลประทานเป็นหน่วยงานที่มีนวัตกรรมเพื่อรองรับและพัฒนางานประจำ รวมทั้งการปฏิบัติงานตามหน้าที่ประจำที่ต้องปฏิบัติตามกฎและระเบียบต่างๆ ที่โดดเด่น และสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้ โดยที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงงานด้านทรัพยากรบุคคลไปสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มตัว เริ่มจากการพัฒนาฐานข้อมูลบุคลากรสู่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (WAM – Web application to support manning analysis) มาใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลประมวลผลอัตรากำลัง โดยวิเคราะห์จากกิจกรรม ข้อมูลปริมาณงาน และระยะเวลามาตรฐานในการปฏิบัติงาน จำแนกตามหน่วยงานและประเภทบุคคล ทำให้สามารถวิเคราะห์อัตรากำลังของข้าราชการ และพนักงานราชการได้ชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งสามารถใช้ระบบหรือโปรแกรมดังกล่าวในการปรับปรุงข้อมูลและวิเคราะห์อัตรากำลังให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ กรมชลประทานได้มีการจัดทำระบบบริหารโครงการฝึกอบรมรูปแบบ Online (E-Training) ที่ส่งผลให้กรมชลประทานมีระบบและฐานข้อมูลการพัฒนาที่สามารถพัฒนาศักยภาพบุคลากร ตอบสนองความต้องการในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลได้อย่างทั่วถึงทั้งองค์กร

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า กรมชลประทานยังได้มีการพัฒนาระบบ EPP+ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารผลการปฏิบัติราชการภายในกรม ซึ่งจะครอบคลุมกระบวนการบริหารผลการปฏิบัติราชการทั้งหมด เริ่มตั้งแต่กระบวนการวางแผน การกำหนดตัวชี้วัดและค่าเป้าหมาย ผลการปฏิบัติงานและสมรรถนะ การติดตามผลการปฏิบัติงาน การวางแผนพัฒนารายบุคคล การประเมินผลการปฏิบัติงานตามตัวชี้วัด และการนำผลการประเมินไปใช้เลื่อนขั้นเงินเดือน นอกจากนี้ กรมชลประทานยังได้มีการวิเคราะห์ความต้องการในการพัฒนาบุคลากร(Training Need Analysis) เพืิ่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรทั้งในระยะยาวและประจำปี ซึ่งมีทั้งแนวทางที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ

ภาคใต้ตอนล่างเปิดเวทีขับเคลื่อน เครือข่าย‘Young Smart Farmer’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322556

x

ภาคใต้ตอนล่างเปิดเวทีขับเคลื่อน เครือข่าย‘Young Smart Farmer’

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายปฏิรูปการเกษตรของประเทศไทย (ปี 2556 – 2561) เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ ซึ่งการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) เป็น 1 ใน 15 นโยบายสำคัญที่จะต้องดำเนินการ

โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ควบคู่กับการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่าย พัฒนาให้มีความรู้ความสามารถในการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาด สามารถปรับตัวรองรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้

ดังนั้น เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเครือข่าย Young Smart Farmer ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา จึงได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การสร้างเครือข่ายการผลิตและการตลาดของเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับเขตภาคใต้ตอนล่างขึ้น ระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ ที่ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ จ.สงขลา โดยมีกิจกรรมนิทรรศการแสดงผลงานของเครือข่าย Young Smart Farmer และศูนย์บ่มเพาะเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ ภาคใต้ตอนล่าง กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การสร้างเครือข่ายการผลิตและการตลาดของเครือข่าย Young Smart Farmer เวทีเสวนาการสร้างเครือข่ายการผลิตและการตลาดของเครือข่าย และเวทีแลกเปลี่ยนแนวทางบริหารงานเครือข่าย Young Smart Farmer และการดำเนินงานศูนย์บ่มเพาะเกษตรกร

สานพระราชเสาวนีย์พระราชินี พัฒนาระบบอนุรักษ์ดินน้ำ‘บ้านกอก-บ้านจูน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322559

x

สานพระราชเสาวนีย์พระราชินี พัฒนาระบบอนุรักษ์ดินน้ำ‘บ้านกอก-บ้านจูน’

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ในพื้นที่โครงการพัฒนา
บ้านกอก-บ้านจูน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ปัว จ.น่าน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยภูคา และป่าผาแดง เนื้อที่ 14,465 ไร่ ประกอบด้วย 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านจูนใต้ บ้านจูนเหนือ บ้านกอกหลวง และบ้านกอกน้อย รวม 167 ครัวเรือน

โดยก่อนดำเนินโครงการ พื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพเสื่อมโทรมเนื่องจากถูกบุกรุกแผ้วถาง ทำไร่เลื่อนลอย เกิดการชะล้างพังทลายของดิน และขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร สถานีพัฒนาที่ดินน่าน จึงเริ่มดำเนินโครงการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ รวมทั้งจัดตั้งเป็นแปลงสาธิตเพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้การใช้พื้นที่ดินที่จำกัดให้เกิดประโยชน์ โดยในปี 2543 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรบ้านจูนใต้ ทรงเห็นความเป็นอยู่ที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจ จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เริ่มกระบวนการพัฒนาที่มีรากฐานจากความต้องการของราษฎร ทดแทนการทำไร่เลื่อนลอย สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน

สำหรับผลการดำเนินโครงการฯ ที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน ได้สำรวจความเหมาะสมของดินสำหรับการปลูกพืชในพื้นที่ รวมทั้งจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำโดยการก่อสร้างคูรับน้ำรอบเขา ขั้นบันไดดินแบบต่อเนื่อง และนาขั้นบันได พร้อมทั้งสาธิตและส่งเสริมการปรับปรุงดิน โดยใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่าประชาชนที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยก่อนเริ่มโครงการ ปี 2543 ประชาชนมีรายได้ รวม 9,900 บาท/คน /ปี และในปี 2556 มีรายได้34,867 บาท/คน/ปี สำหรับในปี 2560 มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 40,752 บาท/คน/ปี ในส่วนของการส่งเสริมอาชีพทางการเกษตร ได้ดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่หันมาปลูกข้าวนาดำแบบขั้นบันได ทำให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 15 ถัง/ไร่ เป็น 45 ถัง/ไร่ ป่าได้รับการฟื้นฟู 7,209 ไร่ ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เกษตรกรมีความรู้ในด้านการปรับปรุงดิน เช่น การใช้ปุ๋ยพืชสด การทำการใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ การปรับสภาพพื้นที่ดินกรด เป็นต้น ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมในการปลูกพืช