เกษตรฯคิกออฟ‘ไทยนิยมยั่งยืน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322114

x

เกษตรฯคิกออฟ‘ไทยนิยมยั่งยืน’

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ ซึ่ง กระทรวงเกษตรฯ มีส่วนร่วมใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.แผนงานเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย 2.แผนปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรทั้งระบบ และ 3.งานตามภารกิจของทุกหน่วยงาน (Function)

ดังนั้นเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจเกี่ยวกับเมนูอาชีพต่างๆอย่างชัดเจน กระทรวงเกษตรฯจึงได้ประชุมชี้แจงกับเกษตรและสหกรณ์จังหวัด อำเภอ และตำบล ทั่วประเทศ เพื่อชี้แจงและเตรียมความพร้อมทั้งจำนวนคนที่จะร่วมทีมให้เพียงพอกับพื้นที่ รวมทั้งให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน โดยในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ จะมีการ
คิกออฟพร้อมกันตำบลละ 1 หมู่บ้าน เพื่อวิเคราะห์ปัญหาความเดือดร้อนเยี่ยมเยียนรายครัวเรือนและรายบุคคล ค้นหาความต้องการของประชาชนเพื่อจัดทำโครงการเสนอตามกรอบการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ต่อไป

สำหรับเมนูอาชีพภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรฯ ประกอบด้วย 1.โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงเกษตรฯ 2.โครงการจ้างแรงงานชลประทานสร้างรายได้แก่เกษตรกร 3.โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน 4.โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าวเพื่อผลิตสินค้าเกษตรอื่นที่เหมาะสม 5.โครงการศูนย์ขยายพันธุ์พืช 6.โครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี 7.โครงการขยายพันธุ์สัตว์และส่งเสริมการผลิตการผลิตปศุสัตว์ 8.โครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร 9.โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร 10.โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ 11.โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่สถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร 12.โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร 13.เพิ่มศักยภาพการรวบรวมและการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร 14.โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ 15.สนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง 16.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการกิจการยาง (ยางแห้ง) 17.โครงการยกระดับโครงสร้างการผลิตในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปครบวงจร 18.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารธุรกิจ SMEs ในอุตสาหกรรมแปรรูป 19.โครงการสร้างฝายชะลอน้ำและจัดหาแหล่งน้ำชุมชน และ 20.โครงการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน

จับตา‘โรคพุ่มแจ้-ไวรัสใบด่าง’ ระบาดปท.เพื่อนบ้านจ่อเข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322116

จับตา‘โรคพุ่มแจ้-ไวรัสใบด่าง’ ระบาดปท.เพื่อนบ้านจ่อเข้าไทย

จับตา‘โรคพุ่มแจ้-ไวรัสใบด่าง’ ระบาดปท.เพื่อนบ้านจ่อเข้าไทย

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การติดตามสถานการณ์การปลูกและศัตรูมันสำปะหลัง พบข้อมูลการระบาดของโรคพุ่มแจ้และไวรัสใบด่างในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ กัมพูชา และเวียดนาม ห่างจากแหล่งปลูกของไทยในภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ 700 กม. ซึ่งเบื้องต้นยังไม่พบโรคไวรัสใบด่าง แต่พบโรคพุ่มแจ้ในมันสำปะหลังบริเวณชายแดนไทยแล้วแต่ยังไม่ถึงขั้นระบาดในวงกว้าง กรมส่งเสริมการเกษตร จึงเข้าไปให้ความรู้แก่เกษตรกรให้สามารถสังเกตอาการของโรค พร้อมกับแนะนำให้สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังสนับสนุนปัจจัยการควบคุมศัตรูมันสำปะหลัง โดยเพิ่มการผลิตศัตรูธรรมชาติและสารชีวภัณฑ์เพื่อใช้ในพื้นที่ปลูกแบบครอบคลุมพื้นที่ 1,754 จุดทั่วประเทศ ในจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง รวม 56 จังหวัด

นายประสงค์กล่าวอีกว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ยังได้จัดการประชุมหารือแลกเปลี่ยนความรู้ขึ้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา และที่กรมส่งเสริมการเกษตร ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคกลาง จำนวน 53 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 164 คน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ในครั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และเตรียมการรับมืออย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ส่งตัวแทน ร่วมประชุม‘ACM-Phase3’ที่เมียนมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322117

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ส่งตัวแทน  ร่วมประชุม‘ACM-Phase3’ที่เมียนมา

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ส่งตัวแทน ร่วมประชุม‘ACM-Phase3’ที่เมียนมา

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งตัวแทนร่วมประชุมโครงการ “Strengthening Capacity Building  in Agriculture Sector in ASEAN Countries-Phase 3 (CB Project 3)” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น สำนักงานเลขาธิการอาเซียน และประเทศสมาชิกอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งระบบ รวมถึงพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ภาคการเกษตรและสถาบันเกษตรกร ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน รวม 9 ประเทศ ยกเว้นสิงคโปร์ รวมถึงผู้แทนกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น ผู้แทนสหภาพสหกรณ์การเกษตรกลางแห่งประเทศญี่ปุ่น (JA-ZENCHU) และผู้แทนสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเสนอโครงการ และได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้จัดโครงการ 1-2 โครงการในแต่ละช่วงโครงการ และในการประชุมครั้งนี้ ได้นำเสนอโครงการการฝึกอบรมด้านการวางแผนกลยุทธ์สำหรับสหกรณ์ต่อที่ประชุม ซึ่งได้รับความเห็นชอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการในช่วงเดือนกรกฎาคม 2561 ที่จะถึงนี้

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มอบหมายให้เดินทางไปเข้าร่วมประชุมประจำปี The 1st Annual Coordination Meeting of the “Strengthening Capacity Building in Agriculture Sector in ASEAN Countries – Phase 3 (CB Project 3)” ระหว่างวันที่ 6 – 9 ธันวาคม 2560 ณ เมืองพุกาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยการประชุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานโครงการในระยะที่ผ่านมาและพิจารณากรอบโครงการที่จะดำเนินการในปี 2561 ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนยกเว้นสิงคโปร์ รวม 9 ประเทศ รวมถึงผู้แทนจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง ประเทศญี่ปุ่น ผู้แทนสหภาพสหกรณ์การเกษตรกลางแห่งประเทศญี่ปุ่น (JA-ZENCHU) และผู้แทนสำนักงานเลขาธิการอาเซียน

กัณวีย์ บุญญพันธุ์

โดยโครงการ “Strengthening Capacity Building in Agriculture Sector in ASEAN Countries – Phase 3 (CB Project 3)” เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น สำนักงานเลขาธิการอาเซียนและประเทศสมาชิกอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ภาคการเกษตร และสถาบันเกษตรกร รูปแบบการดำเนินงานโครงการผ่านการฝึกอบรม สัมมนา โดยโครงการได้แบ่งระยะการดำเนินการเป็นช่วง (Phase) ช่วงละ 3 ปี ปัจจุบันได้ดำเนินการมาถึงช่วงที่ 3 ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาโครงการที่ประเทศสมาชิกเสนอเพื่อดำเนินการในปี 2561 โดยมีโครงการ Follow Up Program จำนวน 7 โครงการ โครงการฝึกอบรมจำนวน 6 โครงการ โครงการสัมมนา จำนวน 1 โครงการ ซึ่งประเทศไทยโดยสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์

“กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้นำเสนอโครงการฝึกอบรมการวางแผนยุทธศาสตร์และการจัดการ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในสหกรณ์การเกษตรและสถาบันเกษตรกร (Training Course on Strategic and Management Planning for Sustainable Development of Agricultural Cooperative and Farmer Institutions) โดยได้นำเสนอแนวคิดการกำหนดโครงการฝึกอบรมใน 3 ประเด็น คือ 1.แนวทางหลักการ อุดมการณ์ วิธีการสหกรณ์ อันเป็นรากฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มความกินดี อยู่ดี มีสันติสุข และเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมให้อาชีพเกษตรกรรมมีความมั่นคง และยั่งยืน 2.เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals :SDGs) ซึ่งวางกรอบแนวทางไว้ อาทิ การขจัดความยากจน การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และ 3.ปรัชญาเศรษฐกิจพอพียง ซึ่งเป็นวิถีแห่งแนวทางการดำเนินชีวิตที่ก่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้ และเป็นที่ยอบรับทั่วโลกว่าเป็นแนวทางที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร และในสังคมโดยรวม โดยได้นำทั้ง 3 แนวทางมาเป็นแนวทางในการวางเนื้อหาหลักสูตร โดยที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการที่ประเทศไทยนำเสนอโดยให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก โดยกำหนดจัดในวันที่ 24 มิถุนายน ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2561”นายกัณวีย์ กล่าว

เล็ง2แนวทางสางปม‘เขื่อนราษีไศล’ ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน วิศวกรรมชลประทานพลิกฟื้นชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322113

x

เล็ง2แนวทางสางปม‘เขื่อนราษีไศล’ ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน วิศวกรรมชลประทานพลิกฟื้นชีวิต

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา จ.ศรีสะเกษ เพื่อพบเกษตรกรและหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาผลกระทบ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯพยายามหาแนวทางช่วยเหลือมาโดยตลอด ซึ่งภายหลังที่ได้รับฟังปัญหาพบว่า ควรมีแนวทางให้ความช่วยเหลือใน 2 แนวทาง คือ 1.เรื่องการดูแลจ่ายค่าชดเชยความเสียหายให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ให้กรมชลประทาน ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 2.เรื่องการกักเก็บน้ำในพื้นที่ของเกษตรกร โดยส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่ทำแผนฟื้นฟูแก้ไขปัญหา โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐคอยให้คำแนะนำ ด้วยการนำเอาวิถีภูมิปัญญาชาวบ้านร่วมกับความรู้ด้านวิศวกรรมชลประทานมาร่วมกันแก้ไขปัญหา พลิกฟื้นชีวิตดั้งเดิมโดยธรรมชาติอย่างไม่ทำลายธรรมชาติ สิ่งสำคัญที่สุด คือ ชาวบ้านต้องมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจโดยที่รัฐมีหน้าที่เป็นสถาปนิกในการให้คำปรึกษา

“หากชาวบ้านในพื้นที่มีความเข้มแข็ง มีสังคมที่เอื้อเฟื้อกัน โดยน้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา เชื่อมั่นว่า จากพื้นที่ที่มีน้ำมากก็จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ อีกทั้งจังหวัดที่อยู่ใกล้เขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนา ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่พื้นที่อื่นๆที่ประสบปัญหาเดียวกันต่อไป” นายวิวัฒน์กล่าว

หลังจากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้พอเพียงชุมชนเครือข่ายทามมูน ต.หนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เพื่อร่วมเรียนรู้งานฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ป่าทาม แม่น้ำมูล การพัฒนาอาชีพและการพัฒนาเกษตรยุค 4.0 พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและปรึกษาหารือแนวทางแก้ปัญหาผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล เขื่อนหัวนา และเขื่อนลำน้ำชีครอบคลุมพื้นที่ผลกระทบและผู้ได้รับผลกระทบจริงทุกภาคส่วน

กยท.เด้งรับแนวคิดหยุดกรีดยาง 2 ล้านไร่ ลุยช่วยเกษตรกรสวนยางพาราครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/322079

กยท.เด้งรับแนวคิดหยุดกรีดยาง 2 ล้านไร่ ลุยช่วยเกษตรกรสวนยางพาราครบวงจร

กยท.เด้งรับแนวคิดหยุดกรีดยาง 2 ล้านไร่ ลุยช่วยเกษตรกรสวนยางพาราครบวงจร

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 18.23 น.

20 ก.พ. 61 นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)เปิดเผยถึงกรณีนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์  มีแนวคิดหยุดกรีดยาง 2 ล้านไร่ เพื่อดึงยางปริมาณออกตลาด เป็นเวลา 3 เดือน หากเกษตรกรตอบรับจะหยุดกรีดรอบนี้เลยในเดือนพ.ค.-ก.ค.นี้  จ่ายชดเชยไร่ละ 1,000-1,500 บาท ว่าแนวคิดหยุดกรีดยาง 2 ล้านไร่ ทางกยท.ที่มีหน้าที่ทำเรื่องยางพร้อมปฎิบัติตามนโยบายอยู่แล้ว ต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง ขอฟังรายละเอียดจากท่านรัฐมนตรีก่อน เพราะท่านเพิ่งพูดในที่ประชุมกับกลุ่มเกษตรกรสวนยางที่จ.พิษณุโลก ซึ่งขณะนี้เราทำหยุดกรีดยางในสวนยางของภาครัฐ กว่า 1 แสนไร่ โดยแนวคิดของท่านกฤษฏา ในเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นการขยายผลจากมาตรการหยุดกรีดภาครัฐที่เราทำอยู่ขณะนี้  รวมได้ทะยอยซื้อยางจากเกษตรกรโดยตรง ที่กำลังได้ทั้งปีเพื่อส่งให้กับหน่วยงานรัฐใช้ทั้งปี จากยอดทั้หมดปีนี้ 1.8แสนตัน ซึ่งการเปิดจุดรับซื้อ และปริมาณเท่าไหร่ ขึ้นกับผู้ใช้ส่งความต้องการ มาให้กยท.รวบรวมในพื้นที่

นายธีธัช กล่าวว่ากยท. ได้เร่งรัดดำเนินการมาตรการของรัฐบาลทั้งหมดในการผลักดันราคายาง และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่เกษตรกรสวนยางพาราครบวงจร ได้ทำหลายๆอย่างมีความคืบหน้าไปมาก ซึ่งขณะนี้เริ่มโครงการสินเชื่อวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท รัฐชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ให้ผู้ประกอบการเข้าซื้อยางแห้ง ไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนตัน และมีเงินหมุนเวียน นำไปซื้อยางเข้าสต็อก โดยก่อนหน้านี้ปล่อยสินเชื่อวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ให้ผู้ประกอบการซื้อยางข้น  ได้ปิดโครงการแล้วเพราะครบวงเงินและปริมาณยาง ในขณะนี้ปริมาณผลผลิตยางน้อยลงแล้วช่วงเดือน มี.ค. หยุดกรีด แนวโน้มราคาเป็นไปตามกลไกตลาดช่วงหลังราคาปรับตัวขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องราคาเป็นเพียงปลายทาง ซึ่งต้องเน้นสร้างความเข้มแข็งให้ตัวเกษตรกรเป็นหลัก ในโครงการปลูกแทน ด้วยยางพันธุ์ดี 2 แสนไร่ต่อปี ไม้ยืนต้น พืชเศรษฐกิจ พืชผสมผสาน ปศุสัตว์ สร้างรายได้ในครัวเรือนอีก 2 แสนไร่ จะสามารถลดไม้ยางหมดอายุแล้ว ได้ปีละ4 แสนไร่ และมีสินเชื่อให้อาชีพเสริม การแปรรูปยาง  นอกจากนี้ที่ผ่านมา2 ปี ทำได้ 8 แสนไร่ เป็นไปตามเป้าหมายทั้งโครงการ 2.8 ล้านไร่ใน 7 ปี

ผู้ว่าฯกยท. กล่าวว่า สำหรับยางในสต็อกมีปริมาณ 103,000 ตัน ส่วนใหญ่คุณภาพไม่ดีเพราะเก็บไว้เกิน 5 ปี  สามารถนำไปผสมทำหลายอย่าง เช่นยางปูพื้นสระน้ำ  บ่อน้ำ และใช้งานตามนโยบายรัฐบาล ให้กับหน่วยงานนำไปใช้ที่ ไม่ต้องการคุณภาพสูงหากหน่วยงานใดต้องการนำไปใช้ กยท.พร้อมที่จะประสาน

ปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตร 3หน่วยงานจับมือพัฒนาเกษตรกร5.5หมื่นรายสู่SMEs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321805

x

ปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตร 3หน่วยงานจับมือพัฒนาเกษตรกร5.5หมื่นรายสู่SMEs

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธาน สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “ปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย (SMEs เกษตร) ตามแนวประชารัฐ” ซึ่งนับเป็นการลงนามครั้งวันประวัติศาสตร์ ที่สภาเกษตรกรฯได้สร้างความร่วมมือเรื่องการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ ในอดีตไม่มีหน่วยงานไหนให้ความร่วมมือหรือผลักดันในระดับนโยบาย คราวนี้นับเป็นโอกาสดีมากที่ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เอื้อมมือเข้ามาเห็นด้วยกับปัญหาของประเทศ จึงได้เกิดความร่วมมือกัน 3 หน่วยงาน และมีแผนการทำงานอย่างชัดเจน

โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้ของบประมาณมาแล้วส่วนหนึ่ง เพื่อมาปรับตัวเกษตรกรเป้าหมาย 55,000 รายภายในปีนี้ เพื่อปั้นให้เป็นผู้ประกอบการพร้อมๆ กับมีเงินทุนในการปรับเปลี่ยนการผลิต แปรรูปสินค้าเกษตรของตัวเองซึ่งสภาเกษตรกรฯจะเชื่อมโยงกับทุกส่วนงาน ทั้งการแปรรูป การตลาด ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำมาปรับปรุงการผลิตของตัวเอง หากทำตามนี้ไปตลอดเชื่อมั่นว่า เกษตรกรจะสามารถพึ่งพาตนเองได้ สร้างรายได้จากอาชีพตัวเองได้เพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจจะไหลกลับไปสู่ฐานรากมากขึ้นด้วยอาชีพเขาเองไม่ใช่ด้วยเงินแจกฟรีจากรัฐบาล โดยการดำเนินการนั้นสภาเกษตรกรฯจะให้เครือข่ายสภาฯในตำบล อำเภอ เป็นตัวจักรเพื่อค้นหาเกษตรกรที่มีศักยภาพ มีความพร้อมเข้าสู่โปรแกรมการอบรมปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรของตัวเอง ซึ่งเป็นได้ทั้งเกษตรกรรายคนและองค์กรหรือสถาบันเกษตรกร

“สภาเกษตรกรฯได้เตรียมความพร้อมเกษตรกรมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาด้วยโครงการทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมตำบล เกษตรกรหลายส่วนได้เตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว เพียงรอแค่ภาคราชการเข้าใจแล้วนำโครงการลงไปให้ได้ปฏิบัติจริง ซึ่งหลายส่วนพึ่งตนเองด้วยการแปรรูปสร้างตลาดเพิ่มมูลค่าให้สินค้าตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว และหลายส่วนที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน ความรู้ก็รอโครงการนี้อยู่ หากเกษตรกรต้องการแปรรูปสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการเกษตรสามารถเข้าสู่โครงการ “ปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย (SMEs เกษตร) ตามแนวประชารัฐ” โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะเชิญท่านมาอบรมและทำแผนธุรกิจ เขียนโครงการ ประเมินโครงการนำสู่แหล่งเงินทุนได้” นายประพัฒน์กล่าว

นาแปลงใหญ่’ดันรายได้ชาวนาพุ่ง สศก.เปิดผลสำรวจเพิ่มขึ้นกว่าไร่ละ500บ.แถมต้นทุนลดวูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321813

นาแปลงใหญ่’ดันรายได้ชาวนาพุ่ง สศก.เปิดผลสำรวจเพิ่มขึ้นกว่าไร่ละ500บ.แถมต้นทุนลดวูบ

นาแปลงใหญ่’ดันรายได้ชาวนาพุ่ง สศก.เปิดผลสำรวจเพิ่มขึ้นกว่าไร่ละ500บ.แถมต้นทุนลดวูบ

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)  เปิดเผยว่า สศก. ได้ติดตามประเมินผลโครงการนาแปลงใหญ่ ตามหลักเกณฑ์ใหม่ปี 2560 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์รวมกัน ผลิตข้าวคุณภาพได้มาตรฐานข้าวไทย ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ภายใต้การบูรณาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยปี 2560 มีพื้นที่ที่สามารถดำเนินการในระบบนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ปี 2560 รวม 51 จังหวัด จำนวน 747 แปลง พื้นที่ 752,659 ไร่ เกษตรกร 55,087 ราย โดย สศก. ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งประธานกลุ่ม และผู้จัดการแปลง ใน 15 จังหวัด จำนวน 585 ตัวอย่าง ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2560 พบว่า

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ได้ให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่ เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่เป็นสมาชิกไปใช้และบริหารจัดการร่วมกัน ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ข้าว กระสอบบรรจุภัณฑ์ เครื่องหยอดข้าวแห้งติดรถไถเดินตามชนิดใบผ่านร่อง เครื่องหยอดข้าวแห้งติดรถแทรคเตอร์เครื่องหยอดข้าวรุ่นดัดแปลงสำหรับนาน้ำตม เครื่องคัดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งมีการถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ และการผลิตข้าวคุณภาพดี (GAP) ตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร

ด้านค่าใช้จ่าย เกษตรกร ร้อยละ 84 สามารถลดค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตในการทำนา โดยลดลง 512 บาทต่อไร่ หรือลดลงร้อยละ 15 ค่าใช้จ่าย 3,359 บาทต่อไร่ ในปี 2559/60 ลดเหลือ 2,847 บาทต่อไร่ ในปี 2560/61 ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นค่าพันธุ์ ปุ๋ยเคมี และการใช้สารเคมีน้อยลง

ด้านผลผลิต เกษตรกรร้อยละ 78 มีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 12 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 2 ผลผลิตประมาณ 631 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2559/60 เพิ่มเป็น 643 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2560/61 ขณะเดียวกันผลผลิตที่ได้มีคุณภาพเพิ่มขึ้นด้วย โดยเกษตรกรร้อยละ 53 ผลิตข้าวได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าสู่การรับรองมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ได้สนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม เพื่อทำข้อตกลงซื้อขายกับเอกชน (MOU) จำนวน 221 แปลง ส่งผลให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตสูงกว่าราคาในท้องตลาดประมาณ 100-200 บาทต่อตัน

ด้านผลตอบแทนสุทธิ เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 533 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 35.89 ผลตอบแทนสุทธิ 1,485 บาทต่อไร่ ในปี 2559/60 เพิ่มเป็น 2,018 บาทต่อไร่ ในปี 2560/61 และจากการสนับสนุนปัจจัยและเทคโนโลยีมาใช้ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 73 มีความพึงพอใจในระดับมาก เนื่องจากได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ มีการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร และสามารถสร้างความสามัคคีความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้เป็นอย่างดี

สำหรับการดำเนินการในปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรเห็นถึงผลประโยชน์ที่ได้รับ มีรายได้ที่มั่นคง ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต บูรณาการหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้มีการเชื่อมโยงโดยใช้ตลาดนำการผลิต ทั้งนี้ เพื่อให้กลุ่มแปลงใหญ่มีการบริหารจัดการด้วยเกษตรกรเอง สามารถเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรได้ในระยะต่อไป และเป็นกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ยั่งยืนในระยะยาว

เปิดหลักสูตรติวเข้มบทบาท‘กรรมการสหกรณ์’ทั่วกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321804

x

เปิดหลักสูตรติวเข้มบทบาท‘กรรมการสหกรณ์’ทั่วกรุง

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายณรงค์พล พัฒนศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ได้จัดโครงการสัมมนาบทบาทหน้าที่กรรมการสหกรณ์ ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ และ 2 มีนาคม 2561 ที่โรงแรมเอส ดี อเวนิว กรุงเทพฯ โดยเชิญผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรใน กทม. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 รวม 200 คน เข้าร่วมสัมมนา เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการบริหารงานสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพและตระหนักถึงความสำคัญของบทบาท ภารกิจ ในฐานะกรรมการสหกรณ์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเป็นตัวแทนของสมาชิกที่เข้ามาบริหารงานสหกรณ์ ซึ่งควรเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ และคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานสหกรณ์ การกำหนดนโยบายและควบคุมกิจการสหกรณ์และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและก้าวตามทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคม

ทั้งนี้ เนื้อหาวิชาในการสัมมนา ประกอบด้วย บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการสหกรณ์ ข้อบังคับและระเบียบที่คณะกรรมการต้องรู้และปฏิบัติ การบริหารการสหกรณ์ให้เป็นสหกรณ์ และการบริหารกิจการสหกรณ์ที่ดี กรมมุ่งหวังว่า หากกรรมการสหกรณ์สามารถบริหารงานสหกรณ์ได้ดี มีความรู้ความเข้าใจเรื่องของสหกรณ์อย่างแท้จริง จะส่งผลดีต่อการแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของสมาชิกสหกรณ์ได้ และสามารถดำเนินงานสหกรณ์ตามแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐกับการพัฒนาให้สหกรณ์เป็นองค์กรที่เข้มแข็งเป็นที่พึ่งให้กับมวลสมาชิกได้ในที่สุด

รักษ์เกษตร : เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชอย่างถูกวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321808

รักษ์เกษตร : เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชอย่างถูกวิธี

รักษ์เกษตร : เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชอย่างถูกวิธี

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมพบปัญหาการเก็บเมล็ดพันธุ์พืช
แล้วขึ้นรา เสียหายหมด เพาะไม่ขึ้น
ขอทราบความรู้ควรปฏิบัติในเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

สถาพร องอาจสิทธิกูล

อ.เมือง จ.ชุมพร

คำตอบ

เมล็ดพันธุ์ จะมีอัตราการงอกและอายุการเก็บแตกต่างกันไป จะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีผลต่ออายุการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ดังนั้นวิธีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์จึงสำคัญมาก ที่จะทำให้มีอายุการเก็บของเมล็ดได้นาน และสามารถคงความงอกและความแข็งแรงไว้ได้นานด้วย

ปัจจัยที่ทำให้เมล็ดพันธุ์มีอายุการเก็บรักษาได้นาน ได้แก่

1.ชนิดของพืช โดยธรรมชาติแล้ว เมล็ดพันธุ์พืชบางชนิดเก็บได้นาน แต่บางชนิดเก็บไม่นาน หรืออายุการเก็บรักษาสั้น เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว เก็บรักษาได้ง่ายกว่าเมล็ดพันธุ์ถั่วต่างๆ เป็นต้น

2.พันธุ์ ในพืชชนิดเดียวกันนั้น เมล็ดพันธุ์พืชบางพันธุ์ เก็บรักษาได้นานกว่าพันธุ์อื่น เช่น เมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองพันธุ์ สจ.4 เก็บรักษาได้นานกว่าพันธุ์เชียงใหม่ 60 เป็นต้น

3.ระดับความเสื่อม เมล็ดพันธุ์สามารถเสื่อมคุณภาพได้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับสาเหตุต่างๆ เช่น เก็บเกี่ยวล่าช้า ได้รับความกระทบกระเทือนจากการเก็บเกี่ยวหรือนวด ถูกฝนหรือเปียกน้ำค้าง จะเก็บรักษาได้น้อยกว่า เมล็ดพันธุ์ชนิดเดียวกันที่ยังสมบูรณ์แข็งแรงกว่า

4.ความชื้นของเมล็ด เมล็ดพันธุ์ที่มีความชื้นต่ำ จะเก็บรักษาได้นานกว่าเมล็ดพันธุ์ชนิดเดียวกัน และคุณภาพระดับเดียวกันที่มีความชื้นสูงกว่า

5.ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศในโรงเก็บ หรือมวลไอน้ำในอากาศรอบๆ เมล็ดพันธุ์ ถ้าความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ จะสามารถเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ได้นานกว่าสภาพที่มีความชื้นสัมพันธ์สูง

6.อุณหภูมิของอากาศในโรงเก็บ หรือบรรยากาศรอบๆ เมล็ดพันธุ์ เช่น ถ้าเก็บไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ ก็จะเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ได้นานกว่าที่ที่มีอุณหภูมิสูง

การเก็บและการดูแลรักษาเมล็ดพันธุ์พืช มีหลายวิธี เกษตรกรอาจจะนำไปดัดแปลงพัฒนาเพื่อให้เข้ากับความต้องการใช้งานจริงของตน ดังนี้

1.แบบเปิด เป็นวิธีที่ไม่สามารถควบคุมความชื้นและอุณหภูมิของบริเวณที่เก็บเมล็ดพันธุ์ได้ ความมีชีวิตของเมล็ด จึงผันแปรไปตามสภาพอากาศ ถ้าอยู่ในสภาพความชื้นสูง จะทำให้ความชื้นในเมล็ดสูงด้วย

2.แบบควบคุมความชื้นในเมล็ด โดยเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท เช่น ซองพลาสติก กระป๋อง

3.แบบปรับสภาพให้เย็นและแห้ง วิธีนี้เหมาะกับการเก็บรักษาเมล็ดพืชหลายชนิด เช่น ผัก ไม้ดอก ธัญพืช ควรรักษาระดับความชื้นในเมล็ด 3-8% และเก็บในอุณหภูมิ 1-5 องศาเซลเซียส

4.แบบเย็นและชื้น เหมาะกับการเก็บรักษาเมล็ดพืชที่มีอายุสั้นหลายชนิดที่ไม่ชอบสภาพแห้ง

5.แบบอุ่นและชื้น เหมาะกับการเก็บรักษาเมล็ดพืชเมืองร้อนหลายชนิด เช่น ลำไย เงาะ มังคุด มะม่วง ทุเรียน โกโก้ เพราะเป็นเมล็ดพืชที่มีอายุสั้น

การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ที่ดี เพื่อให้คงความงอกและความแข็งแรงได้ ควรปฏิบัติดังนี้ คือ ให้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชไว้ในเขตที่มีอากาศแห้ง ให้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชไว้ในโรงเก็บที่ควบคุมอุณหภูมิให้ต่ำอยู่เสมอ เก็บรักษาไว้ในโรงเก็บที่ควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำ เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช โดยการบรรจุในภาชนะที่ปิดได้สนิท และสามารถป้องกันการรั่วไหลของอากาศได้ เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชในภาชนะปิดสนิท จะทำให้เก็บรักษาได้นาน เพราะความชื้นของเมล็ดพันธุ์จะไม่สูงขึ้น หรือไม่เปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของอากาศ แต่จะยังคงมีความชื้นต่ำตลอดไป ซึ่งทำให้เมล็ดพันธุ์ตายช้า และไม่ควรเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ในตู้เย็น เนื่องจากในตู้เย็นมีความชื้นสัมพัทธ์สูง เมล็ดพันธุ์ก็จะดูดความชื้น และมีความชื้นสูงตามไปด้วย เมื่อนำเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวออกจากตู้เย็น จะเกิดการเสื่อมอย่างรวดเร็ว นะครับ

 

นาย รัตวิ

เตือนกล้วยไม้รับมือทะเลหนุน แนะ9ข้อป้องกันความเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321812

เตือนกล้วยไม้รับมือทะเลหนุน  แนะ9ข้อป้องกันความเสียหาย

เตือนกล้วยไม้รับมือทะเลหนุน แนะ9ข้อป้องกันความเสียหาย

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ฝนแล้งน้ำทะเลหนุนเมื่อปลายปี 2558 – กลางปี 2559 ทำให้น้ำทะเลปะปนลงในแหล่งน้ำสวนกล้วยไม้ใน อ.บางเลน และ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม, อ.ไทรน้อย อ.บางใหญ่ อ.บางกรวย และ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี จนเกิดความเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กรมส่งเสริมการเกษตร เล็งเห็นความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายกับเกษตรกรซ้ำรอยกับเหตุการณ์ดังกล่าว จึงขอแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้เตรียมตัวรับมือ เพื่อลดความเสียหายหากเกิดปัญหาฝนแล้งน้ำทะเลหนุนปะปน ด้วยวิธีดังนี้

1.เพิ่มพื้นที่ในการเก็บกักน้ำ เช่น ขุดบ่อเพิ่ม เพิ่มความลึกของบ่อเดิม 2.หมั่นตรวจวัดค่าการนำไฟฟ้าของน้ำที่จะใช้รดกล้วยไม้ หรือนำมาผสมปุ๋ย และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช 3.หากพบว่าแหล่งน้ำที่นำมารดกล้วยไม้ยังมีคุณภาพดี ให้สูบน้ำเข้ามาเก็บกักในบ่อพักให้เต็มเพื่อสำรองไว้กรณีเกิดน้ำทะเลหนุน 4.รักษาระดับน้ำในบ่อพักน้ำในสวนกล้วยไม้ให้สูงกว่าระดับน้ำข้างนอก 5.ปรับเปลี่ยนวิธีการให้น้ำอย่างประหยัด เช่น นำหัวสปริงเกอร์แบบประหยัดน้ำที่มีอัตราการใช้น้ำ 100-120 ลิตร ต่อ 1 หัว ในเวลา 1 ชั่วโมง มาทดแทนการใช้น้ำในอัตรา 600 ลิตร ต่อ 1 หัว ในเวลา 1 ชั่วโมง หรือ ระบบน้ำหยด

6.หากน้ำมีค่าความเค็มสูงขึ้น ควรลดอัตราการผสมปุ๋ยลงจากเดิม เนื่องจากปุ๋ยเป็นเกลือชนิดหนึ่งซึ่งจะเพิ่มความเค็มของน้ำ 7.ควรเพิ่มปุ๋ยที่มีธาตุอาหารรองประเภทแคลเซียมและแม็กนีเซียม ซึ่งสามารถลดความเป็นพิษของเกลือโซเดียมและคลอไรด์ที่มาจากน้ำทะเลได้ในระดับหนึ่ง 8.น้ำในแหล่งผลิตกล้วยไม้ส่วนใหญ่นอกจากมีความเค็มเนื่องจากเกลือโซเดียมและคลอไรด์แล้วยังมีเกลือไบคาร์บอเนต ซึ่งการปรับความเป็นกรดเป็นด่างขอให้อยู่ในช่วงระหว่าง pH 5.2 – 6.2 และ 9.หากเกษตรกรผลิตกล้วยไม้ที่มีราคาสูงและต้องการกล้วยไม้ที่มีคุณภาพดี อาจจะพิจารณาใช้เครื่อง reverse-osmosis ซึ่งมีราคาแพง แต่สามารถกรองเกลือที่ละลายในน้ำอย่างได้ผล