มั่นใจยางปรับสูงต่อเนื่อง ยันมาตรการรัฐได้ผล-อย่าเชื่อปล่อยข่าวหวังผลประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321810

มั่นใจยางปรับสูงต่อเนื่อง ยันมาตรการรัฐได้ผล-อย่าเชื่อปล่อยข่าวหวังผลประโยชน์

มั่นใจยางปรับสูงต่อเนื่อง ยันมาตรการรัฐได้ผล-อย่าเชื่อปล่อยข่าวหวังผลประโยชน์

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคายางพาราในปี 2561 ยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ราคากลับมายืนอยู่ที่ 47 บาทกว่าต่อกิโลกรัม และมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นคล้ายปี 2559 เนื่องจากรัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางหลายโครงการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่ง กยท. เองได้นำมาตรการดังกล่าวออกสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมาโดยตลอด ดังนั้น หากต่อไปนี้ไม่มีสถานการณ์ของโลกที่ผิดปกติ หรือ การแทรกแซงทางการเมือง หรือการสร้างกระแสข่าวลบจากกลุ่มคนที่ละเลยประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติโปรดอย่าได้หลงเชื่อเด็ดขาด

ทั้งนี้ฝายวิจัยเศรษฐกิจ กยท. ได้วิเคราะห์บทเรียนจากสถานการณ์ราคายางย้อนหลัง 3 ปี ว่า ในปี 2558 เป็นช่วงที่ผลผลิตยางธรรมชาติในหลายประเทศออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ตลาดล่วงหน้ามีการเก็งกำไรอย่างหนัก ทำให้ราคายางปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และรุนแรง จนกระทั่งปี 2559 หลังก่อตั้ง กยท. ภายใต้คณะกรรมการและผู้บริหารชุดปัจจุบัน ได้มีการแก้ปัญหาในช่วงที่ราคาปรับลดลงต่ำสุดที่ 35.55 บาทต่อกก. จนสามารถผลักดันให้ราคายางปรับตัวขึ้นได้ตามสภาวะปกติ โดยมีราคาปิดตลาดปลายปี สูงกว่า 80 บาท ต่อกก.

นอกจากนี้ในช่วงปลายปี 2559 ต่อเนื่องมาจากถึงต้นปี 2590 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่ปลูกยางภาคใต้ ทำให้ปริมาณยางในตลาดลดลงมาก ยิ่งส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น จนไปแตะระดับราคากว่า 100 บาทต่อกก. ในช่วงเวลาสั้นๆ และในที่สุดราคายางก็กลับเข้าสู่วงจรตลาดขาลงอีกด้วย ซึ่งจะเกิดขึ้นสลับเปลี่ยนหมุนเวียนตามฤดูกาล และตามสภาพการซื้อขายทั้งในประเทศ และตลาดซื้อขายล่วงหน้าต่างประเทศ

“สถานการณ์ยางในปัจจุบันจะคล้ายกับปี 2558 แต่ราคายางในประเทศไทยก็ยังไม่เคยลดลงต่ำกว่าราคาในช่วงธันวาคม 2558 ที่ปิดตลาดด้วยราคาประมาณ 36 บาทต่อ กก. ซึ่งถือว่าเป็น
จุดต่ำสุดแล้ว หลังจากนี้ราคายางจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน” นายธีรัช กล่าว

เกษตรฯขันนอตผู้บริหารทุกหน่วยงาน สั่งเดินหน้า3ภารกิจสำคัญ-ลงลึกแก้ปัญหาระดับพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321549

x

เกษตรฯขันนอตผู้บริหารทุกหน่วยงาน สั่งเดินหน้า3ภารกิจสำคัญ-ลงลึกแก้ปัญหาระดับพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เผยว่า คณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ได้จัดการประชุมการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจรและแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรของจังหวัด โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เพื่อชี้แจงและซักซ้อมความเข้าใจแก่คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ ได้รับทราบถึงการบริหารจัดการสินค้าเกษตรในพื้นที่ การขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืน และนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและ รมว.เกษตรและสหกรณ์

โดยในปี 2561 กระทรวงเกษตรฯได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรในระดับพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีความหลากหลาย ซึ่งการประชุมดังกล่าว เป็นการพิจารณาเชื่อมโยงการขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ ระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1.แนวทางการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจรในจังหวัด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง เพื่อแนะนำ ติดตาม และประสานการดำเนินงานกับคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาการเกษตรระดับอำเภอ ในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจร โดยมุ่งบริหารจัดการสินค้าที่มีศักยภาพของจังหวัด สินค้าเกษตรแปลงใหญ่ และสินค้าที่คาดว่าจะมีปัญหาในแต่ละจังหวัด เพื่อให้มีตลาดรองรับผลผลิตสินค้าเกษตร บรรเทาปัญหาและข้อร้องเรียนจากเกษตรกร

2.การขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืนของกระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงาน เพื่อบูรณาการกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ ซึ่งจะสนับสนุนในเรื่องการจัดทำเมนูอาชีพรายบุคคล
รายกลุ่ม ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ และอื่นๆ ในพื้นที่เป้าหมาย และ 3.โครงการตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบทุกหน่วยงานติดตามความก้าวหน้าโครงการสำคัญตามนโยบาย รมว.เกษตรฯ ที่ให้สานต่องานนโยบายเดิม 16 โครงการ

‘ไทย-สวีเดน’สานต่อความร่วมมือ ทูตชมเปาะรัฐบาลมุ่งมั่นแก้ปัญหาประมงไอยูยู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321552

‘ไทย-สวีเดน’สานต่อความร่วมมือ ทูตชมเปาะรัฐบาลมุ่งมั่นแก้ปัญหาประมงไอยูยู

‘ไทย-สวีเดน’สานต่อความร่วมมือ ทูตชมเปาะรัฐบาลมุ่งมั่นแก้ปัญหาประมงไอยูยู

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับ นายสตัฟฟาน แฮร์สเตริม เอกอัครราชทูตสวีเดน ประจำประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะมีประเด็นการสานต่อความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างทั้ง 2 ประเทศแล้ว ยังถือโอกาสชี้แจงและให้ข้อมูลถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ ไอยูยู ที่เริ่มเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น และมีความคืบหน้าหลังจากที่เริ่มมีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังตั้งแต่ปลายปี 2557 เป็นต้นมา ทั้งการจัดการเรือ เครื่องมือทำการประมง แรงงานประมง วิธีทำการประมง และพื้นที่ทำการประมงอย่างเป็นลำดับ ซึ่งทางทูตสวีเดนได้แสดงความชื่นชมและเห็นถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบ การจับกุม และดำเนินคดีผู้กระทำผิด ซึ่งกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งรัดดำาเนินการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญและส่งเสริมเกษตรกรผลิตสินค้าอินทรีย์เพิ่มขึ้น ทั้งพื้นที่เพาะปลูกและปริมาณผลผลิตให้ได้มาตรฐานสากล โดยฝ่ายไทยหวังว่าไทยและสวีเดนจะมีโอกาสขยายช่องทางการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ระหว่างกัน เนื่องจากสวีเดนมีอัตราการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์สูง ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ในสวีเดนขยายตัวถึงร้อยละ 20 ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทย โดยเฉพาะข้าวไทยที่ได้รับความนิยมบริโภคในสวีเดนเพิ่มมากขึ้นด้วย

สำหรับข้อมูลการส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างไทย-สวีเดนนั้น ปัจจุบันสวีเดนเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 46 ของไทย ในระหว่างปี 2558-2560 ไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปสวีเดนร้อยละ 0.28 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปโลก คิดเป็นมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยปีละ 3,015 ล้านบาท โดยสินค้าเกษตรส่งออกไปสวีเดน เช่น ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ก ปลาโบนิโต ปรุงแต่ง ข้าว สับปะรดปรุงแต่ง เนื้อไก่ปรุงแต่ง ข้าวโพดหวาน เป็นต้น

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์สืบสานอาชีพเลี้ยงโคนมพระราชทาน หนุนลูกหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมสานต่ออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321555

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์สืบสานอาชีพเลี้ยงโคนมพระราชทาน  หนุนลูกหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมสานต่ออาชีพ

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์สืบสานอาชีพเลี้ยงโคนมพระราชทาน หนุนลูกหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมสานต่ออาชีพ

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อาชีพการเลี้ยงโคนมนับเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทย และเป็นอาชีพที่น่าภาคภูมิใจ เนื่องจากเป็นอาชีพพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งที่พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประเทศเดนมาร์ก ในปี 2503 ได้ทอดพระเนตรกิจการโคนมของเกษตรกรชาวเดนมาร์ก ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอยอีกต่อไป และทรงมีพระราชดำรัสในคราวหนึ่งว่า “การเลี้ยงโคนมก็เป็นอาชีพที่ดีสำหรับคนไทย เหมาะกับประเทศ และถ้าใช้หลักวิชาที่เหมาะสม ก็จะทำให้มีความเจริญและมีรายได้ดี”

โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยจึงได้เริ่มต้นขึ้น ในปี 2505 รัฐบาลประเทศเดนมาร์คได้ถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม โดยได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย และสำรวจพื้นที่ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย พบว่าอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี มีความเหมาะสมที่สุด เพราะเป็นสถานที่เป็นหุบเขาสวยงาม มีแหล่งน้ำสะอาด และไม่ไกลจากตลาดกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงได้ทรงสถาปนาศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์กขึ้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อส่งเสริมเกษตรกรหันมายึดอาชีพการเลี้ยงโคนมเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนสืบสานอาชีพการเลี้ยงโคนม เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ทรงมีพระกระแสรับสั่งเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเปิดโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์โคนมปากช่อง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ความว่า “ต้องปลูกฝังลูกหลานสมาชิกให้รักอาชีพการเลี้ยงโคนม มีผู้สืบทอดอาชีพการเลี้ยงโคนมและมีการอบรมส่งเสริมความรู้ในการเลี้ยงโคนม”

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา กรมฯได้จัดอบรม เพิ่มขีดความสามารถทายาทและยุวชนเกษตรกรโคนมในการเลี้ยงโคนมเพื่อเพิ่มผลผลิตฟาร์มโคนมที่ปฏิบัติได้และเป็นผลจริง ซึ่งร่วมกับคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อบรมความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงและดูแลโคนมให้มีคุณภาพ โดยดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 ปี รวม 7 รุ่น และยังมีโครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพพระราชทาน ร่วมกับ ทั้ง 2 มหาวิทยาลัย จัดสรรทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 10.080 ล้านบาท ให้บุตรสมาชิกสหกรณ์โคนมเข้ารับการศึกษาสาขาสัตวศาสตร์และสัตวแพทย์ศาสตร์ ในระดับปริญญาตรี รวม 14 ทุน ในปีการศึกษา 2561 เพื่อจะได้นำความรู้กลับมาพัฒนาฟาร์มและสหกรณ์โคนมของตนเองให้มั่นคงก้าวหน้ายิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กรมยังได้เชิญชวนให้ขบวนการสหกรณ์โคนมร่วมใจน้อมเกล้าฯ ถวายโคสาว 89 ตัวแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และด้วยพระมหากรุณาธิคุณฯ พระองค์ได้พระราชทานโคสาว ทั้ง 89 ตัว ให้กับเยาวชนบุตรหลานของสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรโคนม 89 รายนำไปเลี้ยงต่อ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดเลือกผู้รับโคสาวพระราชทานและส่งมอบแก่เยาวชนทั้ง 89 รายเรียบร้อยแล้ว และผู้ที่ได้รับพระราชทานโคสาว จำนวน 3 ราย ได้เข้าเฝ้าฯทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เสด็จพระราชดำเนินมาเปิดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2561 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งถวายรายงานความก้าวหน้าในการเลี้ยงโคนมที่ได้รับพระราชทาน และบอกเล่าถึงความภาคภูมิใจที่ได้สานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นพ่อแม่มาจนถึงรุ่นของตัวเอง

นางสาวสมฤทัย ยอดทองหลาง อายุ 25 ปี จากสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา ได้รับโคพระราชทาน ชื่อแรม อายุ 2 ปี 11 เดือน และได้รับการอบรมการเพิ่มขีดความสามารถยุวเกษตรกรโคนมในการเลี้ยงโคนม เพื่อเพิ่มผลผลิตฟาร์มโคนมที่ปฏิบัติได้และเห็นผลจริงในปีงบประมาณ พ.ศ.2560 กล่าวว่า ตนรู้สึกภูมิใจที่ได้ประกอบอาชีพที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานให้ ซึ่งเป็นอาชีพที่มั่นคงสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน ปัจจุบันครอบครัวได้เลี้ยงโคนม 63 ตัว แม่โครีด 35 ตัว โคสาว 14 ตัว โคพักท้อง 1 ตัว และลูกโค 13 ตัว ปริมาณน้ำนมโคเฉลี่ย 570 กิโลกรัม/วัน หรือมีอัตราการรีดเฉลี่ย 15.04 กิโลกรัม/ตัว/วัน ซึ่งการรีดนมโคขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย ถ้าช่วงไหนอากาศเย็น โคจะให้น้ำนมมากขึ้น แต่ถ้าอากาศร้อน ผลผลิตจะลดลง ตนก็ต้องดูแลเรื่องอาหาร ยาบำรุง การให้อาหารหยาบและอาหารข้นเพราะแต่ละวันอากาศจะไม่เหมือนกัน โคจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล จึงต้องควบคุมเรื่องอาหารเป็นหลัก การเลี้ยงโคนมต้องอาศัยความใส่ใจและดูแลใกล้ชิด และต้องทำด้วยใจรักจริงๆ ซึ่งครอบครัวของตนทำอาชีพเลี้ยงโคมาแล้ว 26 ปี ตนได้ช่วยพ่อแม่เลี้ยงโคนมมาตั้งแต่เด็กๆ จนกระทั่งเรียนจบการศึกษา จึงได้เข้ามาบริหารจัดการให้อาหารโคภายในฟาร์ม การดูแลแปลงหญ้า การดูแลการให้วัคซีนป้องกันโรค การดูแลสุขภาพโคนม เต้านม และรักษาความสะอาดในโรงเรือนและคอกรีดนม

“หนูคิดว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่ยั่งยืน เป็นอาชีพที่ควรภาคภูมิใจเพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานให้เรา ความใฝ่ฝันตอนเด็ก คืออยากจะเป็นปลัดอำเภอ จึงเรียนจบด้านรัฐประศาสนศาสตร์มา แล้วไปเป็นทำงานที่เทศบาล แต่พอทำแล้วรู้สึกไม่ใช่ตนเอง เพราะหนูผูกพันและรักอาชีพการเลี้ยงโคนมมากกว่า สุดท้ายก็เลยตัดสินใจลาออกแล้วมาเลี้ยงโคนม ซึ่งทำแล้วมีความสุขมากกว่า และยังทำให้มีรายได้ที่มั่นคง แม้ว่าจะไม่ถึงกับร่ำรวย สำหรับเป้าหมายชีวิตในอนาคต ต้องการสืบสานอาชีพการเลี้ยงโคนมต่อจากพ่อแม่ เพราะอาชีพเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่ดี ตนจะสานต่ออาชีพนี้ด้วยการผลักดันให้เยาวชนในหมู่บ้านเห็นความสำคัญและมาร่วมกันสานต่ออาชีพจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ พยายามทำให้เขาเห็นจุดแข็งของการเลี้ยงโคนมให้มากที่สุด เพราะตอนนี้เยาวชนแถวบ้านกำลังหันไปทำอาชีพอื่น และคาดว่าจะทำการขยายฟาร์มแต่จะพยายามผลิตโคทดแทนจากฟาร์มของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องไปซื้อโคจากที่อื่นเพราะเป็นการประหยัดต้นทุน”นางสาวสมฤทัย กล่าว

เกษตรบูรณาการ : พอเพียงแบบติดปีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321553

เกษตรบูรณาการ : พอเพียงแบบติดปีก

เกษตรบูรณาการ : พอเพียงแบบติดปีก

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามติดเรื่องของการทำงานของ 3 หน่อ เจ้ากระทรวงเกษตรฯ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  มอบหมายงานเข้ามาสะสางงานภาคการเกษตรฯ  ซึ่ง นำโดยท่าน “กฤษฎา บุญราช” อดีตข้าราชการปกครอง ขาลุยแห่งแดนใต้ และพ่วงมาด้วยปราชน์แห่งแผ่นดิน อย่างอาจารย์ยักษ์ “วิวัฒน์ ศัลยกำธร” ที่มีคนบอกว่าท่านรู้ถ่องแท้ เรื่องของแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง และตามมาด้วย ท่าน “ลักษณ์ วจนานวัช” ที่เป็นอดีต ผู้บริหาร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ที่เข้าใจเข้าถึงเกษตรกรอีกคนหนึ่ง

และต้องบอกว่า เท่าที่มีการติดตาม  โปรไฟล์ ทั้ง 3 ท่านหากเข้าใจถ่องแท้ เรื่องการเกษตรจริงละก็ งานนี้ภาคการเกษตรไทย คงถึงฝั่งฝันไม่ยากที่จะนำพาเกษตรกรไทยให้ไปในทิศทางที่ดี ขึ้น เพราะเท่าที่ฟังมาหลายเวที ในการพูดคุยกับทั้งเกษตรกร และข้าราชการ ของท่านรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน  โดยเฉพาะท่าน “รมต.กฤษฎา” ต้องยอมรับว่า เท่าที่ฟังมา เป็นคนค่อนข้างจะเข้าใจและเข้าถึง แก่นสาน ของคำว่าเกษตรกรและเข้าใจคำว่าเกษตรแผนไทยจริงๆ และท่านมีแผนชัดเจน เรื่องการปฏิรูปการเกษตร ให้เกิดเป็นรูปธรรม วางแผนการผลิต ทุกตัวสินค้าเกษตร ป้องกันผลกระทบราคาให้ผลชัดเจน เป็นการทำเชิงรุกในทุกพื้นที่พร้อมกับประสานทีมประชารัฐ แก้ไขปัญหาความยากจน ฟื้นฟูอาชีพ ปลดหนี้สินให้ได้ภายในปี 2565 และยังมีแนวคิดที่จะนำโครงการพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ เป็นแหล่งรองรับสินค้าเกษตร หรือแก้มลิงชะลอพืชผลการเกษตร ในช่วงออกกระจุกตัวแก้ปัญหาพ่อค้ากดราคาได้ซึ่งต้องบอกว่าหากตั้งใจจริงของเป็นกำลังใจให้นะขอรับ

มาถึงท่านรมต. อีกคน ที่มาจาก  ธ.ก.ส. อย่างท่าน “ลักษณ์” ที่ถูกมอบหมานเรื่องของการผลิต ต้องบอกว่าเดินหน้าเต็มสูบโดยวันพฤหัสที่ผ่านมาท่านก็แอบไปดูตลาด อ.ต.ก. พร้อมทั้งมอบนโยบายแนวทางการดำเนินงาน เพื่อยกระดับคุณภาพของสินค้าเกษตรให้เข้าสู่มาตรฐานสากลให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น โดยให้มีการนำองค์ความรู้การประสบความสำเร็จของอ.ต.ก.ในส่วนกลาง นำไปขยายสู่ตลาดในส่วนภูมิภาค เพื่อพัฒนาให้เป็นตลาดที่มีคุณภาพขายดิบขายดีกันต่อไป

มาคนสุดท้ายอย่างท่านอาจารย์ “ยักษ์“ ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ที่สนใจแนวคิด งานท่านบอกว่าต้องการเน้นๆ เรื่องการส่งเสริมให้คนหันมาสนอกสนใจ เรื่องการแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียงมาใช่ในการดำเนินชีวิตให้กินอยู่อย่างพอเพียงให้พึ่งพาตนเองได้ ซึ่งก็เป็นอีกทางหนึ่ง ในการอยู่รอดบนวิถีเกษตรพอเพียง แม้อาจารย์จะคิดดีทำดี แต่ก็มีปัญหาคนรอบข้างไม่น้อย เพราะแว่วว่า ทีมงานของท่านบางคนดันเป็นพิษ ผิดวิสัยพอเพียง เสียเอง โดยเฉพาะเรืองการแห่แหน กันตามนายแบบไม่สนใจ ว่าควรหรือไม่ควร ทำให้นายถูกด่า เป็นภาษาอีสานว่าพวก “ซากพ้อ” เฮ้อ อย่างนี้ต้องคิดเสียใหม่ ว่ากันว่านอกจากแห่แหนกันไปแล้ว ยังไปใช้ ฮ.ฝนหลวง แบบไม่บันยะบันยัง  จนนักบิน เอือมระอา แทนที่จะได้ไปบินทำฝน กับมารับภาระกิจที่มันไม่ใช่ โดยเฉพาะเรื่องที่จะนำ ฮ. ไปตรวจราชการ แบบเร่งด่วน  จุดละนิดจุดละหน่อย ไม่กี่นาที หรือนี่เป็นการตรวจราชการแบบพอเพียงขอรับอย่างลืมบินแต่ละทีผลาญเงินหลวงที่ละหลายหมื่นบาท ทราบแล้วเปลี่ยนพฤติกรรมด่วนเดี๋ยวจะผิดคอนเซ็ปต์พอเพียง หรือนี่คือพอเพียงแบบติดปีก…ตอบมา ขอรับท่าน

ราชดำเนิน

แจงอากาศไม่เอื้อ ขึ้นบิน‘ฝนหลวง’ สลายฝุ่นเมืองกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321551

แจงอากาศไม่เอื้อ  ขึ้นบิน‘ฝนหลวง’  สลายฝุ่นเมืองกรุง

แจงอากาศไม่เอื้อ ขึ้นบิน‘ฝนหลวง’ สลายฝุ่นเมืองกรุง

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัญหาปริมาณค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล รัฐบาลจึงได้สั่งการให้ปฏิบัติการทำฝนหลวงสลายฝุ่นละอองจากปัญหาหมอกควันอย่างเร่งด่วน ซึ่งกรมฝนหลวงฯได้เตรียมพร้อมภารกิจ โดยสั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 หน่วย ได้แก่ นครสวรรค์ ระยอง และหัวหิน ประสานความร่วมมือในการเฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศ และกำชับให้เพิ่มช่วงเวลาการตรวจวัดสภาพอากาศชั้นบน จากเดิมเฉพาะช่วงเช้า เป็นช่วงเช้าและบ่าย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำในการปฏิบัติการฝนหลวงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเตรียมพร้อมเครื่องบินจำนวน 7 ลำ สำหรับการปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนในครั้งนี้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสภาพอากาศระยะนี้ ปรากฏว่ายังไม่สามารถขึ้นปฏิบัติการได้ เนื่องจากสภาพอากาศชั้นบนมีความเสถียรภาพ แต่กรมฝนหลวงฯจะยังคงติดตามสภาพอากาศและเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาปัญหาหมอกควันปกคลุมในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล อย่างต่อเนื่องต่อไป

กฤษฏาชี้ได้เห็นราคายางขึ้นแน่ ระบุจากมาตรการรัฐดันกลไกราคาเริ่มเห็นผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321559

กฤษฏาชี้ได้เห็นราคายางขึ้นแน่ ระบุจากมาตรการรัฐดันกลไกราคาเริ่มเห็นผล

กฤษฏาชี้ได้เห็นราคายางขึ้นแน่ ระบุจากมาตรการรัฐดันกลไกราคาเริ่มเห็นผล

วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 16.29 น.

กฤษฏา ชี้ได้เห็นราคายางขึ้นกว่า 50 บาทต่อกก.แน่ ระบุจากมาตรการรัฐ ดันกลไกราคาเริ่มเห็นผล ยังปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางกว่า 7 แสนไร่ไปปลูกพืชอื่น

18 ก.พ.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงราคายางพาราว่า มีโอกาสจากนี้จะเห็นราคายางขยับสูงขึ้นกว่า 50 บาทต่อ กก. หลังจากผ่านเทศกาลตรุษจีนแล้วตลาดเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มาเปิดรับซื้อและมาตรการลดการส่งยางสามประเทศ 3.5 แสนตัน ช่วง 3 เดือนนี้ ม.ค. – มี.ค.เริ่มได้ผล ประกอบกับช่วงนี้เข้าสู่ฤดูยางน้อย หลายพื้นที่ปิดกรีด รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯจะมีมาตรการอื่นๆตามมาอีก เช่นปรับเปลี่ยนการปลูกยางไปปลูกพืชอื่นๆรวม 700,000 ไร่

สำหรับการประเมินสถานการณ์ราคายางพาราของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ปีนี้มีผลผลิตออกมามากขึ้น เทียบจากพื้นที่กรีดยางปีที่แล้ว 19.22 ล้านไร่ ผลผลิต 4.20 ล้านตัน ส่วนปีนี้พื้นที่ปลูกยางกรีดได้กว่า 20.17 ล้านไร่ ผลผลิต 4.92 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 60 ร้อยละ 9.3 โดยภาคเอกชน คาดว่าราคายางมีแนวโน้มดีขึ้น ปลายเดือนนี้ระดับกว่า 50 บาท/กก. โดยมีคำสั่งซื้อที่ประเทศจีนและอีกกว่า 70 ประเทศที่ซื้อยางมากขึ้นเข้าสต๊อก

ทั้งนี้ สำหรับมาตรการของรัฐบาล ได้ดำเนินมาตรการดันราคายางสู่เป้าหมาย 65 บาท/กก. จากช่วงปลายปีที่ผ่านมา เช่น โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท โครงการสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนผู้ประกอบกิจการยางวงเงิน 2 หมื่นล้านบาทเพื่อดูดซับยาง 3.5 แสนตัน และส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานรัฐเป้าหมาย 2 แสนตัน ที่หน่วยงานต่างๆ เริ่มจัดงบประมาณมาซื้อผ่านการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซื้อจากเกษตรกรโดยตรง ซึ่งส่งคำสั่งซื้อเข้ามาทั้งหมดภายในเดือนก.พ.นี้ ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี

สำหรับ ราคายางในพื้นที่เริ่มขยับดีขึ้น โดยนํ้ายางสดหน้าสวน 39 – 41 บาท/กก. แต่ยังขาดทุนจากต้นทุนเฉลี่ยที่ 62 บาท/กก.ส่วนภาคใต้ อีสาน ตะวันออก และภาคเหนือ ได้ทยอยปิดกรีดในปลายเดือนนี้ และเปิดกรีดอีกครั้งช่วงปลายเดือน เม.ย.

เกษตรกรเลี้ยงหมูโอด! รัฐไม่จริงใจแก้ราคาตกต่ำปล่อยช่วยเหลือกันเองมา15ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321550

เกษตรกรเลี้ยงหมูโอด! รัฐไม่จริงใจแก้ราคาตกต่ำปล่อยช่วยเหลือกันเองมา15ปี

เกษตรกรเลี้ยงหมูโอด! รัฐไม่จริงใจแก้ราคาตกต่ำปล่อยช่วยเหลือกันเองมา15ปี

วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 15.54 น.

เกษตรกรเลี้ยงหมูโอด รัฐไม่จริงใจแก้ราคาสุกรตกต่ำ ปล่อยช่วยเหลือกันเองมา 15 ปี จี้กระทรวงพาณิชย์ คุมราคาขายปลีกยังแพง แต่ราคาหน้าฟาร์มถูกลงทุกวัน ต้องมีมาตรการรณรงค์ให้คนกินมากขึ้น

18 ก.พ.60 นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่าตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไม่เคยได้รับความช่วยเหลืออย่างจริงจังจากภาครัฐ ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ผู้เลี้ยงหมูในสมาคมฯ ต้องช่วยเหลือกันเองมาตลอด

ขณะนี้สมาคมได้ร่วมมือกันแก้ปัญหาราคาหมูตกต่ำมาต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ด้วยการร่วมกันจำหน่ายเนื้อหมูราคาถูกให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งก็ยังไม่เห็นผลเพราะราคาขายจุดอื่นๆ ยังไม่ลดลงตามราคาต้นทางภาครัฐหน่วยงานใด เช่น กระทรวงพาณิชย์ ที่จะพอช่วยให้ราคาปลายทางที่ขายให้ผู้บริโภคลดลงบ้าง ก็ขอให้ออกมาขยับร่างกายช่วยเหลือเกษตรกรบ้างเถอะ อย่าละเลยให้คนเลี้ยงหมูต้องเหนื่อยไปกว่านี้เลย

นายสุรชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด) กระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 1/2561 มีมติให้แก้ปัญหาราคาหมูมีชีวิตตกต่ำ ตัดวงจรลูกหมูออกสู่ตลาด ควบคู่กับการลดปริมาณแม่พันธุ์ จากแม่หมูพันธุ์ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 1.1 ล้านตัว ด้วยเป้าหมายการปลดแม่พันธุ์ 100,000 ตัว และตัดวงจรลูกหมู 1 แสนตัวนำไปทำหมูหัน และเก็บเนื้อหมูเข้าห้องเย็น

พร้อมๆ กับการรณรงค์ให้คนไทยหันมาบริโภคหมูมากขึ้น ในการแก้ปัญหาสุกรล้นตลาด โดยการตัดวงจรชุดแรกโดยภาคเอกชน ดำเนินการตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และเชื่อว่าจะได้ช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูน่าจะพอหายใจได้คล่องขึ้นบ้าง

แม้ว่าจะต้องทำการตัดวงจรลูกหมูเพื่อทำเป็นหมูหันจนถึงเดือนเมษายน และเดินหน้ากิจกรรมจำหน่ายเนื้อหมูในราคาถูกพิเศษกันอย่างต่อเนื่องโดยผู้เลี้ยงหมูช่วยเหลือตัวเองกันอย่างสุดความสามารถ ดังนั้นขอให้ภาครัฐ มีมาตรการรณรงค์บริโภคเนื้อหมูพร้อมกับทำให้ราคาขายปลายทางลดลงด้วย

เกษตรฯสั่งหาทางนำยางใช้ปูพื้นสระบ่อน้ำ จี้กรมชลฯหาแหล่งน้ำมาเติมช่วยแก้ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321546

เกษตรฯสั่งหาทางนำยางใช้ปูพื้นสระบ่อน้ำ จี้กรมชลฯหาแหล่งน้ำมาเติมช่วยแก้ภัยแล้ง

เกษตรฯสั่งหาทางนำยางใช้ปูพื้นสระบ่อน้ำ จี้กรมชลฯหาแหล่งน้ำมาเติมช่วยแก้ภัยแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 15.49 น.

“รมว.เกษตรฯสั่ง ชป. พด. กยท. หาทางนำยางไปใช้ปูพื้นสระบ่อน้ำ ชี้หากขุดแล้วเก็บน้ำไม่ได้งบสูญเปล่า ถ้ามีบ่อแต่ไม่มีฝนตกมาใส่ จี้กรมชลฯ หาแหล่งน้ำมาเติม เร่งช่วยแก้ภัยแล้ง เริ่มแล้วภาคอีสาน จ.บุรีรัมย์ พร้อมให้ขึ้นทำฝนหลวงช่วยพื้นที่เกษตร ส่วนเจรจาขอลดหนี้ 365 ล้าน ค่าโง่กล้ายางล้านไร่ ยังไม่คืบหน้า”

18 ก.พ.60 นายสรวิช ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯ สั่ง กรมชลประทาน (ชป.) กรมพัฒนาที่ดิน (พด.) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ให้ไปดูผลงานใช้แผ่นยางปูพื้นบ่อสระน้ำสามารถเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นงานวิจัยศึกษาของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขต สุราษฐ์ธานี โดยไปดูว่าใช้ยางปูพื้นสระ หรือบ่อน้ำขนาดเล็ก ที่ พด.ขุดให้กับชาวบ้านปีละเป็นหมื่นบ่อ เมื่อมียางปูพื้นจะเก็บน้ำได้มีประสิทธิภาพดี เอามาปรับได้ และเพื่อประโยชน์การส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ

โดย รมว.เกษตรฯ มองว่าถ้าขุดบ่อแล้ว เก็บน้ำไม่ได้งบก็สูญเปล่า หากใช้ยางปูพื้นมาเพิ่มในโครงการขุดบ่อ ทำแหล่งน้ำจะใช้เงินทุนเท่าไหร่ ให้รีบนำมาเสนอ จะได้ใช้ป้องกันภัยแล้งด้วย รวมทั้งมีน้ำใช้ในให้กับการเกษตร ปศุสัตว์และการอุปโภคบริโภค ชาวบ้านใช้น้ำพื้นที่ตนเองได้ โดยเฉพาะนอกเขตชลประทาน 100 กว่าล้านไร่ จะเป็นลักษณะหลุมขนมครก หากต้นทุนไม่สูงจะได้บ่อน้ำทำเป็นพื้นที่ยาง

“รมว.เกษตรฯ สั่งให้ช่วยกันคิดและในเขตภัยแล้ง เอาน้ำมาเติมจากไหน เช่น ขุดบ่อ ไม่มีฝนตกมาใส่บ่อตรงนี้เมื่อขุดแล้ว กรมชลฯ หามาเติมให้ชาวบ้านได้ไหม ในขณะนี้เริ่มมีพื้นที่แล้งในภาคอีสาน จ.บุรีรัมย์ แต่ยังไม่มีพื้นที่ไหนรุนแรง โดยนายกฤษฏาได้สั่งการกรมชลฯ สแตนบายทุกพื้นที่ เร่งลงไปช่วยเหลือบริหารจัดการน้ำให้ประชาชนได้มีใช้อย่างทั่วถึง พร้อมกับการทำฝนหลวง เพิ่มน้ำพื้นที่เกษตร แก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน” นายสรวิช กล่าว

และว่า สำหรับกรณีค่าโง่ยาง 365 ล้านบาท รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้กรมวิชาเกษตร เร่งสืบสวนว่าใครทำเสียหาย และล่าสุดไปเจรจากับบริษัทในเครือซีพี ให้ขอลดยอดหนี้ให้มากที่สุด แต่ทราบว่ายังไม่คืบหน้า ซึ่งเบื้องต้นเท่าที่ฟังจากเอกชนยังระบุว่ามูลหนี้มีมากกว่านี้ ทั้งนี้ เป็นเรื่องของกรมวิชาการเกษตร ต้องกรรมการสอบข้อเท็จจริงสรุปความเสียหายเพื่อไปฟ้องทางละเมิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นคู่สัญญามาชดใช้รัฐ

‘กรุงเก่า’ ระดมผลผลิตเกษตรคุณภาพ จัดยิ่งใหญ่งาน ‘มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321535

'กรุงเก่า' ระดมผลผลิตเกษตรคุณภาพ  จัดยิ่งใหญ่งาน 'มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย'

‘กรุงเก่า’ ระดมผลผลิตเกษตรคุณภาพ จัดยิ่งใหญ่งาน ‘มหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย’

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 15.13 น.

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดินหน้ายุทธศาสตร์เกษตรปลอดภัย จัดยิ่งใหญ่ “มหกรรมสินค้าเกษตร” ระดมสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัย ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคโดยตรง พร้อมกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ผลิต-ผู้บริโภค การสาธิตการฝึกอาชีพ เอาทิ ถั่วงอกอนามัย การขยายพันธุ์พืช การทำขนมหวาน รวมทั้งกิจกรรมสาระบันเทิงจากกลุ่มศิลปินเงาเสียงนักร้องดัง และอื่นๆ อีกมากมาย พลาดไม่ได้เด็ดขาด 16-18 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ลานโปรโมชั่น หน้าศูนย์อาหาร ชั้น 1 ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค

นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ชื่อว่าเป็นเมืองเกษตรกรรม เนื่องจากมีพื้นที่เพาะปลูกพืชผลการเกษตรที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะข้าว พืชผัก และไม้ผล แต่ด้วยสถานการณ์การประกอบอาชีพเกษตรกรรมในปัจจุบัน ซึ่งมีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมถึงใช้ปุ๋ยเคมีเร่งการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณผลผลิตอย่างผิดวิธี ทำให้เกิดสารเคมีตกค้าง ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเกิดอันตรายต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงได้ให้ความสำคัญต่อการผลิตสินค้าการเกษตรที่ปลอดภัย โดยกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์พัฒนาระบบการเกษตรให้มีผลผลิตปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการยกระดับการผลิตและการเพาะปลูกของเกษตรกร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐาน มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค รวมทั้งให้ความสำคัญกับการแปรรูปผลผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์และอาหารที่ได้รับการรับรองคุณภาพเช่นกัน

ดังนั้น เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงคุณภาพสินค้าการเกษตรของจังหวัดที่ได้การรับรองมาตรฐานและมีความปลอดภัย ตลอดจนสร้างความตระหนักให้ผู้บริโภคเล็งเห็นความสำคัญของการเลือกซื้อผลผลิตที่เหมาะสม อันจะส่งผลให้ได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย รวมทั้งเป็นการนำผลผลิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการในจังหวัดมาจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคโดยตรง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงกำหนดจัดงาน “มหกรรมสินค้าเกษตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” ในระหว่างวันที่ 16–18 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ลานโปรโมชั่น หน้าศูนย์อาหาร ชั้น 1 ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดยภายในงาน นอกจากจะมีกิจกรรมการออกร้านจำหน่ายสินค้าจากกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร สมาชิกโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ และวิสาหกิจชุมชน ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ กิจกรรมพบปะเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค กิจกรรมการสาธิตการฝึกอาชีพ เช่น การเพาะถั่วงอกอนามัย การขยายพันธุ์พืชโดยติดตาต่อกิ่ง  ทำปาท่องโก๋สูตรเด็ด ฝอยทองสูตรท้าวกีบทอง รวมทั้งบันเทิงจากกลุ่มศิลปินเงาเสียงนักร้องดัง พร้อมด้วยกิจกรรมสาระบันเทิงอื่นๆ บนเวทีอีกมากมาย และที่พลาดไม่ได้ คือ กิจกรรมสินค้านาทีทอง ซึ่งจะมีการนำสินค้ามาลด แลก แจก แถม ให้กับประชาชนที่มาเข้าชมงานเป็นประจำทุกวัน

“โอกาสนี้ผมจึงอยากขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้มีโอกาศเดินทางมายังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในช่วงระหว่างวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2561 ได้แวะเข้ามาช็อปสินค้าเกษตรปลอดภัยในงานมหกรรมสินค้าเกษตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ณ ลานโปรโมชั่น หน้าศูนย์อาหาร ชั้น 1 ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค ซึ่งไม่เพียงแต่ทุกท่านจะได้พบกับสินค้าการเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐาน และมีความปลอดภัยจากแปลงของเกษตรกรโดยตรงแล้ว ยังถือเป็นการช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดและส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงอีกด้วย”  ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าว

นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา