สศก.แจงทิศทางสินค้าเกษตรสดใส ดัชนีรายได้เกษตรกรพุ่ง-ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321033

x

สศก.แจงทิศทางสินค้าเกษตรสดใส ดัชนีรายได้เกษตรกรพุ่ง-ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้วิเคราะห์ดัชนีรายได้เกษตรกรในปี 2560 พบว่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.97 เมื่อเทียบกับปี 2559 ซึ่งเป็นผลจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.87 ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ลดลงร้อยละ 2.74 โดยเมื่อพิจารณาถึงรายได้เกษตรกรในแต่ละหมวดสินค้า พบว่า หมวดพืชผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.42 ซึ่งรายได้เกษตรกรมาจากสินค้าพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ยางพารา อ้อยโรงงาน ทุเรียน และมังคุด ขณะที่รายได้เกษตรกรในหมวดปศุสัตว์ ลดลงร้อยละ 4.03 เนื่องจากผลผลิตสินค้าปศุสัตว์หลัก ทั้งไก่เนื้อ สุกร และไข่ไก่ ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาสินค้าปศุสัตว์ส่วนใหญ่อ่อนตัวลง และหมวดประมง (กุ้งขาวแวนนาไม) ลดลงร้อยละ 1.66

หากพิจารณาช่วงครึ่งแรกของปี 2560 พบว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.72 โดยดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร และดัชนีราคาสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.89 และ 4.46 ตามลำดับ ส่วนในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 พบว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรลดลงร้อยละ 5.62 โดยดัชนีผลผลิตสินค้าสินค้าเกษตรขยายตัวชะลอลงจากช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ที่ร้อยละ 2.97 ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรหดตัวร้อยละ 9.61

สำหรับแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2561 สศก. คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560 จากผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่เพิ่มขึ้น อาทิข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสภาพอากาศและยังมีน้ำต้นทุนเหลือมากพอสำหรับการทำเกษตรจากการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การเพาะปลูกทำได้มากยิ่งขึ้น ประกอบกับการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ ในช่วงปี 2555 – 2560 พบว่า ค่อนข้างผันผวนและมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสินค้าเกษตรหลายชนิดต้องพึ่งพิงการส่งออกเป็นสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง ไก่เนื้อ และกุ้งขาวแวนนาไม ดังนั้นปัจจัยหลักที่กำหนดราคาสินค้าเกษตรในประเทศจึงเป็นปัจจัยทางด้านภาวะเศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องราคาข้าวที่มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากส่วนหนึ่งถูกกดดันมาจากสต๊อกข้าวของรัฐบาลที่มีปริมาณมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงปลายปี 2560 สามารถระบายสต๊อกข้าวได้หมด ส่งผลให้ราคาข้าวเริ่มปรับตัวดีขึ้น

‘ฝนหลวง’พร้อมบินปฏิบัติการ สลายฝุ่นละอองกทม.-ปริมณฑล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321031

x

‘ฝนหลวง’พร้อมบินปฏิบัติการ สลายฝุ่นละอองกทม.-ปริมณฑล

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยประชาชนในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ที่กำลังประสบกับปัญหาฝุ่นละอองจากหมอกควันที่เกิดขึ้น ซึ่งฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เกิดขึ้นเป็นมลพิษส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอย่างต่อเนื่องนั้น จึงได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิบัติการทำฝนหลวงช่วยสลายฝุ่นละอองจากปัญหาหมอกควันอย่างเร่งด่วน

นายสุรสีห์กล่าวต่อว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงได้เตรียมพร้อมการปฏิบัติภารกิจโดยสั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว จำนวน 3 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วจังหวัดนครสวรรค์ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วจังหวัดระยอง และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประสานงานร่วมกันเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศ ชั้นบน และได้สั่งการกำชับให้มีการตรวจวัดสภาพอากาศชั้นบน จากเดิมเฉพาะช่วงเช้าเป็นการตรวจวัดทั้งเช้าและบ่าย เพื่อจะได้ข้อมูลที่แม่นยำในการปฏิบัติการฝนหลวงมากยิ่งขึ้น และจากการตรวจสภาพอากาศ ประจำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ทั้งช่วงเช้าและบ่าย พบว่าสภาพอากาศชั้นบนมีความเสถียรภาพ ซึ่งยังไม่เอื้อต่อการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะยังติดตามสภาพอากาศและเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาปัญหาหมอกควันปกคลุมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อย่างต่อเนื่องต่อไป ทั้งนี้ ประชาชนและผู้สนใจสามารถติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารได้ที่เพจเฟซบุ๊คกรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือเว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

แจงสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ ยังไร้พื้นที่การเกษตรขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321030

x

แจงสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ ยังไร้พื้นที่การเกษตรขาดแคลน

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ มีปริมาณน้ำในอ่างรวมกัน 57,595 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 76 ของความจุอ่างรวมกัน มากกว่าปี 2559 รวม 8,240 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 33,676 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 65 ด้านลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 17,845 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 72 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 11,149 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 61 ส่วนสถานการณ์น้ำท่าในลำน้ำสายหลักทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์น้อย

สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูฝนทั้งประเทศ ข้อมูลณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ มีการเพาะปลูกไปแล้ว 11.87 ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ 81 ของแผน เฉพาะข้าวเพาะปลูกไปแล้ว 9.96ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 85 ของแผน ส่วนผลการเพาะปลูกฤดูแล้งเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกไปแล้ว 7.33 ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ 94 ของแผน เฉพาะข้าวเพาะปลูกไปแล้ว 6.69ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 95 ของแผน โดยเมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์การเพาะปลูกข้าว ปี 2560/61 และ ปี 2559/60 ณ ช่วงเวลาเดียวกัน มากกว่า 2.01 ล้านไร่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มากกว่า 0.95 ล้านไร่

นายพีรพันธ์ คอทอง รองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การวิเคราะห์ปริมาณฝนและปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ อยู่ในเกณฑ์ดี มีพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดภาวะแห้งแล้ง 47 จังหวัด 3.82 ล้านไร่ พื้นที่เสี่ยงสูง 0.23 ล้านไร่ ปานกลาง 2.59 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีรายงานพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบจากภาวะการขาดแคลนน้ำ

เปิดวิสาหกิจชุมชนแฟร์ จัดยิ่งใหญ่22-25ก.พ.ศูนย์ประชุมสิริกิติ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321032

x

เปิดวิสาหกิจชุมชนแฟร์ จัดยิ่งใหญ่22-25ก.พ.ศูนย์ประชุมสิริกิติ์

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมจัดงานวิสาหกิจชุมชนแฟร์ 2018 ระหว่างวันที่ 22 – 25 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อนำเสนอผลงานการส่งเสริมกิจการวิสาหกิจชุมชนของหน่วยงานภาคีรวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน ได้ประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้า และการแลกเปลี่ยนข้อมูลการตลาดกับภาคธุรกิจ

สำหรับกิจกรรมภายในงานจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การจัดนิทรรศการ ซึ่งประกอบด้วย การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับตัวตนของวิสาหกิจชุมชน ผลงานของวิสาหกิจชุมชนดีเด่นและเป็นต้นแบบในการพัฒนา การใช้กระบวนการวิสาหกิจชุมชนในการสนับสนุนตามนโยบายของรัฐบาล เช่น การส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ การแก้ไขราคาผลผลิตตกต่ำ เป็นต้น กระบวนการพัฒนาสินค้าและบริการของวิสาหกิจชุมชนสู่ Smart Product ที่มีการเชื่อมโยงวัตถุดิบคุณภาพจากการส่งเสริมการเกษตรระบบแปลงใหญ่นำไปสู่การเพิ่มมูลค่า ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยี นวัตกรรมตามแนวทาง Thailand 4.0 รวมถึงผลการดำเนินงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนของหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าวิสาหกิจชุมชน การจัดงานในครั้งนี้เป็นการรวมสินค้าระดับดีเด่นจากผู้ผลิตวิสาหกิจชุมชนโดยตรงจากทั่วประเทศ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ มีคุณภาพ และได้การรับรองมาตรฐาน ภายใต้แนวคิด “Smart Products by วิสาหกิจชุมชน” ซึ่งมี 4 หมวด ได้แก่ หมวดอาหารแปรรูปและผลผลิตสด เช่น ส้มโอทับทิมสยาม เมล่อน แตงโมไร้เมล็ด มะม่วงอาทูอีทู ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเห็ดถั่งเช่า ชาจากใบข้าวหอมมะลิ 105 ขนมจีนอบแห้ง เป็นต้น หมวดผ้าและเครื่องแต่งกาย เช่น ผ้าหมักโคลน ผ้าย้อมดินภูเขาไฟ ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม ผ้าฝ้ายทอมือ ผ้าบาติกน้ำเต้าหู้ เป็นต้น หมวดเครื่องอุปโภคและสมุนไพร เช่น สมุนไพรประคบร้อน แชมพูใบย่านาง แชมพูสมุนไพร เครื่องสำอางสมุนไพร เกลือสปา ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางครบวงจรจากน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ เป็นต้น หมวดหัตถกรรมและศิลปะประดิษฐ์ เช่น ผลิตภัณฑ์จากกระจูด มะเฟืองมหัศจรรย์ หรือ power wash ball สิ่งประดิษฐ์จากรังไหม เครื่องประดับจากปีกแมลงทับ หัตถกรรมใยตาลโตนด เป็นต้น

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเชิญชวนเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้ามาเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ และซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพดี มีมาตรฐานของวิสาหกิจชุมชนจากทั่วประเทศ ได้ในงานวิสาหกิจชุมชนแฟร์ 2018 ระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

เลาะรั้วเกษตร : คนฆ่าเสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321028

281225166

เลาะรั้วเกษตร : คนฆ่าเสือ

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข่าวที่ยังกล่าวขวัญถึงในหน้าสื่อ และโซเชียลมีเดีย ยังคงเป็นข่าวการจับเศรษฐีล่าสัตว์ ในเขตห้ามล่าได้คาหนังคาซากเสือดำ แต่ก็ยังปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ได้เป็นคนยิง…งานนี้ว่ากันไปตามกฎหมาย ส่วนคนทำผิดจะรอดหรือไม่รอดก็อยู่ที่หลายปัจจัย…แต่เท่าที่ผ่านมา…ประเทศนี้เศรษฐีมักรอดเสมอ….

แม้จะรอดเงื้อมมือกฎหมาย แต่คงไม่รอดเวรกรรมที่ทำไว้…..เจ้าประคู้ณ

สิ่งที่น่าสนใจของข่าวนี้ นอกจากคนทำผิดเป็นเศรษฐี นามสกุลดัง เป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่รับงานก่อสร้างใหญ่ๆ ของประเทศวงเงินเป็นหมื่นๆ หรือแสนล้านแล้ว สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การกระทำของประธานบริษัท ตรงข้ามกับบรรษัทภิบาลที่กำหนดไว้อย่างสิ้นเชิง

อันว่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุนั้น เป็นผืนป่าขนาดใหญ่และเป็นส่วนหนึ่งของ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ซึ่งองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2534 กินพื้นที่ครอบคลุม 6 อำเภอ ของ 3 จังหวัด ได้แก่ อำเภอบ้านไร่ อำเภอลานสัก อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก มีพื้นที่รวม 2,279,500 ไร่ หรือ 3,647 ตารางกิโลเมตรโดยแบ่งเป็น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก อยู่ในพื้นที่จังหวัดตาก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก อยู่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง
อยู่ในจังหวัดอุทัยธานี

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มีลักษณะทางภูประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนและเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญ คือ แม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่ เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากหลายชนิด บางชนิดใกล้สูญพันธุ์ หรือเป็นสัตว์เฉพาะถิ่น เช่น ช้างป่า กระทิง เสือชนิดต่างๆ ไก่ฟ้าหลังเทา เป็ดหงส์ เป็ดก่า นกเงือก ควายป่า เลียงผา
เสือดาว หมาใน นกยูงไทย ที่สำคัญคือ เสือดำ ซึ่งเหลือเพียงไม่กี่ตัว

ด้วยเหตุที่ผืนป่าแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่หลากหลายสายพันธุ์ดังกล่าว ทำให้ในอดีตก่อนที่จะประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นแหล่งล่าสัตว์ของนักล่าสัตว์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จนกระทั่งปี 2508 นายประเสริฐ อยู่สำราญ ป่าไม้เขตบ้านโป่งในขณะนั้น ได้มีหนังสือขอให้กรมป่าไม้ห้ามการล่าสัตว์ป่าบริเวณทุ่งใหญ่นเรศวร หลังจากการลงสำรวจพื้นที่ของหน่วยงานดูแลด้านการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าในขณะนั้น กรมป่าไม้ มีความเห็นว่าสมควรกำหนดให้ทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

จนกระทั่ง วันที่ 24 เมษายน 2517 จึงได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา จัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร แต่ในช่วงระหว่างการรอดำเนินการจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในเดือนเมษายน 2516 มีข่าวใหญ่ไม่แพ้ข่าวล่าเสือดำในวันนี้ นั่นคือข่าวเฮลิคอปเตอร์ตก ที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ที่สำคัญคือ มีซากสัตว์ป่า และอุปกรณ์ล่าสัตว์ปะปนอยู่กับซากเฮลิคอปเตอร์ที่เสียหายด้วย จึงมีการโยงเรื่องราวของอุบัติตุเฮลิคอปเตอร์ตกครั้งนั้น กับกระแสข่าวว่ามีนักการเมือง นักธุรกิจชื่อดังของไทยเข้าไปล่าสัตว์ในทุ่งใหญ่นเรศวร

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้ประชาชน นิสิต นักศึกษา จึงมีการเคลื่อนไหว โจมตีรัฐบาล ลุกลามบานปลาย จนนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ คงไม่ลุกลาม บานปลาย แต่อยากให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ รัฐบาลมีความเด็ดขาด อย่าปล่อยให้คนผิดถูกประณามจากสังคมเพียงอย่างเดียว เพราะไม่นานสังคมก็ลืม
ที่สำคัญมัน ไม่กระเทือนต่อมจริยธรรม หรือจิตสำนึกของคนฆ่าเสือแต่อย่างใด……

แว่นขยาย

สหกรณ์ตั้งองค์กรกลางบริหารยาง จัดการอุปสงค์-อุปทานรวบรวมแปรรูปส่งออกเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321034

สหกรณ์ตั้งองค์กรกลางบริหารยาง จัดการอุปสงค์-อุปทานรวบรวมแปรรูปส่งออกเอง

สหกรณ์ตั้งองค์กรกลางบริหารยาง จัดการอุปสงค์-อุปทานรวบรวมแปรรูปส่งออกเอง

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมประชุมหารือแนวทางการจำหน่ายยางและผลิตภัณฑ์ยางพาราทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกับสหกรณ์จังหวัด ผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 10 แห่ง ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตและแปรรูปยางพารา 6 กลุ่มจังหวัด ได้แก่ ชุมนุมสหกรณ์จังหวัดตรัง จำกัด และสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด จังหวัดตรัง สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด สหกรณ์การเกษตรนาหม่อม จำกัด สหกรณ์การเกษตรจะนะ จำกัดและชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดสงขลา จำกัด จังหวัดสงขลา กลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์ จังหวัดยะลา สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอ บ่อทอง จังหวัดชลบุรี สหกรณ์กองทุนสวนยางภูจองนาจะหลวย จำกัด จังหวัดอุบลราชธานี และสหกรณ์การเกษตรเบญจลักษณ์ จำกัด จังหวัดศรีสะเกษ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการจัดตั้งองค์กรกลางขึ้นมาบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานยางพารา ที่อยู่ภายใต้การรวบรวมของสหกรณ์ชาวสวนยาง ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณ 400,000-500,000 ตัน หรือคิดเป็น 10% จากปริมาณยางพารา 4.5 ล้านตันทั่วประเทศ

ที่ผ่านมา สหกรณ์บางแห่งได้รวบรวมและแปรรูปเป็นยางคอมปาวด์ส่งออกผ่านบริษัทเอกชนไปยังมาเลเซีย และประเทศจีนและยังมีการสั่งซื้อจากหลายประเทศเข้ามา แต่กำลังการผลิตยางเพื่อส่งขายให้กับคู่ค้านั้นมีไม่เพียงพอ ในขณะเดียวกันก็มีสหกรณ์อีกหลายแห่งที่รวบรวมยางพารา ต้องการขยายกำลังการผลิต แต่ยังไม่มีช่องทางตลาดมารับซื้อ ดังนั้นกรมจะทำหน้าที่ประสานให้สหกรณ์ที่มีออเดอร์ยางพารา กับสหกรณ์ที่ทำธุรกิจรวบรวมและแปรรูปยางพาราได้มาเจอกัน และจัดตั้งองค์กรกลางขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการสินค้ายางพาราในระบบสหกรณ์ ซึ่งที่ประชุมได้หารือถึงการจัดตั้งในหลายรูปแบบ เช่น การรวมกันเป็นชุมนุมสหกรณ์ แต่มีบางส่วนเห็นว่า แนวทางดังกล่าวอาจไม่ประสบความสำเร็จและอาจเกิดปัญหาขึ้นเหมือนในอดีต เนื่องจากผู้บริหารชุมนุมสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นวาระ มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ซึ่งทำให้การดำเนินงานไม่ต่อเนื่องและอาจจะเปลี่ยนแปลงนโยบายในการบริหารงาน จึงเห็นว่าไม่ควรดำเนินการในรูปแบบดังกล่าว

ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งเป็นรูปแบบของบริษัท ซึ่งเป็นนิติบุคคลเข้ามาบริหารตลาดส่งออกยางพาราของสหกรณ์ โดยเบื้องต้นจะมีผู้แทนสหกรณ์ไปจดทำเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทและขายหุ้นให้สหกรณ์ทั้ง 10 แห่งได้เข้ามาถือหุ้น ซึ่งวิธีการนี้สามารถทำได้และไม่ขัดกับกฎหมายสหกรณ์ที่ระบุว่าสหกรณ์สามารถนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมกิจการของสหกรณ์ได้

โดยจากการหารือ คาดว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะมีโครงสร้างขององค์กรกลาง และโรดแมปในการทำงานที่ชัดเจน เพื่อให้มีองค์กรที่เข้ามาบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานให้เหมาะสม เพราะสหกรณ์บางแห่งมีออเดอร์แต่ไม่มีสินค้า บางสหกรณ์มีสินค้าแต่ไม่มีออเดอร์ดังนั้นการจัดตั้งองค์กรนี้ขึ้นมาจึงถือว่ามีความเหมาะสม เพื่อมาบริหารจัดการ ใครมีออเดอร์ก็โยนเข้ามา แล้วค่อยประสานกับคนที่มีสินค้าอยู่ในมือ โดยจะมีกรรมการหนึ่งชุดคอยดูเรื่องของคุณภาพ การควบคุมการผลิตยางของทุกสหกรณ์ ให้ได้มาตรฐานเดียวกัน ตรงกับที่ตลาดต้องการ และส่งมอบตามออเดอร์ ซึ่งถือว่าเป็นการบริหารจัดการสินค้ายางพาราในเครือข่ายสหกรณ์แบบองค์รวม สิ่งสำคัญคืออยากให้สหกรณ์มีความไว้ใจและเชื่อมั่นในระบบของเราเอง และมาทำธุรกิจร่วมกัน โดยแบ่งหน้าที่กัน สหกรณ์ไหนหาตลาดเก่งก็หาไป สหกรณ์ไหนผลิตเก่งก็ผลิตไป แล้วมาร่วมกันบริหารจัดการ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย หากวิธีการนี้ประสบผลสำเร็จ ในอนาคตจะดึงสหกรณ์ชาวสวนยางทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 800 แห่ง เข้ามาร่วมดำเนินการด้วย

‘อธิบดีกรมชล’สำรวจพื้นที่คลองรังสิต ขอเกษตรกรหยุดทำนาปรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/321063

'อธิบดีกรมชล'สำรวจพื้นที่คลองรังสิต ขอเกษตรกรหยุดทำนาปรัง

‘อธิบดีกรมชล’สำรวจพื้นที่คลองรังสิต ขอเกษตรกรหยุดทำนาปรัง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 19.00 น.

“อธิบดีกรมชล” สำรวจพื้นที่เพาะปลูกแนวคลองรังสิต จับมือเกษตรกร หยุดทำนาปรังรอบสอง เคาะ1 พ.ค.เริ่มใช้น้ำทำนาได้ บนพื้นที่เจ้าพระยา 1.15 ล้านไร่  ส่วนบางระกำ เริ่ม 1 เม.ย. เริ่มได้ นำพื้นที่กว่า 3 แสนไร่ใช้เป็นแก้มลิงรับน้ำนองอีก 2 เดือนเข้าฝน 

15 ก.พ. 61 ที่สถานีสูบน้ำจุฬาภรณ์ นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เดินทางลงพื้นที่สำนักชลประทานที่ 11 คลองรังสิตใต้ ติดตามโครงการคลองสวยน้ำใสปลอดผักตบชวา การมีส่วนร่วมจากประชาชนได้รับรางวัลปี 60 โดยกรมชลฯจัดสรรปกติงบปีละ 120 ล้านบาท และอีกส่วนเป็นงบฉุกเฉินของรัฐบาลที่จะจัดมา ในการกำจัดผักตบ วัชพืช ทางระบายน้ำที่กรมชลฯดูแลทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นกิโลเมตรก่อนฤดูน้ำหลากว่า ตนต้องการมาพบปะเกษตรกร ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรฯ ที่ห่วงใยประชาชน ช่วงฤดูแล้งให้เร่งช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน รวมถึงดูแลพื้นที่นอกเขตชลประทานให้หาแหล่งน้ำเพิ่มเติม เพื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไม่เสียหาย

ขณะเดียวกันจะสำรวจพื้นที่เพาะปลูก 1.165 ล้านไร่ ร้อยละ100.4 อยู่ในเกณฑ์ควบคุมไม่เกินจากแผน พร้อมกับให้เตรียมเครื่องสูบน้ำ 96 เครื่องเอาไว้ให้ความช่วยเหลือเฝ้าระวัง พื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง ส่วนตอนนี้มีพื้นที่เก็บเกี่ยวแล้ว 40 เปอร์เซ็นต์ ขอความร่วมมือไม่ทำนาปรังรอบสอง

นายทองเปลว กล่าวว่า สำหรับพื้นที่เจ้าเจ็ด เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ส่วนพื้นที่พระยาบรรลือ เป็นทางน้ำผ่าน ได้สิทธิฤดูแล้งนี้ปลูกเต็มพื้นที่ โดยการช่วยเหลือส่งน้ำปลายฤดู และ พื้นที่ตอนล่างได้มีการประสานส่งน้ำให้กลุ่มสวนกล้วยไม้ สวนทุเรียน พร้อมหาแหล่งน้ำใกล้เคียง ไว้ด้วย และให้นำน้ำมาเพิ่มสระพระราม 9 ซี่งประสบภัยแล้ง ในช่วง2 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินการช่วยพื้นที่ 2 หมื่นกว่าไร่สามารถผ่านวิกฤติมาได้

“พื้นที่เกี่ยวแล้วอย่าให้ปลูกต่อเนื่อง และการใช้น้ำช่วงเดือน มี.ค-เม.ษ. เป็นช่วงที่ใช้น้ำมากที่สุด ให้ปล่อยน้ำมาเติมสระพระราม9 ไว้ และพร้อมสนับสนุนพื้นที่นอกเขตด้วย รัฐบาลสั่งการมา ให้ท้องถิ่นทำบันทึกมาว่า ต้องการเครื่องสูบน้ำ รถน้ำ  ทางสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช .) ดูพื้นที่เสี่ยงขาดน้ำภาพรวมทั้งประเทศ ชลประทานจะต้องเตรียมความพร้อมไปไว้เลย ทุกจุดตั้งสต็อกเครื่องมือไว้ด้วย เมื่อชาวบ้านร้องขอมาที่สำนักชลประทานจังหวัด เป็นเจ้าภาพลงไปดูแล ใกล้ชิดชาวบ้าน เกาะติดไปถามพื้นที่ หรือไปให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ที่ศูนย์พัฒนาการเรียนรู้ฯ.882 ศูนย์ทุกอำเภอ ให้ชาวบ้านขอน้ำได้ทันที ทุกพื้นที่เอาไปปฎิบัติเลยทันที ติดขึ้นป้ายใหญ่หน้าทุกสำนักชลประทาน รับเรื่องรับแก้ไขปัญหา เรื่องน้ำ เครื่องสูบน้ำ ขึ้นป้ายให้ชัดเจนทั่วถึงอย่าปิดมือถือ ต้องเปิดตลอด 24 ชม.” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

อธิบดีกรมชลฯ กล่าวว่า ในช่วงกลางเดือนมี.ค. จะปล่อยน้ำให้พื้นที่อ.บางระกำ พิษณุโลก เริ่มปลูกข้าว วันที่ 1 เม.ย.ปีนี้เพิ่มแก้มลิง มาอีก 1.2 แสนไร่ เป็น เกือบสามแสนไร่ และพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 พื้นที่รับน้ำนอง เป็นแก้มลิง ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อีก 1.15 ล้านไร่ คาดว่าจะได้มาเพื่มอีก โดยให้ลงมือปลูกข้าว วันที 1 พ.ค. เพื่อเดือน ส.ค.เกี่ยวเสร็จ ปีนี้เป็นลานินล่าอ่อนๆต้องเตรียมน้ำมา การลำเลียงน้ำมาให้ภาคกลาง จะไม่หายระหว่างทาง จะลำเลียงน้ำมา 15 เม.ย. มาใส่คลองต่างๆ ชาวนาไขน้ำเข้านา 1 พ.ค. เพื่อไม่มีปัญหาปลายคลอง ผมเคาะ แล้วเข้าใจตรงกัน ไปทำความเข้าใจกับเกษตรกรทั่วถึง ตอนนี้เก็บเกี่ยวอย่าทำนาปรังต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามในช่วงบ่าย อธิบดีกรมชลประทาน ได้พบปะเกษตรกลุ่มผู้ใช้น้ำ ในพื้นที่ชลประทานรังสิตใต้ ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จ.นครนายก ได้ร้องเรียนการปล่อยน้ำไม่ทั่วถึง ในช่วงเพาะปลูกแต่เวลาน้ำท่วมโดนปล่อยน้ำมาท่วมก่อนพื้นที่อื่น รวมทั้งเกษตรกรอ.องค์รักษ์ อยู่ปลายน้ำ ของระบชลประทานรังสิตใต้ ช่วงแล้งไม่มีน้ำ เดินข้ามได้ และขอเรือเครื่องจัดเก็บผักตบด้วย

โดยนายทองเปลว กล่าวว่า ต้องขอชื่นชมพื้นที่นี้ได้รับรางวัลการมีส่วนร่วม อยากมาพบปะเกษตรกร อยู่ปลายน้ำ ซึ่งพื้นที่นี้รับน้ำจากเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ ป่าสักฯ ระบายมาทุกวัน 63 ล้านลบ.ม.มาดูว่า ถึงชาวบ้านหรือไม่ และขอบคุณทุกคนปลูกข้าวตามแผน ซึ่งกรมชลฯได้ของบจากรมว.เกษตรฯเตรียมงบ 1 ล้านบาท ให้กับกลุ่มผู้ใช้น้ำ ทุกโครงการ 187 โครงการ ๆ1 ล้านบาท ขุดลอกพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ใช้น้ำตามแผนวันที่ 1 พ.ค.  ตนขอสัญญา เปิดน้ำทำนาได้ ในพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง จะลำเลียงน้ำมาให้ทุกคลองตั้งแต่กลางเดือนเม.ย. ขอบคุณชาวบ้านร่วมเป็นจิตอาสาร่วมมือการกำจัดผักตบชวา ประหยัดการใช้น้ำ เตรียมช่วยดูแลพื้นที่นอกเขตชลประทาน

ด้านนายพฤทธิพงศ์ ทัศน์อัญชุลีกุล ผู้อำนวยการชลประทานปทุมธานี กล่าวว่า มีการสร้างเครือข่าย ชาวบ้าน เกษตรกรเป็นสายตรวจผักตบ และใช้โดรนบินเห็นผักตบสะสมไปเก็บประจำ ติดกล้องซีซีทีวี 11 แห่ง เช้ามาไปเก็บก่อน ส่งข้อมูลทางไลน์ ตลอดคลองรังสิตระยะทาง 300 กว่ากม. สถานการณ์ดีขึ้นมาก มีงบปกติทุกปี 1.5 ล้านบาท งบก่อนน้ำมา ตามปริมาณวัชพืช 1-2.5 ล้านบาท ในปี 60 ขบวนการการใช้คลองสวยน้ำใสใช้ขบวนการเชิงรุก ประหยัดงบได้มาก จำกัดสองแสนตันต่อปี ใช้แรงคน เครื่องจักรกล ประจำจุด ปลอดผักตบ 31 มี.ค.และ 30 ก.ย. ทุกปี ในปีนี้เปิดพื้นที่แหล่งน้ำปิดอีก 100 กว่าแห่ง ต้องปลอดผักตบ ทั้งนี้ประตูน้ำจุฬาภรณ์ ยังได้รับรางวัลมรดกโลกชลประทาน เพราะสร้างมา 121 ปีสมัยร.5 ยังใช้งานได้ดีถึงปัจจุบัน

‘กฤษฏา’สั่งเชิงรุกรับมือภัยแล้ง ทุ่มงบฯหมื่นล.งัดมาตรการลดเสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320981

'กฤษฏา'สั่งเชิงรุกรับมือภัยแล้ง ทุ่มงบฯหมื่นล.งัดมาตรการลดเสี่ยง

‘กฤษฏา’สั่งเชิงรุกรับมือภัยแล้ง ทุ่มงบฯหมื่นล.งัดมาตรการลดเสี่ยง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 15.47 น.

‘กฤษฏา’ สั่งเชิงรุก วางจุดช่วยเหลือประชาชนรับมือภัยแล้ง ทุ่มงบฯ 11,730 ล้านบาท เตรียมมาตรการลดความเสี่ยง  4 มาตรการ 18 โครงการ

15 ก.พ.61 นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์รับมือภัยแล้งปีนี้ ว่า นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน และเกษตรกร ได้สั่งให้เตรียมมาตรการเชิงรุกเฝ้าระวังพื้นที่คาดว่าจะเกิดภัยอย่างใกล้ชิดลดผลกระทบให้มากที่สุด โดยเฉพาะการจัดหาแหล่งน้ำใกล้เคียงมาช่วยเหลือประชาชนได้ทันการณ์ ซึ่งจากการวิเคราะห์ปริมาณฝนและปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ อยู่ในเกณฑ์ดี และมีปริมาณมากกว่าปี 59 พบว่า พื้นที่ที่มีโอกาสเกิดภาวะแห้งแล้ง มี 47 จังหวัด 3.82 ล้านไร่ (พื้นที่เสี่ยงสูง 0.23 ล้านไร่ ปานกลาง 2.59 ล้านไร่) ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน (ข้อมูล 18 ธ.ค. 60) และในปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบจากภาวการณ์ขาดแคลนน้ำ ทั้งนี้ ได้เตรียมมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้งด้านการเกษตร ประกอบดัวย 4 มาตรการ 18 โครงการ งบประมาณ 11,730.21 ล้านบาท สรุปผลการดำเนินงานดังนี้

มาตรการที่ 1 ส่งเสริมความรู้เพื่อลดความเสี่ยง

1 ติดตามสถานการณ์น้ำ ข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกพืช ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งช่วงเวลา พร้อมแจ้งข่าวสารพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งผ่านทางเว็บไซด์กรมพัฒนาที่ดิน

2 ปรับปรุงแผนที่แล้งซ้ำซากในพื้นที่ภาคตะวันออกแล้วเสร็จ 42%

มาตรการที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อการเกษตร

1 โครงการปลูกพืชหลากหลาย เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 38,629 ราย 326,711 ไร่ อยู่ระหว่างตรวจแปลงเกษตรกร

2 โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด เกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ 15,096 ราย พื้นที่ดำเนินการ 175,10 ไร่ อยู่ระหว่างไถเตรียมดิน 40,378 ไร่ ส่วนที่เพิ่มเติมอย่ะหว่างรับสมัครเกษตรกร

3 โครงการปลูกพืชอาหารสัตว์ รับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ ธ.ค. 60 – ก.พ. 61 ยื่นสมัครแล้ว 20 จังหวัด 731 ราย 5,770 ไร่ อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว 360 ราย 3,176 ไร่ 3 งาน(ข้าวโพดหมัก 2,674 ไร่ 2 งาน เมล็ด 502 ไร่ 1 งาน)

4 โครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 610,753 ไร่

มาตรการที่ 3 เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน

1 ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ แก้มลิง ระบบกระจายน้ำ ดำเนินการแล้ว 3 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 7 ของเป้าหมาย

2 สร้างแหล่งน้ำนอกเขตชป. แล้ว 13,970 บ่อ คิดเป็นร้อยละ 31 ของเป้าหมาย

3 ก่อสร้าง ขุดลอก/ปรับปรุงแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว 13 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 27 ของเป้าหมาย

นอกจากนี้ รวมถึงมาตรการที่ 4 การฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เกษตรที่ประสบภัย ประกอบด้วย

1 การช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบระทรวงการคลังฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง

2 การประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

3 การจ้างแรงงานชลประทาน โดยกรมชลประทาน

4 การสนับสนุนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้สหกรณ์ที่ประสบสาธารณภัย โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์

จ่อประกาศ22จว.ปลอดพิษสุนัขบ้า ‘ปศุสัตว์’แจงตรวจไม่พบโรคต่อเนื่องนานกว่า3ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320801

x

จ่อประกาศ22จว.ปลอดพิษสุนัขบ้า ‘ปศุสัตว์’แจงตรวจไม่พบโรคต่อเนื่องนานกว่า3ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ในหลายจังหวัดที่ตรวจสอบไม่พบโรคพิษสุนัขบ้าในทั้งสัตว์และคนต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยนับย้อนหลังไปอย่างน้อย 3 ปี และพร้อมที่จะประกาศเป็นพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า

ตามหลักเกณฑ์การสร้างพื้นที่ปลอดโรคขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) ได้ภายในปี พ.ศ. 2561 โดยมีทั้งหมด 22 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท ชุมพร เชียงใหม่ ตราด นครสวรรค์ นราธิวาส บึงกาฬ พังงา เพชรบูรณ์ แพร่ ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน ลพบุรี ลำปาง ลำพูน สกลนคร สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย หนองบัวลำภู อ่างทอง และอุทัยธานี ซึ่งขณะนี้กรมปศุสัตว์อยู่ระหว่างการจัดทำบันทึกข้อตกลงหรือ MOU เพื่อลงนามร่วมกับแต่ละจังหวัดดังกล่าว เพื่อร่วมแรงร่วมใจในการรักษาสถานภาพปลอดโรค ทั้งนี้ จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและแสดงถึงเจตจำนงอันมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะรักษาสถานภาพปลอดโรคเอาไว้ให้ได้

ด้าน นายจีระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์มีนโยบายที่จะเร่งรัดกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าในทุกจุดเกิดโรค โดยการดำเนินการต่างๆ จะคำนึงถึงความปลอดภัยจากโรคของประชาชนเป็นที่ตั้ง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง เพื่อควบคุมโรคและหยุดการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในทุกพื้นที่ที่เกิดโรค โดยใช้มาตรการ 2+1 คือ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม จะมีการเร่งรัดควบคุมโรคในทุกพื้นที่ที่เกิดโรค ด้วยการฉีดวัคซีนในสุนัขและแมวให้ครอบคลุมทุกตัวทั้งมีและไม่มีเจ้าของ อีกทั้งสัตว์กลุ่มเสี่ยง สัตว์ที่สัมผัสโรค หรือสัตว์ที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าจากสัตว์ป่วยที่ตรวจพบโรค จะต้องได้รับการจับกักแยกออกจากคนและสัตว์อื่น เพื่อดำเนินการฉีดวัคซีนและเฝ้าระวังทางอาการต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนหรือตามหลักวิชาการ และหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ในเดือนเมษายน 2561 จะมีการเร่งรัดประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้นเพื่อสร้างการตระหนักรับรู้เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ แก่ประชาชน โดยให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งกรมปศุสัตว์จะเริ่มต้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะต้องเร่งรัดสำรวจและขึ้นทะเบียนสุนัขและแมว เร่งรัดการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่มีคุณภาพให้สอดคล้องกับจำนวนสุนัขและแมวที่มีอยู่ในพื้นที่รวมถึงความร่วมมือในการดำเนินการตามนโยบาย มาตรการ และแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคของกรมปศุสัตว์ต่อไป

เกษตรฯยื่นของบ2แสนล. เกษตร-และสิ่งแวดล้อม ตั้งธงปี’62กระตุ้นศักยภาพผลิต-ยกระดับอาชีพยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320800

x

เกษตรฯยื่นของบ2แสนล. เกษตร-และสิ่งแวดล้อม ตั้งธงปี’62กระตุ้นศักยภาพผลิต-ยกระดับอาชีพยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่า ปีงบประมาณ 2562 กระทรวงเกษตรฯได้เสนอขอตั้งงบประมาณรวมกว่า 213,386 ล้านบาท จำแนกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ จำนวน 26,969 ล้านบาท 2.กลุ่มงบประมาณรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function) ซึ่งประกอบด้วยแผนงานพื้นฐานหรือแผนงานยุทธศาสตร์ต่างๆ จำนวน 37,581 ล้านบาท 3.กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) จำนวน 117,873 ล้านบาท โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวข้อง 11 แผนบูรณาการ ซึ่งมีงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ที่แผนงานการบริหารจัดการน้ำแผนงานพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร และแผนงานการวิจัยและนวัตกรรม และ 4.กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นที่ (Area) เพื่อพัฒนาพื้นที่ระดับภาค จำนวน 30,961 ล้านบาท

ทั้งนี้ คำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 ในจำนวนกว่า 213,386 ล้านบาท เป็นงบประมาณตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 16 นโยบาย จำนวน 143,109 ล้านบาท โดยงบประมาณส่วนใหญ่จะอยู่ที่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน (GAP) ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) และเกษตรอินทรีย์

เลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า การเสนอของบประมาณปี 2562 ได้คำนึงถึงความสอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี แผนพัฒนาการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 กรอบแนวคิดการพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศไทย 4.0 เพื่อเดินหน้าการผลิตภาคการเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอคำของบประมาณ ไปยังสำนักงบประมาณพิจารณา เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2561 ซึ่งสำนักงบประมาณจะพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณ เพื่อเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบต่อไป