ชป.ประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง

ชป.ประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง

ชป.ประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.30 น.

ชป.ประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง – โครงการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2568 นายยงยส เนียมทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Midterm Workshop) โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง – โครงการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ นายกาญจดินทร์ สระประทุม ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ และคณะทำงานผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุม ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 ชั้น 4 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ เพื่อติดตามการป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในด้านต่างๆ ให้เป็นไปตามแผนงาน วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ

– 006

‘ปศุสัตว์’นิวไฮ ส่งออกปี 67 ทะลุ 3.2 แสนล้านบาท ‘กลุ่มเนื้อสัตว์ปีก’สร้างสถิติใหม่

'ปศุสัตว์'นิวไฮ ส่งออกปี 67 ทะลุ 3.2 แสนล้านบาท 'กลุ่มเนื้อสัตว์ปีก'สร้างสถิติใหม่

‘ปศุสัตว์’นิวไฮ ส่งออกปี 67 ทะลุ 3.2 แสนล้านบาท ‘กลุ่มเนื้อสัตว์ปีก’สร้างสถิติใหม่

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.05 น.

ปศุสัตว์ โว ส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไทยปี 67 ทะลุ 3.2 แสนล้านบาท กลุ่มเนื้อสัตว์ปีกแช่เย็น – แช่แข็ง สร้างสถิติใหม่ขณะที่อาหารสัตว์เลี้ยงมาแรง

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าสรุปล่าสุดถึงตัวเลขการค้าสินค้าปศุสัตว์ของไทยในปี 2567 มีมูลค่าการส่งออก 320,674 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2566 มีมูลค่าส่งออก 288,379 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 11 โดยสินค้าหลักที่ส่งออกมากที่สุดถึงร้อยละ 50 ของการส่งออกรวมทั้งหมด คือ กลุ่มสินค้าเนื้อสัตว์แช่แข็ง มีมูลค่า 161,996 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเนื้อสัตว์ปีก ที่มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ 

สำหรับสินค้าที่มีมูลค่ารองลงมา คือ กลุ่มสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง มีมูลค่าส่งออกในปี 2567 อยู่ที่ 103,784 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32.36 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ทั้งหมด และมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2566 ถึงร้อยละ 26.76 กลุ่มสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง ประกอบด้วย อาหารกระป๋องสุนัขและแมว Pet Treats อาหารขบเคี้ยวสำหรับสุนัขและแมว อาหารเสริมสัตว์เลี้ยง และอาหารเม็ดสุนัขและแมว มีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ประเทศในกลุ่มอาเซียน สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร 

ส่วนสินค้าปศุสัตว์ที่มีการส่งออกในกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ เนื้อสัตว์แช่เย็น ผลิตภัณฑ์นม ไข่ รังนก นํ้าผึ้ง เนื้อสัตว์บรรจุกระป๋อง สัตว์มีชีวิต ซากสัตว์ และอาหารปศุสัตว์ มีมูลค่าการส่งออกใกล้เคียงกับสถิติในปี 2566 เมื่อพิจารณาข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2565 – 2567 พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดของกรมปศุสัตว์ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นต่อประเทศคู่ค้า

อย่างไรก็ตามความสำเร็จที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ น่าจะเป็นผลมาจากการควบคุมดูแลความปลอดภัยอาหารด้านสินค้าปศุสัตว์ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ โรงงานแปรรูป สถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ ให้มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับและมีกระบวนการผลิตที่ถูกสุขลักษณะและมีคุณภาพมาตรฐาน ด้วยระบบ GHPs และระบบ HACCP ในสถานประกอบการเพื่อการส่งออกอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง กรมปศุสัตว์ได้กำหนดมาตรฐานด้านสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยทางอาหาร สวัสดิภาพสัตว์ และสิ่งแวดล้อม สอดคล้องตามระเบียบและข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าและหลักสากล เพื่อพัฒนาความมั่นคงด้านอาหารของโลก และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกโดยทางกรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันเจรจาให้เกิดการส่งออก เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นๆ เจรจาเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ที่สำคัญทั้งเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง เนื้อสัตว์แปรรูปไข่และผลิตภัณฑ์จากไข่ และอาหารสัตว์เลี้ยงต่อประเทศผู้ค้าเพิ่มขึ้น โดยมีแนวโน้มที่จะได้รับการตอบรับจากประเทศคู่ค้าต่างๆ ด้วย

“ในปี 2568 คาดการณ์ว่า การส่งออกสินค้าปศุสัตว์ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สาเหตุจากความต้องการแหล่งโปรตีนสำหรับการบริโภคยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ และการเกิดโรคระบาดสัตว์ที่สำคัญในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ส่งผลกระทบต่อผลผลิตสินค้าปศุสัตว์ทั่วโลก เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบให้เกิดการขยายตัวของสินค้าปศุสัตว์ไทยในตลาดโลกได้ ด้วย”นายสมชวนกล่าว

ผู้ช่วยฯแก้ปมหนอนฯมะพร้าวระบาด

ผู้ช่วยฯแก้ปมหนอนฯมะพร้าวระบาด

ผู้ช่วยฯแก้ปมหนอนฯมะพร้าวระบาด

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ น.ส.ทัศนีย์ เมืองแก้ว หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม รับฟังและหารือกับกลุ่มเกษตรกร เรื่องการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวใน จ.สมุทรสงคราม ซึ่งมีพื้นที่ปลูกรวม 66,929 ไร่ แยกเป็นมะพร้าวผลแก่ 44,352 ไร่ มะพร้าวตาล 10,615 ไร่ และมะพร้าวอ่อน 11,962 ไร่ ขณะนี้มีพื้นที่ระบาดประมาณ 552 ไร่ เป็นด้วงแรดมะพร้าว 235 ไร่ หนอนหัวดํา206 ไร่ ด้วงงวงมะพร้าว 69 ไร่ และแมลงดําหนาม 41 ไร่

ด้านนายสมฤทธิ์ วงษ์สวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกร จ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า การแพร่ระบาดของหนอนหัวดำเป็นแบบกระจายตัว เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีต้นทุนและทรัพยากรดูแลกำจัดหนอนหัวดำ อีกทั้งแก้ปัญหาไม่เบ็ดเสร็จทำให้เกิดการระบาดอย่างต่อเนื่องจนทำให้ต้นมะพร้าวตายไปแล้วจำนวนมาก บางสวนตัดแล้วปลูกใหม่ เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้การระบาดรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากการผลิตแตนเบียน
เพื่อนำไปกำจัดหนอนหัวดำไม่ทันกับพื้นที่การแพร่ระบาด อีกทั้งแตนเบียนยังช่วยบรรเทาได้แค่ต้นมะพร้าวที่ได้รับผลกระทบไม่เกิน 60% ของพื้นที่ หากเกิน 60% ก็ไม่สามารถช่วยได้ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือให้ทันท่วงที ส่วนการฉีดสารเคมีเข้าต้นเพื่อระงับการระบาด เกษตรกรยังขาดองค์ความรู้เรื่องนี้

ขณะที่ น.ส.ทัศนีย์ กล่าวว่า จากรายงานการระบาดของหนอนหัวดำที่รุนแรงเป็นวงกว้าง ต้องจัดการในหลายรูปแบบ รวมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกร โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกร สำหรับการใช้สารเคมีต้องทำพร้อมกันรวมถึงพื้นที่รกร้างที่ไม่มีเจ้าของ ซึ่งเป็นแหล่งสะสมโรคและขยายพันธุ์ของแมลง เพื่อที่จะได้ทำครั้งเดียวและได้ผล ไม่ใช่ทำที่นี่แล้วศัตรูพืชก็ย้ายไประบาดอีกที่หนึ่ง

เกษตรฯชูสินค้ามูลค่าสูง แก้5ปัญหาแปลงใหญ่กล้วยไม้

เกษตรฯชูสินค้ามูลค่าสูง แก้5ปัญหาแปลงใหญ่กล้วยไม้

เกษตรฯชูสินค้ามูลค่าสูง แก้5ปัญหาแปลงใหญ่กล้วยไม้

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ ตามนโยบาย รมว.เกษตรฯเดินทางไปยังบริษัท ดรีม ฟลาวเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นพื้นที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่กล้วยไม้ หมู่ 2 ต.หนองนกไข่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โดยมีนายยงยุทธ ศรีจินดาที่ปรึกษาเกษตรแปลงใหญ่กล้วยไม้และผู้เกี่ยวข้อง ต้อนรับ และนำเสนอข้อมูลสำคัญทางด้านกล้วยไม้ในพื้นที่ อ.กระทุ่มแบน

ในโอกาสนี้ตัวแทนเกษตรกรได้มอบหนังสือนำเสนอปัญหาและความต้องการความช่วยเหลือของชาวเกษตรกรสวนกล้วยไม้ ซึ่งมีทั้งหมด 5 เรื่องคือ 1.การสร้างมูลค่าเพิ่มจากลำต้นกล้วยไม้แก่ เนื่องด้วยในทุกปีเกษตรกรจะทำการรื้อต้นกล้วยไม้ลำแก่เพื่อปลูกใหม่ แล้วขายลำต้นกล้วยไม้แก่ในราคาที่ถูก จะมีผู้รับซื้อเพื่อนำไปขายให้พ่อค้าชาวจีนไปสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อไปทำยาบำรุงกำลัง เยื่อกระดาษ เหล้า ฯลฯ ดังนั้นจึงต้องการให้รัฐบาลไทยริเริ่มโครงการทำวิจัยครบวงจรในประเทศไทย 2.การพัฒนาสายพันธุ์กล้วยไม้พันธุ์ใหม่ๆ เนื่องด้วยสายพันธุ์กล้วยไม้ที่ทำเป็นการค้ายังคงเป็นพันธุ์เดิมๆ ถ้ามีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่จะเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดและทำรายได้อีกทางหนึ่ง โดยการพัฒนาสายพันธุ์กล้วยไม้ต้องใช้เวลานานและต่อเนื่องจึงจำเป็นต้องสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยอย่างต่อเนื่องและระยะยาว

3.การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในประเทศควรมีการรณรงค์การใช้กล้วยไม้ทั้งต้นและดอกในเทศกาลต่างๆ โดยขอความร่วมมือผ่านหน่วยงานภาครัฐ หรือการประชาสัมพันธ์การใช้กล้วยไม้ขณะที่ในต่างประเทศ ควรมีการเจรจาการค้าหาคู่ค้าใหม่ๆ หรือการประชาสัมพันธ์การใช้ประโยชน์จากกล้วยไม้ 4.การส่งเสริมพลังงานทดแทน ซึ่งควรมีการสนับสนุนลดต้นทุนการทำเกษตร การปลูกกล้วยไม้การประหยัดพลังงาน เช่น โซลาร์เซลล์ ในการผลิต กระแสไฟฟ้าให้มอเตอร์ เพื่อทำการเกษตร ใช้รดน้ำ ฉีดยาใส่ปุ๋ย ในสวน เป็นต้น และ 5.ขอติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 2 เครื่อง ตรงประตูน้ำคลองหนองนกไข่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ไว้สำหรับช่วยระบายน้ำออกช่วงฤดูฝน และยังช่วยระบายน้ำจากคลองสาขา ด้วย รวมถึงปลายคลองจินดา ในเขต จ.นครปฐม ด้วย ดร.ณมาณิตา กล่าวว่า การลงพื้นที่ติดตามงานในส่วนของเกษตรแปลงใหญ่กล้วยไม้นั้นหลังจากมีการพูดคุยและรับฟังข้อมูล รวมถึงรับทราบปัญหาและความต้องการของเกษตรกรแล้ว ก็จะนำข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อ รมว.เกษตรฯ เพื่อพิจารณาแก้ไขหรือให้การช่วยเหลือต่อไป

กรมข้าวมุ่งแก้ไข ปัญหาฝุ่นPM2.5 ให้ลดเผาฟางข้าว ใช้เทคนิคจัดการ

กรมข้าวมุ่งแก้ไข  ปัญหาฝุ่นPM2.5  ให้ลดเผาฟางข้าว  ใช้เทคนิคจัดการ

กรมข้าวมุ่งแก้ไข ปัญหาฝุ่นPM2.5 ให้ลดเผาฟางข้าว ใช้เทคนิคจัดการ

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกิดขึ้น ซึ่ง
ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการที่เกษตรกรเผาฟางข้าว ได้มอบหมายให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ คิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกษตรกรไม่เผาฟาง จึงคิดค้นจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ที่ช่วยในการย่อยสลายตอซังและฟางในนาข้าวโดยมีประสิทธิภาพ สามารถย่อยสลายได้ภายใน 7-10 วัน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้กับนาข้าว ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้สูงสุด 20-30% เพื่อให้เกษตรกรหยุดการเผาไร่นา เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ กรมการข้าว ได้ถ่ายทอดวิธีการปลูกข้าวให้แก่เกษตรกร โดยเป็นการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งเป็นเทคนิคการจัดการน้ำในแปลงนาที่มีประสิทธิภาพ สามารถให้น้ำได้ตามความต้องการของข้าวในแต่ระยะการเจริญเติบโต โดยปล่อยให้น้ำแห้งตามธรรมชาติ เพื่อให้ดินมีการระบายน้ำและอากาศที่ดี กระตุ้นให้รากและลำต้นข้าวมีความแข็งแรง โดยเทคนิคการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งดังกล่าว สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนในนาข้าวและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาค่ามลพิษทางอากาศ PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ที่เป็นปัญหาใหญ่ในการดำเนินชีวิต และมีผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ

‘อิทธิ’หนุนองค์ความรู้ มุ่งพัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง

‘อิทธิ’หนุนองค์ความรู้  มุ่งพัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง

‘อิทธิ’หนุนองค์ความรู้ มุ่งพัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สัมมนา : นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมสัมมนาวิชาการชมรมผู้เลี้ยงกุ้งท่าทอง ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “ความสำเร็จที่ยั่งยืน คิดได้ ทำได้ แตะต้องได้ ไม่ไกลตัว” ที่โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการให้เกษตรกรนำไปใช้พัฒนาการเลี้ยงกุ้งอย่างมีประสิทธิภาพ

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการชมรมผู้เลี้ยงกุ้งท่าทองครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “ความสำเร็จที่ยั่งยืน คิดได้ ทำได้ แตะต้องได้ไม่ไกลตัว” ที่โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี จัดโดยชมรมผู้เลี้ยงกุ้งท่าทอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่มีประสบการณ์การเลี้ยงกุ้งที่ประสบความสำเร็จเพื่อแนะนำแนวทางและเทคนิคการเลี้ยงกุ้ง วิธีการป้องกันและการเตรียมความพร้อมรับมือในการเลี้ยงกุ้งการตลาด และสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านให้ได้รับความรู้ความเข้าใจ นำกลับไปประยุกต์และพัฒนาในการเลี้ยงกุ้งอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีความยั่งยืน

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่หลากหลายทั้งทางด้านวิชาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร การออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรผู้เลี้ยงกุ้ง

สำหรับการจัดงานดังกล่าว เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งมั่นพัฒนาความอยู่ดีกินดีของประชาชน ในการส่งเสริมอาชีพทางการเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งให้มีคุณภาพ ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีรายได้เพิ่มขึ้น และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานในครั้งนี้จะทำให้เกิดความยั่งยืนและประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สุราษฎร์ธานี ต่อไป

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 มอบนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาที่ดินอย่างยั่งยืน

'อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน'ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 มอบนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาที่ดินอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 มอบนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาที่ดินอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.39 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายสุรชาติ มาลาศรี รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านปฏิบัติการ ลงพื้นที่ประชุมขับเคลื่อนและติดตามผลการดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี นายบุญช่วย ช่วยระดม ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินและเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ให้การต้อนรับและร่วมประชุม ณ ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยอธิบดีฯ ได้มอบแนวทางในการปฏิบัติงานพร้อมทั้งรับฟังปัญหา อุปสรรค และให้คำแนะนำต่างๆ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ตอบสนองนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

– 006

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมบริจาคในกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

'เลขาธิการ มกอช.'ร่วมบริจาคในกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมบริจาคในกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.43 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พร้อมด้วยผู้บริหาร มกอช.ร่วมบริจาคในกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งราชวงศ์จักรี พุทธศักราช 2568 ณ มูลนิธิกระจกเงา กรุงเทพฯ

– 006

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ลงพื้นที่ประชุมติดตามผลดำเนินงาน’สถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภู’

'อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน'ลงพื้นที่ประชุมติดตามผลดำเนินงาน'สถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภู'

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ลงพื้นที่ประชุมติดตามผลดำเนินงาน’สถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภู’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.47 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายสุรชาติ มาลาศรี รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่ประชุมขับเคลื่อนและติดตามผลการดำเนินงานของสถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภู ในปีงบประมาณ 2568 พร้อมทั้งรับฟังปัญหา อุปสรรค และให้คำแนะนำ แนวทางในการปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ โดยมี นายบุญช่วย ช่วยระดม ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 นายคเชนทร์ สูฝน ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภู ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินและเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ให้การต้อนรับและร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภู ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู

– 006

‘นฤมล’SetZeroสารปนเปื้อน ยกระดับผัก-ผลไม้ไทยให้ปลอดภัย

‘นฤมล’SetZeroสารปนเปื้อน  ยกระดับผัก-ผลไม้ไทยให้ปลอดภัย

‘นฤมล’SetZeroสารปนเปื้อน ยกระดับผัก-ผลไม้ไทยให้ปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง และกรุงโตเกียวเข้าร่วม ว่าตามที่ได้ปรากฏในข่าวสาธารณรัฐประชาชนจีนระงับการนำเข้าทุเรียนของไทย ภายหลังตรวจพบการใช้สาร Basic Yellow 2 ในทุเรียนนั้น กระทรวงเกษตรฯ ไม่นิ่งนอนใจเรื่องดังกล่าว ได้ประชุมพิจารณาวาระเร่งด่วนเพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาอุปสรรคการค้าผักผลไม้ไทย ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบเพิ่มมาตรการตรวจเข้มข้นโดยตรวจทุกตู้ที่มีการส่งออก 100% รวมไปถึงการตรวจสารแคดเมียม หนอนทุเรียน และสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไยด้วย หากตรวจพบจะดำเนินการตามบทลงโทษ ตามประกาศกรมวิชาการเกษตร

“ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปตรวจตามล้งต่างๆ แล้ว โดยพื้นที่ภาคใต้ ที่ จ.ชุมพร และนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ซึ่งต้องดำเนินการก่อน เนื่องจากผลผลิตทุเรียนกำลังจะทยอยออกสู่ตลาด ขณะเดียวกัน ได้ให้ความมั่นใจกับพี่น้องเกษตรกร ว่ากระทรวงเกษตรฯ พร้อมวางมาตรการใหม่ภายใน 10 วัน และดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับคุณภาพและความเชื่อมั่นในทุเรียนไทย อย่างไรก็ตาม ได้ประสานกับกรมการค้าภายใน ช่วยดูแลเรื่องราคาทุเรียน ขอความร่วมมือผู้รับซื้อทุเรียน ไม่ให้มีการกดราคา” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ช่วงวันที่ 5–7กุมภาพันธ์นี้ จะเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนร่วมกับนายกรัฐมนตรี อย่างเป็นทางการ และจะนำเรื่องดังกล่าวหารือกับทางสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of Customs of the People’s Republic China) GACC ถึงการดำเนินมาตรการที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้นในสินค้าผักผลไม้ของไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งออกสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เนื่องจากสินค้าผักผลไม้ของไทยที่ส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี โดยปี 2567 ไทยส่งออกผลไม้สด 1.817 ล้านตัน มูลค่า 177,131 ล้านบาท

ทั้งนี้ กรมวิชาเกษตร ได้ออกประกาศ เรื่อง มาตรการควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนผลสดส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ.2568 โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 10 มกราคม 2568 ดังนี้ 1.กรณีที่มีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ต้องใช้ทั้งชนิดและปริมาณที่ถูกต้อง ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 หรือข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า 2.กรณีตรวจพบโรงคัดบรรจุใช้สารห้ามใช้หรือมีสารห้ามใช้ไว้ในครอบครอง จะถูกระงับการส่งออกและนำไปสู่การยกเลิกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้าพืชก็ได้ และ 3.กรณีเจ้าหน้าที่สงสัยว่าทุเรียนมีการใช้สารห้ามใช้ ให้มีอำนาจสั่งให้โรงคัดบรรจุนำผลทุเรียนนั้นไปตรวจวิเคราะห์กับห้องปฏิบัติการ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาออกใบรับรองสุขอนามัยพืช