‘อิทธิ’ปลดล็อกทุเรียนไทย ลอตแรกส่งไปจีนย้ำยึดหลัก‘4ไม่’

‘อิทธิ’ปลดล็อกทุเรียนไทย  ลอตแรกส่งไปจีนย้ำยึดหลัก‘4ไม่’

‘อิทธิ’ปลดล็อกทุเรียนไทย ลอตแรกส่งไปจีนย้ำยึดหลัก‘4ไม่’

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามการส่งออกทุเรียนปลอดสาร Basic Yellow 2 และแคดเมียม ที่ด่านพรมแดนนครพนม ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม พร้อมหารือแนวทางการส่งออกทุเรียนไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าตามที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ มีนโยบายเร่งด่วนให้ขับเคลื่อน “นโยบายผลไม้ปลอดภัย มีคุณภาพ สำหรับการบริโภคในประเทศและส่งออก” จึงมอบหมายให้ตนเร่งติดตามแก้ปัญหาสาร Basic Yellow 2 ปนเปื้อนในทุเรียนผลสดส่งออกไปจีน ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่สามารถปลดล็อกทุเรียนไทยส่งออกไปจีนได้แล้ว โดยได้รับรายงานจากกรมวิชาการเกษตร ว่าได้มีการส่งออกทุเรียนทางบก 6 ชิปเมนท์ ปริมาณ 96 ตัน มูลค่าประมาณ 7.8 ล้านบาท ทางด่านตรวจพืชนครพนม 3 ชิปเมนท์ และทางด่านตรวจพืชเชียงของ 3 ชิปเมนท์ โดยในทุกชิปเมนท์ได้รับการรับรองรายงานผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการแล้ว เมื่อช่วงวันที่ 20-21 มกราคมที่ผ่านมา

“ขอยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯไม่นิ่งนอนใจภายหลังจีนมีมาตรการเข้มงวดตรวจสาร Basic Yellow 2 ในทุเรียนทุกลอตเราได้ประชุมติดตามเร่งรัดเพื่อให้สามารถส่งออกทุเรียนได้เร็วที่สุด ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่สามารถดำเนินการได้สำเร็จแล้ว ต้องขอชื่นชมอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทุเรียนไทยเป็นทุเรียนอันดับ 1 ของโลก”นายอิทธิ กล่าว

ด้าน นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ได้สุ่มเก็บตัวอย่างทุเรียน เพื่อทดสอบ Basic Yellow 2 ตั้งแต่ค่ำวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา จนได้ผล TestReport ที่ใช้ประกอบการส่งออกทุเรียนไปจีนตามเงื่อนไขที่จีนกำหนด โดยเริ่มเก็บตัวอย่างภายหลังจากการแจ้งการอนุญาตให้ห้องปฏิบัติการที่มีความสามารถทั้ง 6 แห่ง ที่ได้รับการอนุญาตจาก GACC เข้าเก็บตัวอย่างส่งตรวจห้องปฏิบัติการ รวม 11 ล้ง 13 ชิปเมนท์ ปริมาณ 155.5 ตัน มูลค่ากว่า 11 ล้านบาท จากตัวอย่างในพื้นที่ จ.จันทบุรี 5 ล้ง 7 ชิปเมนท์ ปริมาณ 58.5 ตัน มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท และตัวอย่างในพื้นที่ จ.ชุมพร 6 ล้ง 6 ชิปเมนท์ปริมาณ 97 ตัน มูลค่าประมาณ 8 ล้านบาท

“การส่งออกทุเรียนผ่านด่านตรวจพืชนครพนม ได้กำชับเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร ให้ตรวจสอบใบรายงานผลการทดสอบ Basic Yellow 2 ในเนื้อและเปลือก ต้องตรวจไม่พบหรือ Not Detected และ Cadmium ในเนื้อ (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 0.05mg/kg) จึงจะออกใบรับรองสุขอนามัยพืช PC เพื่อแสดงที่ด่านนำเข้าของประเทศจีน ขอย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการส่งออกมาตรการเข้มงวด ยึดหลัก “4 ไม่” ได้แก่ 1.ไม่อ่อน 2.ไม่หนอน 3.ไม่มีสวมสิทธิ์ และ 4.ไม่สี ไม่มีสารเคมีต้องห้าม มีเป้าหมาย
“Set Zero” การใช้สารเคมีในโรงคัดบรรจุทั้งหมด เพื่อรักษาตลาดทุเรียนไทยที่ส่งออกไปจีนที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท และอีกหลายแสนล้านให้กลับมาดำเนินการได้ตามปกติ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

มหาสารคามรณรงค์แก้ฝุ่นพิษ ลุยเคาะประตูบ้านให้ความรู้

มหาสารคามรณรงค์แก้ฝุ่นพิษ ลุยเคาะประตูบ้านให้ความรู้

มหาสารคามรณรงค์แก้ฝุ่นพิษ ลุยเคาะประตูบ้านให้ความรู้

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ศาลากลางบ้านหัน ต.เขวา อ.เมือง จ.มหาสารคาม นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ (Kick off) การป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) “หยุดเผา หยุดฝุ่นเพื่อคุณ เพื่อเรา” สร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในชุมชน แบบเคาะประตูบ้าน พร้อมแจกหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก ให้ประชาชนได้สวมใส่ก่อนออกจากบ้าน ในวันที่ค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน

นายวิบูรณ์ ผวจ.มหาสารคาม กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2568 พบว่าจังหวัดมหาสารคามมีจุดความร้อน137 จุด ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเผาในพื้นที่ทางการเกษตร ทั้งนาข้าว และไร่อ้อย รวมไปถึงการเผาในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว จังหวัดมหาสารคาม จึงได้ร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมหาสารคาม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ (Kick off) การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)

โดยได้จัดกิจกรรมพร้อมกันทั้ง 13 อำเภอ ลงพื้นที่เดินรณรงค์แบบเคาะประตูบ้าน และแจกหน้ากากอนามัยให้กับประชาชนในชุมชน และทำความเข้าใจกับพี่น้องในชุมชนได้ทราบว่าปีนี้ทางภาครัฐให้ความสำคัญในเรื่องการลดการเผาในที่โล่งแจ้งค่อนข้างมาก หากพบการเผาในพื้นที่การเกษตรและถูกแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็จะถูกตัดสิทธิ์การใช้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากภาครัฐ 3 ปี

สกู๊ปแนวหน้า : อพท.เปิดโฮมสเตย์ระดับอาเซียนกลางป่าภูกระดึง ท่องเที่ยวชุมชนรูปหัวใจ ฉ่ำไปด้วยมิตรภาพของคนพื้นที่

สกู๊ปแนวหน้า : อพท.เปิดโฮมสเตย์ระดับอาเซียนกลางป่าภูกระดึง ท่องเที่ยวชุมชนรูปหัวใจ ฉ่ำไปด้วยมิตรภาพของคนพื้นที่

สกู๊ปแนวหน้า : อพท.เปิดโฮมสเตย์ระดับอาเซียนกลางป่าภูกระดึง ท่องเที่ยวชุมชนรูปหัวใจ ฉ่ำไปด้วยมิตรภาพของคนพื้นที่

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พองหนีบ เป็นหมู่บ้านใจกลางหัวใจภูกระดึง” หมู่บ้านที่อยู่กับธรรมชาติ ให้ธรรมชาติบำบัดสภาพจิตใจจากความวุ่นวายจากการทำงาน ที่นี่สามารถดื่มด่ำกับธรรมชาติในอ้อมกอดของภูกระดึง ที่พักผ่อนที่เงียบสงบ ห่างไกลจากความวุ่นวาย มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของคนท้องถิ่นบ้านพองหนีบ ในอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย

หมู่บ้านพองหนีบนี้ปกติจะเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรม โดยมีการทำการท่องเที่ยวเสริมควบคู่ โดยเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เรียนรู้วิถีคนอยู่ร่วมกับธรรมชาติกับป่าภูกระดึง ที่มีลำน้ำสำคัญคือลำน้ำพอง อีกทั้งยังมีจุดแหล่งโบราณคดี เป็นเสมาหินทราย อายุประมาณ 1,500 ปี ถึงแม้หมู่บ้านพองหนีบนี้จะอยู่ห่างไกลมาก แต่ไม่เคยจะห่างหายจากการเยี่ยมเยือนจากผู้คนข้างนอก นักท่องเที่ยว หน่วยงานต่างๆ เข้ามาพัฒนา ซึ่งไม่นานมานี้เป็นหมู่บ้านพองหนีบเพิ่งได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ไว้พร้อมที่จะรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเยี่ยมเยือน

นายธรรมนูญ ภาคธูปผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเลย กล่าวว่าจากข้อมูลพื้นฐานด้านการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว ของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย “มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ที่จะทำให้สายท่องเที่ยวท้องถิ่นวิถีชีวิต เที่ยวไทยได้อย่างมั่นใจ” ที่พักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท หรือโฮมสเตย์ เป็นที่พักที่นักท่องเที่ยวจะต้องพักค้างแรมภายใต้ชายคาบ้านเดียวกันกับเจ้าของบ้าน และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตระหว่างกัน พร้อมทั้งถ่ายทอดประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นแก่นักท่องเที่ยว และพานักท่องเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยว และทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เล่นน้ำตก ขี่จักรยาน นั่งเรือ เดินป่า ศึกษาธรรมชาติ

ซึ่งกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวรูปแบบ โฮมสเตย์จัดทำมาตรฐานที่พักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท หรือมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย (Home Stay Standard) เพื่อเป็นเครื่องมือในการยกระดับ และเป็นแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวรูปแบบโฮมสเตย์ให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบและครบวงจร ผ่านการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐาน โดยมีเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 10 ด้าน 31 ตัวชี้วัด ได้แก่ ด้านที่พัก อาหาร ความปลอดภัย อัธยาศัยไมตรีของเจ้าของบ้าน รายการนำเที่ยว ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์ชุมชน การบริหารจัดการ และประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว

จังหวัดเลย โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย สำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเลย อพท. เลย ดำเนินงานร่วมบูรณาการกับภาคี
เครือข่าย ดำเนินการพัฒนาส่งเสริมโฮมสเตย์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน สนับสนุนส่งเสริมให้ความรู้ด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ผู้ประกอบการ ที่พัก เข้ารับสมัครเพื่อขอมาตรฐานที่พักโฮมสเตย์ และโฮมลอดจ์ และมาตรฐานชุมชนท่องเที่ยวตามเกณฑ์ของ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงตลอดทุกปี

ซึ่งในปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา จังหวัดเลยมีโฮมสเตย์ ได้รับรองมาตรฐานจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจำนวน 1 แห่ง คือ โฮมสเตย์บ้านพองหนีบ อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย จำนวน 4 หลัง โดยมีอายุการรับรองมาตรฐาน จำนวน 3 ปี ระหว่างปี 2567 – 2569 โดยชุมชนบ้านพองหนีบเข้ารับรางวัล เครื่องหมายรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ประจำปี พ.ศ. 2567 ของกรมการท่องเที่ยว เมื่อ 2 กรกฎาคม 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่ผ่านมา

ล่าสุดในปี 2568 โฮมสเตย์บ้านพองหนีบ อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ได้รับเชิญจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลท่องเที่ยวอาเซียน (ASEAN Tourism AwardCeremony) ในวันที่ 20 มกราคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ Persada Johor เมืองยะโฮร์บาห์รู สหพันธ์มาเลเซีย เนื่องจากได้ผ่าน การประเมินมาตรฐานโฮมสเตย์อาเซียน (แต่ชุมชนไม่ได้เดินทางไปเข้าร่วมรับรางวัล เนื่องจากการเดินทางไกลต้องใช้ทุนทรัพย์ ถ้านักท่องเที่ยวที่มาพักแรมนอกจากโฮมสเตย์ นักท่องเที่ยวสามารถกางเต็นท์แคมป์ปิ้งได้อีกด้วย

ติดต่อเพิ่มเติม โทรศัพท์ : 098-1054341 // Facebook : ท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านพองหนีบ หรือ สอบถาม ขอคำแนะนำเพิ่มเติม ได้ที่ ติดต่อกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยว สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย โทรศัพท์ 042-813086 หรือ อพท.เลย โทรศัพท์ 042-861116

อัมรินทร์ ชูฤทธิ์

ผู้ช่วยฯเร่งติดตาม โครงการปตน.-ปตร. ปลายคลองแม่กลอง ใช้บริหารจัดการน้ำ

ผู้ช่วยฯเร่งติดตาม  โครงการปตน.-ปตร.  ปลายคลองแม่กลอง  ใช้บริหารจัดการน้ำ

ผู้ช่วยฯเร่งติดตาม โครงการปตน.-ปตร. ปลายคลองแม่กลอง ใช้บริหารจัดการน้ำ

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ และคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการปรับปรุง ปตน.-ปตร.ปลายคลองแม่กลอง บริเวณ กม.6 500 ของคันกั้นน้ำเค็มสายอัมพวา-เอกชัย เนื่องจากสภาพปัญหาเดิมอาคาร ปตน.-ปตร.ปลายคลองแม่กลอง ไม่สามารถใช้งานได้ บานประตูเรือสัญจร ระบบไฮโดรลิก และระบบต่างๆ รวมถึงระบบควบคุมระยะไกลชำรุดเสียหาย ส่งผลให้ไม่สามารถบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะดำเนินการรื้อถอนและติดตั้งบาน Mitre Gate ขนาด 6.00×7.00 เมตร และอุปกรณ์ประกอบ รื้อถอนและติดตั้งบานปรับระดับน้ำ ขนาด 1.50 X 2.00 เมตร รื้อถอนและติดตั้งระบบไฮดรอลิก และอุปกรณ์ประกอบ จัดหาและติดตั้งระบบควบคุมระยะไกล พร้อมอุปกรณ์ประกอบ จัดหาและติดตั้งหัวขับไฟฟ้าสำหรับบานปรับระดับน้ำ เริ่มดำเนินการเดือนมีนาคม 2569 สิ้นสุดระยะเวลาก่อสร้างเดือนมีนาคม 2569 วงเงินงบประมาณ 95 ล้านบาท ซึ่งทางโครงการชลประทานสมุทรสงคราม ชี้แจงว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการประกาศ TOR ประมูลงานโดยวิธีE-bidding และจะเซ็นสัญญาได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2568

‘นฤมล’หารือรมต.หลายปท. ขยายตลาดสินค้าเกษตรไทย

‘นฤมล’หารือรมต.หลายปท.  ขยายตลาดสินค้าเกษตรไทย

‘นฤมล’หารือรมต.หลายปท. ขยายตลาดสินค้าเกษตรไทย

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับรัฐมนตรีด้านการเกษตรจากหลากหลายประเทศ เนื่องในโอกาสการเข้าร่วมการประชุม Berlin Agriculture Minister’s Conference ครั้งที่ 17 พร้อมด้วยนายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์การประชุม City Cube Berlin กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การหารือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตร พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าในการดำเนินงาน และผลักดันประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรของไทย นอกจากนี้รัฐมนตรีจากประเทศอื่นๆ ได้ให้ความสนใจในการเสริมสร้างความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ ของไทย ด้วย

ศ.ดร.นฤมล ได้แสดงความยินดีและพร้อมสนับสนุนความร่วมมือในด้านการเกษตรอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการหารือในรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางทางการทูต เพื่อพัฒนาและขยายความร่วมมือระหว่างกันในอนาคตต่อไป

‘นฤมล’พบGAA ถกความร่วมมือ พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมเกษตร

‘นฤมล’พบGAA ถกความร่วมมือ พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมเกษตร

‘นฤมล’พบGAA ถกความร่วมมือ พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมเกษตร

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือด้านเทคโนโลยีการเกษตรร่วมกับ Ms.Simone Barg ประธาน German Agribusiness Alliance (GAA) ในโอกาสเข้าร่วมงาน Global Forum for Food and Agriculture ครั้งที่ 17 พร้อมด้วยนายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้า Messe Berlin กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

ในส่วนของฝ่ายเยอรมนี ได้นำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรด้านการเพาะปลูกพืช การผลิตปุ๋ย การปศุสัตว์ การจัดการฟาร์ม อีกทั้งฝ่ายไทยได้รับฟังข้อกังวลด้านการดำเนินธุรกิจเกษตรในประเทศไทยของบริษัทเยอรมนีในมิติต่างๆ พร้อมทั้งนำเสนอนโยบายที่สำคัญ และแนวคิดการดำเนินงานภาคเกษตรของไทย ตามแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ควบคู่กับการส่งเสริม Young Smart Farmers และการสนับสนุนการพัฒนาภาคการเกษตรในมิติต่างๆ ผ่านศูนย์พัฒนาของหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้เชิญฝ่าย GAA เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อหารือความร่วมมือด้านนวัตกรรมเกษตรเกษตรกร การเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกร และการลงทุนในภาคการเกษตรของไทยต่อไป

ปลัดฯร่วมชมงานกล้วยไม้พรีเมียม

ปลัดฯร่วมชมงานกล้วยไม้พรีเมียม

ปลัดฯร่วมชมงานกล้วยไม้พรีเมียม

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมกิจกรรมส่งเสริมการผลิตและการตลาดกลุ่มสินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ “Beyond & Journey of Siam Orchids” โดยได้รับเกียรติจาก นายโอตากะ มาซาโตะ (Mr.Otaka Masato) เอกอัครราชทูตประเทศญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำประเทศไทย ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ว่ากิจกรรมดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงาน เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้การกำหนดให้วันที่ 18 มกราคมของทุกปีเป็น “วันกล้วยไม้แห่งชาติ” และแสดงผลงานการขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริมการเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ ในการส่งเสริมยกระดับกลุ่มสินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ สร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่เกษตรกรให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

นายประยูรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังสร้างโอกาสให้เกษตรกรกลุ่มสินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น และสามารถเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการได้ อีกทั้งส่งเสริมกลุ่มสินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับและสายพันธุ์ใหม่ๆ ให้เป็นที่รู้จัก สร้างการรับรู้ถึงแหล่งผลิต ให้ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และบุคคลทั่วไปมีความสนใจมากยิ่งขึ้น สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตที่มีคุณภาพได้ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศและเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการอีกช่องทางหนึ่ง

“กระทรวงเกษตรฯ มุ่งยกระดับภาคเกษตร สู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ตามนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกร สถาบันเกษตรกรให้มีรายได้อย่างมั่นคง รวมทั้งภาคเกษตรกรไทยเข้มแข็งมีศักยภาพการแข่งขันกับต่างประเทศ” นายประยูร กล่าว

ที่ปรึกษาฯลงพื้นที่สุราษฎร์ สร้างการมีส่วนร่วมสหกรณ์

ที่ปรึกษาฯลงพื้นที่สุราษฎร์  สร้างการมีส่วนร่วมสหกรณ์

ที่ปรึกษาฯลงพื้นที่สุราษฎร์ สร้างการมีส่วนร่วมสหกรณ์

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ในการกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน พร้อมประชุมรับฟังผลการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรบ้านนาเดิม จำกัด

นอกจากนี้ ได้รับฟังปัญหาอุปสรรคของสหกรณ์ เยี่ยมชมบูธนิทรรศการของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่มาจัดแสดง รวมทั้งติดตามการใช้งานอุปกรณ์การตลาดที่กรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนแก่สหกรณ์ โดยมีนายนิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายประเสริฐศักดิ์ ณ นคร สหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี น.ส.จิราภรณ์คำบาง ผอ.ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 19นายสุรัตน์ เทือกสุบรรณ ประธานกรรมการนางลัดดาวรรณ พัฒจร ผู้จัดการสหกรณ์ คณะกรรมการ เจ้าหน้าที่และสมาชิกสหกรณ์ ต้อนรับ ที่สหกรณ์การเกษตรบ้านนาเดิม จำกัด อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี

เกษตรฯมุ่งลดฝุ่นPM2.5 ชวนลด-งดเผาตอซัง/ฟางข้าว

เกษตรฯมุ่งลดฝุ่นPM2.5  ชวนลด-งดเผาตอซัง/ฟางข้าว

เกษตรฯมุ่งลดฝุ่นPM2.5 ชวนลด-งดเผาตอซัง/ฟางข้าว

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์เปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) “ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ลดและงดการเผาตอซัง ฟางข้าวและเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และเพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน” ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ที่ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ต.หนองหาร อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ โดยงานดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างปลอดภัยด้วยการจัดการตอซังและฟางข้าว ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อปลอดการเผา และผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ให้แก่เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน smart farmer ชาวนาอาสา ผู้นำองค์กรชาวนา และประชาชนทั่วไป ได้รับรู้ถึงผลกระทบจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร วิธีการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ตลอดจนให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการงดเผาตอซังและผลิตข้าวอย่างปลอดภัย เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อ “ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ…ลดและงดการเผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน” เพื่อสร้างความเข้าใจในการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดหรืองดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง การใช้เครื่องอัดฟาง การใช้ประโยชน์ตอซังและฟางข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า ตลอดจนการจัดกิจกรรมแสดงและสาธิต เช่น การแสดงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฟางข้าว การสาธิตการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังให้เหมาะสมและถูกต้อง

นายอัครากล่าวว่า หลายพื้นที่ภาคเหนือ ยังคงเผชิญวิกฤตฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวอันดับที่ 1 ของเอเชีย และเป็นอันดับที่ 2 ของโลก (การจัดอันดับ World’s Best Awards ของนิตยสารทราเวล แอนด์ เลซเซอร์ ปี 2559) ปัจจุบันจังหวัดเชียงใหม่ประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องฝุ่นควัน สาเหตุหลักคือ การเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร กรมการข้าว ได้ร่วมสร้างจิตสำนึกในการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการเผา ที่จะสามารถช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ “นาแปลงใหญ่” ที่เป็นโครงการที่ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิต และบริหารจัดการผลิตข้าว มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มเกษตรกร เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ห่วงโซ่การผลิตข้าวแบบเดิม โดยเชื่อมโยงตั้งแต่จัดการเพาะปลูกข้าวไปจนถึงการตลาด โดยกระบวนการรับรองการผลิตข้าวมีทั้งการรับรองรายเดี่ยวและการรับรองแบบกลุ่ม ช่วยประหยัดงบประมาณและเวลา สร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร

Kickoff ทั่วประเทศ! ‘กรมพัฒนาที่ดิน’หนุนเกษตรกรไถกลบตอซัง หยุดเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ลดฝุ่น PM2.5

Kickoff ทั่วประเทศ! 'กรมพัฒนาที่ดิน'หนุนเกษตรกรไถกลบตอซัง หยุดเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ลดฝุ่น PM2.5

Kickoff ทั่วประเทศ! ‘กรมพัฒนาที่ดิน’หนุนเกษตรกรไถกลบตอซัง หยุดเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ลดฝุ่น PM2.5

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 18.47 น.

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีเปิดงาน “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยได้รับเกียรติจาก นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน โดยมี นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวรายงาน นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ ผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดิน ผู้แทนหน่วยงานราชการ เอกชน หมอดินอาสา เกษตรกร เข้าร่วม 500 คน โดย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วม Kick Off ณ บ้านหนองปาตอง หมู่ 2 ต.หนองยาว อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วม Kick Off ณ บ้านเนินมหาเชษฐ์ ม.3 ต.หนองสะเดา อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี และภายหลังพิธีเปิดรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำขบวนรถไถ ไถกลบตอซังพืช และหว่านเมล็ดพันธุ์ในแปลงสาธิตส่งเสริมการไถกลบงดเผาฟางและตอซังพืช พร้อมแจกเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดให้กับเกษตรกร ณ บ้านเตาไห หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งรวงทอง อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ในการนี้ มีการถ่ายทอดสดผ่านระบบ Zoom conference Meeting และ Facebook live กรมพัฒนาที่ดิน ไปยังพื้นที่จัดงานอีก 72 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรวมกว่า 10,000 คน

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขานรับนโยบายรัฐบาลในการรณรงค์ให้ประชาชนลดและเลิกการเผาวัสดุทางการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 (PM 2.5) จากภาคการเกษตร โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน จัดงาน Kickoff “ไถกลบตอซังสร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” และร่วมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิ ให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2613 ด้วยการไถกลบตอซังพืชแทนการเผา ช่วยลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาวัสดุทางการเกษตร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ

“การจัดงานในครั้งนี้ จึงเป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกัน เพื่อหยุดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม สนับสนุนและผลักดันกิจกรรมของทุกหน่วยงาน ให้เกิดความตระหนักรู้ ถึงปัญหาจากการเผาที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรดิน จึงขอให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจ ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาซึ่งความมั่นคงของเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมต่อไป” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน  กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากการเผาวัสดุทางการเกษตรและพื้นที่ป่าไม้ ดังนั้น การสร้างความตระหนักให้เกษตรกร ทำเกษตรกรรมที่ไม่เผาฟาง และตอซังพืช  นอกจากช่วยให้คุณสมบัติของดินดีไม่ถูกทำลาย เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน ยังช่วยลดปัญหาหมอกควัน ฝุ่นละออง และลดผลกระทบต่อการเกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2568 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยกรมพัฒนาที่ดิน มีภารกิจในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรดิน และเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมให้เกษตรกรลด ละ เลิก การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ได้กำหนดจัดงาน “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 ขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ รวม 73 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการเผา หรือ Hot Spot  ด้วยการจัดทำแปลงสาธิตส่งเสริมการไถกลบงดเผาฟางและตอซังพืช บนพื้นที่ 10 ไร่ เพื่อให้ผู้นำชุมชนและเกษตรกรในท้องถิ่น ได้รับรู้ และตระหนักถึงการทำเกษตรกรรมที่ไม่เผาฟาง และตอซังพืช

ขณะที่ นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงาน “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมพัฒนาที่ดิน เป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงการไม่เผาฟางและตอซังพืช ลดปัญหาหมอกควัน มลพิษจากฝุ่นควัน ไม่ทำลายโครงสร้างดินและจุลินทรีย์ดินที่เป็นประโยชน์ รวมถึงทำให้เห็นประโยชน์ของการไถกลบตอซังแทนการเผาที่สามารถช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน และปรับปรุงโครงสร้างของดินให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น

– 006