รองปลัดฯประชุมคกก. เดินหน้าโครงการฯพระราชดำริ

รองปลัดฯประชุมคกก. เดินหน้าโครงการฯพระราชดำริ

รองปลัดฯประชุมคกก. เดินหน้าโครงการฯพระราชดำริ

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 2/2567 โดยมีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯเข้าร่วม เพื่อรับทราบสรุปข้อมูลการเสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการเกษตร (ทรงติดตามความก้าวหน้า/ผลการดำเนินงานโครงการฯ ในพื้นที่) ปี 2565-2567 สรุปข้อมูลการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริขององคมนตรี และคณะอนุกรรมการ (4 ภาค) ปี 2565-2567 และแผนการขับเคลื่อนโครงการ “นำร่อง” การแก้ไขปัญหาทางด้าน การเกษตร โดยน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ใน 3 พื้นที่ ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นเมื่อปีงบประมาณ 2566 ตามนโยบายปลัดกระทรวงเกษตรฯ โดยนำร่องในพื้นที่ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี เป็นที่แรก และในปีงบประมาณ 2567 ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายใหม่เพิ่มเติม 2 พื้นที่ คือ 1.พื้นที่ อ.ลี้ จ.ลำพูน เนื่องจากสภาพปัญหาพื้นที่เกิดปัญหามลพิษเป็นประจำทุกปี สัดส่วนจุดก่อมลพิษ hotspot ต่อพื้นที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของภาคเหนือ โดยเป็นหมู่บ้านที่ประสบปัญหาไฟป่ามากที่สุด สภาพดินไม่สามารถปลูกพืชอื่นได้ ยกเว้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เกิดปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าหมอกควันในพื้นที่ และ 2.พื้นที่ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา สภาพปัญหาพื้นที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่าเข้ามาบุกรุกทำลายพืชผลทางการเกษตรที่ชาวบ้านในพื้นที่ชุมชนเพาะปลูกไว้ และเป็นพื้นที่เป้าหมายตามโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์

นอกจากนี้ที่ประชุมได้พิจารณาการขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายรายงานผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ กระทรวงเกษตรฯ ประจำปีงบประมาณ 2567 รวม 7 โครงการ ได้แก่ 1.ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปายตามพระราชดำริ จ.แม่ฮ่องสอน 2.ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ จ.แม่ฮ่องสอน 3.โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาตามพระราชดำริ จ.สระแก้ว-ปราจีนบุรี 4.ศูนย์พัฒนาไม้ผลตามพระราชดำริ จ.จันทบุรี 5.ศูนย์อำนวยการโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ 6.โครงการศูนย์พัฒนาปศุสัตว์ตามพระราชดำริ อ.ด่านซ้าย จ.เลย และ 7.ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จ.ระยอง และพิจารณาแผนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกระทรวงเกษตรฯ ประจำปีงบประมาณ 2568 และติดตามประเมินผลลัพธ์ความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด

‘อธิบดีทวีศักดิ์’นำคณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน เข้าอวยพร’รมช.เกษตรฯ’ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2568

'อธิบดีทวีศักดิ์'นำคณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน เข้าอวยพร'รมช.เกษตรฯ' เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2568

‘อธิบดีทวีศักดิ์’นำคณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน เข้าอวยพร’รมช.เกษตรฯ’ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2568

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.34 น.

อธิบดีทวีศักดิ์ นำคณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดินเข้าอวยพร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2568

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 14 มกราคม 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม และนายสุรชาติ มาลาศรี รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน นำคณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดินเข้าพบ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเข้าอวยพรและรับพรเนื่องในโอกาสวันปีใหม่ 2568 เพื่อความเป็นสิริมงคล ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

– 006

พช.ต้อนรับคณะจากกระทรวงมหาดไทยศึกษาดูงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ BIG DATA กรมการพัฒนาชุมชนชุมชน

พช.ต้อนรับคณะจากกระทรวงมหาดไทยศึกษาดูงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ BIG DATA กรมการพัฒนาชุมชนชุมชน

พช.ต้อนรับคณะจากกระทรวงมหาดไทยศึกษาดูงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ BIG DATA กรมการพัฒนาชุมชนชุมชน

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.19 น.

พช.ต้อนรับคณะจากกระทรวงมหาดไทยศึกษาดูงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ BIG DATA กรมการพัฒนาชุมชนชุมชน

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้ศูนย์สารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน ให้การต้อนรับคณะจากกระทรวงมหาดไทย โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย สำนักวิศวกรรมการผังเมือง กรมโยธาธิการและผังเมือง และศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (CDD BIG DATA) ของกรมการพัฒนาชุมชนชุมชน ในการนี้ นายเอกจิต ไชยวงศ์ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน นางสาวประภาพรรณ วุ่นสุข ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และนางสาวปภาวรินท์ ปานนี้ ผู้อำนวยการกลุ่มงานวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศชุมชน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศูนย์สารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน ร่วมให้การต้อนรับและสนับสนุนข้อมูลการดำเนินงานฯ ณ ห้องศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการตัดสินใจ (War Room) ชั้น 5 กรมการพัฒนาชุมชน

นายปริญ นิทัศน์เอก ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วันนี้กระทรวงมหาดไทย นำโดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และที่ปรึกษาโครงการฯ ขอเข้าศึกษาดูงานเกี่ยวกับการการพัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของกรมการพัฒนาชุมชนชุมชน (CDD BIG DATA) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบสารสนเทศของกระทรวงมหาดไทย ให้สามารถสนับสนุนการบริหารและการตัดสินใจของผู้บริหารทุกระดับ โดยการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตามโครงการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มกลางข้อมูลกระทรวงมหาดไทย (MOI Single Data Platform) ระยะที่ 2

นายเอกจิต ไชยวงศ์ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณะฯ ได้ให้เกียรติมาศึกษาดูงาน และขอขอบคุณที่เห็นถึงความสำคัญของกรมการพัฒนาชุมชน ในการสนับสนุนข้อมูลการดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ CDD BIG DATA กรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนได้ยกระดับการขับเคลื่อนองค์กรดิจิทัลและบริการดิจิทัลอย่างครอบคลุม มาอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมโยงบูรณาการด้วยการพัฒนาระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (CDD BIG DATA) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลของกรมฯ และแหล่งอื่น มาทำการวิเคราะห์ บูรณาการเชื่อมโยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร “งาน งบ ระบบ คน” และใช้ประโยชน์ในการผลิตบริการดิจิทัลที่ให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และใช้ข้อมูลในการวางแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนและชุมชน ตามวิสัยทัศน์และพันธกิจของกรมการพัฒนาชุมชน ในการนี้ กรมการพัฒนาพัฒนาชุมชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลการดำเนินการฯ ดังกล่าวนั้น จะเป็นประโยชน์ในการใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานต่อการพัฒนาระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ฯ ที่ได้ตั้งไว้ นอกจากนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ยินดีที่จะให้การสนับสนุนข้อมูล และความร่วมมือ กับทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อผลสัมฤทธิ์ในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนตามภารกิจของกระทรวงมหาดไทยต่อไป

– 006

เกษตรฯ ไฟเขียวเพิ่มวันทำการประมง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

เกษตรฯ ไฟเขียวเพิ่มวันทำการประมง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

เกษตรฯ ไฟเขียวเพิ่มวันทำการประมง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2568, 10.20 น.

เกษตรฯ ไฟเขียวเพิ่มวันทำการประมง”  หนุนส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากคาด ก่อเกิดการจ้างงานในเรือประมงต่อเนื่องมากกว่า 18,000 คน มูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท 

 นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ในรอบปีการประมง 2567 คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ได้มีการจัดสรรวันทำการประมงให้กับกลุ่มเรือประมงพาณิชย์ที่ใช้เครื่องมือประมงประสิทธิภาพสูง 7 ชนิดเครื่องมือ ได้แก่ 1.อวนลากคู่ 2.อวนลากแผ่นตะเฆ่ 3.อวนลากคานถ่าง 4.อวนล้อมจับ 5.อวนล้อมจับปลากะตัก 6.อวนครอบปลากะตัก และ 7.อวนช้อน/ยกปลากะตัก จำนวน 4,273 ลำ (จากเรือประมงพาณิชย์ที่กรมประมงได้ออกใบอนุญาตให้ทำการประมง จำนวนทั้งสิ้น 8,954 ลำ) โดยฝั่งอ่าวไทยมีการควบคุมวันทำการประมงเรือประมงที่จับกลุ่มสัตว์น้ำหน้าดิน (อวนลากคู่ อวนลากแผ่นตะเฆ่ และอวนลากคานถ่าง) 245 วัน กลุ่มปลาผิวน้ำ (อวนล้อมจับ) 255 วัน และกลุ่มปลากะตัก (อวนล้อมจับปลากะตัก อวนครอบปลากะตัก และ อวนช้อน/ยกปลากะตัก) 270 วัน ส่วนในฝั่งทะเลอันดามันมีการควบคุมวันทำการประมงกลุ่มสัตว์น้ำหน้าดิน 275 วัน กลุ่มปลาผิวน้ำ 265 วัน และกลุ่มปลากะตัก 250 วัน

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากรมประมงได้ตรวจสอบปริมาณสัตว์น้ำที่มีการนำขึ้นมาใช้ประโยชน์โดยเรือประมงพาณิชย์ โดยการตรวจสอบการแจ้งเข้าออกของเรือประมงพาณิชย์ และจากข้อมูลระบบติดตามเรือประมงในปีการประมง 2567 ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 ปรากฏว่าในช่วงเวลาที่เหลือของปีการประมง 2567 ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2568 มีเรือประมงจำนวน 2,822 ลำ ที่เหลือวันทำการประมงมากกว่า 108 วัน คิดเป็นปริมาณสัตว์น้ำคงเหลือ 191,663 ตัน โดยสามารถนำปริมาณสัตว์น้ำคงเหลือดังกล่าว มาจัดสรรให้กับเรือประมงที่วันทำการประมงใกล้หมดลง ให้สามารถทำการประมงได้ตลอดทั้งปี จำนวน 1,451 ลำ ซึ่งต้องใช้ปริมาณสัตว์น้ำ 24,649 ตัน และเพื่อเป็นการนำปริมาณสัตว์น้ำที่ได้จัดสรรแล้วมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เกิดการสร้างงานในภาคการประมง พร้อมช่วยส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ 

โดยสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวประมง จากการจัดสรรวันทำประมงเพิ่มมากกว่า 1,200 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานในเรือประมงต่อเนื่องมากกว่า 18,000 คน จากการจัดสรรให้เรือประมงพาณิชย์ในกลุ่มเรือที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนวันทำการประมงไม่เพียงพอ จำนวน 1,451 ลำ ให้สามารถทำการประมงได้ตลอดทั้งปีการประมง 2567 (1 เมษายน 2567 – 31 มีนาคม 2568) 
ซึ่งกรมประมงจะทำการออกประกาศกรมประมง จัดสรรวันทำการประมงเพิ่มให้กับผู้รับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ สำหรับปีการประมง 2567 และนำข้อมูลเข้าระบบ E- License ให้ชาวประมงสามารถทำการประมง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป

อธิบดีกรมประมงบอกด้วยว่ากรมประมงได้ให้ความสำคัญของการจัดสรรวันทำการประมงเพิ่มเติมในครั้งนี้ว่า ได้ดำเนินการภายใต้หลักการและข้อมูลทางวิชาการ กรมประมงขอยืนยันถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาและพร้อมเดินหน้าอย่างมุ่งมั่นเพื่อสร้างความสมดุลในการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาอาชีพของพี่น้องชาวประมงให้มั่นคงและยั่งยืน และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

รมว.เกษตรฯพัฒนางานบัญชีสหกรณ์

รมว.เกษตรฯพัฒนางานบัญชีสหกรณ์

รมว.เกษตรฯพัฒนางานบัญชีสหกรณ์

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

ศ.ดร.นฤมลกล่าวว่า ได้เตรียมพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อขยายขอบเขตการตรวจสอบ และการกำกับดูแลด้านความเสี่ยงของสหกรณ์ และสมาชิกให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ครอบคลุมความเสี่ยงในทุกมิติภาคการเกษตร จึงมอบนโยบายขับเคลื่อนภารกิจของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์4 นโยบายหลัก ดังนี้ 1.มุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้างความเข้มแข็งแก่สถาบันเกษตรกร โดยการผลักดันการใช้เทคโนโลยีด้านการบัญชีสหกรณ์ เพื่อพัฒนาความสามารถการใช้ข้อมูลสำหรับการวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ อีกทั้งยกระดับการกำกับสหกรณ์ด้วยระบบ Core Bankingในกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีความพร้อม และพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการบริหาร อาทิ ศูนย์ข้อมูลด้านการเงิน และระบบเตือนภัยทางการเงิน แบบ Real Time

2.รักษามาตรฐานวิชาชีพ โดยสร้างมาตรฐานด้านบัญชีสหกรณ์ พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานโปรแกรมระบบบัญชี และรักษาคุณภาพการสอบบัญชี ต่อยอดและพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อการตรวจสอบบัญชีอย่างเป็นระบบและได้มาตรฐาน 3.แก้ปัญหาการทุรจิตอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงข้อมูลสหกรณ์ สำหรับการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยแบบ Real Time พร้อมทั้งร่วมตรวจสอบและประเมินระบบการควบคุมภายในด้านการเงินการบัญชี และ 4.ส่งเสริมเกษตรกรเข้มแข็งด้วยบัญชี โดยพัฒนาแอปพลิเคชั่น เพื่อบันทึกข้อมูล ควบคู่กับการส่งเสริมองค์ความรู้เกษตรกร

‘อัครา’ดันนโยบาย ทำเกษตรทันสมัย มอบสวพส.แกนนำ หนุนอาชีพเกษตร

‘อัครา’ดันนโยบาย  ทำเกษตรทันสมัย  มอบสวพส.แกนนำ  หนุนอาชีพเกษตร

‘อัครา’ดันนโยบาย ทำเกษตรทันสมัย มอบสวพส.แกนนำ หนุนอาชีพเกษตร

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงปางแดงใน ที่สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.หมู่ 9 ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่สูงและเร่งสร้างรายได้ผ่านนโยบายรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ

นายอัครากล่าวว่า มีนโยบายส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ผ่านการใช้เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย พร้อมเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและราคาพืชผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มตามนโยบายของรัฐบาล โดยมอบหมายให้ สวพส.เป็นแกนหลักในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัดและหน่วยงานในพื้นที่ ส่งเสริมเกษตรกรให้ทำเกษตรรูปแบบใหม่ เป็นเกษตรปลอดภัยต่อผู้บริโภค สร้างการบอกต่อให้เกิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จนเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ได้มอบหมายให้มีการดูแลปรับปรุงดินก่อนปลูกพืช วางแผนทำบ่อกุ้ง และบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน รวมทั้งได้พบปะพูดคุย ให้กำลังใจเกษตรกรในพื้นที่ เยี่ยมชมนิทรรศการผ้าย้อมจากสีธรรมชาติ และโรงเรือนสาธิตการปลูกเมล่อน

‘นฤมล’ลุยมอบโฉนดที่ส.ป.ก. ตั้งเป้า22ล้านไร่-เพิ่มศูนย์ข้าวชุมชน

‘นฤมล’ลุยมอบโฉนดที่ส.ป.ก.  ตั้งเป้า22ล้านไร่-เพิ่มศูนย์ข้าวชุมชน

‘นฤมล’ลุยมอบโฉนดที่ส.ป.ก. ตั้งเป้า22ล้านไร่-เพิ่มศูนย์ข้าวชุมชน

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ แถลงผลการดำเนินงานกระทรวงเกษตรฯปี 2567 และแผนงานสำคัญปี 2568 พร้อมส่งมอบของขวัญปีใหม่กระทรวงเกษตรฯ ให้เกษตรกรไทยมีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง ในงาน 1 ปีจุดพลังเกษตรไทย 2568 ก้าวต่อไปเพื่อเกษตรกร

ศ.ดร.นฤมลกล่าวว่า ได้ดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงขับเคลื่อนภาคเกษตรของประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิด “ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย มุ่งเน้นเทคโนโลยีด้านการเกษตร ดึงจุดเด่นของประเทศไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของโลกด้านความมั่นคงทางอาหาร เร่งเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและราคาพืชผลการเกษตร รวมทั้งยกระดับรายได้ของเกษตรกร ตามนโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ได้จัดที่ดินทำกินแก่เกษตรกรให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร 1,066,643 แปลง ให้เกษตรนำไปต่อยอดให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อสร้างคุณภาพชีวิต ซึ่งปีที่ผ่านมาได้ออกหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 333,897 ฉบับ (95%) ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3.5 ล้านไร่ โดยตั้งเป้าให้ครบ 22 ล้านไร่ในปี 2568-2569

ส่วนกรมการข้าว ได้ทำงานร่วมกับพี่น้องกับเกษตรกรอย่างเข้มแข็ง โดยจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในชุมชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการเกี่ยวกับการผลิตข้าว ให้เกิดความเข้มแข็งยั่งยืน ปัจจุบันมีศูนย์ข้าวชุมชนแล้วทั้งสิ้น 4,985 แห่ง ครอบคลุมเกษตรกร 150,000 ครัวเรือน ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี 200,000 ตัน ซึ่งในปี 2568 จะมีการเพิ่มศูนย์ข้าวชุมชนอีก 2,500 แห่ง จะสามารถครอบคลุมเกษตรกร 255,000 ครัวเรือนทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ผลักดันให้เกิดชาวนาอาสา ที่เปรียบเสมือนอาสาสมัครเกษตรที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำเกษตรกร เกี่ยวกับกิจกรรมการผลิตข้าว และช่วยเหลืองานของกรมการข้าว โดยมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมหรือโครงการของกรมการข้าว ให้ประชาชนในหมู่บ้านหรือชุมชนเข้าร่วมกิจกรรม อีกทั้งประสานงาน ช่วยเหลือ และให้ข้อเสนอแนะแก่กรมการข้าว รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาด้านข้าวของเกษตรกรในหมู่บ้าน

นอกจากนี้ ยังมีความสำเร็จในการเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น สินค้าสัตว์ปีก เนื้อเป็ดปรุงสุก และโคมีชีวิต เป็นต้น ส่งผลให้มีมูลค่าส่งออกสินค้าปศุสัตว์เพิ่มขึ้นประมาณ 1,230 ล้านบาทต่อปี การพัฒนาและส่งเสริมความเข้มแข็งของเกษตรกร/สถาบันเกษตรกร พัฒนาศักยภาพเกษตรกร ให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (ด้านพืช ปศุสัตว์ หม่อนไหม และบัญชี) รวม 27,824 ราย ส่งเสริมการสร้างพลังในชุมชน ด้วยการถ่ายทอดความรู้ 33,022 ราย ส่งเสริมองค์ความรู้และสนับสนุนสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ธุรกิจชุมชน และวิสาหกิจชุมชน รวม 14,368 แห่ง รวมทั้งยังดำเนินการในเรื่องต่างๆ อีกมากมาย

ผู้ช่วยฯถกคกก.พัฒนาระบบ บริหารความเสี่ยง-การควบคุม

ผู้ช่วยฯถกคกก.พัฒนาระบบ บริหารความเสี่ยง-การควบคุม

ผู้ช่วยฯถกคกก.พัฒนาระบบ บริหารความเสี่ยง-การควบคุม

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายพรเทพ ศรีธนาธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งนี้ เพื่อพิจารณา 1.(ร่าง) รายงานการประเมินผลรายงานการประเมินผลการควบคุมภายในของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ สำหรับสิ้นสุดปีงบประมาณ 2567

2.(ร่าง) เกณฑ์การสอบทานการจัดทำรายงานการประเมินผลการควบคุมภายในระดับส่วนงานย่อย (สำนัก/กอง/สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ) ประจำปีงบประมาณ 2568 และ3.(ร่าง) ปฏิทินการดำเนินงานการจัดทำรายงานการประเมินผลการควบคุมภายในของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียงกัน

4 ทศวรรษ!! โครงการเขาชะงุ้ม ผืนป่าและแผ่นดินที่พ่อสร้าง ขยายผลการพัฒนา จากเขตเมืองสู่ชายแดน

4 ทศวรรษ!! โครงการเขาชะงุ้ม ผืนป่าและแผ่นดินที่พ่อสร้าง ขยายผลการพัฒนา จากเขตเมืองสู่ชายแดน

4 ทศวรรษ!! โครงการเขาชะงุ้ม ผืนป่าและแผ่นดินที่พ่อสร้าง ขยายผลการพัฒนา จากเขตเมืองสู่ชายแดน

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.53 น.

4 ทศวรรษ โครงการเขาชะงุ้ม ผืนป่าและแผ่นดินที่พ่อสร้าง ขยายผลการพัฒนา จากเขตเมืองสู่ชายแดน

เมื่อวันที่ 13 ม.ค.2568 พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี รองประธานกรรมการบริหารโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธานในพิธีเปิดงานน้อมรำลึกการก่อตั้งโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และงานวันดินโลก ปี 2567 “4 ทศวรรษ ผืนป่าและแผ่นดินที่พ่อสร้าง” ณ โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.เขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2567 ที่ผ่านมา โดยมี นายศุภรัชต์ อินทราวุธ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) กล่าวรายงาน การนี้องคมนตรีได้มอบเกียรติบัตรแก่เกษตรกรที่ชนะการประกวดเกษตรกรตัวอย่างโครงการ 

นายสุกิจ  สุภาพงศ์ เกษตรกรที่ได้เข้ามาเรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสานจากโครงการฯ เผยว่าได้นำความรู้ไปพัฒนาพื้นที่ของตนเอง จนประสบผลสำเร็จได้ผลผลิตที่ดีและมีมากพอสำหรับการบริโภคในครอบครัวและจำหน่ายในชุมชน มีการแบ่งปันความรู้และผลผลิตแก่เพื่อนบ้าน รวมถึงต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิต เช่น สมุนไพรเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง ควบคู่กับการเลี้ยงผึ้งโพรงและชันโรง เพื่อช่วยผสมเกสรพืชและยังได้ผลผลิตเป็นน้ำผึ้งมาจำหน่าย 

“มีการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งและปลูกพืชสมุนไพรในพื้นที่ เช่น ไพล ย่านางแดง ขมิ้น อ้อย ว่านเอ็นเหลือง สำหรับการพัฒนาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่ น้ำมันไพล โลชั่นถนอมผิวน้ำมันมะพร้าว สบู่ก้อนสมุนไพรย่านางแดง สบู่เหลวย่านางแดง น้ำผึ้งชันโรง แชมพูสระผม 5 เกลอ ยาหม่องสมุนไพร เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ให้ผู้สนใจเข้าศึกษาดูงาน โดยเฉพาะด้านการเกษตรผสมผสานวิถีพอเพียง โดยช่องทางการจำหน่าย ได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาชุมชน อุตสาหกรรมจังหวัด พาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัด  ในการออกร้านจำหน่ายสินค้า ปัจจุบันใช้ช่องทางออนไลน์ ขายผลผลิตด้วย” นายสุกิจ  สุภาพงศ์ กล่าว

นายสามารถ พูลเกษม อีกหนึ่งเกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ได้เข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เปิดเผยว่า ได้ปลูกพืชทุกชนิดที่สามารถขึ้นได้ในพื้นที่ โดยเริ่มจากการปรับปรุงดินโดยไม่ใช้สารเคมี ทำปศุสัตว์ เลี้ยงวัว เลี้ยงไก่พื้นเมือง ผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพไว้ใช้เอง พร้อมวางระบบให้น้ำแปลงเพาะปลูกอัจฉริยะในพื้นที่ 4 ไร่ ทำให้ไม่ต้องใช้แรงงาน สามารถทำคนเดียวได้

“ผลผลิตมีต่อเนื่องและขายได้ทั้งปี อาทิ ดอกแค กล้วยน้ำว้า มะพร้าวน้ำหอม ข้าว สำหรับไก่พื้นเมืองสามารถขายได้ทั้งตัวไก่และไข่ไก่ รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ทำเกษตรด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริมาใช้ พระองค์ทรงห่วงใยพสกนิกร ช่วยคิด ช่วยสร้างทุกอย่างให้ ตั้งแต่แนวทางวิธีการ ช่วงแรกๆ ไม่เข้าใจในแนวพระราชดำริเท่าไหร่แต่เมื่อนำไปปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่องทำให้มีความเข้าใจมากขึ้นและเกิดผลดีหลายๆ ด้าน ทุกวันนี้มีอาชีพได้แบบยั่งยืนอย่างแท้จริง อยู่แบบพอเพียงและมีความสุข อยากจะฝากถึงลูกๆ หลานๆ ว่าให้สืบทอดอาชีพของพ่อแม่ที่ทํามา และรำลึกถึงพระองค์ท่านที่ได้พระราชทานโครงการต่างๆ มาให้  ได้มีกินมีใช้จวบจนทุกวันนี้” นายสามารถ  พูลเกษม  กล่าว

ดาบตํารวจหญิงอรวรรณ  สระแก้ว ครูโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า ที่โรงเรียนมีโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน โดยนักเรียนช่วยกัน ปลูกพืชผักเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เพื่อนำผลผลิตมาประกอบอาหารกลางวัน ได้เรียนรู้การทำการเกษตรที่ถูกต้อง เมื่อจบการศึกษาก็สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพ อีกทั้งในระหว่างเรียนก็ได้ถ่ายทอดความรู้การทำการเกษตรอย่างถูกวิธีให้แก่พ่อแม่ที่บ้าน ซึ่งเด็กนักเรียนส่วนใหญ่เป็นบุตรหลานของราษฎรชนเผ่าในพื้นที่ซึ่งอยู่ติดกับประเทศพม่า

“ที่ผ่านมาโรงเรียนได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิตจากโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ อย่างต่อเนื่อง มีเจ้าหน้าที่เดินทางไปถ่ายทอดความรู้ในการทำเกษตรอย่างถูกวิธีแก่ครูในโรงเรียน เนื่องจากโรงเรียนมีการสับเปลี่ยนบุคลากรตามวงรอบของการปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดน ทำให้โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันไม่ขาดช่วง เด็กนักเรียนมีโภชนาการอยู่ในเกณฑ์ดี สมวัย” ดาบตํารวจหญิงอรวรรณ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ ได้ดำเนินงานกว่า 40 ปี เกิดผลสัมฤทธิ์เห็นผลเป็นรูปธรรม เป็นแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ทีขยายผลการพัฒนาสู่ผู้รับประโยชน์กว่า 2,400 ครัวเรือน ประชาชนกว่า 7,000 คน จากเขตเมืองสู่ชายแดน โดยในแต่ละปีมีผู้เข้าศึกษาดูงาน และในปี 2567 มีผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานกว่า 144,000 คน

‘รมช.อิทธิ-สปก.’ นำทีมจิตอาสาฟื้นฟูศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในหลวง ร.9

‘รมช.อิทธิ-สปก.’ นำทีมจิตอาสาฟื้นฟูศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในหลวง ร.9

‘รมช.อิทธิ-สปก.’ นำทีมจิตอาสาฟื้นฟูศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในหลวง ร.9

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.50 น.

“รมช.อิทธิ” นำทีมจิตอาสาพัฒนาและฟื้นฟูศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มุ่งต่อยอดสู่ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และพัฒนาอาชีพเกษตรกร

​นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดโครงการจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2567 โดยมี นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมโครงการและกิจกรรม ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

“กระทรวงเกษตรฯ โดย ส.ป.ก. ได้จัดทำโครงการจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ฯ ขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเป็นการสืบสานพระราชปณิธานจิตอาสาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่งเสริมการทำความดี สร้างความสามัคคี การมีส่วนร่วมในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นในสังคม ซึ่งกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ฯ ในครั้งนี้ ประกอบด้วย การทำความสะอาดอาคารโดมแปดเหลี่ยม ห้องน้ำ อาคารกระจก และบริเวณโดยรอบอาคารโดม เพื่อพัฒนาและพื้นฟูพื้นที่บริเวณศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตรให้มีความสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ปลอดภัย และเกิดประโยชน์ในการใช้งานพื้นที่ และอาคารต่าง ๆ แก่ส่วนรวม อีกทั้งได้เตรียมจัดตั้งเป็นศูนย์กลางการจัดงาน ประชุม สัมมนา และฝึกอบรม เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้และความเสมอภาคทางสังคม ตลอดจนการต่อยอดอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร เพื่อยกระดับรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรต่อไป”  รมช.อิทธิ กล่าว

สำหรับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เดิมชื่อ “ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมศิลปาชีพแก่เกษตรกร ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสทั่วภูมิภาคของกระเทศไทย ในปี พ.ศ. 2523 ส.ป.ก. ได้ดำเนินงานรับผิดชอบภารกิจต่าง ๆ อย่างเช่นการดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ การดูแลรักษา และสนับสนุนการดำเนินงานการฝึกอบรมศิลปาชีพตลอดมา ต่อมาในปี พ.ศ. 2566 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โอนคืนพื้นที่ทรัพย์สินและภารกิจของศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ ให้แก่ ส.ป.ก. และได้มีการดำเนินการส่งมอบเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 และเปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศพส.)” โดยมีภารกิจในการรักษา สานต่องานศิลปหัตถกรรมตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปหัตถกรรมชั้นสูง และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกด้วย