รมว.เกษตรฯยกทัพ ส่งความสุขปีใหม่ ร่วมจัด3กิจกรรม มอบให้เกษตรกร

รมว.เกษตรฯยกทัพ  ส่งความสุขปีใหม่  ร่วมจัด3กิจกรรม  มอบให้เกษตรกร

รมว.เกษตรฯยกทัพ ส่งความสุขปีใหม่ ร่วมจัด3กิจกรรม มอบให้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้จัดทำโครงการส่งความสุขปีใหม่ 2568 ผ่าน 3 กิจกรรม โดยกิจกรรมแรก “มอบของขวัญให้เกษตรกรไทย มีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง” อาทิ โครงการสนับสนุนค่าบริการจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท โครงการฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2567 วงเงิน 2,553 ล้านบาท แจกพันธุ์หม่อน ไข่ไหมพันธุ์ดีฟรี 12,000 ราย ฯลฯ กิจกรรมที่ 2 “เพิ่มสุขปีใหม่ เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรฯ มี 2 ส่วน ดังนี้ 1.เปิดสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรให้ประชาชนเข้าชมฟรี ลดค่าบริการในช่วงเทศกาล ได้แก่ เขื่อนกักเก็บน้ำเช่น เขื่อนแควน้อย จ.พิษณุโลก สันเขื่อนอ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก เป็นต้น 2.เปิดสถานที่ราชการ ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว เข้าเยี่ยมชมในวันหยุดช่วงเทศกาล บริการจุดพักรถ อาหารว่างและเครื่องดื่ม ชมภูมิทัศน์ และศึกษาเรียนรู้ด้านการเกษตร อาทิ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวและศูนย์วิจัยข้าว ให้เข้าชมพันธุ์ข้าว แปลงแสดงพันธุ์ข้าว พร้อมถ่ายรูปกับจุดเช็คอิน เปิดศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำมากกว่า 40 แห่ง ฯลฯ

สำหรับกิจกรรมส่งท้าย “เสริมพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ” จัดหาสินค้าดี มีคุณภาพเพื่อจำหน่ายให้ประชาชน และเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรให้แก่เกษตรกร เช่น ไข่ไก่ราคาถูก เนื้อโคขุน ผักผลไม้โครงการหลวง พร้อมบริการจัดกระเช้าของขวัญผ่านช่องทางต่างๆ

‘อภัย’ประชุมคณะกรรมการ นโยบายการประมงแห่งชาติ

‘อภัย’ประชุมคณะกรรมการ  นโยบายการประมงแห่งชาติ

‘อภัย’ประชุมคณะกรรมการ นโยบายการประมงแห่งชาติ

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ครั้งที่ 3 /2567 ที่ห้องประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชั้น 20 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง โดยมีนายพิชัยชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานการประชุมดังกล่าว มีประเด็นสำคัญในที่ประชุม ดังนี้ 1.การเพิ่มวันทำการประมง สำหรับเรือประมงพาณิชย์ 2.ความก้าวหน้าการมอบอำนาจในการดำเนินคดีหมายเลขดำ ที่ ส.14/2567 ศาลปกครองกลาง และพิจารณาร่างคำให้การตามที่กรมประมงเสนอ

3.ความก้าวหน้าโครงการประมงรวมใจจ่ายระบบติดตามเรือประมงไทย (VMS) คนละครึ่ง 4.ความก้าวหน้าการตั้งคณะอนุกรรมการวิทยาศาสตร์ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเล 5.ความก้าวหน้าโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน และ 6. (ร่าง) แผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อลดการติดนกทะเลโดยบังเอิญ

‘นฤมล’ถกคกก.มาตรฐานฯ สร้างความเชื่อมั่นสินค้าเกษตร

‘นฤมล’ถกคกก.มาตรฐานฯ  สร้างความเชื่อมั่นสินค้าเกษตร

‘นฤมล’ถกคกก.มาตรฐานฯ สร้างความเชื่อมั่นสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567 ว่าความมั่นคงทางอาหารเป็นเรื่องที่นานาชาติให้ความสำคัญ จึงต้องสร้างระบบมาตรฐานสินค้าเกษตรให้เกิดการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเกณฑ์มาตรฐานที่นำมาใช้อ้างอิง สนับสนุนการเจรจาโดยเฉพาะการทำความตกลงยอมรับความเท่าเทียมกันระหว่างไทยกับคู่ค้า และเป็นเกณฑ์ในการตรวจรับรองระบบมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานสินค้า ปัจจุบันมีมาตรฐานสินค้าเกษตร รวมทั้งสิ้น 417 เรื่อง แบ่งเป็นมาตรฐานทั่วไป 407 เรื่อง และมาตรฐานบังคับ 10 เรื่อง

รมว.เกษตรฯกล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้ทางสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ทบทวนมาตรฐานที่ซ้ำซ้อนให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและลดขั้นตอน อีกทั้งมอบหมายกรมวิชาการเกษตร และหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช บูรณาการทำงานหาแนวทางแก้ปัญหาสินค้าเกษตรที่ถูกตีกลับ ให้ตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุ วางแผนร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตร ให้มีคุณภาพมาตรฐาน และความปลอดภัย สร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศไทย และผลักดันให้เกิดการบังคับใช้มาตรฐานอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบต่อร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ 1.ยกเลิกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร สำหรับมาตรฐานทั่วไป (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2567 เนื่องจากมีการออกกฎกระทรวงกำหนดให้มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวม และโรงคัดบรรจุเป็นมาตรฐานบังคับ ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา 2.กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานทั่วไป (ฉบับที่) พ.ศ. ซึ่งกำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน มกษ.9055-2562 (GAP เกลือทะเล) 3.กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานบังคับ (ฉบับที่) พ.ศ. ซึ่งกำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานบังคับ มกษ.6413-2564 (ปางช้าง) และ มกษ.9070-2566 (ตรวจและรับผลทุเรียน)

ศ.ดร.นฤมลกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้เห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 6 เรื่อง และประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ 1.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง 2.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหาร 3.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหารสัตว์ 4.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (ทบทวน) 5.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (ทบทวน) และ 6.การจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร เล่ม 1 : พืช (ทบทวน)

‘อิทธิ’หารือทูตจีนดันส่งออกปศุสัตว์

‘อิทธิ’หารือทูตจีนดันส่งออกปศุสัตว์

‘อิทธิ’หารือทูตจีนดันส่งออกปศุสัตว์

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าหารือกับ นายหาน จื้อเฉียง (H.E. Mr. Han Zhiqiang) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวกับการผลักดันการส่งออกโคมีชีวิตจากไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการตามนโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ และกรมปศุสัตว์ เร่งดำเนินการผลักดันการส่งออกโคมีชีวิตไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อให้มีความอยู่ดี กินดี เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล โดยเอกอัครราชทูตฯ ได้รับทราบถึงความสำคัญของนโยบายของรัฐบาลและเล็งเห็นถึงศักยภาพของกรมปศุสัตว์ อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์ในการจัดทำพื้นที่ปลอดโรคเพื่อการส่งออกโคมีชีวิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านมาก่อนแล้ว จึงมีความยินดีที่จะอำนวยความสะดวกให้การผลักดันการส่งออกโคมีชีวิตจากไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนให้สำเร็จ อันจะเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านปศุสัตว์ระหว่างไทยและจีนให้เข้มแข็งต่อไป พร้อมทั้งได้แจ้งความคืบหน้าในการดำเนินงานของสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of Customs of China หรือ GACC) ในเรื่องดังกล่าวและยืนยันว่าจะสนับสนุนและผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ได้ขอความอนุเคราะห์เอกอัครราชทูตฯ ในการติดตามความคืบหน้าเรื่องการขอต่ออายุสถานผลิตและประกอบการเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง ปลาป่นและอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยเพื่อส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งอยู่ระหว่างรอผลการอนุมัติให้ต่ออายุจาก GACC ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้าในการทำการค้าสินค้าปศุสัตว์ทั้งสองฝ่ายต่อไป

‘กรมปศุสัตว์’ปีนี้จัดยิ่งใหญ่! ‘งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2568’

'กรมปศุสัตว์'ปีนี้จัดยิ่งใหญ่! 'งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2568'

‘กรมปศุสัตว์’ปีนี้จัดยิ่งใหญ่! ‘งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2568’

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.02 น.

“กรมปศุสัตว์”ปีนี้จัดยิ่งใหญ่! “งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2568” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

วันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2568 เวลา 09.00 น.กรมปศุสัตว์จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2568 ภายใต้หลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย” ในระหว่างวันที่ 11 – 12 มกราคม 2568 เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ในด้านการพัฒนาการปศุสัตว์ อีกทั้งให้เกษตรกรเจ้าของกระบือจากทุกภูมิภาคของประเทศ ตื่นตัวในการพัฒนาสายพันธุ์กระบือของตนเอง โดยมี นางสาวณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภาครัฐ และเอกชน ภาคีเครือข่ายกระบือ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานฯ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

นางสาวณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กระบือปลักไทยให้มีลักษณะดี มีคุณภาพ เพิ่มจำนวนกระบือ อันจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย โดยใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่นำกระบือไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกันระหว่างกรมปศุสัตว์ ส่วนราชการจังหวัดนครราชสีมา หน่วยงานภาคเอกชน ตลอดจนภาคีเครือข่ายกระบือทั่วประเทศ โดยภายในงานมีกิจกรรม การจัดนิทรรศการจากภาครัฐ และกลุ่มเกษตรกร กิจกรรมการแสดงผลิตภัณฑ์และสาธิตการทำผลิตภัณฑ์จากกระบือไทย การประกวดกระบือปลักไทย จำนวน 16 รุ่น ซึ่งมีกระบือเข้าร่วมประกวดจากทุกภูมิภาคของประเทศ รวมทั้งสิ้น 144 ตัว เป็นกระบือปลักไทยเผือกเพศเมีย จำนวน 10 ตัว กระบือปลักไทยเผือกเพศผู้ จำนวน 20 ตัว กระบือปลักไทยดำเพศเมีย จำนวน 41 ตัว และกระบือปลักไทยดำเพศผู้ จำนวน 73 ตัว นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการต่างๆ จำนวน 3 โซน ประกอบด้วย โซนที่ 1 นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ประกอบด้วยการดำเนินงานโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตร ตามพระราชดำริ โครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย ภายใต้ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน โซนที่ 2 นิทรรศการวิชาการจากหน่วยงานภายใต้กรมปศุสัตว์ จำนวน 5 เรื่อง ได้แก่ การขึ้นทะเบียนกระบือปลักไทย การเลี้ยงดูกระบือปลักไทย อาหารสัตว์และพืชอาหารสัตว์สำหรับกระบือ การตรวจโครโมโซมในกระบือ การตรวจเร่งเนื้อแดงจากปัสสาวะกระบือ และโรคและการป้องกันที่สำคัญในกระบือ โชนที่ 3 นิทรรศการของกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ /สมาคมฯ จำนวน 5 กลุ่ม การออกร้านสาธิตและจำหน่ายสินค้าของกองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ นิทรรศการมีชีวิต การแสดงพ่อพันธุ์กระบือปลักไทยต้นแบบ กิจกรรมวิ่งควาย กิจกรรมสู่ขวัญควาย

ทั้งนี้ กระบือที่ได้รับการพิจารณาว่ามีลักษณะดีที่สุดในการประกวดในครั้งนี้ จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานถ้วยรางวัลกระบือปลักไทยชนะเลิศยอดเยี่ยม (Grand Champion) เพศผู้และเพศเมีย จำนวน 2 รางวัล สำหรับการแข่งขันกระบือปลักไทย ประเภทการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร กระบือที่ชนะเลิศจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จำนวน 1 รางวัล

– 006
 

‘กรมประมง’เดินหน้าจัดการ‘ปลาหมอคางดำ’ มั่นใจคุมได้-ปรับมาตรการเฉพาะพื้นที่

‘กรมประมง’เดินหน้าจัดการ‘ปลาหมอคางดำ’ มั่นใจคุมได้-ปรับมาตรการเฉพาะพื้นที่

‘กรมประมง’เดินหน้าจัดการ‘ปลาหมอคางดำ’ มั่นใจคุมได้-ปรับมาตรการเฉพาะพื้นที่

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.42 น.

‘กรมประมง’เดินหน้าจัดการ‘ปลาหมอคางดำ’ มั่นใจคุมได้-ปรับมาตรการเฉพาะพื้นที่

12 มกราคม 2568 นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากการทุ่มเทดำเนินมาตรการควบคุมและจัดการปลาหมอคางดำอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์การระบาดในภาพรวมดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยผลการสำรวจล่าสุดในเดือนธันวาคม ปี 2567 ที่ผ่านมา ในกว่า 190 แม่น้ำและลำคลอง พบว่าพื้นที่การระบาดลดลงจาก 19 จังหวัด เหลือ 17 จังหวัด โดยจังหวัดปราจีนบุรีและพัทลุงที่พบปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำในปริมาณที่น้อยมากหรือแทบไม่พบเลย และขณะที่จังหวัดอื่นพบปลาลดลงอย่างต่อเนื่อง

“กรมประมงยังคงเดินหน้าปฏิบัติการควบคุมและจัดการปลาหมอคางดำอย่างเข้มข้นผ่าน 7 มาตรการหลัก พร้อมบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อให้การจัดการปัญหาครอบคลุมทุกมิติ สนับสนุนให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจของภาคการประมง และความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศแหล่งน้ำธรรมชาติ” อธิบดีกรมประมง กล่าว

สำหรับแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570 ซึ่งกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ มีความคืบหน้าสำคัญในหลายด้าน อาทิ การวิจัยการเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4n ในปลาหมอคางดำ การขยายผลโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” ที่ประสบความสำเร็จจากจังหวัดสมุทรสงคราม การผลิตน้ำปลาจากปลาหมอคางดำ และการลงนาม MOU กับหน่วยงานภาครัฐเพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำในรูปแบบต่างๆ เช่น การผลิตน้ำหมักชีวภาพ และการทำน้ำปลา เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมประมงยังเน้นดำเนินการเพื่อควบคุมและลดประชากรปลาหมอคางดำตาม 7 มาตรการหลัก ดังนี้

มาตรการที่ 1  การเร่งกำจัดปลาหมอคางดำจากแหล่งน้ำ โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมุ่งเน้นการจัดการปลาหมอคางดำในบ่อเกษตรกรและบ่อร้าง พร้อมนำโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” จากจังหวัดสมุทรสงครามเป็นโมเดลขยายผลไปจังหวัดอื่นๆ รวมถึงการต่อยอดกองทุนกากชา เพื่อช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรในการลดประชากรปลาในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของตนเอง เป็นต้น

มาตรการที่ 2 การปล่อยพันธุ์ปลานักล่าอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเพื่อควบคุมและตัดวงจรปลาหมอคางดำ

มาตรการที่ 3 การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพิ่มเติม ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อขยายการนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น เช่น การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำหมักชีวภาพ น้ำปลา และการหมักจุลินทรีย์สำหรับใช้ในบ่อเลี้ยงกุ้ง

มาตรการที่ 4 การปรับปรุงกฎระเบียบและข้อบังคับให้เข้มงวดโดยมีมาตรการ “เจอ แจ้ง จับ จบ” เมื่อพบปลาหมอคางดำให้แจ้งกรมประมงทันที เพื่อเอื้ออำนวยให้มีการจัดการปัญหาทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ระเบียบการขนย้ายปลาหมอคางดำข้ามพื้นที่ระบาดตามประกาศ

มาตรการที่ 5 การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนถึงผลกระทบและการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา ซึ่งทุกประมงจังหวัดทุกพื้นที่ทั้งพื้นที่ที่มีการระบาด และพื้นที่กันชนหรือใกล้เคียงยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

มาตรการที่ 6  การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม โดยล่าสุดมีความคืบหน้าในการวิจัยการเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4n ทำให้ปลาเป็นหมัน ซึ่งขณะนี้กรมอกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาผลการทดลองเลี้ยงปลา 4n ในพื้นที่จำลองธรรมชาติ

มาตรการที่ 7 การฟื้นฟูระบบนิเวศ เป็นมาตรการที่กรมประมงให้ความสำคัญมาก  โดยพื้นที่ใดที่มีประชากรปลาหมอคางดำลดน้อยลงมากจนเป็นพื้นที่สีเขียว กรมประมงจะดำเนินการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับระบบนิเวศโดยอาศัยฐานข้อมูลปลาประจำถิ่นในแต่ละจังหวัดที่กรมมีอยู่แล้ว

“ความทุ่มเทของทุกภาคส่วนในการควบคุมสถานการณ์ปลาหมอคางดำที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการที่ดำเนินการ และกรมประมงยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการจัดการให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต” อธิบดีกรมประมง กล่าว

กรมปศุสัตว์ อัญเชิญถ้วยรางวัลพระราชทาน สู่เวทีการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย

กรมปศุสัตว์ อัญเชิญถ้วยรางวัลพระราชทาน สู่เวทีการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย

กรมปศุสัตว์ อัญเชิญถ้วยรางวัลพระราชทาน สู่เวทีการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย

วันเสาร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

กรมปศุสัตว์ อัญเชิญถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สู่เวทีการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2568

วันที่ 11 มกราคม 2568 เวลา 08.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ Grand Champion ในการประกวดและแข่งขันประกวดกระบือปลักไทย งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยมีนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นผู้อัญเชิญถ้วยรางวัล พร้อมข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยว ร่วมในพิธีฯ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ทั้งนี้ กระบือที่ได้รับการพิจารณาว่ามีลักษณะดีที่สุดในการประกวดในครั้งนี้ จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานถ้วยรางวัลกระบือปลักไทยชนะเลิศยอดเยี่ยม (Grand Champion) เพศผู้และเพศเมีย จำนวน 2 รางวัล

สำหรับการแข่งขันกระบือปลักไทย ประเภทการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร กระบือที่ชนะเลิศจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จำนวน 1 รางวัล

 

เกษตรฯพลิกฟื้น พื้นที่ภาคอีสาน ช่วยเพิ่มรายได้ แก้แล้งซ้ำซาก

เกษตรฯพลิกฟื้น  พื้นที่ภาคอีสาน  ช่วยเพิ่มรายได้  แก้แล้งซ้ำซาก

เกษตรฯพลิกฟื้น พื้นที่ภาคอีสาน ช่วยเพิ่มรายได้ แก้แล้งซ้ำซาก

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ บรรยายพิเศษเรื่องดิน น้ำ เส้นเลือดใหญ่เกษตรกรอีสาน ในงานสัมมนา “ISAN NEXT” พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลก ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคอีสาน ว่าภาคอีสานมีเนื้อที่ทางการเกษตรมากที่สุดของประเทศถึง 64.29 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 43.52 มีสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอื่นๆ มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภาค (GDP) มูลค่าประมาณ 1.76 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP ทั้งประเทศ มีสัดส่วนมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคการเกษตรถึงร้อยละ 24 ของ GDP ภาคการเกษตรทั้งประเทศ มีมูลค่าประมาณ 3.63 แสนล้านบาท โดยจังหวัดที่มีมูลค่าการผลิตภาคการเกษตรสูงสุด คือ นครราชสีมา บึงกาฬ อุบลราชธานี อุดรธานี และบุรีรัมย์ ตามลำดับ

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ปัญหาสำคัญคือหลายพื้นที่ภาคอีสานประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้เพียงร้อยละ 27 ของปริมาณน้ำท่าทั้งหมด อีกทั้งการทำการเกษตรยังต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติ และจากความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ภาคอีสานมีปริมาณฝนรายปีลดลง ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บรรจุแผนพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคอีสาน ปี 2568–2580 รวม 2,774 แห่ง ซึ่งจะสามารถเพิ่มความจุได้อีก 1,708 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 14.4 ล้านไร่ และมีครัวเรือนได้รับประโยชน์ 946,738 ครัวเรือน

รมว.ทส.ควงอธิบดีกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.กาญจน์

รมว.ทส.ควงอธิบดีกรมอุทยานฯ  ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.กาญจน์

รมว.ทส.ควงอธิบดีกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.กาญจน์

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีนายอรรถพล เจริญชันษาอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานฯ นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นาวาตรี สุธรรมระหงษ์ เลาขานุการ รมว.ทส.,นายนราพัฒน์ แก้วทองผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง ทส., นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ที่ปรึกษา รมว.ทส.เป็นคณะร่วมเดินทาง มีนายสุริยศักดิ์ เหมือนอ่วม นายอำเภอสังขละบุรี นายชุติเดช กมนณชนุตม์ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ดร.รวมทรัพย์ คะเนะดะ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 8,นายศุภฤกษ์ กลั่นประเสริฐ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตกเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ เจ้าหน้าที่ ตร.สภ.สังขละบุรี นายคมสันต์ พิทักษ์ชาติคีรี กำนันตำบลไล่โว่ นายชัยศักดิ์ ภูมูล ผอ.โรงเรียนบ้านกองม่องทะ รวมถึงเด็กนักเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้อนรับ

จุดแรกคณะได้เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปยังหน่วยพิทักษ์ป่าตะเคียนทอง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และรับฟังบรรยายสรุปเส้นทางการตรวจเยี่ยม จากนั้นเดินทางไปยังศูนย์ประสานงานโครงการพัฒนาป่าไม้และชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก บ้านสาละวะ รับฟังบรรยายสรุปการดำเนินโครงการภายใต้มูลนิธิภูบดินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์และเดินทางโดยรถยนต์ไปยังหน่วยพิทักษ์ป่าทิไล่ป้า ก่อนที่จะไปยังโรงเรียนบ้านหินตั้ง หมู่บ้านจะแก และตรวจเยี่ยมพูดคุยกับชาวบ้าน หมู่บ้านจะแก รวมถึงมอบอุปกรณ์การกีฬาให้กับเด็กนักเรียน

ชื่นชมตำรวจน้ำดียึดหลักพอเพียง ปลูกพืชผักกินเองพร้อมแจกจ่าย

ชื่นชมตำรวจน้ำดียึดหลักพอเพียง  ปลูกพืชผักกินเองพร้อมแจกจ่าย

ชื่นชมตำรวจน้ำดียึดหลักพอเพียง ปลูกพืชผักกินเองพร้อมแจกจ่าย

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.ต.ชาตรี สังข์แก้ว รองสารวัตรงานจราจรอำเภอเมืองกระบี่ ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันขันแข็ง และมีแต่รอยยิ้มให้กับประชาชน นอกจากนั้น ยังใช้เวลาว่าง ทำการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพ่อ ปลูกพืชผักกินเองและแจกจ่ายเพื่อนๆ จนเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน และเพื่อนข้าราชการตำรวจด้วยกัน

บุคลิกของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร โดยเฉพาะขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ ตั้งด่านตรวจ เท่าที่เคยพบเห็น ส่วนมากแล้ว จะเคร่งขรึม สวมแว่นตาดำไม่ค่อยมีรอยยิ้ม ไม่ค่อยมีความเป็นมิตรไมตรีกับพี่น้องประชาชน แต่ว่าจังหวัดกระบี่ วันนี้มี นายตำรวจ ที่เป็นที่รักใคร่ของพี่น้องประชาชน ปฏิบัติหน้าที่ โดยที่ไม่มีความเหน็ดเหนื่อย และมีแต่รอยยิ้มทำให้ได้รับความชื่นชมจากพี่น้องประชาชน เป็นอย่างมาก

นายตำรวจท่านนี้ ชื่อว่า ร.ต.ต.ชาตรี สังข์แก้ว ตำแหน่ง รองสารวัตรจราจรอำเภอเมืองกระบี่ ด้วยความขยัน และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี จนได้รับเกียรติบัตรชื่นชมจากผู้บังคับบัญชา ให้เป็นข้าราชการดีเด่น ที่ปฏิบัติงานด้านการจราจร สมควร แก่ การยกย่องสรรเสริญ ในการทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และนอกจากนั้นยังทราบว่า นอกเหนือจากว่างเว้นจากการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ร.ต.ต. ชาตรี สังข์แก้ว หรือ หมวดตรียังได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9)มาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน ทำสวนแบบผสมประสาน มีการปลูกพืชผักต่างๆ และยังมีการเลี้ยงปลาเพื่อนำมาประกอบอาหารในครอบครัว รู้จักพอเพียง ประหยัด และอดออม บ่อยครั้งจะเห็นหมวดตรี หอบพืชผักจากสวนของตน ไปแจกจ่ายให้แก่เพื่อนบ้าน และเพื่อนข้าราชการตำรวจด้วยกัน จึงเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนบ้านและบุคคลทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง