‘นฤมล’ปลดล็อกเกษตร พร้อมใช้5แนวทางขับเคลื่อน

‘นฤมล’ปลดล็อกเกษตร  พร้อมใช้5แนวทางขับเคลื่อน

‘นฤมล’ปลดล็อกเกษตร พร้อมใช้5แนวทางขับเคลื่อน

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษงานสัมมนาใหญ่ประจำปีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) “ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มปี 2568 Unbox & Unlock Thai Agriculture : ปลดล็อกเกษตรไทย ทุกปัจจัยคือโอกาส” โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สโมสรทหารบก ว่าปัจจุบันไทยมีเนื้อที่ทางการเกษตรรวม 147.73 ล้านไร่ หรือร้อยละ 46.7 ของเนื้อที่ทั้งประเทศ มีประชากรอยู่ในภาคเกษตรกว่า 30 ล้านคน เป็นแรงงานเกษตร 19.72 ล้านคน และมีครัวเรือนเกษตรประมาณ7.9 ล้านครัวเรือน โดยในปี 2566 GDP ภาคเกษตร มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 8.58 ของ GDP ทั้งประเทศ ลดลงจาก 10 ปีที่แล้ว ซึ่ง GDP ภาคเกษตร มีสัดส่วนที่ร้อยละ 11.32 แม้ว่าสัดส่วนของภาคเกษตรจะลดลง แต่มูลค่า GDP ภาคเกษตรยังคงเพิ่มขึ้นจาก 660,365 ล้านบาท ในปี 2556 เป็น 693,834 ล้านบาท

สำหรับแนวทางการปลดล็อกและพัฒนาภาคเกษตร จะต้องใช้ทั้งความรู้ทักษะ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยบูรณาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีแนวทาง ดังนี้ 1.การรับมือกับภัยธรรมชาติ มีการวางแผนและดำเนินมาตรการเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การป้องกัน แก้ปัญหา และฟื้นฟู เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ 2.การประกันภัยสินค้าเกษตร โดยการส่งเสริมการประกันภัยพืชผล เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน 3.การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรม เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และต่อยอดสู่เกษตรและบริการมูลค่าสูง 4.การทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวทางของ BCG โดยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น EUDR CBAM และ Carbon Credit การแก้ปัญหา PM 2.5 ส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้ประโยชน์ และส่งเสริมการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน

5.การยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง การสร้าง Brand หรือ Story ของจังหวัด/อำเภอ โดยเน้นผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ รวมถึงส่งเสริมการสร้างอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร 6.การพัฒนาเครื่องมือในการติดตามสถานการณ์ภาคเกษตรในระดับโลก โดยอาศัยข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อใช้วิเคราะห์ เตือนภัย และเฝ้าระวังปัจจัยที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อการทำการเกษตร และ 7.การปรับปรุงกฎระเบียบ/กฎหมายโดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ศึกษากฎระเบียบและกฎหมายของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลกระทบต่อการค้าสินค้าเกษตรของไทย เพื่อการปรับตัวและเตรียมการให้ทันต่อสถานการณ์

ปลัดฯร่วมประกาศ ต้านคอร์รัปชั่น-หยุดโกง

ปลัดฯร่วมประกาศ ต้านคอร์รัปชั่น-หยุดโกง

ปลัดฯร่วมประกาศ ต้านคอร์รัปชั่น-หยุดโกง

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงโครงการกระทรวงเกษตรฯ ร่วมต่อต้านคอร์รัปชั่น สู้ให้สุด หยุดการโกง ว่าได้ร่วมต่อต้านคอร์รัปชั่น เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของผู้นำทางการเมือง ร่วมกับภาคีทุกภาคส่วน ในการแก้ปัญหาการทุจริตอย่างต่อเนื่อง และปลุกกระแสสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต มุ่งยกระดับค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ ค่า CPI ของประเทศ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นปัญหาสำคัญระดับโลกที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือร่วมแรงกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ได้ให้ความสำคัญในการป้องกันการทุจริตและส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่บุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น และร่วมสร้างวัฒนธรรมความซื่อสัตย์สุจริตให้เกิดขึ้นในกระทรวงเกษตรฯ และเพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ การแก้ปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ และขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการป้องกันการทุจริต และการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของกระทรวงเกษตรฯ อย่างจริงจัง

“กิจกรรมครั้งนี้จะช่วยปลุกจิตสำนึกและปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตให้กับบุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งสร้างการตระหนักรู้การต่อต้านการทุจริต และร่วมกันสร้างสังคมที่ไม่ยอม ไม่ทน และไม่เพิกเฉยต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ไม่รับ ไม่ให้ของขวัญของกำนัลทุกชนิดขณะปฏิบัติหน้าที่ แสดงถึงภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อประชาชน โดยขอให้ทุกคนมุ่งมั่นปฏิบัติตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่กระทำการทุจริต” นายประยูร กล่าว

รมว.เกษตรฯลุยแก้ปัญหาเมืองคอน

รมว.เกษตรฯลุยแก้ปัญหาเมืองคอน

รมว.เกษตรฯลุยแก้ปัญหาเมืองคอน

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำคลองท่าดี บริเวณสถานีโทรมาตรเพื่อการเตือนภัย คลองนครน้อย (คลองหน้าเมือง) ต.คลัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช และศูนย์พักพิงชั่วคราวโรงเรียนวัดศาลามีชัย ต.มะม่วงสองต้น อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราชเพื่อมอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัย 500 ถุง และมอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานให้เกษตรกร พร้อมจัดทำแผนเยียวยาพื้นที่เกษตรกรรม ประมง ปศุสัตว์ ให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ช่วงที่ผ่านมา เกิดจากฝนที่ตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองท่าดีส่งผลให้เกิดน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียง โดยการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ กรมชลประทาน ได้ใช้สถานีโทรมาตรในการเฝ้าระวังและเตือนภัย ในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทำให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ได้รับทราบสถานการณ์น้ำล่วงหน้าได้ประมาณ 20 ชั่วโมง ก่อนที่น้ำจากต้นน้ำจะไหลมาถึง ซึ่งสามารถลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ได้ อีกทั้งได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำตามจุดต่างๆ ตามแผนที่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ภาพรวมสถานการณ์น้ำในปัจจุบันดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำในหลายพื้นที่ลดลงจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัย กรมชลประทาน วางแผนไว้ 2 ระยะ ได้แก่ แผนระยะสั้น ดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำในคลองทั้ง 5 สาย ความยาวรวมทั้งสิ้น 26.90 กิโลเมตร โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเพื่อช่วยในการเร่งระบายน้ำ และแผนระยะยาว ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2568

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2568

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.30 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ร่วมทำบุญตักบาตรแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568

วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา และนายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมทำบุญตักบาตรแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568 โดยมีผู้อำนวยการสำนัก/กอง ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีฯ ณ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

สำหรับกิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย อธิบดีกรมปศุสัตว์นำไหว้พระพุทธอุดมสุข ไหว้ศาลพระภูมิ และไหว้ศาลตายาย นอกจากนี้อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 9 รูป เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ พร้อมสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย

ในการนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ยังได้กล่าวอวยพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2568 โดยได้กล่าวอวยพรให้ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ “ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดดลบันดาลให้ทุกท่านและครอบครัว มีความสุขกาย สุขใจ และเป็นปีแห่งโอกาสของภาคปศุสัตว์ไทย”

– 006

‘กรมการข้าว’สนองนโยบายนายกฯ เตรียมจัด Field day งดการเผา แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

'กรมการข้าว'สนองนโยบายนายกฯ เตรียมจัด Field day งดการเผา แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

‘กรมการข้าว’สนองนโยบายนายกฯ เตรียมจัด Field day งดการเผา แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.01 น.

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากการแถลงนโยบาย หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา ในประเด็นมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 นั้น กรมการข้าว สนองนโยบายฯ เตรียมจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) “ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ…ลดและงดการเผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และเพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2568 ณ ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

งานถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ ดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างปลอดภัยด้วยการจัดการตอซังและฟางข้าว ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อปลอดการเผา และผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ให้แก่เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน smart farmer ชาวนาอาสา และผู้นำองค์กรชาวนา ได้รับรู้ถึงผลกระทบจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร วิธีการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ตลอดจนให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการงดเผาตอซังและผลิตข้าวอย่างปลอดภัย เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จนเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อด้านสุขภาพและการท่องเที่ยว ซึ่งหากร่วมสร้างจิตสำนึกในการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ให้เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการเผา ซึ่งจะสามารถช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวได้เพิ่มมากขึ้น

โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การจัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อ “ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ…ลดและงดการเผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน” เพื่อสร้างความเข้าใจในการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดหรืองดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง การใช้เครื่องอัดฟาง การใช้ประโยชน์ตอซังและฟางข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า ตลอดจนการจัดกิจกรรมแสดงและสาธิต เช่น การแสดงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฟางข้าว การสาธิตการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังให้เหมาะสมและถูกต้อง

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวทิ้งท้ายว่า “ที่ผ่านมา กรมการข้าว ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ค่าฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการที่เกษตรกรเผาฟางข้าว จึงมอบหมายให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ คิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกษตรกรไม่เผาฟาง จึงได้คิดค้นจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ที่ช่วยในการย่อยสลายตอซัง และฟางในนาข้าว โดยมีประสทธิภาพสามารถย่อยสลายได้ภายใน 7-10 วัน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้กับนาข้าว ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้สูงสุด 20% – 30% เพื่อให้เกษตรกรหยุดการเผาไร่นา เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยลดฝุ่น PM 2.5ได้อีกทางหนึ่ง”

หนองบัวลำภูแล้ง! ชาวไร่อ้อยวอนหน่วยงาน ช่วยเหลือเกษตรกรวิกฤติภัยแล้ง กระทบผลผลิต

หนองบัวลำภูแล้ง! ชาวไร่อ้อยวอนหน่วยงาน ช่วยเหลือเกษตรกรวิกฤติภัยแล้ง กระทบผลผลิต

หนองบัวลำภูแล้ง! ชาวไร่อ้อยวอนหน่วยงาน ช่วยเหลือเกษตรกรวิกฤติภัยแล้ง กระทบผลผลิต

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.54 น.

ชาวไร่อ้อยหนองบัวลำภูจี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยด่วน หลังวิกฤติภัยแล้งอีสานตอนบน ส่งผลกระทบต่อผลผลิต

8 ม.ค.2568 นางสาวการดา สิงหาบุตร. เกษตรกรชาวไร่อ้อย  ตำบลบ้านหนองแก อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู กล่าวถึงปัญหาของเกตกรชาวไร่อ้อยในช่วงนี้ ว่า ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะก๊าซเรือนกระจกและส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความแปรปรวนของอากาศ อุณหภูมิ และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำที่แตกต่างจากแบบแผนปกติอย่างรุนแรง 

ส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบการเกษตรและอาหารของเกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่มีรากฐานเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับการเกษตร โดยเฉพาะการผลิตพืชและสัตว์เศรษฐกิจหลักที่ยังคงพึ่งพาปริมาณน้ำฝนและแบบแผนสภาพอากาศที่แน่นอน ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น และส่วนใหญ่มีการจัดการดิน น้ำ และการผลิตแบบเดิม ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดความผันผวนของสภาพอากาศดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย หรือผลผลิตอาจจะลดลงทั้งเชิงปริมาณและ/หรือคุณภาพในระดับที่ส่งผลต่อความมั่นคงของรายได้และอาหาร ตลอดจนคุณภาพชีวิตของครอบครัวเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย โดยพบว่าภัยแล้งของภาคอีสานตอนบนนั้นส่งผลต่อผลผลิตของปริมาณอ้อย เนื่องจากทำให้อ้อยมีน้ำหนักเบา น้ำหนักไม่ได้ ส่งผลให้ราคาไม่เป็นไปตามที่ต้องการ โดยเกษตรกรชาวไร่อ้อย จึงวอนขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นด้านน้ำ หรือมาตรการเยียวยาต่างๆ เพื่อลดความเดือนร้อนของเกษตรกรลง

ทั้งนี้ อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศผู้ปลูกอ้อยมากเป็นอันดับ 4-5 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศบราซิล จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานว่า โดยเฉลี่ยในแต่ละปีไทยสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายนำตาลทรายทั้งในประเทศและส่งออกได้ปีละกว่า 180,000 ล้านบาท โดยพบว่าอ้อยเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากเมื่อพิจารณาในแง่ของผลผลิต เพราะอ้อยใช้ปัจจัยสำหรับการเจริญเติบโตได้ง่าย โดยอาศัยปัจจัยธรรมชาติ เช่น แสงแดด น้ำ อากาศ และธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพในการเจริญเติบโต นอกจากนี้อ้อยยังเป็นพืชที่ปลูกง่าย และ อ้อยยังชอบอยู่ในอากาศร้อนและชุ่มชื้น

‘อธิบดีทวีศักดิ์’ประชุม คกก.การประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ พด.

'อธิบดีทวีศักดิ์'ประชุม คกก.การประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ พด.

‘อธิบดีทวีศักดิ์’ประชุม คกก.การประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ พด.

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.17 น.

วันพุธที่ 8 มกราคม 2568 เวลา 09.00 น. ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ กรมพัฒนาที่ดิน ครั้งที่ 1/2568 เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนตัวชี้วัดของกรมฯ ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และบรรลุค่าเป้าหมายตามกรอบและแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำหนด โดยมี ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ผู้อำนวยการกอง/สำนัก ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการกลุ่ม คณะทำงานฯ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม 1214 ชั้น 2 อาคาร 1 กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งกรมพัฒนาที่ดิน เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ กรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงรับทราบผลคะแนนการประเมินส่วนราชการฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และกรอบตัวชี้วัดในการประเมินส่วนราชการฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ของกรมพัฒนาที่ดิน นอกจากนี้ยังร่วมพิจารณาตัวชี้วัดการประเมินส่วนราชการฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 กรมพัฒนาที่ดิน

– 006

‘นฤมล’ยันสานต่อ มอบโฉนดเกษตร ใช้ประโยชน์ที่ดิน พัฒนาเขตปฏิรูปฯ

‘นฤมล’ยันสานต่อ  มอบโฉนดเกษตร  ใช้ประโยชน์ที่ดิน  พัฒนาเขตปฏิรูปฯ

‘นฤมล’ยันสานต่อ มอบโฉนดเกษตร ใช้ประโยชน์ที่ดิน พัฒนาเขตปฏิรูปฯ

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 7/2567 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงศ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผ่านระบบประชุมออนไลน์

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบโครงการการใช้ประโยชน์ที่ดินและการพัฒนากิจการสาธารณูปโภคและกิจการอื่นๆ ในเขตปฏิรูปที่ดิน อาทิ 1.โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทางประมาณ323 กิโลเมตร เนื้อที่รวมประมาณ 1,537-3-04 ไร่ 2.โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทางประมาณ 355 กิโลเมตรเนื้อที่รวมประมาณ 1,917-3-75 ไร่ และ3.การใช้เป็นที่ตั้งส่วนราชการ อบต.ห้วยแก้ว จ.พะเยา และ อบต.นาแต้ จ.อำนาจเจริญ เพื่ออำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเห็นชอบการกำหนดเขตที่ดินชุมชนบ้านแก้มอ้นหมู่ 3 ต.แก้มอ้น อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เนื้อที่ประมาณ 237-3-04 ไร่ เพื่อการให้พี่น้องประชาชนสามารถอาศัยอยู่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีการหารือแนวทางการแก้ไขและพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินในหลายประเด็น ทั้งนี้ ส.ป.ก.ยังคงสานต่อโครงการมอบโฉนดเพื่อการเกษตรต่อไป

รมช.เกษตรฯขับเคลื่อน แก้การเผาในพื้นที่เกษตรกรรม

รมช.เกษตรฯขับเคลื่อน  แก้การเผาในพื้นที่เกษตรกรรม

รมช.เกษตรฯขับเคลื่อน แก้การเผาในพื้นที่เกษตรกรรม

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ภาคการเกษตร ครั้งที่ 3/2567 ว่าไม่นิ่งนอนใจในการมุ่งแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละออง PM2.5 จากภาคเกษตร และขอยืนยันว่าทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ มีความตั้งใจเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาในภาพรวมให้สำเร็จ

สำหรับที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการเพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2567/68 ดังนี้ 1.การเฝ้าระวังสร้างการรับรู้ และป้องปรามการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม โดยติดตามสถานการณ์และตรวจสอบจุด Hot Spot ใช้ข้อมูลจากระบบ VIIRS ในการติดตามสถานการณ์การเผาในพื้นที่เกษตรและ ส.ป.ก.นำข้อมูลจุด Hot Spot และพื้นที่เผาไหม้ทาบกับพื้นที่แปลงเกษตรกร ทุก 15 วัน และส่งให้ชุดปฏิบัติการอำเภอ/ตำบล ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกร แจ้งสิทธิการได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบและแนวทางการแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม มีการตัดสิทธิการได้รับความช่วยเหลือชดเชยต่างๆ จากภาครัฐ หากพบการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมตนเอง

นอกจากนี้ มีการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ และป้องปรามการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมอาทิ ออกประกาศและแจ้งให้เกษตรกรมาขึ้นทะเบียนและแจ้งจำนวนพื้นที่ซึ่งมีความจำเป็นต้องบริหารการเผาและนำลงระบบปฏิบัติการ ผ่านเว็บไซต์ http:/burncheck.com แอปพลิเคชั่น “burncheck”

2.การส่งเสริมการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ดำเนินการภายใต้หลัก 3R คือ Re-Habit การปรับเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมการปลูกพืชแบบไม่เผา Replace with High value crops การปลูกทดแทนจากพืชล้มลุก เป็นพืชที่มีมูลค่าสูง เช่น ไม้ผล (กาแฟ แมคคาเดเมีย อะโวคาโด มะม่วง) หรือไม้ยืนต้น (ป่าไม้ และไม้โตเร็วที่มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน) และ Replace with Alternate crops การปลูกทดแทนในพื้นที่นาปรัง ซึ่งหากมีการปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวนาปรังเป็นพืชหลังนาที่มีศักยภาพและใช้น้ำน้อย นอกจากจะเป็นการลดการเผายังเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน

อย่างไรก็ตาม เตรียมเสนอโครงการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2568 เพื่อขอความเห็นชอบจาก รมว.เกษตรฯ ก่อนเสนอสำนักงบประมาณพิจารณา ได้แก่ โครงการปรับเปลี่ยนพืชที่มีมูลค่าสูง และส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวเพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตร พื้นที่เป้าหมาย 210,000 ไร่ โครงการบูรณาการผลิตถั่วเหลืองและถั่วเขียวพันธุ์ดีเพื่อส่งเสริมการปลูกพืชหลังนาของกระทรวงเกษตรฯ และโครงการพัฒนาเกษตรบนพื้นที่สูงด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม

‘อิทธิ’ไถโค-กระบือมอบให้เกษตรกร

‘อิทธิ’ไถโค-กระบือมอบให้เกษตรกร

‘อิทธิ’ไถโค-กระบือมอบให้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีไถ่ชีวิตโคโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ภายใต้นโยบายการขับเคลื่อนสุราษฎร์ธานีโมเดล 52 ตัว พร้อมกันนี้ ได้มอบเมล็ดพันธุ์หญ้า และหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน 10 ตัน เพื่อนำไปช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ที่ประสบปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ ที่ศาลาประชาคม ที่ว่าการ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

นายอิทธิ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ได้พระราชทานให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2522 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือไว้ใช้แรงงาน และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร อีกทั้งช่วยเหลือเกษตรกร และสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการ โดยวิธีการรวมกลุ่ม และใช้ประโยชน์จากโค-กระบือให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้ประโยชน์จากมูลโคเป็นแก๊สชีวภาพ หรือใช้เป็นปุ๋ยคอกทดแทน ปุ๋ยเคมีบางส่วนเพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งเป็นการสนับสนุนการใช้แรงงานจากสัตว์เพื่อการเกษตร ตลอดจนเสริมสร้างการพื้นฟูและอนุรักษ์ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น โดย จ.สุราษฎร์ธานี มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรฯ 429 ราย ในพื้นที่ 15 อำเภอ

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินนโยบายการขับเคลื่อนสุราษฎร์ธานีโมเดลโดยนำร่องกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับเกษตรกรในพื้นที่ โดยกิจกรรมส่งเสริมการเลี้ยงโค ตามโครงการธนาคาโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรฯ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ซึ่งขาดกำลังในการจัดหาโคเพื่อมาเลี้ยงใช้แรงงาน อีกทั้งเพื่อให้มีผลผลิตและรายได้เพิ่มมากขึ้น

นายอิทธิกล่าวถึงสถานการณ์ภัยพิบัติภาคใต้ ว่าสำหรับสถานการณ์อุทกภัย จ.สุราษฎร์ธานี ได้ให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยแล้ว