‘อัครา’รุดติดตามงาน การทำประมงพื้นที่ชุมพร

https://www.naewna.com/local/843855

‘อัครา’รุดติดตามงาน การทำประมงพื้นที่ชุมพร

‘อัครา’รุดติดตามงาน การทำประมงพื้นที่ชุมพร

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของท่าเทียบเรือประมงชุมพร พร้อมพบปะตัวแทนกลุ่มชาวประมง (พาณิชย์และพื้นบ้าน) เพื่อ
รับฟังปัญหาและอุปสรรคในการประกอบกิจการด้านประมง ที่ท่าเทียบเรือประมงชุมพร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร ซึ่งปัจจุบันท่าเทียบเรือประมงชุมพรมีการดำเนินงาน ทั้งในเรื่องการให้บริการการขนถ่ายและจำหน่ายสัตว์น้ำผ่านท่าเทียบเรือประมง มีความยาว 138 เมตรการให้สินเชื่อกับชาวประมง โดยบริการให้สินเชื่อกับชาวประมงและผู้ประกอบการประมง ทั้งสินเชื่อเครื่องมืออุปกรณ์ประมง สินเชื่อซ่อมแซมเรือประมง การให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านตลาด และสถิติประมง ผ่านเว็บไซต์ขององค์การสะพานปลา และการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและอื่นๆ

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ได้เยี่ยมชมโรงคลุมสำหรับขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำ และชมการขนถ่ายปูจากเรือลอบปูขึ้นท่าเทียบเรือ และเยี่ยมชมกิจการแพที่รับซื้อปูม้าจากเรือประมงและนำมาแปรรูป

“การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าเทียบเรือประมงชุมพร ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ต้องการจะพัฒนาในเรื่องการเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยต้องการให้กรมประมงทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต และองค์การสะพานปลาทำหน้าที่เป็นผู้ขาย ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ เรื่องตลาดนำการผลิต อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ พร้อมเข้ามาส่งเสริมทั้งในเรื่องปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาคุณภาพสินค้าและการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป” รมช.เกษตรฯ กล่าว

ผู้ตรวจฯจัดงานวันเกษตรฯ เผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรม

https://www.naewna.com/local/843850

ผู้ตรวจฯจัดงานวันเกษตรฯ  เผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรม

ผู้ตรวจฯจัดงานวันเกษตรฯ เผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรม

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมแถลงจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ 2567 ในธีมงาน “สืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา สู่เกษตรทันสมัย ความมั่นคงทางอาหาร และความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” บนพื้นที่ธรรมชาติกว่า 400 ไร่ ที่ศูนย์วิจัย สาธิตและฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ CMU Farm @ Mae Hia เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านนวัตกรรมด้านการเกษตรเพื่อความยั่งยืน ทั้งในมิติด้านอาหาร สุขภาพ สังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับศาสตร์พระราชา และร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 60 ปี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคล 6 รอบ พระชนมพรรษา และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากหลายภาคส่วนความรู้ด้านวิชาการและเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากงานวิจัยสู่การปฏิบัติและการนำไปใช้ประโยชน์ นิทรรศการและนวัตกรรมการเกษตรของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรอิสระ การทำเกษตรแม่นยำควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม อาทิ อุปกรณ์ด้าน Smart Farm/Iot/Drone/Robot และเครื่องจักรกลทางเกษตร การเสวนาวิชาการในหัวข้อที่น่าจับตามองในการทำการเกษตรในอนาคต และลงมือปฏิบัติในการฝึกอบรมวิชาชีพเกษตรระยะสั้นในหลากหลายหัวข้อ การประกวดสัตว์และความสวยงามของการประกวดพืช ชิงถ้วยพระราชทาน การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ พร้อมเต็มอิ่มไปกับการช้อป ชิม ชิล กับร้านอาหารชื่อดัง ตลาดนัดสินค้าเกษตร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

“ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติในครั้งนี้โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯทั้ง 22 หน่วยงาน ได้ร่วมจัดนิทรรศการวิชาการและในโซน AGRI KNOWLEDGE AND INNOVATIONความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตรภายใต้แนวคิดสำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย ศาสตร์พระราชา เกษตรทันสมัย ความมั่นคงทางอาหาร และความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้เข้าชมงาน พร้อมทั้งจัดแสดงผลงานและความสำเร็จในการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคการเกษตร” นางอัญชลี กล่าว

ไทย-อิตาลีทำMOUร่วมมือด้านเกษตร

https://www.naewna.com/local/843851

ไทย-อิตาลีทำMOUร่วมมือด้านเกษตร

ไทย-อิตาลีทำMOUร่วมมือด้านเกษตร

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือกับนายฟรานเชสโก โลโลบริจิดา (H.E. Mr. Francesco Lollobrigida) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร อธิปไตยทางอาหาร และป่าไม้สาธารณรัฐอิตาลี และคณะ ว่าได้เตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-อิตาลี มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรครอบคลุมการผลิตการค้า และการลงทุน เพื่อยกระดับความสัมพันธ์และส่งเสริมความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรของทั้งสองประเทศ รวมถึงเพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนสำหรับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร

“ขณะนี้ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดร่างบันทึกความเข้าใจฯเพื่อให้การขับเคลื่อนความร่วมมือมีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ นอกจากนี้ยังหารือถึงความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการออกแบบเสื้อผ้าที่มาจากผ้าไหม เพื่อเสริมสร้าง soft power ของไทย เนื่องจากอิตาลีถือเป็นผู้นำด้านแฟชั่นของโลก” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ (ฝ่ายอิตาลี) กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-อิตาลี อีกทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการขับเคลื่อนภารกิจภาคการเกษตร อาทิ การเปิดตลาดนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มเติม เป็นต้น โดยฝ่ายอิตาลีพร้อมสนับสนุนประเทศไทยในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ตาม 2 ข้อบท ที่กระทรวงเกษตรฯ (ฝ่ายไทย) รับผิดชอบ ได้แก่ 1.ข้อบทมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and
Phytosanitary Measures) และ 2.ข้อบทระบบอาหารที่ยั่งยืน (Sustainable Food Systems) พร้อมทั้งจะสนับสนุนเร่งรัดให้สหภาพยุโรปอนุญาตนำเข้าม้ามีชีวิตจากไทยได้อีกครั้งต่อไป

รมว.เกษตรฯแฮปปี้ สำรวจตลาดการค้า ผู้ประกอบการจีนชม คุณภาพผลไม้ไทยดี

https://www.naewna.com/local/843848

รมว.เกษตรฯแฮปปี้  สำรวจตลาดการค้า  ผู้ประกอบการจีนชม  คุณภาพผลไม้ไทยดี

รมว.เกษตรฯแฮปปี้ สำรวจตลาดการค้า ผู้ประกอบการจีนชม คุณภาพผลไม้ไทยดี

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ และทูตเกษตรจากปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว เยี่ยมชมตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิง เพื่อสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพและมาตรฐานของผลไม้จากประเทศไทย และพูดคุยแลกเปลี่ยนการนำเข้าสินค้าผลไม้กับผู้บริหารตลาดค้าส่ง และผู้นำเข้าชาวจีน ซึ่งตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิง ถือเป็นตลาดค้าส่งผลไม้และตลาดที่ใหญ่ที่สุดในจีนตะวันออก มีมูลค่าการซื้อขายกว่า 10,000 ล้านหยวน ส่วนโซนผลไม้นำเข้า มีการค้าผลไม้จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะผลไม้จากประเทศไทย เช่น ทุเรียน ขนุน มะพร้าว มะม่วง มังคุด และลำไย เป็นต้น ซึ่งในปี 2566 ตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิงมียอดการซื้อขายประมาณ 25,600 ล้านหยวน ผลไม้กว่า 896,500 ตัน 48,826 ตู้คอนเทนเนอร์ ผลไม้ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย และขนุน ซึ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ศูนย์กลางค้าขนุน ที่ใหญ่สุดในจีน

ทั้งนี้ ในปี 2566 ตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิง นำเข้าผลไม้ไทยกว่า 70,762 ตู้มีมูลค่าการค้าทุเรียนกว่า 5,300 ล้านหยวน มะพร้าว 3,339 ล้านหยวน ลำไย 100 ล้านหยวน และมังคุด 439ล้านหยวน

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้กล่าวแสดงความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำเข้าผลไม้จากประเทศไทย ถึงการให้ความสำคัญด้านคุณภาพและมาตรฐาน โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งประเทศไทย จะปฏิบัติตามพิธีสารระหว่างไทย-จีน ที่ทั้งสองประเทศจะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบโรงคัดบรรจุอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคต่อไป

‘รมว.เกษตรฯ’พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

https://www.naewna.com/local/843788

'รมว.เกษตรฯ'พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

‘รมว.เกษตรฯ’พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.56 น.

‘รมว.เกษตรฯ’พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หารือความร่วมมือภาคเกษตร ร่วมกับนายไบรอัน แมคฟีเตอร์ส (Mr. Brian McFeeters) รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการระดับภูมิภาคของ USABC (Senior Vice President and Regional Managing Director, USABC) และคณะ พร้อมด้วย นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในการหารือในวันนี้ ทั้งสองฝ่ายได้มีการแลกเปลี่ยนนโยบายที่สำคัญร่วมกันในการผลักดันความร่วมมือด้านต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตร ซึ่งฝ่ายไทยมีนโยบายด้านการเกษตรมุ่งเน้นยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย ด้วยแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” พร้อมนำเทคโนโลยีด้านการเกษตรมาประยุกต์ใช้ เช่น เกษตรแม่นยำหรือเกษตรอัจฉริยะ มาใช้พัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ และอาชีพที่เกี่ยวเนื่อง ดึงจุดเด่นของประเทศไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของโลกด้านความมั่นคงทางอาหาร เร่งเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและราคาพืชผลการเกษตร รวมทั้งยกระดับรายได้และสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร และมีการนำหลัก BCG มาประยุกต์ใช้ รวมถึงมีการเสนอความเห็นต่อฝ่าย USABC เกี่ยวกับนโยบายการค้าและการลงทุนของสหรัฐฯ ภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ และไทยยินดีที่จะกระชับความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

นอกจากนี้ ฝ่าย USABC ได้นำเสนอการดำเนินงานด้านการเกษตร ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การติดตามความคืบหน้าการเปิดตลาดผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกปรุงสุกจากไทยไปประเทศอื่น ๆ ซึ่งฝ่ายไทยให้ความสำคัญอย่างมาก  และการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่โดยการใช้เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing, GEd) เพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร อีกด้วย

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 2 ของไทย โดยในปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) มีการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นจาก 107,269 ล้านบาท เป็น 136,261 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 28,992 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.03 ซึ่งมีสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญ 5 อันดับแรกได้แก่ 1) อาหารสุนัขหรือแมวสำหรับขายปลีก 2) ข้าวที่สีบ้างแล้วหรือสีทั้งหมด อาทิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ 3) ปลาทูนา ปลาสคิปแจ็ค และปลาโบนิโต ปรุงแต่ง อาทิ ปลาทูนากระป๋อง 4) ยางธรรมชาติที่กำหนดไว้ในทางเทคนิค และ 5) อาหารปรุงแต่งอื่น ๆ อาทิ เต้าหู้ แอลกอฮอล์ผง ครีมเทียม

เปิดมาตรการเชิงรุกขจัดปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ระยะเร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกิโลกรัม

https://www.naewna.com/local/843692

เปิดมาตรการเชิงรุกขจัดปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ระยะเร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกิโลกรัม

เปิดมาตรการเชิงรุกขจัดปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ระยะเร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกิโลกรัม

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.56 น.

เปิดมาตรการเชิงรุกขจัดปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ระยะเร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกิโลกรัม หนุนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ดึงงานวิจัยและนวัตกรรม‘ชุดโครโมโซม 4N’ ทำหมันปลา 

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2567 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการขจัดปัญหาปลาหมอคางดำ ล่าสุดกรมประมงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดำเนิน “โครงการแก้ไขปัญหาเพื่อขจัดภัยจากการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ ระยะเร่งด่วน” ระหว่างการยางแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมวิชาการเกษตร ร่วมดำเนินงานแบบบูรณาการ ทั้งในด้านการบริหารจัดการ ด้านวิชาการ และการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนำปลาหมอคางดำที่จับออกจากธรรมชาติ โดยนำไปกำจัดด้วยกรรมวิธีที่เหมาะสม และอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ตลอดจนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ เพื่อรองรับ และสนับสนุนภารกิจต่าง ๆ โดยต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หลักเกณฑ์การปฏิบัติของทุกหน่วยงาน

นายอนุกูล กล่าวว่า การลงนามดังกล่าว เป็นการบูรณาการความร่วมมือแก้ไขปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ  Big Cleaning ครั้งใหญ่ โดยมุ่งขจัดปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำให้หมดไปจากแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยและบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร ดำเนินการตามมาตรการ ดังนี้ มาตรการที่ 1 คือ การควบคุม และกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่ง และการนำปลาหมอคางดำที่กำจัดเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ตามวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ตามมาตรการที่ 3 ภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570 สำหรับงบประมาณในการบริหารจัดการนั้น มาจากเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงินงบประมาณ 60 ล้านบาท มีเป้าหมายกำจัดปลาหมอคางดำ จำนวน 3,000,000 กิโลกรัม ซึ่งสอดคล้องตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. 2554 มาตรา 7 (4) การดำเนินการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อป้องกันและขจัดภัยอันจะเป็นผลเสียหายแก่เกษตรกร

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการโดยใช้วิธีธรรมชาติ คือ การปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดำเนินการการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในระยะยาว เช่น การเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4N เพื่อให้เกิดหมันในปลาหมอคางดำ และกรอบแนวทางงานวิจัยอื่น ๆ  ซึ่งกรอบงานวิจัยเหล่านี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของบประมาณจาก สวก. นอกจากนี้ ยังมีแผนระยะยาว สำหรับฟื้นฟูระบบนิเวศ  ฟื้นฟูแหล่งอาศัย  ปล่อยสัตว์น้ำประจำถิ่น เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศอีกด้วย   

ทั้งนี้ จากแนวทางการปฏิบัติงานและความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม จะสามารถช่วยบรรเทาให้วิกฤตการระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยดีขึ้นและจะขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศของแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยได้อย่างยั่งยืน

เปิดมาตรการเชิงรุกปราบ‘ปลาหมอคางดำ’เร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกก. ลุย‘ทำหมัน’

https://www.naewna.com/local/843677

เปิดมาตรการเชิงรุกปราบ‘ปลาหมอคางดำ’เร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกก. ลุย‘ทำหมัน’

เปิดมาตรการเชิงรุกปราบ‘ปลาหมอคางดำ’เร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกก. ลุย‘ทำหมัน’

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 10.52 น.

เปิดมาตรการเชิงรุกขจัดปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ระยะเร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกิโลกรัม หนุนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ดึงงานวิจัยและนวัตกรรม‘ชุดโครโมโซม 4N’ทำหมันปลา

26 พ.ย.67 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการขจัดปัญหาปลาหมอคางดำ ล่าสุด กรมประมงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดำเนิน“โครงการแก้ไขปัญหาเพื่อขจัดภัยจากการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ ระยะเร่งด่วน” ระหว่างการยางแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมวิชาการเกษตร ร่วมดำเนินงานแบบบูรณาการ ทั้งในด้านการบริหารจัดการ ด้านวิชาการ และการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนำปลาหมอคางดำที่จับออกจากธรรมชาติ โดยนำไปกำจัดด้วยกรรมวิธีที่เหมาะสมและอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ตลอดจนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ เพื่อรองรับและสนับสนุนภารกิจต่าง ๆ โดยต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หลักเกณฑ์การปฏิบัติของทุกหน่วยงาน

นายอนุกูล กล่าวว่า การลงนามดังกล่าว เป็นการบูรณาการความร่วมมือแก้ไขปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ  Big Cleaning ครั้งใหญ่ โดยมุ่งขจัดปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำให้หมดไปจากแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยและบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร ดำเนินการตามมาตรการ ดังนี้ มาตรการที่ 1 คือ การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่ง และการนำปลาหมอคางดำที่กำจัดเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ตามวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ตามมาตรการที่ 3 ภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570

สำหรับงบประมาณในการบริหารจัดการนั้น มาจากเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงินงบประมาณ 60 ล้านบาท มีเป้าหมายกำจัดปลาหมอคางดำ จำนวน 3,000,000 กิโลกรัม ซึ่งสอดคล้องตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. 2554 มาตรา 7 (4) การดำเนินการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อป้องกันและขจัดภัยอันจะเป็นผลเสียหายแก่เกษตรกร

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการโดยใช้วิธีธรรมชาติ คือ การปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดำเนินการการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในระยะยาว เช่น การเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4N เพื่อให้เกิดหมันในปลาหมอคางดำ และกรอบแนวทางงานวิจัยอื่น ๆ  ซึ่งกรอบงานวิจัยเหล่านี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของบประมาณจาก สวก. นอกจากนี้ ยังมีแผนระยะยาว สำหรับฟื้นฟูระบบนิเวศ  ฟื้นฟูแหล่งอาศัย  ปล่อยสัตว์น้ำประจำถิ่น เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศอีกด้วย 

“จากแนวทางการปฏิบัติงานและความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม จะสามารถช่วยบรรเทาให้วิกฤตการระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยดีขึ้นและจะขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศของแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยได้อย่างยั่งยืน” นายอนุกูล กล่าว

เทศบาลหาดใหญ่ เปิดสัมพันธ์ชุมชน เน้นการศึกษาเด็กช่วงวัยเรียนเป็นที่1

https://www.naewna.com/local/843621

เทศบาลหาดใหญ่ เปิดสัมพันธ์ชุมชน  เน้นการศึกษาเด็กช่วงวัยเรียนเป็นที่1

เทศบาลหาดใหญ่ เปิดสัมพันธ์ชุมชน เน้นการศึกษาเด็กช่วงวัยเรียนเป็นที่1

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ กล่าวเปิดโครงการสัมพันธ์ชุมชน กับผู้ปกครองนักเรียนของโรงเรียนเทศบาล 6 (อนุบาลในฝัน) โดยให้ความสำคัญใส่ใจการศึกษาอันดับหนึ่ง ให้ประชากรวัยเรียนได้ร่วมกันสนับสนุนทุกฝ่ายเพื่อให้ร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาและพร้อมให้ครูได้สร้างระเบียบ วินัยเพื่อสร้างอนาคตของนักเรียนให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลความสำเร็จทางการศึกษาคือความสำเร็จของลูกมีความรู้ความสามารถ มีวินัย รู้หน้าที่ ให้เป็นพลเมืองที่ดีต่อไป เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาที่ดีขอให้บุตรหลานเป็นคนดีต่อประชากรวัยเรียนอย่างมีคุณภาพ

ในการประชุมครั้งนี้ มีการสนับสนุนด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา สนับสนุนกิจกรรมการแข่งขันกิจกรรมต่าง การสนับสนุนกิจการนักเรียน การพัฒนาแอปต่างๆ ด้านเทคโนโลยี การพัฒนาภาษา ให้สอดรับกิจกรรมสอดรับนโยบายของชาติ รร. ยังให้ความสำคัญที่เน้นสู่การพัฒนาการตั้งแต่ระดับประถมจนถึงประถมศึกษาตอนปลาย การเตรียมกิจกรรมระดับประถมศึกษาตอนปลายเพื่อเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สู่ระดับสูงต่อไปที่มีกิจกรรม อาทิ ให้ความสำคัญของของประชากรปฐมวัย, การติวให้ความรู้เสริมนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเสริมทักษะ เทคนิคการคุ้นชินการสอบปลายภาคการสอบเข้า ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สอบแข่งขันอื่นๆ การสร้างความปลอดภัยทั้งด้านจราจร ความปลอดอื่นทั้งในและนอกโรงเรียนแก่ นักเรียน หล่อหลอมเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เรียนดีมีสุข ที่เก่งดีสร้างแก่นักเรียนเป็นพลเมืองของโลกที่เกิดจากการสนับสนุนจากเครือข่ายทุกภาคส่วน ร่วมกันสร้างบุตรหลานเกิดประสิทธิภาพ

ปลัดฯคาดหวัง อบรมนักบริหาร สร้างภาวะผู้นำ ขับเคลื่อนงาน

https://www.naewna.com/local/843618

ปลัดฯคาดหวัง  อบรมนักบริหาร  สร้างภาวะผู้นำ  ขับเคลื่อนงาน

ปลัดฯคาดหวัง อบรมนักบริหาร สร้างภาวะผู้นำ ขับเคลื่อนงาน

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรม นักบริหารกระทรวงเกษตรฯ ประจำปี 2567 โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ เป็นประธานฯ ซึ่งมีผู้ผ่านการอบรมฯ 9 รุ่น รวม 922 คน ที่สโมสรทหารบก กทม.ว่ามีความคาดหวังที่จะสร้างนักบริหารรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความเข้าใจนโยบายของรัฐบาล นโยบายกระทรวงเกษตรฯ และขับเคลื่อนนโยบายสู่บทบาทภารกิจของหน่วยงาน ภายใต้แนวคิด ทฤษฎีและกลยุทธ์ใหม่ๆ รองรับภารกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งนักบริหารที่ดีจะต้องมีภาวะผู้นำ มีหลักการบริหาร การวางแผน และพร้อมที่จะบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ต้องสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานและบูรณาการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ สำหรับปีงบประมาณ 2567 สถาบันเกษตราธิการได้จัดฝึกอบรมข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจในกำกับกระทรวงเกษตรฯ และบุคลากรภาครัฐหน่วยงานภายนอก มีผู้ผ่านการฝึกอบรมจากทุกหน่วยงาน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ประกอบด้วย หลักสูตรนักบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรฯ รุ่นที่ 7(นบส.กษ.) รวม 54 คน หลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับสูง (นบส.) รุ่นที่86-88 รวม 349 คน และหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง (นบก.) รุ่นที่ 108-112 รวม 519 คน รวมผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้น 922 คน

กระบี่จัดพิธีผูกผ้าเรือหัวโทง เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปี2568

https://www.naewna.com/local/843619

กระบี่จัดพิธีผูกผ้าเรือหัวโทง  เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปี2568

กระบี่จัดพิธีผูกผ้าเรือหัวโทง เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปี2568

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ มอบหมายให้นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดโครงการผูกผ้าเรือหัวโทง ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวประจำปี 2568 โดยมี นายพันคำ กิตติธรกุลนายกองค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ประชาชน นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการเรือหัวโทง ทั้ง 4 ชมรม เข้าร่วมพิธีผูกผ้าเรือหัวโทงจำนวน 409 ลำณ ลานประติมากรรมปลาใบ หาดอ่าวนาง ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่

ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง ร่วมกับ สมาชิกผู้ประกอบการเรือหัวโทง หรือเรือหางยาว จัดพิธีผูกผ้าเรือหัวโทงหรือเรือหางยาวขึ้น เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อการประกอบอาชีพ และเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของท้องถิ่น ซึ่งเป็นบ่งบอกถึงการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ในการให้บริการขนส่งนักท่องเที่ยวทางทะเล สร้างสีสันต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น โดยมี สหกรณ์เรือหางยาวบริการตำบลอ่าวนางจำกัด ชมรมผู้ประกอบการเรือหางยาวอ่าวนาง ชมรมเรือหางยาวอ่าวน้ำเมา และชมรมเรือหางยาวอ่าวต้นไทร นำเรือเข้าร่วมพิธีผูกผ้าเรือหัวโทง จำนวน 409 ลำ มีการประกอบพิธีตามแบบของศาสนาอิสลาม โดยมีการมอบธงชาติ ธงตราสัญลักษณ์ วปร (ในหลวงรัชกาลที่ 10) และผ้าแพร 4 สี ให้เจ้าของนำไปผูกหัวเรือ เพื่อความเป็นสิริมงคล และเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว ในพื้นที่ตำบลอ่าวนาง และจังหวัดกระบี่

สำหรับพิธีผูกผ้าเรือหัวโทงอ่าวนางถือเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่อย่างเป็นทางการ สร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยมุ่งหวังให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกลับมาคึกคักในช่วงไฮซีซั่น สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน