‘กรมการข้าว’จัดสัมมนาใหญ่ การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน

https://www.naewna.com/local/835982

'กรมการข้าว'จัดสัมมนาใหญ่ การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน

‘กรมการข้าว’จัดสัมมนาใหญ่ การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.46 น.

กรมการข้าวจัดสัมมนาใหญ่ การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน เชื่อมโยงการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้ปลอดภัยสู่ครัวโลก

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567 นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา เรื่อง “การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน เชื่อมโยงการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้ปลอดภัยสู่ครัวโลก” โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว และข้าราชการ บุคลากร/เจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมให้การต้อนรับ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

นายประยูร อินสกุล เปิดเผยว่า ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญมาก ในปี 2566 สามารถส่งออกได้ถึง 8.77 ล้านตัน เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 8 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกถึง 178.235 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากผู้นำเข้าข้าวมีความต้องการนำเข้าข้าวเพื่อใช้บริโภคและเก็บเป็นสต็อกเพื่อความมั่นคงทางอาหาร แต่ถึงแม้ว่าข้าวจะสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกให้แก่ประเทศได้มหาศาล แต่คุณภาพชีวิตของชาวนาไทยยังคงไม่สามารถหลุดพ้นจากหนี้สิน ที่กำลังแรงงานของประเทศส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงชีพ และครอบครัว โดยทำการเกษตรแบบดั้งเดิม พึ่งพาวัฏจักรธรรมชาติ ต้นทุนสูง ผลผลิตต่ำ นั้นจึงเป็นโจทย์สำคัญให้ทุกรัฐบาลจะต้องแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ดังนั้น การจะขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลสำเร็จได้เป็นรูปธรรม สามารถแก้ไขปัญหาภาคเกษตร และช่วยชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้น บุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ ปรับรูปแบบการทำงาน แบบบูรณาการ เน้นการทำงานของทุกคนทุกหน่วยงาน ต้องทำงาน เป็น Team Work มุ่งมั่น ร่วมแรงร่วมใจ มีเป้าหมายร่วมกัน และช่วยกันปฏิบัติงานให้สำเร็จ

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เน้นย้ำในเรื่องการผลิตให้ได้คุณภาพและความปลอดภัย จึงมอบหมายให้กรมการข้าวให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการใช้พื้นที่ที่เหมาะสมในการเพาะปลูก นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ จึงส่งเสริมการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่หรือศูนย์ข้าวชุมชน และส่งเสริมให้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อทดแทนการใช้แรงงานในอนาคต เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรดีขึ้นต่อไป” นายประยูร กล่าว

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่ากรมการข้าวในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่นำนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สู่การปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม และเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแลการผลิตข้าว และชาวนาไทยทั้งประเทศ จึงได้มีการจัดสัมมนา เรื่อง “การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชนเชื่อมโยงการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้ปลอดภัยสู่ครัวโลก” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจนโยบายของรัฐบาล นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนโยบายของกรมการข้าวให้แก่ผู้บริหารและบุคลากรของกรมการข้าวนำไปขับเคลื่อนแผนงานโครงการให้บรรลุเป้าหมาย และเพื่อให้ผู้รับผิดชอบโครงการสำคัญของกรมการข้าวรับทราบแนวทางการขับเคลื่อนโครงการและการบริหารแผนงานโครงการ และงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เพื่อนำไปปรับใช้ในแนวทางการปฏิบัติงานของตนเอง เพื่อช่วยเหลือ ช่วยแก้ปัญหาให้กับ ชาวนาไทย ในการวางแผนรับมือรองรับและปรับรูปแบบการผลิตข้าวให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย และความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกความต้องการ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ตลอดจนสามารถนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าข้าว และสิ่งสำคัญที่จะทำให้ข้าวไทยเป็นที่รู้จักของนานาประเทศ ซึ่งทุกนโยบายจะเกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน ตลอดจนการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการเป็น Team Work เป็นครอบครัวเกษตร ร่วมมือกัน ขับเคลื่อนงานไปสู่เป้าหมายต่อไป

โดยการสัมมนาในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมสัมมนา จำนวนทั้งสิ้น 350 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกอง ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธ์ข้าว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าว และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 17 ตุลาคม 2567 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง จัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี

https://www.naewna.com/local/835979

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง จัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง จัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.39 น.

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง จัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี

การจัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ภายในงานด้านข้าว ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ดำเนินการปลูกข้าวพันธุ์ กข43 ด้วยวิธีการปักดำ ซึ่งข้าวพันธุ์ กข43 เป็นข้าวข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง เมื่อหุงสุกมีความนุ่มเหนียวและมีกลิ่นหอม จุดเด่นของข้าวพันธุ์นี้ คือ มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลาง เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่เป็นโรคเบาหวาน โดยวิธีการปักดำนั้น ต้องเตรียมดินโดยการไถดะ ไถแปร และคราดหรือใช้ลูกทุบ เพื่อให้ดินแตกตัวและเป็นเทือกพร้อมที่จะปักดำได้ หลังจากนั้นทำการตกกล้า โดยนำเมล็ดข้าวไปเพาะในแปลงกล้าให้งอกเป็นต้นกล้า แล้วถอนต้นกล้าไปปักดำในกระทงนาที่เตรียมไว้ การปักดำควรทำเป็นแถวเป็นแนว ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการกำจัดวัชพืช การใส่ปุ๋ย การพ่นสารกำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าว และยังทำให้ข้าวแต่ละกอมีโอกาสได้รับสารอาหารและแสงแดดอย่างสม่ำเสมอกัน

นอกจากนี้ การดำนาสามารถใช้น้ำในการควบคุมวัชพืช และข้าววัชพืชหรือข้าวดีดข้าวเด้งได้มากกว่าวิธีอื่น เพราะการดำนาสามารถขังน้ำได้ตั้งแต่ตอนปักดำ ทำให้ลดการใช้สารกำจัดวัชพืช และลดต้นทุนการเพาะปลูกได้ ซึ่งการดำนาอย่างเป็นระเบียบ มีการเว้นระยะห่างที่เหมาะสม จะทำให้ภายในแปลงมีการระบายถ่ายเทอากาศได้ดี สามารถช่วยลดการเกิดโรคข้าวที่สำคัญ เช่น โรคไหม้ โรคใบจุดสีน้ำตาล และโรคเมล็ดด่าง เป็นต้น รวมถึงลดการระบาดของแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญ เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ได้อีกด้วย

‘นฤมล’เผย’ผอ.ใหญ่FAO’พร้อมหนุนไทยเต็มที่ ขอบคุณรับเป็นเจ้าภาพจัดประชุมฯการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ

https://www.naewna.com/local/835908

'นฤมล'เผย'ผอ.ใหญ่FAO'พร้อมหนุนไทยเต็มที่ ขอบคุณรับเป็นเจ้าภาพจัดประชุมฯการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ

‘นฤมล’เผย’ผอ.ใหญ่FAO’พร้อมหนุนไทยเต็มที่ ขอบคุณรับเป็นเจ้าภาพจัดประชุมฯการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.34 น.

‘นฤมล’เผย’ผอ.ใหญ่ FAO’พร้อมให้การสนับสนุนไทยเต็มที่ ขอบคุณที่รับเป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดิน และน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน 

เมื่อวันที่ 17 ต.ค.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ได้เข้าเยี่ยมคารวะ นายฉู ตงหยู ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหาร และเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ณ สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี โดยนายฉู ตงหยู ได้แสดงความยินดีในโอกาสที่ นางนฤมล เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหหกรณ์ ซึ่งประเทศไทยและ FAO มีความสัมพันธ์อย่างยาวนาน โดยประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกขององค์การฯ เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2490  อีกทั้งได้รับเลือกเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค (Regional Office for Asia and the Pacific หรือ FAO RAP) อย่างถาวร เมื่อปี 2495 ณ วังมะลิวัลย์ ถนนพระอาทิตย์ กรุงเทพมหานครฯ

นางนฤมล ได้แจ้งว่าไทยได้ลงนามความตกลงประเทศเจ้าบ้านเพื่อจัดตั้งสำนักงานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม IFAD ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2567 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานใหญ่ IFAD ซึ่งจะทำให้ กรุงเทพมหานครฯ ประเทศไทยเป็นสถานที่ตั้งหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติด้านอาหารและการเกษตรครบทั้ง 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย FAO IFAD และ WFP (องค์การอาหารโลก) เช่นเดียวกับโรม 

ทั้งนี้ นางนฤมล ได้ขอให้ FAO เชิญผู้แทนประเทศสมาชิกระดับรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดิน และน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The International Soil and Water Forum 2024) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับ FAO ซึ่งมีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 9-11 ธ.ค.2567 ทั้งนี้ นายฉู ตงหยู ยินดีให้การสนับสนุนไทยเต็มที่ และขอขอบคุณที่ไทยรับเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมดังกล่าว พร้อมอวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จไปด้วยดี ซึ่งตนจะไปร่วมกล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดอย่างแน่นอน 

‘อัครา’หนุนลำไยคุณภาพ ตั้งเป้าผลิต 8 จังหวัดภาคเหนือ

https://www.naewna.com/local/835688

‘อัครา’หนุนลำไยคุณภาพ  ตั้งเป้าผลิต 8 จังหวัดภาคเหนือ

‘อัครา’หนุนลำไยคุณภาพ ตั้งเป้าผลิต 8 จังหวัดภาคเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 4/2567 โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบโครงการนำร่องส่งเสริมการผลิตลำไยคุณภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เป้าหมายเกษตรกร 10,000 ราย ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.เชียงราย จ.พะเยา จ.น่าน จ.ลำปาง จ.ตาก และ จ.แพร่ ระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้เกษตรกรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลำไยสดช่อคุณภาพเกรด AA ตลอดห่วงโซ่การผลิต และต่อยอดสู่การสร้างรายได้เพิ่มของเกษตรกรตามนโยบายภาคเกษตร “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้” ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการสำรวจข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกลำไยอายุต้นตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ในพื้นที่เป้าหมายที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ อีกทั้งเตรียมสนับสนุนปัจจัยและเทคโนโลยีการผลิตในการเพิ่มสัดส่วนการผลิตลำไย ได้แก่ ระบบน้ำ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี การตัดแต่งกิ่งและอื่นๆ ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต่อไป

สถานการณ์การผลิตและตลาดผลไม้ภาพรวม ปี 2567 สามารถสรุปได้ ดังนี้ 1.ทุเรียน มีปริมาณรวมทั้งประเทศ 1,093,879 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียนภาคตะวันออก 666,327 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 201.11 บาท/กิโลกรัม และทุเรียนภาคใต้ 427,552 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 135.29 บาท/กิโลกรัม 2.มังคุด มีปริมาณรวมทั้งประเทศ 267,782 ตัน แบ่งเป็น มังคุดภาคตะวันออก 161,022 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 73.70 บาท/กิโลกรัม และมังคุดภาคใต้ 103,760 ตันราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 52 บาท/กิโลกรัม

3.เงาะ มีปริมาณรวมทั้งประเทศ 176,148 ตัน แบ่งเป็น เงาะภาคตะวันออก 137,322 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 42.12 บาท/กิโลกรัม และเงาะภาคใต้ 38,826 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 42.02 บาท/กิโลกรัม 4.ลองกองมีปริมาณรวมทั้งประเทศ 26,528 ตัน แบ่งเป็น ลองกองภาคตะวันออก 4,029 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 72.10 บาท/กิโลกรัม และลองกองภาคใต้ 22,499 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 44.12 บาท/กิโลกรัม 5. ลำไยภาคเหนือมีปริมาณผลผลิตทั้งหมด 594,324.59 ตัน แบ่งเป็น ลำไย(สดช่อ) 164,710.80 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 32.89 บาท/กิโลกรัม และลำไย(รูดร่วง) 429,613.79 ตัน และ 6.ลิ้นจี่ภาคเหนือ มีปริมาณผลผลิตทั้งหมด 13,953.36 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 97.67 บาท/กิโลกรัม

ในโอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ ได้กำชับทุกหน่วยงานในสังกัดร่วมบูรณาการตรวจสอบ และควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตรก่อนออกสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษามาตรฐานสินค้าเกษตรไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้า

‘นฤมล’ศึกษาตลาดคาซัคฯ ขยายช่องทางสินค้าเกษตร

https://www.naewna.com/local/835684

‘นฤมล’ศึกษาตลาดคาซัคฯ  ขยายช่องทางสินค้าเกษตร

‘นฤมล’ศึกษาตลาดคาซัคฯ ขยายช่องทางสินค้าเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และคณะ ได้ลงพื้นที่ศึกษาตลาดการค้าสินค้าเกษตร ณ Eurasia Farmer Market เมืองอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน ซึ่งถือเป็นตลาดและศูนย์การค้าท้องถิ่นขนาดใหญ่ มีสินค้าจำหน่ายหลากหลายชนิด ทั้งเสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องประดับ ของใช้ในครัวเรือน รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารสด อาทิ เนื้อสัตว์ อาหาร ทะเล ผัก และผลไม้

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้เยี่ยมชมร้านค้าในบริเวณการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและอาหารสด ซึ่งพบว่ามีการจำหน่ายสินค้าเกษตรทั้งในเขตหนาวและเขตร้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร้านค้าที่มีผลิตภัณฑ์ผลไม้เขตร้อนจากประเทศต่างๆ รวมถึงไทย อาทิ มะม่วง มังคุด เสาวรส และแก้วมังกร โดยผู้ประกอบการร้านค้าแจ้งว่า ผลไม้กลุ่มนี้ถือว่าเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม และได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้บริโภคในคาซัคสถาน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า จะเห็นได้ว่าความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยและคาซัคสถานที่เกิดขึ้นจะเป็นการขยายช่องทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งตนได้สั่งการและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหารือระดับทวิภาคีต่อไป

กรมส่งเสริมฯ-ส.ป.ก.ร่วมมือด้านข้อมูล

https://www.naewna.com/local/835685

กรมส่งเสริมฯ-ส.ป.ก.ร่วมมือด้านข้อมูล

กรมส่งเสริมฯ-ส.ป.ก.ร่วมมือด้านข้อมูล

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการ และข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล ระหว่างสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กับกรมส่งเสริมการเกษตร มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนและสนับสนุนข้อมูลเกษตรกรและการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลภูมิสารสนเทศด้านการเกษตร ข้อมูลผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล และข้อมูลสารสนเทศอื่นๆ เพื่อให้เกษตรกรได้รับความสะดวก รวดเร็ว ในการยื่นคำขอจัดที่ดิน และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อีกทั้งสามารถเข้าถึงความมั่นคงของสิทธิจากการใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ และได้รับสิทธิประโยชน์ หรือความช่วยเหลือต่างๆ จากภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว

นายอิทธิกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งหวังว่าการสร้างความร่วมมือครั้งนี้ จะพัฒนายกระดับศักยภาพของภาคเกษตรให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านวิชาการ ข้อมูลด้านการเกษตรและเทคโนโลยี ที่มีความสำคัญต่อการจัดการและวางแผนในทุกด้าน นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ตลอดจนบูรณาการข้อมูลเพื่อให้เกษตรกรได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลาค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เช่น ในการแจ้งขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร สำหรับเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินจาก ส.ป.ก.จะลดขั้นตอนการขอเอกสาร และสามารถตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องเป็นปัจจุบันได้ ทั้งยังช่วยในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอรับการจัดที่ดินจาก ส.ป.ก.และสามารถติดตามตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมทั้งพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินให้เกิดศักยภาพสูงสุด และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยการนำเทคโนโลยี นวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาสนับสนุน นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐ ยังสามารถนำข้อมูลไปวางแผน การผลิต การตลาด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แก้ปัญหาปากท้องของเกษตรกรให้กินดี อยู่ดี ภาคการเกษตรเติบโตด้วยความมั่นคง ยั่งยืน

‘อิทธิ’เปิดสัมมนา ทิศทางทุเรียนไทย รับข้อเสนอผู้ปลูก พัฒนาอย่างยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/835687

‘อิทธิ’เปิดสัมมนา  ทิศทางทุเรียนไทย  รับข้อเสนอผู้ปลูก  พัฒนาอย่างยั่งยืน

‘อิทธิ’เปิดสัมมนา ทิศทางทุเรียนไทย รับข้อเสนอผู้ปลูก พัฒนาอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนา “ทิศทางอนาคตทุเรียนไทยทำอย่างไรให้ยั่งยืน” โดยมีผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่วัดหนองบัวต.วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในภาคตะวันออก ร่วมกันเสนอแนวทางกำหนดทิศทางอนาคตทุเรียนไทย และวางแผนการบริหารจัดการผลไม้ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“กระทรวงเกษตรฯ พร้อมนำข้อเสนอจากตัวแทนเกษตรกร ได้แก่ 1.การผลักดันให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรขึ้นทะเบียน GAP 2.การแก้ไขปัญหาทุเรียนสวมสิทธิ์ 3.การบริหารจัดการทุเรียนให้มีคุณภาพรองรับการส่งออก 4.การให้องค์ความรู้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน 5.การลดต้นทุนการผลิต และประเด็นอื่นๆ ไปนำเรียน รมว.เกษตรฯ เพื่อนำแนวทางไปปรับใช้ให้อนาคตการส่งออกทุเรียนไทยเป็นอันดับหนึ่ง และช่วยให้เกษตรกรไทยมีรายได้อย่างยั่งยืน โดยหวังว่าเวทีพบปะพูดคุยระหว่างเกษตรกร ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลักษณะนี้ จะมีขึ้นอีกในอนาคต เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาเกษตรกรรมในพื้นที่ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ” นายอิทธิ กล่าว

โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้กับเกษตรกร47 ราย รวมถึงปัจจัยการผลิตปรับปรุงดิน เมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัว และปัจจัยการผลิตทางการเกษตร อย่างละ 400 ชุด ให้กับเกษตรกร

‘ธนาคารที่ดิน’ ชี้แจงผลดำเนินงานแก้จน สู่เป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืนของ UN

https://www.naewna.com/local/835714

'ธนาคารที่ดิน' ชี้แจงผลดำเนินงานแก้จน สู่เป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืนของ UN

‘ธนาคารที่ดิน’ ชี้แจงผลดำเนินงานแก้จน สู่เป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืนของ UN

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.16 น.

“ธนาคารที่ดิน” ชี้แจงผลดำเนินงานต่อกมธ.แก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ํา สภาฯ ย้ำเป็นองค์กรแก้ปัญหาด้านที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย นำพาเกษตรกร พ้นความยากจน สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ขององค์การสหประชาชาติ

วันที่ 16 ตุลาคม 2567 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) เข้าชี้แจงการดำเนินงานสถาบันฯ ต่อคณะกรรมาธิการแก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ํา สภาผู้แทนราษฎร มีนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส เป็นประธานคณะกรมาธิการแก้ปัญหาหนี้สินฯ ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA411 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา

นายสัมพันธ์ กล่าวว่า กรรมาธิการแก้ปัญหาหนี้สินฯ ต้องการทราบแนวทางดําเนินการเพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน, การรวบรวมข้อมูลที่ดินและเป็นตัวกลางระหว่างผู้ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดิน กับเจ้าของที่ดินที่ยังมิได้ใช้ประโยชน์หรือเจ้าของที่ดินที่ยังไม่ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเต็มที่, การประสานงานกับหน่วยงานของรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินของรัฐและดําเนินการให้ได้มาซึ่งที่ดินของเอกชนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าเพื่อให้เกษตรกรและผู้ยากจนได้ใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึงรวมทั้งสนับสนุนทางการเงินแก่การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการสนับสนุนให้ชุมชนมีการบริหารจัดการที่ดินร่วมกันทั้งที่ดินทำกินและที่ดิน สำหรับการอยู่อาศัยในรูปแบโฉนดชุมชน การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจน

ขณะที่ นายกุลพัชร ชี้แจงว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารที่ดิน ในด้านกระจายการถือครองที่ดิน และป้องกันสูญเสียสิทธิฯ ในที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจน ปีงบประมาณ 2559-2567ผ่านโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน (27 พื้นที่) จำนวน 1,113 ครัวเรือน พื้นที่ 3,369 ไร่ ผ่านโครงการต่าง ๆ ดังนี้

1.โครงการหาข้อยุติในการบริหารจัดการ ในพื้นที่นำร่อง 4 ชุมชนภาคเหนือ จำนวน 332 ครัวเรือน พื้นที่ 741ไร่
 
2.โครงการแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดิน จากการจำนอง/ขายฝากหรือถูกบังคับคดี จำนวน 341 ครัวเรือน พื้นที่ 2,289 ไร่
 
3.โครงการตัวกลางที่ดิน ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงที่ดิน โดยทำสัญญาระหว่างเจ้าของที่ดินและผู้เข้าใช้ที่ดินซึ่งสามารถทำการเกษตรได้จริง จำนวน 99 สัญญา 99 ครัวเรือ พื้นที่ 764 ไร่

รวมพื้นที่ดำเนินการ 7,164-4-52.6 ตรว.เงินลงทุน 883 ล้าน 4 แสนบาท ปัจจุบันมูลค่าที่ดิน เพิ่มขึ้นเป็น 1,141 ล้าน 4 แสนบาท รวม 4 โครงการ ช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งสิ้น 1, 885 ครัวเรือน

นายกุลพัชร ชี้แจงด้วยว่า ในปีงบประมาณ 2568 “ธนาคารที่ดิน” มีแผนดำเนินงานช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจนรายกลุ่ม ผ่านโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน เพิ่มอีก 15 พื้นที่ 12 จังหวัดทั่วประเทศ ด้วยงบประมาณ 470 ล้าน 4 แสนบาท และมุ่งดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้ยากจนรายปัจเจค ผ่านโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิ์ในที่ดินทำกินของเกษตรกรและผู้ยากจน จากการจำนอง/ขายฝาก หรือถูกบังคับคดี จำนวน 30 ราย งบประมาณ 16 ล้าน 8 แสนบาท ผ่านโครงการตัวกลางที่ดิน จำนวน 45 สัญญา งบประมาณ 2 ล้าน 9 หมื่นบาท

นอกจากนี้ยังดำเนินโครงการซี่งบูรณาการร่วมกับกระทรวงยุติธรรม เพื่อบริหารจัดการที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ค้างขายทอดตลาด 2 พื้นที่ งบประมาณ 2 ล้าน 9 แสนบาท  โครงการบูรณาการความร่วมมือกับ สคทช. เพื่อสนับสนุนทุนส่งเสริมอาชีพ และเพื่อการพัฒนารที่ดิน ใน 45 พื้นที่ งบประมาณ 12 ล้าน 9 แสนบาท

ในด้านกฎหมาย ดำเนินการผลักดันจัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” หรือองค์กรอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในลักษณะเดียวกันกับธนาคารที่ดิน ปัจจุบันอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี ด้วยพันธกิจ และภารกิจ “ธนาคารที่ดิน” สอดคล้อง หมวดที่ 5 หน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 72

(1) วางแผนการใช้ที่ดินของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่และศักยภาพของที่ดินตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

(3) จัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มอบหมายรองนายกรัฐมนตรี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กำกับดูแล ”ธนาคารที่ดิน“

“ธนาคารที่ดิน” มุ่งมั่นดำเนินตามพันธกิจ “กระจายการถือครองที่ดินอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงสิทธิในที่ดินของประชาชน

“ธนาคารที่ดิน” จึงตอบสนองเชิงนโยบาย มีส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ช่วยเหลือความเป็นอยู่ของครัวเรือนที่เปราะบางให้มีรายเพิ่ม ทั้งเพิ่ม GDP ประเทศ แก่นสำคัญที่เป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ นั่นคือ “การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อันจะบรรลุความมุ่งหมายสูงส่ง สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใน ค.ศ.2030 หรือในปี พ.ศ.2573 และก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง มีการพัฒนาที่ครอบคลุม ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตทุก ๆ ด้าน #ธนาคารที่ดิน #คณะกรรมาธิการแก้ปัญหาหนี้สินความยากจนและลดความเหลื่อมล้ํา 

‘นฤมล’ร่วมเปิดประชุม Hand-in-Hand Investment Forum บนเวที FAO ชวนลงทุนภาคเกษตรไทย

https://www.naewna.com/local/835589

‘นฤมล’ร่วมเปิดประชุม Hand-in-Hand Investment Forum บนเวที FAO ชวนลงทุนภาคเกษตรไทย

‘นฤมล’ร่วมเปิดประชุม Hand-in-Hand Investment Forum บนเวที FAO ชวนลงทุนภาคเกษตรไทย

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 08.40 น.

‘นฤมล’ร่วมกล่าวเปิดการประชุม Hand-in-Hand Investment Forum บนเวที FAO ชวนลงทุนภาคเกษตรไทย เพื่อสร้างระบบอาหารและเกษตรโลกยั่งยืน

16 ตุลาคม 2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหหกรณ์ ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุม FAO Hand-in-Hand Investment Forum ซึ่งเป็นเวทีด้านความร่วมมือและการลงทุน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการลงทุนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ ในประเด็นที่มีความเร่งด่วน หรือความสนใจร่วมกัน เพื่อขจัดความยากจน ลดจำนวนผู้หิวโหย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ร่วมกับผู้แทนจาก Central American Bank for Economic Integration (CABEI) ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และสภาเศรษฐกิจโลก

นางนฤมล กล่าวว่าประเทศไทยกำลังเร่งดำเนินการปรับเปลี่ยนระบบอาหารและเกษตรเพื่อความยั่งยืน เพื่อเพิ่มรายได้ และสร้างความเข็มแข็งให้แก่เกษตรกร โดยส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน เน้นการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตตรงตามความต้องการของตลาด สอดคล้องกับนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

ประเทศไทยมีนโยบายการส่งเสริมการลงทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มเกษตรเทคโนโลยี” ภายใต้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุน 5 ปี โดยมุ่งเน้นไปทางสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษี ส่งเสริมการลงทุน เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่ ที่ขับเคลื่อนไปด้วย “Innovative” เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ “Competitive” เศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน สามารถปรับตัวได้เร็ว และสร้างการเติบโตสูง และ “Inclusive” เศรษฐกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมทั้งการสร้างโอกาส และลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ทั้งนี้มาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย สอดคล้องกับนโยบาย BCG ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจ สีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยที่ผ่านมา ได้ดำเนินการส่งเสริมการลงทุนแก่ภาคเกษตรตลอดสายห่วงโซ่อุปทาน เพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนยกระดับและสร้างความเข้มแข็งของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร

นางนฤมล กล่าวว่าโลกกำลังเผชิญกับความท้าทาย การลงทุนในภาคเกษตรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจฐานราก จะช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้ พร้อมเรียกร้องให้ประเทศสมาชิก ทุกภาคส่วนเร่งแก้ปัญหาผ่านกลไกการลงทุนและความร่วมมือ เพื่อปรับเปลี่ยนระบบอาหารและเกษตรสู่ความยั่งยืน

เกษตรฯไฟเขียวใช้โฉนดฯ ค้ำประกันสหกรณ์นำร่อง10แห่ง

https://www.naewna.com/local/835548

เกษตรฯไฟเขียวใช้โฉนดฯ  ค้ำประกันสหกรณ์นำร่อง10แห่ง

เกษตรฯไฟเขียวใช้โฉนดฯ ค้ำประกันสหกรณ์นำร่อง10แห่ง

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การใช้โฉนดเพื่อการเกษตรเป็นหลักประกันสินเชื่อกับสหกรณ์ที่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นสมาชิก ระหว่างสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ว่าตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายที่ต้องการให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เพื่อสร้างโอกาสในการมีอาชีพ รายได้ และความมั่นคงในชีวิต โดยยกระดับเอกสารสิทธิที่ดินจากหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร พร้อมขยายสิทธิการใช้ประโยชน์ให้เป็นที่ยอมรับเพื่อเพิ่มมูลค่าและใช้ค้ำประกันสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้ ส.ป.ก.จึงร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยกร่างต้นแบบบันทึกข้อตกลง พร้อมประชาสัมพันธ์เชิญชวนสหกรณ์ที่มีเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นสมาชิกมาร่วมลงนาม

“มีสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดิน 10 แห่ง จากทุกภาคของประเทศ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ ส.ป.ก. ซึ่งสหกรณ์ทั้ง 10 แห่งนี้ มีเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นสมาชิก 4,380 ราย คิดเป็นวงเงินกู้สูงสุด 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบนโยบายไปแล้วเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ให้ ส.ป.ก.ดำเนินการขยายสิทธิและการใช้ประโยชน์ การเพิ่มมูลค่าให้กับโฉนดเพื่อการเกษตร ตลอดจนการใช้โฉนดเพื่อการเกษตรเป็นหลักประกันสินเชื่อกับสถาบันการเงินอื่น ทั้งภาครัฐและเอกชนเพิ่มเติมอีก” รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวว่า สาระสำคัญของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ คือ ส.ป.ก.ยินยอมให้เกษตรกรใช้เอกสาร ส.ป.ก. 4-01 และโฉนดเพื่อการเกษตรเป็นหลักประกันหนี้ของตนเองหรือคู่สมรสกับสหกรณ์ โดย ส.ป.ก.จะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสิทธิ พร้อมประเมินวงเงินหลักประกันให้สหกรณ์จากประเมินกรมธนารักษ์ หากเป็น ส.ป.ก. 4-01 ได้วงเงินอยู่ที่ร้อยละ 60 และร้อยละ 80 สำหรับโฉนดเพื่อการเกษตร ถ้าเกษตรกรไม่ชำระหนี้โดยไม่มีเหตุผลสมควรหรือมีเหตุจำเป็น ส.ป.ก.จะให้เกษตรกรชำระหนี้แก่สหกรณ์ภายใน 90 วัน พร้อมร่วมมือกับสหกรณ์ในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกรลูกหนี้