กรมวิชาการฯขยายผล2ปุ๋ย เพิ่มประสิทธิภาพผลิตข้าว

https://www.naewna.com/local/840054

กรมวิชาการฯขยายผล2ปุ๋ย  เพิ่มประสิทธิภาพผลิตข้าว

กรมวิชาการฯขยายผล2ปุ๋ย เพิ่มประสิทธิภาพผลิตข้าว

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการดำเนินการขยายผลงานวิจัยและเทคโนโลยี ตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม จึงนำเทคโนโลยีปุ๋ยชีวภาพ2 ชนิด คือพีจีพีอาร์-ทู และแหนแดง ผลงานวิจัยของกองวิจัยและพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ถ่ายทอดสู่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวใน จ.นครพนม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้เกษตรกร เนื่องจากผลผลิตที่เกษตรกรได้รับยังต่ำอยู่เฉลี่ย 350 กิโลกรัม/ไร่

ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทู เป็นปุ๋ยชีวภาพแบคทีเรียส่งเสริมการเจริญเติบโตของข้าว ประกอบด้วย แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินบริเวณราก และช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชได้ โดยปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทู จะผลิตสารคล้ายฮอร์โมนพืชช่วยเพิ่มปริมาณราก เพิ่มการดูดน้ำและปุ๋ย
ส่งเสริมการเจริญเติบโตของข้าว ช่วยตรึงธาตุไนโตรเจนช่วยละลายธาตุฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เพิ่มการนำจุลธาตุเข้าสู่เซลล์พืช ช่วยเพิ่มปริมาณราก 20% ลดการใช้ปุ๋ยเคมี 25% เพิ่มผลผลิตข้าว 10% เพิ่มประสิทธิภาพการดูดน้ำและอาหาร 15% ส่วนแหนแดง เป็นเฟิร์นน้ำขนาดเล็กที่ช่วยตรึงไนโตรเจนให้กับต้นข้าว สามารถสลายตัวได้ง่าย และปลดปล่อยธาตุไนโตรเจน และธาตุอื่นๆ ออกมาได้อย่างรวดเร็ว

พิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทาน กรมการข้าว ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/local/840078

พิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทาน กรมการข้าว ประจำปี 2567

พิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทาน กรมการข้าว ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 21.09 น.

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2567 เวลา 16.30 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในพิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทาน กรมการข้าว ประจำปี 2567 โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมกรมการข้าว และภาคส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ในพื้นที่ร่วมในพิธี ณ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ (พระอารามหลวง) อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์

ทั้งนี้ กรมการข้าว จะจัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน กรมการข้าว ประจำปี 2567 ในวันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2567 เวลา 10.00 น.จึงขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานร่วมถวายจตุปัจจัย อนุโมทนาบุญในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานตามกำหนดวัน เวลาและสถานที่ดังกล่าว

– 006

‘รมว.นฤมล’มุ่งผลักดันสหกรณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/839985

'รมว.นฤมล'มุ่งผลักดันสหกรณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

‘รมว.นฤมล’มุ่งผลักดันสหกรณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.49 น.

“รมว.นฤมล”มุ่งผลักดันสหกรณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.) ครั้งที่ 4/2567 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเอกชน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 – 135 โดยที่ประชุมได้พิจารณาการขยายขอบเขตการลงทุน ภายใต้มาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 โดยปรับปรุงประกาศ คพช. เรื่อง ข้อกำหนดการฝากหรือการลงทุนอย่างอื่นของสหกรณ์ ให้คำนึงถึงการลงทุนอย่างรอบคอบและปลอดภัย เพื่อให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มเติมอย่างมั่นคง

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือในส่วนการนำวิทยาการข้อมูล (Data Science) เพื่อจัดวางระบบจัดเก็บ วิเคราะห์และประยุกต์ใช้ข้อมูลสหกรณ์ในระดับมหภาค โดยต้องสร้างแอปพลิเคชั่นให้สหกรณ์ใช้งานอย่างมีประโยชน์ในเชิงธุรกิจ สามารถสร้างกำไร คาดการณ์ความเสี่ยง และช่วยพัฒนาสถาบันให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง อันเป็นผลดีต่อสมาชิกและเกษตรกร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในการจัดทำงบประมาณปี 2569 โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บูรณาการร่วมกันวางแผนการทำงานให้ผลลัพธ์การทำงานเป็นที่ตั้ง เพื่อผลักดันสหกรณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรอยู่ดี กินดีอย่างยั่งยืนต่อไป

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็นปธ.ร่วมเปิดกิจกรรม Global One Health Day 2024

https://www.naewna.com/local/839947

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เป็นปธ.ร่วมเปิดกิจกรรม Global One Health Day 2024

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็นปธ.ร่วมเปิดกิจกรรม Global One Health Day 2024

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.56 น.

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน 2567 เวลา 16.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานร่วมเปิดกิจกรรม Global One Health Day 2024 โดยมีนายภาณุมาศ ญาณเวทย์สุกล อธิบดีกรมควบคุมโรค และนายภัทรพล มณีอ่อน ผู้แทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประธานร่วมเปิดงาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยงานเครือข่ายทั้งภายในประเทศ และองค์การระหว่างประเทศเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

โดย Global One Health Day 2024 จัดขึ้นเพื่อแสดงความเข้มแข็งและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานสุขภาพหนึ่งเดียว ในด้านการป้องกันควบคุมโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน และแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวของหน่วยงานพันธมิตรในเครือข่าย และเผยแพร่ข้อมูลการบูรณาการแนวคิดด้านสุขภาพหนึ่งเดียวในด้านอาหารปลอดภัย (Food Safety) และการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial resistance (AMR)) ณ บริเวณ ICONSIAM PARK 1 ชั้น 2 Apple Store

– 006

เกษตรฯทำMOUภาคเอกชน ลดเผาตอซัง-ฟางข้าวลดฝุ่นพิษ

https://www.naewna.com/local/839825

เกษตรฯทำMOUภาคเอกชน  ลดเผาตอซัง-ฟางข้าวลดฝุ่นพิษ

เกษตรฯทำMOUภาคเอกชน ลดเผาตอซัง-ฟางข้าวลดฝุ่นพิษ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการ “ลดเผา เบาฝุ่น” สนับสนุนเกษตรกรไทยลดการเผาตอซังและฟางข้าว เพื่อลดฝุ่น PM2.5 ด้วยจุลินทรีย์ ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทบีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาทดสอบเทคโนโลยีชีวภาพ โดยการทดสอบประสิทธิภาพจุลินทรีย์ย่อยสลาย ที่สามารถย่อยสลายตอซังและฟางข้าวได้ภายใน 7 วัน มีขั้นตอนการใช้งานอย่างง่าย โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม เพียงฉีกซองผสมน้ำ เตรียมหัวเชื้อในปริมาณ 100 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร สำหรับใช้ในพื้นที่ 1 ไร่ ที่มีน้ำท่วมตอซัง ซึ่งผลการทดสอบเกษตรกรมีความพึงพอใจต่อการใช้จุลินทรีย์เป็นอย่างมาก โดยระยะต่อไปมีแผนที่จะสนับสนุนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 2,400 ราย ในพื้นที่ 59,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี สระบุรี ลพบุรี ชัยนาท และสุพรรณบุรี

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการเผาของเกษตรกร จะต้องใช้เทคโนโลยี และผลการวิจัย ศึกษา ทดสอบ และเห็นผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงของการทดสอบ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ภาคการเกษตร ร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างอากาศสะอาด พื้นฟูและรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน

ทั้งนี้ ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ขับเคลื่อนนโยบาย 3R Model เป็นแนวทางลดปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร มีเป้าหมายคือทำให้เกษตรกรเข้าใจถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยไม่เผา และส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุทางการเกษตร โดยพื้นที่ปลูกข้าว 1 ไร่ จะมีปริมาณตอซังและฟางข้าว เฉลี่ยปีละ 650 กิโลกรัม เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการฟางข้าวและตอซัง เพื่อเป็นทางเลือกในการเพิ่มรายได้และผลผลิตทางการเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ตัดสินใจเผาฟางข้าวและตอซัง เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการปลูกพืชหมุนเวียนต่างๆ จนทำให้ฟางถูกเผาทิ้งอย่างน่าเสียดาย การเผาฟางนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นมลภาวะและก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก

ทั้งนี้ หลายภาคส่วนร่วมกันหานวัตกรรมใหม่ มาช่วยในการย่อยสลาย โดยต้องปลอดภัยทั้งเกษตรกร ปลอดภัยต่อพืช ไม่มีสารตกค้างต่อสิ่งแวดล้อม โดยปกติฟางข้าวมีปริมาณธาตุอาหารหลักของพืช ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เฉลี่ย 0.51 0.14 และ 1.55%
มีปริมาณธาตุอาหารรองของพืชได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และซัลเฟอร์ เฉลี่ย 0.47 0.25 และ 0.17% เมื่อย่อยสลายเป็นอินทรียวัตถุจะปรับ
เพิ่มปริมาณธาตุอาหารในดินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประหยัดต้นทุนการซื้อปุ๋ย เป็นวงจรปรับปรุงดินอีกทางหนึ่ง

‘อิทธิ’ตามงานพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงฯ

https://www.naewna.com/local/839826

‘อิทธิ’ตามงานพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงฯ

‘อิทธิ’ตามงานพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ติดตาม : นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จ.หนองคาย รวมทั้งการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตร จ.หนองคาย ที่สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมืองฯ มุ่งบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร บรรเทาอุทกภัยและเป็นแหล่งกักเก็บน้ำสำรองในฤดูแล้ง

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จ.หนองคาย รวมทั้งการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตรใน จ.หนองคาย ที่สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ว่าได้มุ่งเน้นเรื่องบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อการเกษตร จึงกำชับให้กรมชลประทาน เร่งรัดดำเนินโครงการดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามแผนงาน เพื่อบรรเทาอุทกภัยและยังเป็นแหล่งกักเก็บน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้ง และเป็นการบริหารจัดการน้ำ สนับสนุนน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคและการเกษตรในระยะยาว

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 มีแผนงานโครงการ 9 ปี(พ.ศ.2561-2569) เป้าหมายเพื่อเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนในการอุปโภค-บริโภค และทำการเกษตร รวมถึงบรรเทาอุทกภัย ใน จ.หนองคาย และอุดรธานี โดยมี 7 โครงการสำคัญที่จะเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งงานก่อสร้างสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง ถือเป็น 1 ในแผนงานโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง เป็นสถานีสูบน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาด 15 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที 10 เครื่อง อัตราการสูบน้ำสูงสุด 150 ลบ.ม./วินาที พร้อมด้วยคลองชักน้ำ ความยาว 1,344 เมตร และประตูระบายน้ำ อัตราการระบายน้ำ 395 ลบ.ม./วินาที

อย่างไรก็ตาม หากโครงการดังกล่าวก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถบรรเทาอุทกภัยใน จ.หนองคาย และอุดรธานี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานเดิม 15,000 ไร่ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานใหม่ 300,195 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 284 หมู่บ้าน 37 ตำบล 7 อำเภอ ของ จ.หนองคาย และอุดรธานี โดยมีครัวเรือนได้รับผลประโยชน์ 29,835 ครัวเรือนอีกทั้งยังเป็นแหล่งน้ำต้นทุนช่วยขยายพื้นที่

เกษตรฯเตรียมการถกรมต. ด้านเกษตร-ป่าไม้อาเซียน

https://www.naewna.com/local/839823

เกษตรฯเตรียมการถกรมต.  ด้านเกษตร-ป่าไม้อาเซียน

เกษตรฯเตรียมการถกรมต. ด้านเกษตร-ป่าไม้อาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (SOM-AMAF Leader) ของไทย ร่วมประชุมเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้อาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 24 (Preparatory Senior Officials Meeting of the Twenty-Forth Meeting of the ASEAN Ministers on Agriculture andForestry Plus Three : PrepSOM – 24th AMAF Plus Three) และการประชุมการเตรียมการสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้อาเซียน-อินเดีย (The Preparatory Senior Officials Meeting of the Eighth ASEAN-India Ministerial Meeting on Agriculture and Forestry : The PrepSOM-8th AIMMAF)พร้อมด้วย ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯเข้าร่วม

ทั้งนี้ ในที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าของกิจกรรมความร่วมมืออาเซียนบวกสามภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมืออาเซียนบวกสาม (APTCS) ด้านอาหาร เกษตรกรรม และป่าไม้ แผนปฏิบัติการระยะกลางสำหรับความร่วมมืออาเซียน-อินเดีย ในด้านเกษตรกรรมและป่าไม้
ปี 2021-2025 อาทิ การแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการฝึกอบรมและการศึกษาดูงาน เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นตามลำดับความสำคัญของภูมิภาค

กรมชลฯติดตาม รับมือฝนตกหนัก เขื่อนฯระบายน้ำ กระทบภาคกลาง

https://www.naewna.com/local/839824

กรมชลฯติดตาม  รับมือฝนตกหนัก  เขื่อนฯระบายน้ำ  กระทบภาคกลาง

กรมชลฯติดตาม รับมือฝนตกหนัก เขื่อนฯระบายน้ำ กระทบภาคกลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานว่า ฝนที่ตกหนักในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในบริเวณพื้นที่ จ.นครสวรรค์ และกำแพงเพชร ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าสะสมในลำน้ำสาขาและแม่น้ำสายหลักเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ พบว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,820 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น มีการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาในอัตราที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ชุมชน เนื่องจากยังคงมีฝนตก พร้อมทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาแบบขั้นบันได ในอัตรา 1,550 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณคลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และ ต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย)ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10-20 เซนติเมตร

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำและควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าวอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อช่วยลดผลกระทบที่เกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์รมว.เกษตรและสหกรณ์ และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำและการแจ้งเตือนจากหน่วยงานทางราชการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากฝนที่ตกระยะนี้ อาจส่งผลให้มีปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นอีก ซึ่งหากมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็นปธ.ประชุมผลักดันจัดทำพื้นที่ปลอดโรค ส่งออก’โคเนื้อมีชีวิต’ไปจีน

https://www.naewna.com/local/839788

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เป็นปธ.ประชุมผลักดันจัดทำพื้นที่ปลอดโรค ส่งออก'โคเนื้อมีชีวิต'ไปจีน

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็นปธ.ประชุมผลักดันจัดทำพื้นที่ปลอดโรค ส่งออก’โคเนื้อมีชีวิต’ไปจีน

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.17 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการกำกับและติดตามการผลักดันการจัดทำพื้นที่ปลอดโรค เพื่อการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากราชอาณาจักรไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หลักการ Regionalization ครั้งที่ 3/2567

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรรมการอำนวยการกำกับและติดตามการผลักดันการจัดทำพื้นที่ปลอดโรค เพื่อการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากราชอาณาจักรไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หลักการ Regionalization ครั้งที่ 3/2567 พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ , นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ คณะกรรมการฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ และผ่านระบบ Zoom Meetings

โดยกรมปศุสัตว์มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างพื้นที่ปลอดโรคเพื่อผลักดันการส่งออกโคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อให้ฝ่ายจีนมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์จากไทย ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมฯ ได้นำส่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดทำพื้นที่ปลอดโรคให้ฝ่ายจีนพิจารณารวมถึงขอเชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของฝ่ายจีนมาเยือนประเทศไทย และให้ความคิดเห็นต่อการดำเนินการภายใต้หลักการ Regionalization เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดในการนำเข้าโคมีชีวิตของฝ่ายจีนไปเรียบร้อยแล้ว และการประชุมในครั้งนี้ จึงเป็นการติดตามความก้าวหน้าและสถานะล่าสุดการผลักดันการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากราชอาณาจักรไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมทั้งพิจารณามอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผู้เลี้ยงปูทะเลลดเสี่ยง ประมงสงขลาหนุนกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อด้วย‘กากชา’

https://www.naewna.com/local/839787

ผู้เลี้ยงปูทะเลลดเสี่ยง ประมงสงขลาหนุนกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อด้วย‘กากชา’

ผู้เลี้ยงปูทะเลลดเสี่ยง ประมงสงขลาหนุนกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อด้วย‘กากชา’

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.15 น.

ผู้เลี้ยงปูทะเลลดเสี่ยง ประมงสงขลาหนุนกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’ในบ่อด้วย‘กากชา’

ประมงจังหวัดสงขลาและอำเภอระโนดเร่งแก้ปัญหาปลาหมอคางดำที่อยู่ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำในอำเภอระโนด สนับสนุนใช้แนวทางธรรมชาติ นำ ‘กากชา’ มาช่วยกำจัดปลาที่สร้างความเสียหายช่วยเยียวยาและลดความเสี่ยงให้เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงปูทะเลมีผลผลิตที่ดี บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร รวมทั้งเป็นการตัดวงจรและควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างมีประสิทธิภาพ

การสนับสนุนกากชาเป็นช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องเกษตรกรรายย่อย  ประมงอำเภอระโนดได้รับการสนับสนุนกากชาจำนวน 1 ตันจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และนำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรเลี้ยงปูทะเลที่ลงทะเบียนขอความช่วยเหลือกลุ่มแรก 20 ราย เกษตรกรนำกากชาที่ได้รับการสนับสนุนไปโรยในบ่อเลี้ยงปูทะเล เพื่อให้สามารถจับปลาหมอคางดำได้ง่ายขึ้น เพราะกากชาไม่ส่งผลกับปูทะเล เพื่อช่วยป้องกันให้ปลาหมอคางดำไปกินตัวอ่อนของปูทะเล  กากชาเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ไม่ส่งผลกระทบต่อปู หรือกุ้ง  ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงปูทะเลนำไปใช้ในบ่อเพาะเลี้ยงอยู่แล้ว

จากการตรวจติดตาม ประมงสงขลาพบว่ายังมีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในคลองส่งน้ำและบ่อพักน้ำของเกษตรกร  จึงมุ่งเน้นประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเฝ้าระวัง และปรับวิธีการเตรียมบ่อเพื่อเลี้ยงสัตว์น้ำโดยการหว่านกากชาก่อนการเลี้ยงในรอบต่อไปอีกด้วย นอกจากช่วยเกษตรกรมีผลผลิตที่ดี ยังเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้ปลาชนิดนี้แพร่กระจายออกจากบ่อเลี้ยงสัตว์นำไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

อำเภอระโนด ยังคงเป็นอำเภอเดียวในจังหวัดสงขลาที่เผชิญกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ทั้งนี้ ประมงจังหวัดสงขลาและอำเภอระโนดได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน เกษตรกรและชาวประมง ภายใต้คณะทำงานช่วยกันกำจัดปลาหมอคางดำตามมาตรการของกรมประมง ตั้งแต่การจับออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ การปล่อยปลาผู้ล่าลงในลำคลอง การนำมาใช้ประโยชน์ทั้งการรับซื้อทำน้ำหมักชีวภาพ และการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เป็นต้น ส่งผลให้ปลาหมอคางดำเบาบางลงในบางลำคลอง และมีการสำรวจการกระจายตัวของปลาชนิดนี้ในแหล่งน้ำเดือนละครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าจังหวัดสงขลาสามารถควบคุมประชากรปลาชนิดนี้ได้อย่างยั่งยืน

แหล่งน้ำธรรมชาติในอำเภอระโนดมีการเชื่อมต่อกันระหว่างคลองสายหลัก คลองสาขา จนถึงลำรางระบายน้ำ ประกอบกับปลาชนิดนี้มีการขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว จังหวัดสงขลาต้องอาศัยความร่วมไม้ร่วมมือจากทุกภาคส่วนรวมถึงชาวประมง เกษตรกร และชุมชนในการดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และต้องทำอย่างครบวงจร ดังนั้น การส่งเสริมให้เกษตรกรรายเล็กๆ มีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงปูจึงเป็นอีกแนวทางที่ประสิทธิภาพช่วยลดแหล่งอาศัยปลาชนิดนี้ ควบคู่กับการให้ความรู้ผู้เลี้ยงปูให้ความสำคัญกรองน้ำป้องกันปลาหมอคางดำหลุดเข้ามาในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

นอกจากนี้ ประมงสงขลายังเดินหน้าประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในจังหวัดมีความตระหนักและร่วมมือกันเฝ้าระวังปลาชนิดนี้ในแหล่งน้ำนอกอำเภอระโนด รวมทั้งยังสร้างความเข้าใจว่าปลาชนิดนี้มีประโยชน์ และสามารถบริโภคได้ ชาวจังหวัดสงขลาสามารถเป็นอีกพลังในการแก้ปัญหานี้ด้วยการนำมาใช้ประโยชน์ และพัฒนาแปรรูปเป็นอาหารต่างๆ อีกด้วย