‘นฤมล’หารือกลุ่มขับเคลื่อนกล้วยไม้ไทยแห่งชาติ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

https://www.naewna.com/local/839754

'นฤมล'หารือกลุ่มขับเคลื่อนกล้วยไม้ไทยแห่งชาติ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

‘นฤมล’หารือกลุ่มขับเคลื่อนกล้วยไม้ไทยแห่งชาติ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.08 น.

‘นฤมล’หารือกลุ่มขับเคลื่อนกล้วยไม้ไทยแห่งชาติ กระตุ้นตลาดกล้วยไม้ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก เผยทิศทางตลาดกล้วยไม้ไทยเติบโตต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2567 ณ ห้องประชุม 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ  นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบหารือร่วมกับ นายพยงค์ คงอุดมทรัพย์ ประธานกลุ่มกล้วยไม้ไทยแห่งชาติ นายสมบัติ ตันเสถียร ประธานสหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย จำกัด และคณะ เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไทยเพื่อการส่งออก พร้อมกระตุ้นตลาดกล้วยไม้ภายในประเทศให้มากขึ้น โดยผลักดันให้เกิดการจัดงานวันกล้วยไม้แห่งชาติขึ้นเป็นประจำทุกปี รวมทั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์กล้วยไม้ไทย ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก 

นางนฤมล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมสนับสนุนส่งเสริมผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไทย ดังนี้  1. สนับสนุนการขยายช่องทางการตลาดในและต่างประเทศ 2. ส่งเสริมให้มีการพัฒนากล้วยไม้ที่มีคุณภาพ ตามมาตรฐานการส่งออก 3. ส่งเสริมการพัฒนาบรรจุภัณฑ์(Packaging) ให้สามารถยืดอายุการเก็บรักษากล้วยไม้และ สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้า 4. สนับสนุนการประชาสัมพันธ์กล้วยไม้ไทยให้ เป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการในตลาดต่างประเทศมากขึ้น

“ประเทศไทยมีแหล่งผลิตไม้ดอกไม้ประดับกระจายทั่วทั้งประเทศสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ จากข้อมูลในปี 2566 ประเทศไทยส่งออกไม้ดอกไม้ประดับมูลค่ารวม 4,474 ล้านบาท โดยส่งออกกล้วยไม้มากที่สุด 2,682 ล้านบาท ประเทศผู้นำเข้าไม้ดอกไม้ประดับ          ที่สำคัญของไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เวียดนาม ญี่ปุ่น อินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้ จากรายงานสินค้าเกษตร (Situation Report)  กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประจำเดือน พฤษภาคม 2567 ประเทศไทยส่งกล้วยไม้ตัดดอก มีมูลค่าการส่งออก 48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน” นางนฤมล ระบุ

กรมฝนหลวงฯประชุมเพิ่มองค์ความรู้

https://www.naewna.com/local/839611

กรมฝนหลวงฯประชุมเพิ่มองค์ความรู้

กรมฝนหลวงฯประชุมเพิ่มองค์ความรู้

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดประชุมเชิงปฏิบัติการ “ASEAN Regional Semanar on Weather Modification 2024” โดยมีนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กทม.มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เพื่อยกระดับบุคลากรด้านความรู้การเปลี่ยนแปรสภาพอากาศของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพิ่มทักษะให้หลากหลายจนสามารถแก้ปัญหาได้ในอนาคตและบรรลุตามวัตถุประสงค์ต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต

2.เพื่อส่งเสริมการพัฒนา วิจัย และปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือภายในและระหว่างประเทศสมาชิก สู่การเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศได้อย่างเหมาะสม 3.เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางสร้างความเข้มแข็งและการดำเนินงานภายใต้ศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน โดยจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมด้านการดัดแปรสภาพอากาศ สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ บรรเทามลภาวะทางอากาศในระดับภูมิภาค

4.เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการดัดแปรสภาพอากาศ โดยเทคโนโลยีฝนหลวงของไทยให้กับสมาชิกอาเซียน และประเทศอื่นๆ และสามารถร่วมมือด้านการดัดแปรสภาพอากาศกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านฝนหลวงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และ 5.สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียนมีประเทศไทย โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก และฝ่ายเลขานุการถาวรของ AWMC ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

ผู้ตรวจฯร่วมถก เจ้าหน้าที่อาวุโส ด้านเกษตรป่าไม้ ภูมิภาคอาเซียน

https://www.naewna.com/local/839608

ผู้ตรวจฯร่วมถก เจ้าหน้าที่อาวุโส ด้านเกษตรป่าไม้ ภูมิภาคอาเซียน

ผู้ตรวจฯร่วมถก เจ้าหน้าที่อาวุโส ด้านเกษตรป่าไม้ ภูมิภาคอาเซียน

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (SOM-AMAF Leader) ของไทย ร่วมประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 46 (The PrepSOM-46th AMAF Meeting) โดยมีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีการรายงานความก้าวหน้าด้านการเกษตรและป่าไม้ (SOM-AMAF) ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกันในภาคส่วนอาหาร เกษตรกรรม และป่าไม้ โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน โดยลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่เป็นอันตรายต่อการเผาพืชผล รวมถึงการใช้ทรัพยากรดินและน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งฝ่ายไทยยินดีสนับสนุนความร่วมมือภายใต้กรอบนโยบายอาเซียนนี้

นอกจากนี้ ฝ่ายไทย ได้เน้นย้ำและให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชากรทั่วภูมิภาคอาเซียน โดยฝ่ายไทย มีนโยบายลดการเผาในภาคเกษตรอย่างยั่งยืน และอยู่ระหว่างการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้งปลอดการเผา (Good Agricultural Practices For Zero Burning Maize) ทั้งนี้ ฝ่ายไทย ขอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นปัญหาดังกล่าว และเร่งดำเนินการร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาด้านการเผาในภาคเกษตรในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

‘นฤมล’ช่วยเกษตรกร ใช้เกษตรสมัยใหม่พัฒนาชีวิต

https://www.naewna.com/local/839610

‘นฤมล’ช่วยเกษตรกร  ใช้เกษตรสมัยใหม่พัฒนาชีวิต

‘นฤมล’ช่วยเกษตรกร ใช้เกษตรสมัยใหม่พัฒนาชีวิต

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในพิธีปิดการประชุม World Food Forum 2024 ภายใต้ธีมอาหารที่ดีกว่าเพื่อทุกคนทั้งในวันนี้และอนาคต “Good food for all, for today and tomorrow” ที่สำนักงานใหญ่ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี ว่าที่ผ่านมา เราได้คำมั่นสัญญาจากทุกภาคส่วนที่จะร่วมมือในทุกมิติ ทั้งนโยบายจากภาครัฐ ภาคการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การลงทุนจากโครงการความร่วมมือต่างๆ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะบทบาทของเยาวชนที่จะเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงระบบอาหารและเกษตร

ศ.ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย รวมถึงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยดำเนินการภายใต้โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “BCG Model” ซึ่งเป็นการพัฒนา 3 เศรษฐกิจ คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม โดย BCG Model มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสอดรับกับหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ที่เป็นหลักสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยเป็น “ครัวของโลก” เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ การลงทุน โลจิสติกส์ เศรษฐกิจดิจิทัลและเป็นผู้นำด้านอาหารและการเกษตร

“ประเทศไทยได้สนับสนุนการเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีจากการเกษตรแม่นยำ ไปจนถึงตลาดดิจิทัลเพื่อค้าผลผลิตทางการเกษตร สนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด อันนำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร พัฒนาผลผลิตและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมกับเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ภายใต้นโยบาย ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยประเทศไทยยังตระหนักถึงบทบาทของดินและน้ำต่อความมั่นคงอาหาร และได้ส่งเสริมงานวิจัย การลงทุน เพื่อพัฒนาสุขภาพดิน และการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวเชิญชวนผู้นำประเทศ และนักวิชาการ เข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดิน และน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The International Soil and Water Forum 2024) ที่ประเทศไทย โดยกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพร่วมกับ FAO มีกำหนดระหว่างวันที่ 9 – 11 ธันวาคม 2567 ที่ กทม.

‘ธนาคารที่ดิน-พอช.’ร่วมขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง

https://www.naewna.com/local/839632

'ธนาคารที่ดิน-พอช.'ร่วมขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง

‘ธนาคารที่ดิน-พอช.’ร่วมขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 20.07 น.

”ธนาคารที่ดิน“ ร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการสร้างความเข้าใจการขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง ของ พอช. มุ่งพัฒนาภาคประชาชนครอบคลุมทุกประเด็น พัฒนาความร่วมมือกับภาคี ยกระดับพื้นที่รูปธรรมตำบลต้นแบบ

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พร้อมด้วย นายสุทธิโรจน์ คำมั่น ผู้อำนวยการกองทรัพยากรบุคคล นายธนัทเทพ จิระประวัติตระกูล ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน และนายสุทธิรักษ์ อุฒมนตรี ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการสร้างความเข้าใจ การขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง ปี 2568 ณ รร.ทาวน์ อิน ทาวน์ เขตวังทองหลาง กทม. จัดโดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.

นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า แนวทางการสนับสนุนจังหวัดบูรณาการสู่จังหวัดจัดการตนเอง ของ พอช. ปี 2568 โดย 13 จังหวัดจัดการตนเอง มีแนวทางคือจัดตั้งคณะทำงานร่วมระดับจังหวัดเพื่อเป็นกลไกกลางระดับจังหวัด โครงสร้างมีองค์ประกอบหลากหลาย มีแผนงานเป้าหมาย ข้อตกลงร่วมรูปธรรม เคลื่อนงานร่วมทบทวนจัดทำข้อมูลพื้นที่ ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายเพื่อจัดทำแผนพัฒนาของภาคประชาชนครอบคลุมทุกประเด็นงาน จัดทำแผนพัฒนาความร่วมมือกับภาคีพัฒนา และยกระดับพื้นที่รูปธรรมตำบลต้นแบบ จัดสมัชชากลางของจังหวัดออกแบบแนวทางการพัฒนาผู้นำชุมชนและคนรุ่นใหม่ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและสร้างธรรมาภิบาลการติดตามประเมินผลแบบมีส่วนร่วม

ด้านนายกุลพัชร กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2559-2567 “ธนาคารที่ดิน” ดำเนินโครงการใน 8 จังหวัด พื้นที่ 7,164 ไร่ เงินลงทุน 883.4 ล้านบาท ปัจจุบันมูลค่าที่ดิน 1,141.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% ช่วยเหลือเกษตรกร 1,885 ครัวเรือน และปีงบประมาณ 2568 จะช่วยเหลือเกษตรกรแบบรายกลุ่ม 15 พื้นที่ 12 จังหวัด ทั่วประเทศ และแบบรายปัจเจค 30 ราย

“ผมยินดีเป็นส่วนหนึ่งกับพี่น้อง ที่จะจัดเวทีตั้งคณะทำงานในการแก้ปัญหาที่ดินทำกินร่วมกัน สำหรับวิธีการที่พี่น้องจะเข้าสู่ระบบของธนาคารที่ดินได้ ให้จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน การจัดการขึ้นอยู่กับพี่น้อง รวมถึงการเลือกทำเลที่ดินเอกชน หรือโฉนดครุฑแดง แจ้งความจำนงมาที่เรา ธนาคารที่ดิน จะซื้อที่ดินตามความต้องการของพี่น้อง และในอนาคตเราจะร่วมกับ พอช. ภายใต้โครงการบ้านมั่นคงชนบท ในพื้นที่โครงการกระจายการถือครองที่ดินอย่างยั่งยืน“ นายกุลพัชร กล่าว

นายกุลพัชร กล่าวด้วยว่า “ธนาคารที่ดิน”  ตอบสนองเชิงนโยบายรัฐบาล มีส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ช่วยเหลือความเป็นอยู่ของครัวเรือนที่เปราะบางให้มีรายได้เพิ่ม เพิ่ม GDP ประเทศ แก่นสำคัญที่เป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ของสหประชาชาติ คือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อันจะบรรลุความมุ่งหมายสูงส่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี  พ.ศ.2573 และก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูง มีการพัฒนาที่ครอบคลุมยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตทุก ๆ ด้าน

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาปศุสัตว์ไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 11

https://www.naewna.com/local/839545

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาปศุสัตว์ไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 11

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาปศุสัตว์ไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 11

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.25 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาปศุสัตว์ไทย – มาเลเซีย ครั้งที่ 11 (The 11th Joint Thailand – Malaysia Sub-Committee Meeting on Livestock Development)

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน 2567 เวลา 09.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานฝ่ายไทยในการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาปศุสัตว์ไทย – มาเลเซีย ครั้งที่ 11 (The 11th Joint Thailand – Malaysia Sub-Committee Meeting on Livestock Development) ซึ่งกรมปศุสัตว์เป็นเจ้าภาพ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นางสาวบุณิกา จุลละโพธิ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นางสาววนิดา แจ้งประจักษ์ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ  ผู้แทน สคบ. ศทส. สพส. กรป. กสก. และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง โดยมี Dr. Akma binti Ngah Hamid อธิบดีกรมสัตวแพทย์บริการ (Department of Veterinary Service; DVS) แห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ และผ่านทางระบบการประชุมทางไกล (Zoom Conference)

โดยการประชุมดังกล่าว เป็นการประชุมเกี่ยวกับความร่วมมือในรูปแบบทวิภาคีระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เพื่อพิจารณาความร่วมมือทั้งในด้านวิชาการและการค้าที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกัน รายงานสถานการณ์และมาตรการในการควบคุมโรคสัตว์ในปัจจุบันของทั้ง 2 ประเทศ การจัดการและควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ระหว่างชายแดน และหารือในส่วนของการนำเข้าและส่งออกสินค้าปศุสัตว์ระหว่างกัน

ชาวนาเฮ! ‘นฤมล’เผยเขื่อนขนาดใหญ่เก็บน้ำได้มาก ปลูกข้าวนาปรังได้ 2 รอบ

https://www.naewna.com/local/839520

ชาวนาเฮ! 'นฤมล'เผยเขื่อนขนาดใหญ่เก็บน้ำได้มาก ปลูกข้าวนาปรังได้ 2 รอบ

ชาวนาเฮ! ‘นฤมล’เผยเขื่อนขนาดใหญ่เก็บน้ำได้มาก ปลูกข้าวนาปรังได้ 2 รอบ

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.52 น.

ชาวนาเฮ! ‘นฤมล’เผยเขื่อนขนาดใหญ่เก็บน้ำได้มาก ปลูกข้าวนาปรังได้ 2 รอบ ขณะที่ครม.เคาะงบ2.57พันล้านบาท เร่งฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกรประสบอุทกภัยหลังน้ำลด

เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยข่าวดีของเกษตรกรว่าปีนี้อ่างกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ สามารถกักเก็บน้ำได้ปริมาณน้ำรวม 82% ของความจุเก็บกัก (65,948 ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำใช้การ 72% (41,752 ล้าน ลบ.ม.) ถือว่ามีปริมาณน้ำใช้การอยู่ในเกณฑ์ดี การเพาะปลูกเป็นไปตามแผนที่วางไว้ 10 ล้านไร่ ซึ่งน่ายินดีที่ชาวนาจะมีน้ำทำนาปรังได้ 2 รอบ

อย่างไรก็ตามวันนี้ที่ประชุมครม.เคาะแนวทางกำจัดการเผาต่อซัง อ้อย ข้าวโพด เพื่อลดมลพิษฝุ่น PM2.5 ให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ล่วงหน้ารณรงค์เกษตรกรหยุดเผาวัชพืชต่อซังที่เกิดจากผลผลิตทางการเกษตรให้ได้ผลทั้งก่อน และหลังฤดูเพาะปลูก นอกจากนี้ครม.เห็นชอบงบกลาง 2.57 พันล้านบาท เร่งฟื้นฟูเกษตรกรหลังน้ำลด 8 โครงการ อาทิ โครงการฟื้นฟูอาชีพใช้งบกว่า 2 พันล้านบาท โครงการปรับเพิ่มพื้นที่ระบบส่งน้ำชลประทาน และลดภาระหนี้สิน เช่น ลดดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 3 ให้กับลูกหนี้สหกรณ์การเกษตร เพื่อเข้าสู่การเพาะปลูกรอบใหม่โดยเร็วที่สุด

ต้องรีบแก้!‘บ่อร้าง’ขวางทางกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’

https://www.naewna.com/local/839519

ต้องรีบแก้!‘บ่อร้าง’ขวางทางกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’

ต้องรีบแก้!‘บ่อร้าง’ขวางทางกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.50 น.

ต้องรีบแก้!‘บ่อร้าง’ขวางทางกำจัด‘ปลาหมอคางดำ’ 

เวทีสาธารณะว่าด้วยเรื่องปลาหมอคางดำใน จ.จันทบุรี เมื่อเร็วๆ นี้ มีหลากหลายความเห็นที่น่าสนใจ เช่น ผู้แทนกรมทรัพยากรชายฝั่งและชายฝั่ง (ทช.) ยืนยันว่าในพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออก ยังไม่พบปลาหมอคางดำใน จ.ชลบุรี และ จ.ตราด แต่พบที่ จันทบุรีและระยองเท่านั้น ขณะที่ข้อมูลจากคนจันทบุรีผู้ร่วมฟัง ก็ยืนยันตรงกันว่า ที่จันทบุรีพบปลาหมอคางดำเฉพาะในพื้นที่อ่าวคุ้งกระเบน ไม่พบใน อ.ขลุง  ขณะที่บริเวณปากแม่น้ำจันทบุรีไม่มีปลาชนิดนี้อยู่เลย ส่วน อ.แหลมสิงห์ ก็พบราว 5-8 ตัวต่อสัปดาห์ โดยพบใน “บ่อร้าง” ของสองหมู่บ้านเท่านั้น  เหตุปัจจัยสำคัญที่ทุกคนกังวลคือ “บ่อร้าง” ที่มีอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก เป็นบ่อร้างที่ร้างราจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ซึ่งจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของปลาหมอคางดำได้

ที่สำคัญชาวจันท์มั่นใจว่าปลาไม่ได้ว่ายน้ำไปโดยธรรมชาติ   แต่ปลาไปถึงจันท์ได้เพราะมี “คนพาไป” โดยเฉพาะพวกรถเร่ขายปลาเพื่อปล่อยเอาบุญและเป็นไปได้ว่ารถเร่เหล่านี้อาจเพาะพันธุ์ปลาไว้ขาย ซึ่งน่ากังวลมากเนื่องจากเป็นวิธีที่จะนำพาปลาชนิดนี้ไปได้ทุกที่ 

สมาชิกสภาเกษตร จ.ตราดที่ร่วมฟังด้วย ได้แบ่งปันแนวคิดว่า ปลาหมอคางดำแพร่ระบาดเพราะฝีมือคน เพราะตนสังเกตว่า ไม่มีปลาหมอคางดำที่หาดเจ้าสำราญ แหลมผักเบี้ย แต่กระโดดข้ามไปพบที่ สะพานหัวหิน เขาสามร้อยยอด แล้วยังข้ามช่วงสโมสรทหาร ไปเจอที่คลองวาฬ ประจวบคีรีขันธ์ นับเป็นการข้ามขั้นของช่วงลำน้ำ ที่ชี้ชัดว่าปลาไม่ได้ว่ายน้ำไปเอง แต่เป็นฝีมือมนุษย์  เหมือนที่ภาคใต้ มีการข้ามสิชล หัวไทร ไปเจอปลาที่ปากพนัง และมันยังเป็นไปไม่ได้เลยที่ปลาจะว่ายน้ำได้เร็วขนาดนี้

ขณะที่ ทช. รายงานถึงผลการผ่าท้องปลาหมอคางดำจากอ่าวคุ้งกระเบนว่าพบเฉพาะแพลงตอนพืช แอมพิพอด ไข่ปลา หญ้าทะเล แต่ไม่พบแพลงตอนสัตว์น้ำชนิดอื่น สอดคล้องกับ เกษตรกรอีกรายหนึ่งที่ฝากให้รัฐผ่าท้องปลาหลาย ๆ ชนิด เพื่อพิสูจน์ว่าตัวไหนร้ายกว่ากันกันแน่  เพราะตนเชื่อว่าปลาหมอคางดำไม่ร้ายเท่าปลาหมอเทศข้างลาย ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ซึ่งจากข้อสังเกตของคนพื้นที่และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็เป็นไปได้สูงมากที่ “มนุษย์” นี่ล่ะ เป็นต้นเหตุนำพาปลาหมอคางดำไปในแต่ละพื้นที่

การจัดการกับมนุษย์ก็ควรต้องใช้กฎหมาย ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยเรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามเพาะเลี้ยงในราชอาณาจักร พ.ศ.2564 โดยห้ามเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 144 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากนำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งรัฐต้องมีความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย ลงพื้นที่ตรวจสอบใกล้ชิด ตรวจสอบไปถึงรถเร่ขายปลา และตรวจละเอียดให้ครอบคลุมการเคลื่อนย้ายปลาที่กฎหมายบังคับว่าจะเคลื่อนย้ายได้เฉพาะปลาที่ตายแล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่สำคัญมาก และพบในแทบทุกจังหวัดที่มีการระบาดก็คือ “บ่อร้าง” ดังที่ จ.จันทบุรีก็พบประเด็นนี้เช่นกัน เป็นที่น่ากังวลใจของทุกฝ่าย พื้นที่บ่อร้างของชาวบ้านยังมีเป็นจำนวนมาก มักจะเป็นน้ำนิ่ง เอื้อต่อการเพาะและขยายพันธุ์ของปลาหมอคางดำ  แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลที่ภาครัฐไม่สามารถเข้าไปจับปลาได้ จึงทำให้ยังคงมีปลาตกค้างในบ่อเหล่านี้อีกไม่น้อย  รัฐควรหาวิธีปรับแก้หรือออกกฎหมายเฉพาะ ก็จะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปจัดการปลาตามบ่อร้างเหล่านี้ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

ยิ่งหากไม่ใช่แค่ทิ้งร้าง แต่เป็นความตั้งใจของบางคนที่ปล่อยให้ปลาหมอคางดำเติบโต รอเวลาที่รัฐเบิกงบประมาณออกมาจัดรับซื้อปลาอีกเมื่อไหร่ ก็คงได้จับปลาล็อตใหญ่-ตัวใหญ่มาหลอกขายให้รัฐ แบบนี้ยิ่งต้องเล่นงานให้หนัก ตรงนี้จึงจำเป็นมากที่ต้องเร่งแก้กฎหมายเป็นการเฉพาะก่อนที่จะสายเกินไป

ขณะที่การจับปลาออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติมีผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ปริมาณปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ลดจำนวนลงไปมากแล้ว รัฐควรเร่งตัดไฟแต่ต้นลม หากยังปล่อยให้มีแหล่งน้ำนิ่งที่ปลาสามารถวางไข่ เพาะพันธุ์และเติบโตได้ ก็สุ่มเสี่ยงกับการเปิดโอกาสให้ปลาชนิดนี้กลับมาแพร่กระจายขึ้นมาได้อีกทุกเมื่อ ยิ่งถ้าบ่อร้างเหล่านั้นปล่อยน้ำออกมาเมื่อไหร่ คงได้ตามกำจัดในแหล่งน้ำธรรมชาติกันอีกยกใหญ่

วงษ์อร อร่ามกูล นักวิชาการอิสระ

กรมชลฯรับมือฝนหนักภาคใต้ ควบคู่วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 67/68 สำรองน้ำไว้ใช้ตลอดแล้งนี้

https://www.naewna.com/local/839513

กรมชลฯรับมือฝนหนักภาคใต้ ควบคู่วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 67/68 สำรองน้ำไว้ใช้ตลอดแล้งนี้

กรมชลฯรับมือฝนหนักภาคใต้ ควบคู่วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 67/68 สำรองน้ำไว้ใช้ตลอดแล้งนี้

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.36 น.

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายปกรณ์ สุตสุนทร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาอุทกวิทยา กรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1 – 17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ สำหรับเป็นข้อมูลการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม สอดคล้องในแต่ละพื้นที่ พบว่า ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ มีปริมาณน้ำใช้การรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 35,633 ล้าน ลบ.ม. (75% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำใช้การรวมกันประมาณ 15,060 ล้าน ลบ.ม. (83% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ด้านภาพรวมสถานการณ์น้ำทางตอนบน มีแนวโน้มเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบัน ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,394 ลบ.ม./วินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,051 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทาน ได้พิจารณาทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และใช้ระบบชลประทานเหนือเขื่อนเจ้าพระยาทั้ง 2 ฝั่ง แบ่งรับน้ำตามศักยภาพ ช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ เร่งการระบายน้ำจากทางตอนบนลงสู่ตอนล่างทำได้เร็วยิ่งขึ้น

สำหรับลุ่มน้ำชี-มูล กรมชลประทาน ร่วมกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ติดตามสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ เพื่อวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้อย ได้แก่ เขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ และเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้

ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้ที่เข้าสู่ฤดูฝน ได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตาม 10 มาตรการ รับมือฤดูฝน ปี 2567 อย่างเคร่งครัด จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เจ้าหน้าที่ ประจำสุดเสี่ยง ให้สามารถเข้าแก้ไขสถานการณ์น้ำได้อย่างทันที รวมทั้งหมั่นตรวจสอบและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ

กรมชลประทาน ได้วางแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2567/68 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 – 30 เมษายน 2568 จากปริมาณน้ำต้นทุน ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 โดยมีแผนจัดสรรน้ำในฤดูแล้งทั้งประเทศจำนวน 29,170 ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับความสำคัญดังนี้ เพื่อการเกษตรฤดูแล้ง 16,555 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการอุปโภค-บริโภค 3,050 ล้าน ลบ.ม. อุตสาหกรรม 800 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 8,765 ล้าน ลบ.ม. และสำรองน้ำไว้ต้นฤดูฝนปี 2568 อีก 15,080 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่คาดการณ์ปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศรวม 10.01 ล้านไร่ สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง 9,000 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นน้ำเพื่อการเกษตร 6,410 ล้าน ลบ.ม. เพื่ออุปโภค-บริโภค 1,150 ล้าน ลบ.ม. เพื่ออุตสาหกรรม 135 ล้าน ลบ.ม. เพื่อรักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 1,305 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะปฏิบัติตาม 8 มาตรการรับมือฤดูแล้ง ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด และขอประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วน ใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดเพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ชป.เผยแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/68 ยันมีน้ำเพียงพอตลอดปี

https://www.naewna.com/local/839511

ชป.เผยแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/68 ยันมีน้ำเพียงพอตลอดปี

ชป.เผยแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/68 ยันมีน้ำเพียงพอตลอดปี

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.32 น.

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยถึงแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/68 ว่า ขณะนี้ได้สิ้นสุดฤดูฝนของปี 2567 แล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ มีการติดตามสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำท่า เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ควบคู่ไปกับการเก็บกักเพื่อสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งนี้ได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้เมื่อสิ้นสุดฤดูฝน ณ วันที่ 1 พ.ย.67 ทั้งประเทศมีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันทั้งสิ้น 44,250 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

กรมชลประทาน ได้วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/68 (ระหว่างเดือน พ.ย.67 – 30 เม.ย.68) ตามปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในทุกกิจกรรมตามลำดับความสำคัญ โดยแบ่งเป็นน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร อุตสาหกรรม และอื่นๆ รวมทั้งประเทศประมาณ 29,170 ล้าน ลบ.ม.รวมทั้งสำรองไว้ใช้ต้นฤดูฝนหน้า (พ.ค. – ส.ค.68) อีกประมาณ 15,080 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งเพียงพอตามแผนที่กำหนดไว้

นอกจากนี้ ยังได้ปฏิบัติตามมาตรการรองรับฤดูแล้งปี 2567/68 ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบ ด้วยการคาดการณ์และป้องกันพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ วางแผนจัดสรรน้ำและกำหนดพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง พร้อมบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญการใช้น้ำตามที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน รวมไปถึงการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำตลอดในช่วงฤดูแล้ง เสริมความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำให้ชุมชน ตลอดจนประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตามนโยบายของรัฐบาลและ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์