‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ร่วมประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง ครั้งที่ 1/2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811286

'อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน'ร่วมประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง ครั้งที่ 1/2567

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ร่วมประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง ครั้งที่ 1/2567

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 18.54 น.

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ณ ห้องประชุม 134-135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง ครั้งที่ 1/2567 โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน เพื่อแก้ไขปัญหาลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน และลดภาระดอกเบี้ยค้างชำระ และที่ประชุมได้พิจารณาให้สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เตรียมดำเนินการโครงการจัดรูปที่ดิน ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 12,400 ไร่ เพื่อการพัฒนาพื้นที่ในการจัดระบบชลประทาน และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ อีกทั้งเตรียมประกาศกำหนดแนวเขตสำรวจการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม และแนวเขตสำรวจการจัดรูปที่ดินเพิ่มเติม แบ่งออกเป็น 1) แนวเขตสำรวจการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม จำนวน 29 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี พัทลุง สุราษฎร์ธานี ตรัง บุรีรัมย์ นครราชสีมา เลย น่าน นครสวรรค์ ระยอง และชัยนาท เพื่อสำรวจการจัดระบบน้ำพื้นที่ 2) แนวเขตสำรวจการจัดรูปที่ดิน จำนวน 4 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด สุพรรณบุรี และอ่างทอง

นอกจากนี้ รมว.กษ.ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการดำเนินงานรูปแบบเชิงรุก ในด้านการศึกษาและสำรวจพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อเร่งขยายการพัฒนาระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมในเขตนอกพื้นที่ชลประทาน และต่อยอดสู่การขยายพื้นที่ชลประทานในประเทศไทยต่อไป

กรมชลฯบริหารจัดการ น้ำในฤดูแล้งโค้งสุดท้าย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811060

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบันว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 42,673 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 56% ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพลเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้นประมาณ 11,553 ล้าน ลบ.ม.(46% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 จนถึงขณะนี้ มีการจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ทั้งประเทศไปแล้วกว่า 23,159 ล้าน ลบ.ม. (93%) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 8,337 ล้าน ลบ.ม.(96%) ในส่วนของสถานการณ์การเพาะปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศมีการทำนาปรัง 9.07 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรัง 5.68 ล้านไร่

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานทั่วประเทศติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุด และเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของประชาชน ตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์

กรมวิชาการฯหนุนใช้ แหนแดงแห้งผลิตผักสลัดคอส

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811063

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า แหนแดงเป็นปุ๋ยชีวภาพชนิดหนึ่งที่มีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้อาศัยอยู่ภายในโพรงใบ ให้ธาตุอาหารพืชสูง ใช้ต้นทุนน้อย สามารถผลิตได้ต่อเนื่องและประกอบด้วยสารเพิ่มประสิทธิภาพพืช เช่น กรดอะมิโนต่างๆ และสารคล้ายฮอร์โมนพืช แต่การนำแหนแดงสดไปใช้ในการผลิตพืชผักมีข้อจำกัดเนื่องจากมีน้ำเป็นองค์ประกอบสูง หากจะนำมาใช้ในการผลิตพืชผักจำเป็นต้องใส่แหนแดงสดปริมาณมากเพื่อให้ได้ธาตุอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืชผัก ดังนั้น กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร จึงได้วิจัยและพัฒนาการใช้แหนแดงแห้งในการจัดการธาตุอาหารพืช เพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับพืชผักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ดร.ศิริลักษณ์ แก้วสุรลิขิต นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กล่าวว่า ได้ศึกษาการปลดปล่อยธาตุอาหารของแหนแดงแห้ง และศึกษาผลของการใช้แหนแดงแห้งต่อการเจริญเติบโตของผักสลัดคอสในเรือนทดลอง จากการศึกษาการปลดปล่อยธาตุอาหารในแหนแดงแห้ง พบว่าการใส่แหนแดงแห้ง 35 กรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม ผักสลัดคอสมีการเจริญเติบโตสูงสุด โดยมีน้ำหนักสดและน้ำหนักแห้งเพิ่มขึ้น 736% และ 286% เมื่อเปรียบเทียบกับกรรมวิธีที่ไม่ใส่แหนแดงแห้ง

จากการทดลองในพื้นที่ปลูกผักสลัดคอส จ.นครราชสีมา เมื่อใช้แหนแดงแห้งอย่างเดียวอัตรา 1 กิโลกรัม/ตารางเมตร ให้ผลผลิตผักสลัดคอสสูงกว่าการใช้ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 20 กรัมต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยให้ผลผลิตเท่ากับ 2,603 กิโลกรัมต่อไร่ หรือให้ผลผลิตมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราแนะนำ 69% ดังนั้น แหนแดงแห้งจึงสามารถใช้เป็นแหล่งของธาตุอาหารทดแทนปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำได้ 100% ซึ่งเหมาะแก่การนำไปใช้ผลิตพืชผักอินทรีย์ เนื่องจากแหนแดงแห้ง 1 กิโลกรัม สามารถปลดปล่อยไนโตรเจนให้พืชได้ใช้ประโยชน์ประมาณ 16 กรัม รวมทั้งยังมีธาตุอาหารของแคลเซียมและแมกนีเซียมที่เป็นประโยชน์กับพืชและช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุแก่ดิน ขณะที่ปุ๋ยยูเรีย 20 กรัม มีไนโตรเจน 9.4 กรัมเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้เมื่อใช้แหนแดงแห้งร่วมกับปุ๋ยยูเรีย อัตรา 5, 10, 15 และ 20 กรัมต่อตารางเมตร พบว่าทุกกรรมวิธีทำให้ผลผลิตผักสลัดคอส สูงขึ้น แตกต่างจากการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวทุกอัตรา

“แหนแดงมีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นปัจจัยการผลิตที่ช่วยในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชผักรับประทานใบ โดยเกษตรกรสามารถผลิตแหนแดงได้จากการใช้เทคโนโลยีการผลิตแหนแดงของกรมวิชาการเกษตร และสามารถนำความรู้จากงานวิจัยนี้ไปปฏิบัติได้ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชผักรับประทานใบและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน” ดร.ศิริลักษณ์ กล่าว

‘บุญสิงห์’ถกร่างพ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811059

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทรรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมอภิปรายสาระสำคัญและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษล้านนาตะวันออก พ.ศ.กลุ่ม จ.เชียงราย ที่โรงแรมเชียงราย เฮอริเทจ จ.เชียงราย เพื่อส่งเสริมพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพและขีดความสามารถทั้งทางด้านทรัพยากรและศักยภาพของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน หรือกลุ่มจังหวัดล้านนาตะวันออก ประกอบด้วย จ.พะเยาเชียงราย น่าน และแพร่ ซึ่งมีศักยภาพ เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญเชื่อมโยงการค้าและการนำเข้าส่งออก อีกทั้งมีฐานทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ หากมีกลไกการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ และเกิดความต่อเนื่องสอดคล้องกับบริบทและศักยภาพเชิงพื้นที่

ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่เอื้อต่อการพัฒนาพื้นที่ตามแนวทางดังกล่าว เพราะการส่งเสริมด้านการบริหารด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และระบบการอนุมัติอนุญาตตลอดจนการให้สิทธิประโยชน์เป็นการบริหารที่มีลักษณะรวมศูนย์ ขาดการส่งเสริมการกระจายโอกาสในเชิงพื้นที่ อีกทั้งการจัดทำระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของหน่วยงานของรัฐต่างๆ ยังขาดความต่อเนื่องและขาดความเชื่อมโยงไม่เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาเชิงพื้นที่หรือกลุ่มจังหวัดได้อย่างเต็มศักยภาพจึงสมควรกำหนดให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษล้านนาตะวันออกในพื้นที่กลุ่มจังหวัดล้านนาตะวันออก เพื่อให้มีการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่นั้นๆ อย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ บูรณาการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคให้เกิดความต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันทั้งในและนอกพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษล้านนาตะวันออก มีการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร รวมทั้งกำหนดแผนงานด้านการพัฒนาพื้นที่นั้นๆ อย่างมีเป้าหมายและมีมาตรการส่งเสริมภาคเอกชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการหรือโครงการที่ได้รับอนุมัติในเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นการเฉพาะ

ผู้ช่วยฯประชุม คกก.ติดตามฯ ขับเคลื่อนงาน ด้านการเกษตร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811068

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ ตามนโยบาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ครั้งที่ 2/2567 โดยมีนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายปรีชา พันธุ์วาหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯพร้อมคณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีประเด็นเกี่ยวกับการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่ จ.นครปฐม หนองบัวลำภู ระนอง สงขลา และอุบลราชธานี โดยมีวาระการพิจารณา 2 ประเด็น คือประเด็นที่ 1 พิจารณาแผนการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าในจังหวัดดังกล่าว โดยแบ่งข้อมูลออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย 1.ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายและข้อสั่งการของ รมว.เกษตรฯ ในพื้นที่ที่สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานได้บรรลุตามเป้าหมาย และพื้นที่ที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จหรือยังไม่ดำเนินการตามข้อสั่งการ และ 2.ลงพื้นที่แก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของเกษตรกร และประเด็นที่ 2 พิจารณาแต่งตั้งอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ตามนโยบาย รมว.เกษตรฯ ทั้ง 5 จังหวัดดังกล่าว

กรมข้าวจัดงาน วันข้าว-ชาวนา มุ่งใช้นวัตกรรม เพิ่มองค์ความรู้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810841

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ารัฐบาลมีนโยบาย “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ด้วยการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศโดยให้ความสำคัญด้านการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาอย่างยั่งยืน เพื่อสนองความต้องการของตลาด พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวและพัฒนาชาวนา สร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาและการพัฒนาข้าวไปสู่สากลรวมทั้งเป็นการให้เกียรติชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลัก และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2567” เมื่อเร็วๆ นี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “RICE” ประกอบด้วย นิทรรศการต่างๆ มากมาย ที่อยากให้เข้ามาเดินชมกัน ซึ่งภายในงานนอกจากโซนนิทรรศการและกิจกรรมหลากหลายแล้ว ยังมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการผลงาน โครงการ ให้ความรู้ นำเสนอนวัตกรรมการเกษตรต่างๆ รวมทั้งการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องชื่อดัง ได้แก่ เต๋า ภูศิลป์, ลำยอง หนองหินห่าว มาร่วมสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าร่วมชมงาน และยังมีจุดให้บริการส่งสินค้าถึงบ้าน

‘อรรถกร’ฉลองดื่มนมโลก ชวนให้บริโภคนมเพิ่ม25ลิตร/ปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810843

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “วันดื่มนมโลก ปี 2567” ที่ศูนย์ราชการฯ อาคาร B ตามที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ได้กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันดื่มนมโลก” หรือ “World Milk Day” เพื่อให้ประเทศและองค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญและร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคนม โดยในปี 2567 ภายใต้แนวคิด “สร้างความสุขเสริมภูมิคุ้มกัน ดื่มนมทุกวัน ดื่มได้ทุกวัย บริโภคนมได้หลากหลายเมนู”เพื่อรณรงค์การบริโภคนมในสังคมไทยมุ่งสร้างความเข้าใจและการรับรู้ในวงกว้าง อีกทั้งเป็นการช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีความมั่นคงด้านอาชีพการเลี้ยงโคนมและผลิตน้ำนมคุณภาพดีให้คนไทยได้ดื่มมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การบริโภคผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย มีการบริโภคนมที่น้อยมากถ้าเทียบกับอัตราการบริโภคนมของทั่วโลก ซึ่งมีอัตราการบริโภคนมพร้อมดื่มภายในประเทศประมาณ 18 ลิตร/คน/ปี ถ้ารวมผลิตภัณฑ์นมนำเข้าจะอยู่ที่ 22 ลิตร/คน/ปี (ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งโลก) สัมพันธ์กับภาวะโภชนาการของเด็กไทย ที่มีส่วนสูงสมส่วนยังไม่ถึงค่าเป้าหมาย กระทรวงเกษตรฯ โดยคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมจึงได้ตั้งเป้าหมายในการส่งเสริมการบริโภคนมของคนไทยให้เพิ่มขึ้น จากเดิม 18 ลิตร/คน/ปี เป็น 25 ลิตร/คน/ปี ภายในปี 2570 พร้อมทั้งสร้างการรับรู้และการสร้างช่องทางการเข้าถึงนม เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มนมและรับประทานผลิตภัณฑ์นมมากขึ้น

“วันดื่มนมโลก เป็นการบูรณาการของภาคส่วนในอุตสาหกรรมนมอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำนำผลผลิตและผลิตภัณฑ์นมใหม่ๆ มาแสดงให้ประชาชนได้รับความรู้ และมีทัศนคติการดื่มนมที่ถูกต้อง เพื่อกระตุ้นให้คนไทยหันมาดื่มนม เน้นการสร้างนิสัยรักการดื่มนมในทุกเพศทุกวัย เพราะหากประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในการดื่มนม ก็จะเลือกบริโภคนมให้มากขึ้น ส่งผลให้มีสุขภาพแข็งแรง ภาคอุตสาหกรรมนมเข้มแข็ง เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมผลิตน้ำนม คุณภาพชีวิตดีขึ้น มีรายได้ที่มั่นคง สร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ”นายอรรถกร กล่าว

โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ ร่วมกันกล่าวคำขวัญเชิญชวนการดื่มนม ปี 2567 “สร้างความสุขเสริมภูมิคุ้มกัน ดื่มนมทุกวัน ดื่มได้ทุกวัย บริโภคนมได้หลากหลายเมนู” พร้อมยกนมดื่มพร้อมกัน เพื่อเป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการดื่มนมให้กับประชาชนชาวไทย

พด.พัฒนาศักยภาพดินสำหรับปลูกพืชGI

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810844

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่าได้ส่งเสริมให้เกษตรกรนำอัตลักษณ์พื้นถิ่นของไทยมาเป็นผลิตภัณฑ์การเกษตร โดยเฉพาะพืชท้องถิ่นที่สำคัญและมีเอกลักษณ์เฉพาะ หรือพืชบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GeographicalIndications : GI) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้สินค้าเกษตรพื้นถิ่นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตั้งเป้าให้ทุกจังหวัดมีสินค้า GI ของตนเอง โดยกองสำรวจดินและวิจัยทรัพยากรดิน สำรวจพื้นที่ ลักษณะ และสมบัติของชุดดิน เก็บตัวอย่างดิน วิเคราะห์ดิน เพื่อให้ได้ฐานข้อมูลทรัพยากรดินและแนวทางการจัดการดินพื้นที่ปลูกพืช GI รายชนิดพืช ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทำให้ทราบสถานภาพทรัพยากรดินและศักยภาพของดินในพื้นที่บ่งชี้สถานะของดินที่มีการปลูกพืชให้มีคุณภาพดี

นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่า ฐานข้อมูลสารสนเทศและสถานการณ์ของทรัพยากรดินในพื้นที่เพาะปลูกพืช GI ดังกล่าวข้างต้น กองนโยบายและแผนการใช้ที่ดิน จะนำมาวิเคราะห์และประเมินคุณภาพที่ดิน ทั้งระดับความต้องการปัจจัยของพืช GI และสภาพภูมิอากาศ เพื่อจัดชั้นความเหมาะสมของที่ดินสำหรับปลูกพืช GI ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อจัดทำเขตการใช้ที่ดินสำหรับการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืช GI พร้อมทั้งจัดทำเขตเหมาะสมมาสำหรับปลูกและขยายพื้นที่ปลูกพืช GI ต่อไป โดยดำเนินการแล้วกว่า 40 ชนิดพืช อาทิ ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2567 ดำเนินการอีก 11 ชนิดพืช โดยเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญากำหนด เพื่อให้การผลิตพืช GI มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ได้รับความคุ้มครองพื้นที่เกษตร เป็นทางเลือกให้เกษตรกร สร้างรายได้และคุ้มครองพื้นที่เกษตรให้สามารถผลิตพืชได้อย่างยั่งยืน

สวก.-BEDOผลักดัน แมลงโปรตีนBSFธุรกิจใหม่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810847

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. กล่าวว่า การผลิตอาหารสัตว์จากแมลง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป จากรายงานพบว่าแมลงถูกใช้เป็นโปรตีนสำหรับสัตว์น้ำประมาณ 194,000 ตัน ในปี 2020 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปีจึงสนับสนุนทุนวิจัยให้สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ดำเนินโครงการขยายผลการถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตแมลงโปรตีน (Hermetia illucens L.)สำหรับเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งจากผลการดำเนินโครงการ พบว่าสามารถสร้างวิทยากรเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในระดับพื้นที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฏ 10 แห่งแก่เกษตรกรและผู้สนใจในพื้นที่ 22 จังหวัด รวม 713 คน ให้สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้และช่วยลดต้นทุนด้านอาหารได้ 50%

ด้าน ดร.ธนิต ชังถาวร รอง ผอ.BEDO กล่าวว่า แมลงโปรตีน BSF (Black Soldier Fly) ประเทศไทยยังรู้จักและใช้ประโยชน์น้อยมาก BSF เป็นแมลงที่มีปีก 2 ปีก เช่นเดียวกับกลุ่มแมลงวัน ต่างตรงที่แมลงโปรตีน BSF เป็นแมลงที่ไม่เป็นพาหะนำโรคและไม่เป็นศัตรูพืช มีวงจรชีวิตจากระยะไข่สู่ระยะตัวเต็มวัย ประมาณ 13-18 วันช่วงก่อนเข้าระยะดักแด้ มีโปรตีนสูง 42–54% อีกทั้งยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นและกรดไขมันดีหลายชนิด จึงสามารถใช้ทดแทนแหล่งโปรตีนดั้งเดิม และจากการศึกษาพบว่า BSF สามารถลดปริมาณขยะอินทรีย์ได้ 90% ในเวลา 14 วัน จึงช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับขยะอินทรีย์ได้ 49% และมูลจากการเลี้ยงยังสามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยชีวภาพหรือสารบำรุงดิน เนื่องจากมีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่เป็นสารอาหารจำเป็นและกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช

สมาคมศูนย์ข้าวชุมชุน(ประเทศไทย) ประกาศหนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810627

สมาคมศูนย์ข้าวชุมชุน(ประเทศไทย) ประกาศหนุนโครงการ 'ปุ๋ยคนละครึ่ง'

สมาคมศูนย์ข้าวชุมชุน(ประเทศไทย) ประกาศหนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’

วันเสาร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 10.09 น.

วันที่ 15 มิถุนายน 2567 นายภาคิณ มุสิกวรรณ นายกสมาคมศูนย์ข้าวชุมชน(ประเทศไทย) ประกาศจุดยืนสนับสนุนโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง”ของรัฐบาล โดยมีถ้อยแถลงดังนี้