‘นฤมล’หารือลาว ดันนโยบายเกษตร เอื้อการส่งออกเพิ่ม มุ่งดึงดูดนักลงทุน

https://www.naewna.com/local/839172

‘นฤมล’หารือลาว  ดันนโยบายเกษตร  เอื้อการส่งออกเพิ่ม  มุ่งดึงดูดนักลงทุน

‘นฤมล’หารือลาว ดันนโยบายเกษตร เอื้อการส่งออกเพิ่ม มุ่งดึงดูดนักลงทุน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และคณะ เข้าพบปะหารือทวิภาคีกับ นายลินคำ ดวงสะหวันรัฐมนตรีกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และคณะ ระหว่างการเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวันอาหารโลก ที่สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี โดยรัฐมนตรีเกษตรฯ ทั้งสองฝ่าย มีความเห็นตรงกันที่จะมุ่งดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรที่เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เช่น การส่งออกจทุเรียนไทยโดยขนส่งผ่านเส้นทางจาก สปป.ลาว ไปยังจีน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการลงทุน การดึงดูดผู้ประกอบการ และนักธุรกิจจากไทยหรือจีน ให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินและดำเนินธุรกิจในพื้นที่ สปป.ลาว มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ได้หารือในประเด็นความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน ซึ่งผ่านกรอบเวทีทวิภาคีภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านเกษตรระหว่างสองกระทรวงที่ดำเนินการประชุมไปแล้ว 4 ครั้ง และกรอบระดับภูมิภาค อาทิ กรอบอาเซียน และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เป็นต้น

‘อิทธิ’ตรวจด่านหนองคาย เข้มงวดปราบสินค้าเกษตรเถื่อน

https://www.naewna.com/local/839170

‘อิทธิ’ตรวจด่านหนองคาย  เข้มงวดปราบสินค้าเกษตรเถื่อน

‘อิทธิ’ตรวจด่านหนองคาย เข้มงวดปราบสินค้าเกษตรเถื่อน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนด่านศุลกากรหนองคาย โดยมีนายรัฐศาสตร์ ชิดชู รอง ผวจ.หนองคาย นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ นายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สำนักงานศุลกากรหนองคาย ต.มีชัย อ.เมือง จ.หนองคาย พร้อมตรวจเยี่ยมจุดตรวจปล่อยสินค้าสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1

นายอิทธิ ได้มอบนโยบายการปราบปรามลักลอบการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยเน้นย้ำ ให้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ พร้อมกำชับให้หน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ร่วมบูรณาการกับทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมายตามแนวชายแดน หรือช่องทางธรรมชาติ รวมทั้งกำกับดูแลการนำเข้าส่งออก และนำผ่านสัตว์-ซากสัตว์ ในพื้นที่รับผิดชอบ ตรวจสอบใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์-ซากสัตว์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด และขอความร่วมมือผู้ประกอบกิจการห้องเย็นขึ้นทะเบียนสถานที่เก็บรักษาสินค้าทางการเกษตรถูกต้องตามกฎหมาย

“ขอความร่วมมือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน ขับเคลื่อนสานต่อ 9 นโยบายของ รมว.เกษตรฯ โดยเฉพาะการสานต่อการปราบปรามนำเข้าเนื้อเถื่อน ซึ่งสร้างผลกระทบต่อกลไกตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ ได้กำชับให้ทุกด่านปฏิบัติงานอย่างเข้มงวด ด้วยความระมัดระวัง ให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ตลอดจนให้คำนึงถึงความปลอดภัยด้วย” นายอิทธิ กล่าว

ทั้งนี้ จ.หนองคาย มีด่านตรวจของกระทรวงเกษตรฯ 3 ด่าน ได้แก่ ด่านกักกันสัตว์หนองคาย ด่านตรวจพืชหนองคาย และศูนย์บริหารจัดการด่านตรวจประมงเขต 2 หนองคาย มีสถิติการนำเข้า ส่งออก นำผ่าน ดังนี้ 1.ด่านกักกันสัตว์หนองคาย จำนวนสัตว์/ซากสัตว์ ที่อนุญาตส่งออกราชอาณาจักร (ตั้งแต่มกราคม-ตุลาคม 2567) มีสัตว์ 3,381,660 ตัว มูลค่า 43.71 ล้านบาท อาทิ กระบือ ไก่ไข่รุ่น ลูกไก่เนื้อ ลูกไก่ไข่ เป็ดไข่ สุกรพันธุ์โคเนื้อ เป็นต้น และซากสัตว์ 4,154.42 ตัน มูลค่า 140.33 ล้านบาท ได้แก่ ซากสุกร ซากไก่ และไม่มีการนำเข้าซากสัตว์ 2.ด่านตรวจพืชหนองคายการส่งออกผลไม้ไทยไปประเทศจีน (ตั้งแต่มกราคม-สิงหาคม 2567) 3,854 ตู้ ปริมาณ 65,238.28 ตัน มูลค่า 8,623.62 ล้านบาท ดังนี้ ทุเรียน 3,129 ตู้ 51,648,125 กิโลกรัม มูลค่า 7,235 ล้านบาท มังคุด 622 ตู้ 11,956,475 กิโลกรัม มูลค่า 1,203 ล้านบาท ลำไยอบแห้ง 103 ตู้ 1,633,683 กิโลกรัม มูลค่า 184 ล้านบาท และ 3.ศูนย์บริหารจัดการด่านตรวจประมง เขต 2 (หนองคาย) มีการส่งออกสินค้าประมง (ตั้งแต่มกราคม-ตุลาคม 2567) ปริมาณ 35,485.06 ตัน มูลค่า 328.99 ล้านบาท ได้แก่ ลูกพันธุ์สัตว์น้ำส่งออกเพื่อบริโภค (มีชีวิต, แช่เย็นแช่แข็ง) ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ เป็นต้น ไม่มีสินค้านำเข้า

ปูม้าล้นตลาด vs ปลาหมอคางดำ: บทเรียนการจัดการทรัพยากรทางน้ำของไทย

https://www.naewna.com/local/838853

ปูม้าล้นตลาด vs ปลาหมอคางดำ: บทเรียนการจัดการทรัพยากรทางน้ำของไทย

ปูม้าล้นตลาด vs ปลาหมอคางดำ: บทเรียนการจัดการทรัพยากรทางน้ำของไทย

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.43 น.

ปูม้าล้นตลาด vs ปลาหมอคางดำ: บทเรียนการจัดการทรัพยากรทางน้ำของไทย

ปรากฏการณ์ปูม้าล้นตลาดที่เก้ายอด จ.ระยอง จนทำให้ชาวประมงเรือเล็กเก้ายอด ในจังหวัดระยอง ต้องขอความช่วยเหลือจากนักท่องเที่ยวมาช่วยกันซื้อปูม้าที่จับมาได้จำนวนมาก เป็นภาพสะท้อนความสำเร็จของความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงทางอาหารและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพของหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยรับมือกับปลาหมอคางดำในหลายจังหวัด

ปรากฏการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าทรัพยากรทางทะเลของไทยยังคงอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของความมั่นคงทางอาหาร  ไม่เพียงสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน การผสมผสานระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างชาญฉลาด นำไปสู่การรักษาความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน

เช่นเดียวกันกับปลาหมอคางดำ  ไม่ได้เป็นปลาต่างถิ่นชนิดแรกที่เข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของประเทศ แต่เป็นปลาที่สามารถแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วและรุกรานสัตว์น้ำท้องถิ่น เป็นอีกสถานการณ์ทางระบบนิเวศที่ทุกภาคส่วนในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาคต่างระดมความร่วมมือเข้ามาช่วยกันส่งผลให้ปัจจุบันปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่มีปริมาณลดลงอย่างเป็นรูปธรรม เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยสามารถจัดการและควบคุมปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติได้อย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีแนวทางใหม่ๆ ในการจัดการปลาชนิดนี้มากมาย แปรวิกฤตเป็นโอกาส

ตัวอย่างการจัดการที่ประสบความสำเร็จในจังหวัดสมุทรสาครที่ระดมความร่วมมือกับกองเรือประมงพื้นบ้าน ใช้อวนรุนเคยมาจับปลาหมอคางดำในคลองต่างๆ ทุกวัน ล่าสุดชาวประมงออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าปลาหมอคางดำน่าจะเหลืออยู่ในแหล่งน้ำไม่ถึง 15-20% แล้ว  รวมทั้งโรงงานปลาป่นที่ออกมาบอกว่าจำนวนปลาหมอคางดำที่มาส่งขายที่โรงงานน้อยลงมาก หรือ จังหวัดสมุทรสงครามที่สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ และจับมือกับเกษตรกรกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ

สิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้มีการเกิดจับปลาขึ้นมาจำนวนมากๆ คือ การทำให้ปลามีมูลค่าสูงขึ้น เช่น การประกาศรับซื้อปลาหมอคางดำกิโลกรัมละ 15 บาทเพื่อนำไปทำน้ำหมักชีวภาพ  มาตรการช่วยรับซื้อเพื่อนำไปทำปลาป่นของเอกชนรายหนึ่งก็เป็นอีกตัวเร่งให้มีการไล่จับปลาชนิดนี้อย่างเข้มข้น ส่งผลให้ปลาหมอคางดำลดลงอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันสำนักงานประมงจังหวัดที่เป็นหัวหอกในการดำเนินการเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำอย่างจริงจังช่วยสร้างความตระหนักให้กับประชาชนทุกพื้นที่ให้ความสนใจ ที่สำคัญปลาชนิดนี้มีประโยชน์สามารถนำมาบริโภคได้ หลายชุมชนจับมาบริโภคเป็นอาหารในครัวเรือนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และยังกระตุ้นให้เกิดความต้องการบริโภคมากขึ้น นับเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการและหลายชุมชนในการแปรรูปปลาชนิดนี้ เป็นสินค้าใหม่ๆ ได้หลากหลาย อาทิ น้ำปลา ปลาร้า ปลาส้ม ปลาแดดเดียว ไส้อั่ว น้ำยาขนมจีน พิซซ่า ไปจนถึงเครื่องดื่ม อย่างน้ำแตงโมปลาแห้ง เป็นต้น เปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้กับอีกหลายชุมชน นอกจากนี้ เกษตรกรนำปลาหมอคางดำมาใช้เลี้ยงเป็ด หรือเป็นเหยื่อปลาและปูเพื่อลดต้นทุนอาหารสัตว์ได้อีกด้วย

ทางออกของการจัดการปัญหาปลาหมอคางดำ เป็นอีกหนึ่งบทเรียนของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศชี้ให้เห็นว่า แม้ปลาหมอคางดำเป็นปลาที่แพร่พันธุ์ได้รวดเร็วแต่ยังเป็นปลาที่มีประโยชน์ หากทุกภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และผู้ที่ได้รับผลกระทบต่างร่วมมือร่วมแรงลงทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ และมีความต่อเนื่อง ก็สามารถเปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ นำไปสู่การควบคุมจำนวนประชากรปลาชนิดนี้ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและระบบนิเวศของบ้านเราได้

จิตรา ช่วงไสว  นักวิชาการอิสระ

รมว.เกษตรฯไทย-อิตาลีจับมือ ร่วมสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร

https://www.naewna.com/local/838701

รมว.เกษตรฯไทย-อิตาลีจับมือ  ร่วมสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร

รมว.เกษตรฯไทย-อิตาลีจับมือ ร่วมสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมประชุมทวิภาคีพบปะหารือกับ Mr.Francesco Lollobrigida รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรอธิปไตยทางอาหารและป่าไม้ของอิตาลี ที่สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี ว่าจากการร่วมหารือในครั้งนี้ ประเทศไทยได้สร้างความมั่นใจให้แก่ฝ่ายอิตาลีว่าจะสานต่อการดำเนินงานเกี่ยวกับความร่วมมือและงานวิจัยด้านเทคโนโลยี ทางการเกษตรกับอิตาลี ภายหลังการเยือนอิตาลีของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้หารือกับ H.E. Mrs. Giorgia Meloni นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอิตาลี เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิตาลี

ทั้งนี้ Mr.Francesco มีกำหนดการเยือนไทยในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ฝ่ายไทยได้ขอให้อิตาลี ผลักดันการดำเนินการเคลื่อนย้ายม้าจากประเทศไทย ไปยังสหภาพยุโรปโดยในปี 2563 สหภาพยุโรป ได้ระงับการนำเข้าเป็นการชั่วคราว เนื่องจากโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness, AHS) ทำให้ม้าที่มาจากไทย ไม่สามารถเคลื่อนย้ายกลับไปยังสหภาพยุโรปได้จึงส่งผลกระทบต่อวงการกีฬาขี่ม้าของไทย อย่างไรก็ตาม องค์กรสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ได้ให้การรับรองประเทศไทยว่าเป็นประเทศปลอดโรค AHS (AHS-free country) ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2566 ซึ่งหวังว่าทางอิตาลีจะช่วยผลักดันให้สหภาพยุโรปคืนสถานะให้กับไทยภายในปีนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักกีฬาที่จะนำม้าจากสหภาพยุโรปเข้ามาแข่งในประเทศไทยในห้วงเดือนธันวาคม 2568

ขณะเดียวกัน ศ.ดร.นฤมล ได้เชิญชวนให้อิตาลี เข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดิน และน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The InternationalSoil and Water Forum 2024) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับ FAOซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 ธันวาคม 2567 ที่ กทม.ซึ่งฝ่ายอิตาลีได้แสดงความสนใจในการประชุมดังกล่าว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้พบปะหารือกับกระทรวงเกษตรฯเพื่อยกระดับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคเกษตรของทั้งสองประเทศต่อไป

FAOหนุนไทยจัดประชุมทรัพยากรดินฯ

https://www.naewna.com/local/838702

FAOหนุนไทยจัดประชุมทรัพยากรดินฯ

FAOหนุนไทยจัดประชุมทรัพยากรดินฯ

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเข้าเยี่ยมคารวะ นายฉู ตงหยู ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่สำนักงานใหญ่FAO กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี ว่าประเทศไทย และ FAO มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิก FAO ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2490 อีกทั้งยังได้รับเลือกให้เป็นสถานที่ตั้งสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก(Regional Office for Asia and the Pacific หรือ FAO RAP)อย่างถาวร เมื่อปี 2495 ที่วังมะลิวัลย์ ถนนพระอาทิตย์ กทม.

สำหรับการเข้าเยี่ยมคารวะในครั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล แจ้งว่าไทยได้ลงนามความตกลงประเทศเจ้าบ้านเพื่อจัดตั้งสำนักงานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม IFAD ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่สำนักงานใหญ่ IFADซึ่งจะทำให้ กทม.เป็นสถานที่ตั้งหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติด้านอาหารและการเกษตรครบทั้ง 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย FAO IFAD และ WFP (องค์การอาหารโลก) เช่นเดียวกับกรุงโรม

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้ขอให้ FAO เชิญผู้แทนประเทศสมาชิกระดับรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The International Soil and Water Forum 2024) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับ FAO ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 ธันวาคม 2567 ทั้งนี้นายฉู ตงหยู ยินดีให้การสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ และขอบคุณที่ไทยรับเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมดังกล่าว พร้อมอวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จไปด้วยดี ซึ่งนายฉู จะร่วมกล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดฯ ด้วย

เปิดตัวพะเยาโมเดล ต้นแบบวิถีธรรมชาติ ชูเศรษฐกิจฐานราก มุ่งสร้างรายได้ยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/838700

เปิดตัวพะเยาโมเดล  ต้นแบบวิถีธรรมชาติ  ชูเศรษฐกิจฐานราก  มุ่งสร้างรายได้ยั่งยืน

เปิดตัวพะเยาโมเดล ต้นแบบวิถีธรรมชาติ ชูเศรษฐกิจฐานราก มุ่งสร้างรายได้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดนิทรรศการ “การพัฒนาการเกษตรพะเยาโมเดล กว๊านพะเยาแหล่งชีวิต”ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา เพื่อส่งเสริมการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร ด้วยการปรับเปลี่ยนการเกษตรจากรูปแบบเดิมไปสู่การทำเกษตรที่มีมูลค่าสูงมุ่งเน้นพัฒนาด้านการเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะ จ.พะเยา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพการพัฒนาครอบคลุมทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์

ทั้งนี้ “พะเยาโมเดล“ จะเป็นต้นแบบการยกระดับสินค้าภาคการเกษตรในพื้นที่ให้มีมาตรฐานและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้านการตลาด สามารถสร้างรายได้ พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรใน จ.พะเยา และพื้นที่ใกล้เคียง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง มีตลาดรับซื้อ

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงผลการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่ร่วมขับเคลื่อน “พะเยาโมเดล” อาทิ 1.นิทรรศการนำเสนอข้อมูลทรัพยากรสัตว์น้ำในกว๊านพะเยาแบบ Realtimeโดยใช้ Platform ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ พะเยาโมเดลด้านประมงในการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 2.นิทรรศการโมเดลพืช สู่การเพิ่มรายได้ 3.นิทรรศการโครงการชลประทานพะเยา และ 4.นิทรรศการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา เป็นต้น

เกษตรฯเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารเครื่องจักรกลเกษตร

https://www.naewna.com/local/838703

เกษตรฯเพิ่มประสิทธิภาพ  การบริหารเครื่องจักรกลเกษตร

เกษตรฯเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารเครื่องจักรกลเกษตร

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการเครื่องจักรกลภายในหน่วยงานเพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความพร้อมเพียงพอ สามารถตอบสนองการดำเนินงานตามภารกิจการให้บริการและจัดการสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรได้

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการเครื่องจักรกลฯ ประกอบด้วย 1.กลไกการบริหารจัดการ แบ่งเป็น ส่วนกลาง ให้คณะกรรมการฯ กำหนดกรอบแนวทางการบริหารจัดการเครื่องจักรกลให้หน่วยงาน ใช้เป็นกรอบแนวทางร่วมกัน โดยผลักดันการจัดทำฐานข้อมูลเครื่องจักรกลของหน่วยงาน การขึ้นทะเบียนเครื่องจักรกลให้มีปริมาณและคุณภาพ และส่วนภูมิภาคให้คณะกรรมการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรระดับจังหวัดและคณะกรรมการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรในเขตพื้นที่ กทม.(SCP) เป็นกลไกหลักในระดับพื้นที่จังหวัดบูรณาการสนับสนุนการทำงาน

2.การบริหารจัดการข้อมูลเครื่องจักรกลของหน่วยงาน โดยเร่งรัดดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมและผลการหารือของคณะกรรมการ/คณะทำงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยจัดทำข้อมูลเครื่องจักรกล การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและแอปพลิเคชั่น การปรับปรุงทะเบียนข้อมูลเครื่องจักรกล 3.การสนับสนุนและให้บริการเครื่องจักรกลของหน่วยงาน ทั้งด้านการจัดการทรัพยากร การผลิต การแปรรูป และการตลาด ตามที่มีการร้องขอจากเกษตรกร จัดทำ/ปรับปรุงกระบวนงานการบริหารจัดการเครื่องจักรกลของหน่วยงานเพื่อพัฒนาเครื่องจักรกลมีประสิทธิภาพมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ 4.การติดตามและประเมินผล และ 5.การทบทวนปริมาณและคุณภาพของเครื่องจักรกล การจัดหาเพิ่มเติมตามความจำเป็นและเหมาะสม

‘นฤมล’ร่วมประชุมWorldFoodForum

https://www.naewna.com/local/838493

‘นฤมล’ร่วมประชุมWorldFoodForum

‘นฤมล’ร่วมประชุมWorldFoodForum

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพุทธพรอิ้วตกส้าน เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโรม และคณะ ร่วมพิธีเปิดการประชุม World Food Forum (WFF) ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ในหัวข้อ “Good food for all, for today and tomorrow” โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีอึมสวาตีที่ 3 แห่งเอสวาตินี สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 แห่งเลโซโท ร่วมด้วยผู้นำจากหลายประเทศ เช่น โดมินิกัน รีพับบลิก คิวบา ภูฏาน ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก(WTO) และผู้อำนวยการใหญ่ FAO ให้เกียรติกล่าวเปิดการประชุมเรียกร้องประเทศสมาชิกให้ร่วมมือปรับเปลี่ยนระบบการผลิตอาหารและเกษตรให้มีความยั่งยืนปรับใช้วิทยาศาสตร์นวัตกรรมเทคโนโลยี สามารถรับมือกับความท้าทายอุบัติใหม่ให้ประชาชน สามารถเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สลับด้วยการอภิปรายจากผู้แทนเยาวชนที่ร่วมนำเสนอความคิดให้แก่ผู้นำประเทศได้รับทราบถึงมุมมองของเยาวชนในสร้างระบบอาหารและเกษตรที่ดี

ทั้งนี้ การประชุม World Food Forum ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้แทนหน่วยงานจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำเยาวชนได้นำเสนอแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการกำหนดทิศทางระบบเกษตรอาหารเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า และเร่งดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยชู 3 องค์ประกอบสำคัญ
ที่ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบอาหารโลกได้แก่ การมีส่วนร่วมของเยาวชนรุ่นใหม่ วิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนการลงทุนเพื่อการพัฒนาโดย WFF เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ได้ร่วมหารือในการดำเนินการขับเคลื่อนความร่วมมือในภาคเกษตรอาหาร ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับโลก เพื่อนำไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนยืดหยุ่นครอบคลุมและปราศจากความหิวโหยมากขึ้นสำหรับทุกคน

รมว.เกษตรฯเยี่ยมคาราวะ ผอ.FAOมุ่งกระชับสัมพันธ์

https://www.naewna.com/local/838492

รมว.เกษตรฯเยี่ยมคาราวะ  ผอ.FAOมุ่งกระชับสัมพันธ์

รมว.เกษตรฯเยี่ยมคาราวะ ผอ.FAOมุ่งกระชับสัมพันธ์

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เข้าเยี่ยมคารวะ นายฉู ตงหยู ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี ซึ่งประเทศไทย และ FAO มีความสัมพันธ์มาอย่างยาวนาน โดยประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกของ FAO เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2490 อีกทั้งได้รับเลือกเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Regional Office for Asia and the Pacific หรือ FAO RAP) ถาวร เมื่อปี 2495 ที่วังมะลิวัลย์ ถนนพระอาทิตย์ กทม.

พร้อมกันนี้ ศ.ดร.นฤมล แจ้งว่าไทยได้ลงนามความตกลงประเทศเจ้าบ้านเพื่อจัดตั้งสำนักงานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม IFAD ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่สำนักงานใหญ่ IFAD ซึ่งจะทำให้ กทม.เป็นสถานที่ตั้งหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติด้านอาหารและการเกษตร ครบทั้ง 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย FAO, IFAD และ WFP (องค์การอาหารโลก) เช่นเดียวกับกรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี

รมว.เกษตรฯร่วมเวทีFAO ชวนลงทุน/สร้างระบบเกษตรยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/838495

รมว.เกษตรฯร่วมเวทีFAO  ชวนลงทุน/สร้างระบบเกษตรยั่งยืน

รมว.เกษตรฯร่วมเวทีFAO ชวนลงทุน/สร้างระบบเกษตรยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุม FAO Hand-in-Hand Investment Forum เวทีด้านความร่วมมือและการลงทุนเพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการลงทุนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ ในประเด็นเร่งด่วนหรือความสนใจร่วมกัน เพื่อขจัดความยากจน ลดจำนวนผู้หิวโหย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ร่วมกับผู้แทนจาก Central American Bank for Economic Integration (CABEI) ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และสภาเศรษฐกิจโลก ที่สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี

ศ.ดร.นฤมลกล่าวว่า ประเทศไทยเร่งปรับเปลี่ยนระบบอาหารและเกษตรเพื่อความยั่งยืน เพิ่มรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร โดยส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน เน้นการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตตรงตามความต้องการของตลาด สอดคล้องกับนโยบาย“ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” อีกทั้งยังมีนโยบายการส่งเสริมการลงทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มเกษตรเทคโนโลยี” ภายใต้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุน 5 ปี มุ่งเน้นไปทางสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษี ส่งเสริมการลงทุน เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่ ที่ขับเคลื่อนไปด้วย “Innovative” เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ “Competitive” เศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน สามารถปรับตัวได้เร็ว สร้างการเติบโตสูง และ “Inclusive” เศรษฐกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมทั้งการสร้างโอกาส และลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการเกษตร สอดคล้องกับนโยบาย BCG ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการลงทุนแก่ภาคเกษตรตลอดสายห่วงโซ่อุปทาน เพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนยกระดับและสร้างความเข้มแข็งของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร

“โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายการลงทุนในภาคเกษตรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจฐานราก จะช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้ พร้อมเรียกร้องให้ประเทศสมาชิก ทุกภาคส่วนเร่งแก้ปัญหาผ่านกลไกการลงทุนและความร่วมมือเพื่อปรับเปลี่ยนระบบอาหารและเกษตรสู่ความยั่งยืนต่อไปในอนาคต” รมว.เกษตรฯ กล่าว