‘ดร.พงศ์ไท’ขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตร สอดคล้องกับหลัก’Climate Smart Agriculture’

https://www.naewna.com/local/838533

'ดร.พงศ์ไท'ขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตร สอดคล้องกับหลัก'Climate Smart Agriculture'

‘ดร.พงศ์ไท’ขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตร สอดคล้องกับหลัก’Climate Smart Agriculture’

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 22.06 น.

กรมวิชาการเกษตร ขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตร ที่สอดคล้องกับหลัก Climate Smart Agriculture ในการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “Advancing Climate – Smart Agriculture in Thailand”

ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้รับเชิญจากสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute: MI) ให้เป็น Keynote speaker ในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “Advancing Climate – Smart Agriculture in Thailand” จัดขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม 2567 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ในการประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลลัพธ์ของกิจกรรมโครงการในประเทศ และวางแผนกลยุทธ์ในอนาคตเพื่อส่งเสริมการนำการเกษตรอัจฉริยะด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Agriculture : CSA) โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมจากหลายภาคส่วน อาทิ ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ผู้แทนองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ผู้แทนจากสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ผู้แทนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หน่วยงานภาครัฐในประเทศไทย และองค์กรระหว่างประเทศ เป็นต้น

จากนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในการการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และของกรมวิชาการเกษตร ที่สอดคล้องกับหลัก Climate Smart Agriculture หรือ CSA อาทิ

1) การเพิ่มผลิตภาพการผลิต (Productivity) ประกอบด้วย การนำเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ หรือ Gene Editing (Ged) มาใช้ในการพัฒนาพันธุ์พืช ที่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืช และให้ผลผลิตต่อไร่สูง, การกระจายพันธุ์ดีไปยังเกษตรกร (High-quality seed), การทำการเกษตรแบบแม่นยำ เพื่อลดการใช้ปัจจัยการผลิตที่เกินความจำเป็น และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร (Precision farming), การให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ (Mechanization) ผ่านกลไกเกษตรแปลงใหญ่ สถาบันเกษตรกรและผู้ให้บริการทางการเกษตร, การจัดการโรคแมลงศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) การวิจัย และพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (R&D)

2) ด้านการปรับตัวของเกษตรกร (Adaptation) ประกอบด้วย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเกษตร (Excellent Center and Knowledge transfer ) เพื่อเป็นแปลงต้นแบบและถ่ายทอดความรู้เกษตรสมัยใหม่ การจัดทำข้อมูล Agri-Map ประกอบการวางแผนผลิตของเกษตรกร, การปลูกพืชหมุนเวียน (Crop Rotation) และการประกันภัยพืชผล (Crop Insurance)  เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ

3) การมีส่วนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเกษจีกร (mitigation) ประกอบด้วย การเข้าสู่มาตรฐาน GAPและนโยบาย 3Rs เพื่อปลอดการเผาในภาคเกษตร และแก้ไขปัญหา PM2.5 การจัดทำข้อมูล Baseline การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพืชเศรษฐกิจสำคัญ (Baseline GHG emission)  เพื่อนำมาจัดทำเป็นคู่มือการเข้าสู่มาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่ ตลาด Carbon credit และ ฉลาก Carbon foot print ดังนั้นมาตรฐานด้านการเกษตรจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมเกษตรกร เพื่อให้ได้ green product ภายใต้การสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ green loan และ การตลาดที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินที่สูงขึ้น green market ให้กับสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน มีความปลอดภัยและมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวในตอนท้ายว่า กรมวิชาการเกษตรจะใช้ แนวทางหลัก Climate Smart Agriculture เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร สามารถปรับตัวได้ทันกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก ได้อย่างเหมาะสม

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมการหารือด้านความร่วมมือด้านการเกษตร และสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

https://www.naewna.com/local/838557

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมการหารือด้านความร่วมมือด้านการเกษตร และสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมการหารือด้านความร่วมมือด้านการเกษตร และสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 20.18 น.

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2567 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมหารือระหว่าง นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย (H.E. Mr. Han Zhiqiang) กับ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเด็นความร่วมมือด้านการเกษตร และสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ที่จะครบรอบ 50 ปี ในปี 2568 โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้อง 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

– 006

‘นฤมล’เป็นปธ.พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจําปี 2567 ที่วัดอมรินทรารามวรวิหาร

https://www.naewna.com/local/838301

'นฤมล'เป็นปธ.พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจําปี 2567 ที่วัดอมรินทรารามวรวิหาร

‘นฤมล’เป็นปธ.พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจําปี 2567 ที่วัดอมรินทรารามวรวิหาร

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 10.34 น.

“นฤมล”เป็นปธ.พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจําปี 2567 ณ วัดอมรินทรารามวรวิหาร กรุงเทพฯ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2567 โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมพิธี

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐินพร้อมเครื่องบริวารพระกฐิน ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามที่ขอพระราชทาน เพื่อน้อมนำไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ ณ วัดอมรินทราราม วรวิหาร แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

โดยการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานครั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และประชาชนทั่วไป ได้ร่วมทำบุญถวายจตุปัจจัยเพื่อเป็นพระราชกุศล รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 2,756,881.98 บาท

เกษตรกรบุรีรัมย์ แห่เก็บฟางใหม่ หลังเริ่มเกี่ยวข้าว

https://www.naewna.com/local/838250

เกษตรกรบุรีรัมย์  แห่เก็บฟางใหม่  หลังเริ่มเกี่ยวข้าว

เกษตรกรบุรีรัมย์ แห่เก็บฟางใหม่ หลังเริ่มเกี่ยวข้าว

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ที่หมู่บ้านปริงเปน ต.หลักเขต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ต่างแห่ไปขนเอาฟางสดใหม่ จากการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีของเพื่อนบ้าน ที่ได้เพาะปลูกข้าวหอมมะลิ กข 15 ที่สุกเหลืองอร่ามจนได้ที่แล้วและเริ่มว่าจ้างรถเกี่ยวข้าวทำการเก็บเกี่ยวข้าว เนื่องจากรถเกี่ยวข้าวสามารถเกี่ยวข้าวออกมาได้เป็นเมล็ดข้าวเปลือก และได้ฟางข้าวออกมาในเวลาเดียวกัน ซึ่งสะดวก สบาย และประหยัดเวลากว่าการจ้างแรงงานคนมาทำการเก็บเกี่ยว โดยเพื่อนบ้านหลายรายในหมู่บ้านแทบทุกหลังคาเรือน ส่วนใหญ่จะเลี้ยงวัวกันอยู่แล้ว ได้มาขอเพื่อนบ้าน ที่ได้ทำการเก็บเกี่ยวข้าวก่อนเป็นเจ้าแรกๆ ของหมู่บ้าน เพื่อขอเอาฟางสดใหม่ที่ได้จากการเกี่ยวข้าว นำไปเป็นอาหารให้วัวกิน นำมาใส่รถเข็นทั้งแบบลากจูง และแบบพ่วงข้างรถจักรยานยนต์ มาขนบรรทุกเอาฟางสดๆ ที่ได้จากการเก็บเกี่ยว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและเบาแรง จากที่ทุกวันชาวบ้านที่เลี้ยงวัว จะต้องออกเร่ไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหาเกี่ยวหญ้าตามทุ่งนา ริมข้างทาง และสถานที่ต่างๆ ในแต่ละวันเพื่อนำมาเป็นอาหารให้กับวัวที่ตนเลี้ยงไว้ เนื่องจากไม่สามารถนำไปปล่อยเลี้ยงตามทุ่งนาได้ เพราะมีการเพาะปลูกข้าวไว้ ซึ่งเพื่อนบ้านที่มาขนเอาฟางไปให้วัว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เบาแรงได้เยอะ เพราะไม่ต้องไปหาเกี่ยวหญ้ามาให้เป็นอาหารวัวเหมือนกับทุกวัน 

เกษตรฯรุกมาตรฐานสินค้า 22 ปี มกอช.สร้างความยั่งยืนสู่สากล

https://www.naewna.com/local/838259

เกษตรฯรุกมาตรฐานสินค้า  22 ปี มกอช.สร้างความยั่งยืนสู่สากล

เกษตรฯรุกมาตรฐานสินค้า 22 ปี มกอช.สร้างความยั่งยืนสู่สากล

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานและมอบนโยบาย เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ครบรอบ 22 ปี ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด “Go Green Go Global ขับเคลื่อนงานด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความยั่งยืนสู่สากล”โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่ มกอช.เขตบางเขน กทม.ว่ากระทรวงเกษตรฯ มุ่งขับเคลื่อนภาคการเกษตรตามนโยบายรัฐบาล ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำนวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้” สร้างรายได้ สร้างโอกาส และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกรและประชาชน โดยยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ด้วยการต่อยอดโครงการ1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูงเน้นการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ รวมถึงส่งเสริม การสร้างอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งต้องใช้กลไกความร่วมมือจากภาคเอกชน
ผู้ประกอบการ รวมถึงทูตเกษตร ในการขยายตลาดเดิมและเพิ่มตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการใช้นวัตกรรมมาเป็นจุดขายสินค้าเกษตรผ่านแอปพลิเคชั่น ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญเช่นกัน โดยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับนโยบาย มาตรการการค้าด้านสิ่งแวดล้อมโลก เช่น EUDR, CBAM และ Carbon Credit โดยทำการเกษตรที่ลดภาระต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย การเกษตรที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการแก้ปัญหา PM2.5

สำหรับ มกอช.ถือเป็นหน่วยงานหลักภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่มีภารกิจในการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและความปลอดภัยด้านอาหาร รวมถึงการร่วมเจรจาและแก้ไขปัญหาด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของประเทศไทย ซึ่งภารกิจของ มกอช.มีส่วนช่วยขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลภาคการเกษตร ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา รวมถึงภาคประชาชน ส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐานการผลิตที่ดีตามที่ตลาดต้องการ เช่น ผลักดันให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบการตรวจรับรอง GAP หรือ Organic ให้เพิ่มขึ้นทั้งชนิดสินค้าและพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมการทำเกษตรแบบปลอดการเผา เพื่อเกษตรกรสามารถต่อยอดไปสู่คาร์บอนเครดิตในภาคการเกษตร และลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ต่อไป นอกจากนี้ ต้องเร่งรัดและผลักดันให้มีการเจรจาเปิดตลาดสินค้าเกษตรใหม่ๆ รวมถึงสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศเกิดการยอมรับและเชื่อมั่นในคุณภาพ มาตรฐานของสินค้าเกษตรไทย

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/local/838211

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2567

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2567

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.03 น.

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2567 เวลา 13.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐินพร้อมเครื่องบริวารพระกฐิน ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามที่ขอพระราชทาน เพื่อน้อมนำไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น้อมนำถวาย พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และนายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูงกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ วัดอมรินทราราม วรวิหาร แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เนื่องจากเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชนได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน รวมทั้งเป็นการจรรโลงและส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้มั่นคงดำรงอยู่สืบไป

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมงานกฐินพระราชทานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/local/838209

'อธิบดีกรมการข้าว'ร่วมงานกฐินพระราชทานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2567

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมงานกฐินพระราชทานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2567

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.01 น.

วันที่ 29 ตุลาคม 2567 เวลา 14.00 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2567 โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมพิธี ณ วัดอมรินทราราม วรวิหาร แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ

– 006

กรมวิชาการเกษตร ร่วมมือผู้ทรงคุณวุฒิ จัดประชุมย่อยโครงการ : การศึกษาและสำรวจความคิดเห็นของภาคประชาชนฯ

https://www.naewna.com/local/838191

กรมวิชาการเกษตร ร่วมมือผู้ทรงคุณวุฒิ จัดประชุมย่อยโครงการ : การศึกษาและสำรวจความคิดเห็นของภาคประชาชนฯ

กรมวิชาการเกษตร ร่วมมือผู้ทรงคุณวุฒิ จัดประชุมย่อยโครงการ : การศึกษาและสำรวจความคิดเห็นของภาคประชาชนฯ

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.31 น.

กรมวิชาการเกษตร ร่วมมือผู้ทรงคุณวุฒิ จัดประชุมย่อยโครงการ : การศึกษาและสำรวจความคิดเห็นของภาคประชาชนต่อการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติภายใต้ความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร

29 ตุลาคม 2567 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  เป็นประธานเปิดงานโครงการ : การศึกษาและสำรวจความคิดเห็นของภาคประชาชนต่อการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติภายใต้ความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร โดยมี  นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา และอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา , นางสุรางคณา วายุภาพ กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิมศว. มทร. และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ,นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และอดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  ,นายจิรากร โกศัยเสรี ผู้ทรงคุณวุฒิ และอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร) ,นายชัยศักดิ์ รินเกลื่อน ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร  กรมวิชาการเกษตร  ,นางสาวธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร   เข้าร่วมประชุมย่อย  ณ ห้องบอลรูม A-B โรงแรมมารวยการ์เด้น พหลโยธิน กรุงเทพมหานคร

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานกำกับดูแลกฎหมายถึง 6 ฉบับด้วยกัน เนื่องจากภาคการเกษตรมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) แต่ความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงรอบตัวจะกระทบอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารและต่อพืชเศรษฐกิจของประเทศ กรมวิชาการเกษตรจึงต้องปรับตัวและเตรียมพร้อม อันหมายรวมถึงกฎหมายทั้ง 6 ฉบับภายใต้ความรับผิดชอบ “กฎหมาย” คือ กฎเกณฑ์ กติกาที่มีสภาพบังคับและต้องปฏิบัติตาม ผู้ใดจะอ้างว่า ไม่รู้กฎหมายไม่ได้ เดิมกฎหมายเมื่อตราขึ้นใช้บังคับแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายนักในการปรับปรุงแก้ไข รวมทั้งใช้ระยะเวลาหลายปีกว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จ และมักมีการดำเนินการทีละฉบับ จึงยิ่งใช้ระยะเวลาในการดำเนินการกว่าจะทำได้ครบถ้วนทุกฉบับ

การดำเนินงานเชิงรุกของกรมวิชาการเกษตรที่มององค์รวมของการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ด้วยการศึกษาและสำรวจความคิดเห็นของภาคประชาชนเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็น หรือสะท้อนข้อห่วงกังวล รวมทั้งข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติในเวลาไล่เลี่ยกันครบทั้ง 6 ฉบับ โดย 3 พระราชบัญญัติ ซึ่งได้มีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในวันนี้ คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 พระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 และพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2542 ส่วนอีก 3 พระราชบัญญัติ ได้แก่  พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ.2518 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 และพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ซึ่งได้มีการดำเนินการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

วันนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการขจัดกฎหมายที่ไม่จำเป็น หรือการกิโยตินกฎหมาย และให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและทบทวนกฎหมายให้ทันสมัย ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ อันเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมาตรการหนึ่ง รวมทั้งต้องทำให้เกิดธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้กับประชาชน และด้วยภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตรถือเป็นกระทรวงหลักที่ต้องทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) อันมาจากพืชผลการเกษตร และขณะนี้ ทุกประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ทั้งจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (Climate Changes) ตลอดจนวิกฤติการณ์ที่เปรียบเสมือนภัยคุกคามใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน (Emerging Threats) ทำนองเดียวกับผลกระทบจาก Covid-19 เมื่อหลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งภัยจากสงครามหรือความตึงเครียดในหลายๆ ภูมิภาคจากภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีความเสี่ยงว่าจะส่งผลกระทบต่อการเกษตรและต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ปรับอาจขาดแคลนหรือมีราคาแพงมากขึ้น เช่น ปุ๋ย และสารเคมีที่จำเป็น อีกทั้งยังคาดหมายได้ต่อไปว่า วิกฤติที่เกิดขึ้นนั้น อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ 

เราทุกคน จึงต้องปรับตัวในทุกๆ ด้านที่จำเป็น รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายของประเทศให้พร้อม บนพื้นฐานของข้อมูลและหลักการทางวิทยาศาสตร์ ที่เรียกว่า Science-Based และหลักการบริหารจัดการความเสี่ยง หรือ Risk-Based เพื่อให้พร้อมรับมือกับ Climate Changes และวิกฤติใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการเกษตรทั้งระบบ และต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศด้วยในที่สุด

ที่ผ่านมานั้น เรามักตรากฎหมายเพื่อกำกับควบคุมแบบเคร่งครัด ก็อาจจำเป็นต้องปรับไปทิศทางที่เป็นการกำกับดูแลเชิงส่งเสริมมากกว่าเชิงลงโทษ รวมทั้งจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องตามพันธกรณีระหว่างประเทศโดยต้องตระหนักและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรเป็นสำคัญ การเพิ่มมาตรการเชิงนวัตกรรมและรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ไว้ในกฎหมาย เช่น การปรับแต่งพันธ์พืชให้ดีขึ้น (Gene Editing) หรือการรองรับมาตรการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลหรือปัญญาประดิษฐ์พร้อมทั้งคำนึงถึงมาตรการป้องกันการบิดเบือนข้อมูล เพื่อความปลอดภัยและยกระดับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในภาคการเกษตร ก็อาจเป็นสิ่งที่ต้องคำนึง อายุการคุ้มครองที่สั้นเกินไปก็ควรขยายเวลาการคุ้มครองออกไปให้เหมาะสมมากขึ้น หรือโครงสร้างกรรมการซึ่งกำหนดให้เป็นกรรมการโดยตำแหน่งที่มาจากหน่วยงานหรือผู้ทรงคุณวุฒิในภาคการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ก็มีความจำเป็นต้องเพิ่มหน่วยงานหรือผู้ทรงคุณวุฒิจากสายงานด้านเศรษฐกิจ หรือด้านเศรษฐศาสตร์ นวัตกรรม หรือ Climate Changes เข้าไปในองค์ประกอบของคณะกรรมการเพื่อเพิ่มมุมมองในมิติต่างๆ ให้รอบด้านมากขึ้น รวมทั้งการกำหนดมาตรการปรับเป็นพินัยใส่ไว้ในกฎหมายเอาไว้ให้ชัดเจน เป็นต้น 

นางสุรางคณา วายุภาพ กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิมศว. มทร. และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายของกรมวิชาการเกษตรครั้งนี้ จึงมีแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายที่ออกจากกรอบแนวคิดเดิมๆ เพื่อให้กฎหมายเกี่ยวกับการเกษตรของประเทศสามารถพัฒนาก้าวทันการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคการเกษตรของไทย

อย่างไรก็ตาม ในการรับฟังความเห็นและการประชุม Focus Group ครั้งนี้ เป็นระยะแรกเพื่อนำข้อมูลไปใช้ประกอบการยกร่างกฎหมาย รวมทั้งการดำเนินการใดๆ เพื่อประเมินผลกระทบของร่างกฎหมาย และจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในระยะถัดไป รวมทั้งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนประเทศไทยจะเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับที่สำคัญๆ เช่น อนุสัญญาการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (International Convention for the Protection of New Varieties of Plants) UPOV 1991 เป็นต้น โดยวางแผนว่า การปรับแก้กฎหมายควรจะเร่งรัดและดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี เพื่อให้มีผลใช้บังคับต่อไป

‘อัครา’หารือกรมประมง จัดทำโครงการสำคัญงบปี’69

https://www.naewna.com/local/838050

‘อัครา’หารือกรมประมง  จัดทำโครงการสำคัญงบปี’69

‘อัครา’หารือกรมประมง จัดทำโครงการสำคัญงบปี’69

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ของหน่วยงานในกำกับ (กรมประมง และองค์การสะพานปลา) โดยมี
นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผอ.องค์การสะพานปลา (อสป.) คณะผู้บริหารกรมประมง และองค์การสะพานปลา เข้าร่วมที่กรมประมง โดยที่ประชุมได้ร่วมกันหารือแนวทางการจัดทำโครงการสำคัญ(Flagship Projects) ประจำปีงบประมาณ2569 เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯ ได้รับฟังการนำเสนอโครงการสำคัญของกรมประมง และ อสป.เพื่อเตรียมเสนอการจัดทำคำขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และได้มอบหมายให้ทั้งสองหน่วยงานบูรณาการในการส่งเสริมเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และผู้ประกอบการประมง ให้มีความมั่นคงทางอาชีพ โดยแต่ละโครงการนั้นจะต้องตอบสนอง 10 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล คือการยกระดับการทำเกษตรเป็นเกษตรทันสมัย โดยใช้แนวคิด “ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” นำเทคโนโลยีด้านการเกษตรมาใช้พัฒนาอาชีพเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงคว้าโอกาสในตลาดใหม่ๆ รวมทั้งอาหารฮาลาลและฟื้นนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก”ตลอดจนตอบสนองความต้องการของโลกด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) อีกทั้งต้องมุ่งแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกร การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ที่ประชุมได้เสนอแนะการจัดทำโครงการเพื่อของบประมาณนั้น ต้องให้ครอบคลุม สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บทด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

รองปลัดฯขับเคลื่อนโครงการ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯสมเด็จพระเทพฯ

https://www.naewna.com/local/838049

รองปลัดฯขับเคลื่อนโครงการ  ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯสมเด็จพระเทพฯ

รองปลัดฯขับเคลื่อนโครงการ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯสมเด็จพระเทพฯ

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเกษตรโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 2/2567 โดยมีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

สำหรับที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ ร่างแผนการดำเนินงาน (โครงการ/กิจกรรมและงบประมาณ) ด้านการเกษตรโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อประกอบการจัดทำคำของบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีแผนการดำเนินงาน 12 หน่วยงาน รวมทั้งสิ้น 33 โครงการ 80 กิจกรรม ดังนี้ 1.กรมส่งเสริมการเกษตร 9 โครงการ 13 กิจกรรม อาทิ โครงการส่งเสริมการปลูกไม้ผลยืนต้นและผักสวนครัว โครงการส่งเสริมการจัดการศัตรูพืชชุมชน 2.กรมวิชาการเกษตร 6 โครงการ 22 กิจกรรม อาทิ โครงการแปลงต้นแบบในพื้นที่เกษตรกร (ขยายผล) โครงการแปลงเรียนรู้การถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรด้านพืช (กาแฟ) 3.กรมประมง 1 โครงการ 3 กิจกรรม คือโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำบนพื้นที่สูง4.กรมปศุสัตว์ 1 โครงการ 4 กิจกรรม คือโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่สูง 5.กรมหม่อนไหม 2 โครงการ 3 กิจกรรม คือโครงการพัฒนาการผลิตและการตลาดหม่อนผลสดบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน โครงการส่งเสริมและพัฒนางานหม่อนไหมเชิงพื้นที่

6.กรมการข้าว 3 โครงการ 10 กิจกรรม อาทิ โครงการงานศึกษาและพัฒนาการปลูกข้าวในพื้นที่ทรงงาน 600 ไร่ โครงการส่งเสริมการพัฒนาการปลูกและยกระดับผลผลิตข้าวนา 7.กรมพัฒนาที่ดิน 6 โครงการ 6 กิจกรรม อาทิ โครงการสาธิตการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงเพื่อปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่แปลงเกษตรกรสร้างป่าสร้างรายได้ 8.กรมส่งเสริมสหกรณ์ 1 โครงการ 2 กิจกรรม คือโครงการส่งเสริมการดำเนินงานสหกรณ์ในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 9.กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 1 โครงการ 2 กิจกรรม คือ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านบัญชีฯ 10.สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 1 โครงการ1 กิจกรรม โดยติดตามและประเมินผลการขับเคลื่อนงานโครงการฯ 11.สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์1 โครงการ 8 กิจกรรม โดยประสานงานบูรณาการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ และ 12.กรมชลประทาน1 โครงการ 6 กิจกรรม อาทิ กิจกรรมสนับสนุนแหล่งน้ำ ปรับปรุงงานชลประทาน

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้นำความเห็นและข้อเสนอแนะการดำเนินโครงการฯ จากหน่วยงานต่างๆ ไปพิจารณาตามความเหมาะสม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินโครงการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่วางแผนไว้