รองปลัดฯร่วมถก อนุกรรมการแผนฯ กองทุนจัดรูปที่ดิน เห็นชอบ 3 ประเด็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788420

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดิน ครั้งที่ 1/2567
โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม มีผลสรุป ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบร่างมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน ครั้งที่ 3 ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะทำงานพิจารณาศึกษามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน (ตามคำสั่งคณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดอัตรา หลักเกณฑ์ และวิธีการเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมและการจัดรูปที่ดิน
ที่ 8/2561) ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดอัตรา หลักเกณฑ์ และวิธีการเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมและการจัดรูปที่ดิน พร้อมนำเสนอคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลางเพื่อพิจารณา 2.รับทราบรายงานสถานะเงินกองทุนจัดรูปที่ดิน

3.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ แผนงานและโครงการจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม ปี 2567 (เงินเหลือจ่าย ครั้งที่ 1) ประกอบด้วย งานก่อสร้างจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม งานปรับปรุงจัดรูปที่ดิน งานปรับปรุงจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม งานซ่อมแซมจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม ค่าออกโฉนดที่ดินตกค้าง และโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและการผลิตในแปลงเกษตร รวมวงเงินทั้งสิ้น 14,186,120 บาท เพื่อให้การใช้งบประมาณเหลือจ่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามนโยบายการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลที่กำหนดไว้

ได้ข้อสรุปที่ดิน ส.ป.ก.เขาใหญ่ เห็นพ้องหากติดกรมอุทยานฯ ห้ามจัดสรรให้ประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788251

ได้ข้อสรุปที่ดิน ส.ป.ก.เขาใหญ่ เห็นพ้องหากติดกรมอุทยานฯ ห้ามจัดสรรให้ประชาชน

ได้ข้อสรุปที่ดิน ส.ป.ก.เขาใหญ่ เห็นพ้องหากติดกรมอุทยานฯ ห้ามจัดสรรให้ประชาชน

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 13.22 น.

“ธรรมนัส” ถก “พัชรวาท” ได้ข้อสรุปที่ดิน ส.ป.ก.เขาใหญ่ เห็นพ้องหากเป็นพื้นที่รอยต่อติดกรมอุทยานฯ ไม่ควรจัดสรรประชาชน เสี่ยงก่อปัญหาในอนาคต เล็งวางกรอบ เผยรอกรมแผนที่ทหารชี้ขาด หากอยู่ในเขตอุทยานฯ เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. โดนแน่

วันที่ 20 ก.พ.67 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังหารือกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีปัญหาพิพาทจุดหมุดนิรนาม ส.ป.ก. 4-01 ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่มีการทับซ้อนกัน 3 หน่วยงาน ทั้งกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ และ ส.ป.ก. โดยยืนยันว่าแต่ละหน่วยงานต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งทั้ง 2 กระทรวงต้องมาแก้ปัญหา ต้องยึดตามหลักกฎหมาย โดยกรมแผนที่ทหาร เป็นเจ้าภาพในการเดินหน้าแบ่งเขตแนวที่ดินของรัฐ หรือ วันแมพ ข้อพิพาทเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าพื้นที่ข้อพิพาทอยู่ในเขตกรมอุทยาน หรือเขตปฏิรูปที่ดิน พร้อมทั้งนำภาพถ่ายทางอากาศมาประกอบโดยเฉพาะหลักสภาพความเป็นจริง เนื่องจากการจัดสรรที่ดินต้องมีกรอบและหลักการที่ชัดเจน ซึ่งพื้นที่ที่เป็นรอยต่อระหว่างกรมอุทยาน และ ส.ป.ก. หากจัดสรรให้กับชาวบ้าน ปัญหาความรับผิดชอบก็ไม่พ้นรัฐบาล เช่นกรณีสัตว์ป่าบุกรุกที่ทำกินของชาวบ้าน

“ในความคิดของผม คิดว่าไม่ควรจัดสรรพื้นที่แบบนี้ให้ชาวบ้าน เพราะเสี่ยงที่ชาวบ้านจะรุกล้ำพื้นที่ของกรมอุทยาน ผมในฐานะประธานคณะกรรมการจัดสรรการปฏิรูปที่ดิน จะตั้งกรอบออกเป็นแนวทางการจัดสรรที่ดิน โดยจะระบุเอาไว้ว่า พื้นที่ตรงไหนที่เป็นเขตรอยต่อกับกรมอุทยานห้ามนำมาจัดสรร ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาโดยยั่งยืน และจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี แต่ขณะนี้ทั้ง 2 กระทรวงเห็นตรงกัน ขอรอกรมแผนที่ทหารชี้ขาด ซึ่งถ้าพิสูจน์ทราบว่าเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก. แล้ว จะทำเป็นป่าชุมชน ไม่จัดสรรให้ทำกิน”

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในการออก ส.ป.ก. โดยเลขาฯ ส.ป.ก.ได้สั่งย้ายเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.นครราชสีมา เพื่อความสบายใจของคณะกรรมการสอบสวน โดยตอนนี้อยู่ระหว่างสอบสวน ยังไม่ได้ระบุความผิด แต่หากมีความผิดจริงก็ไม่ละเว้น เพราะถือว่าประพฤติชั่วร้ายแรง และเป็นความผิดอาญาตามมาตรา 157 รวมถึงวินัยร้ายแรงถึงขั้นไล่ออก

เมื่อถามว่า มีความพยายามโยงให้เป็นเรื่องการเมือง ให้เป็นความขัดแย้งระหว่าง ร.อธรรมนัส กับ พล.ต.อ.พัชรวาท นั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เมื่อวานนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้โทรมาหาตนแล้วโดยให้ 2 กระทรวง ไปหารือกันถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ที่ผ่านมาก็มีการหารือกับ พล.ต.อ.พัชรวาท มาโดยตลอดยืนยันว่าไม่มีข้อพิพาทใดๆ

“ผมกับพี่ป๊อด นับถือเหมือนพี่น้อง และเป็นผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือมาก และผมมีสัมมาคารวะ ส่วนจะแจ้งความนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช​ กรณีไปถอดหมุดหรือไม่นั้น ต้องรอกรมแผนที่ทหารชี้ขาด ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของหน่วยงานใด หากเป็นพื้นที่ของกรมอุทยาน เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. โดนแน่ ซึ่งโดยอำนาจหน้าที่ตอนนี้ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม เป็นประธานในการเดินหน้าแนวเขตที่ดินของรัฐ หรือ วันแมพ และมอบหมายให้กรมแผนที่ทหารซึ่งมีเครื่องมือทุกอย่าง ซึ่งต้องฟังจากกรมแผนที่ทหาร”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

มิลค์บอร์ดเห็นชอบปรับราคาน้ำนมดิบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788197

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) ครั้งที่ 1/2567 ว่าคณะกรรมการโคนมฯ(มิลค์บอร์ด) มีมติเห็นชอบเรื่อง ทบทวนการขออนุมัติปรับเพิ่มราคาน้ำนมดิบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโคนม ตามมติคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมครั้งที่ 5 /2566 คือ 1.ให้ออกประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม เรื่อง ราคากลางรับซื้อน้ำนมโคหน้าโรงงานแปรรูปและผลิตภัณฑ์นมพ.ศ.2567 โดยปรับราคากลางรับซื้อน้ำนมโคหน้าโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม จากเดิมกิโลกรัมละ 20.50 บาท เป็นกิโลกรัมละ 22.75 บาท และ 2.ให้ออกประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม เรื่อง ราคากลางรับซื้อน้ำนมโค ที่ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ พ.ศ.2567 โดยปรับราคากลางรับซื้อน้ำนมโค ที่ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ จากเดิมกิโลกรัมละ 19 บาท เป็นกิโลกรัมละ 21.25 บาท

ขณะเดียวกัน ได้รับทราบความก้าวหน้าผลการดำเนินงานโครงการช่วยเหลือเกษตรกรของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม พิจารณาช่วยเหลือเพื่อลดต้นทุนผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมติคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ครั้งที่ 5 /2566 คือ 1.กรมปศุสัตว์ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมหารือ (ร่าง) โครงการลดต้นทุนและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบ แนวทางรายละเอียดในประเด็นแหล่งเงินกู้และคุณสมบัติของกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้โครงการมีความสมบูรณ์ในร่างรายละเอียดมากขึ้น และ 2.การประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ครั้งที่ 1/2567 ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) โครงการช่วยเหลือเกษตรกรโคนม ภายใต้วิกฤตอาหารสัตว์ราคาแพง

รมช.เกษตรฯฟื้นฟู ‘ท่าเรืออ่าวสะพลี’ ขนสินค้าทางทะเล ยกระดับท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788198

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ท่าเทียบเรืออ่าวสะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร

นายอนุชา กล่าวว่า ท่าเทียบเรือแห่งนี้ ก่อสร้างตั้งแต่ปี 2539 ปัจจุบันมีสภาพชำรุดทรุดโทรมจากสภาพภูมิอากาศและการใช้งานเป็นระยะเวลายาวนาน และยังเป็นสถานที่สำหรับขนถ่ายสินค้าทางทะเลที่สำคัญของ ต.สะพลี และพื้นที่ใกล้เคียง สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจชุมชน ในการขนส่งอาหารทะเลไปยังพื้นที่ต่างๆ ของ จ.ชุมพร ปัจจุบันมีเรือประมงที่ขึ้นขนถ่ายสินค้า 200 ลำ ซึ่งชาวประมง อ.สะพลี ได้นำสินค้าขึ้นเทียบเรือเป็นระยะเวลายาวนาน และยังมีชายหาดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง คือหาดทุ่งวัวแล่น ซึ่งมีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก

“เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจชุมชนได้พัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง สร้างงาน สร้างรายได้ ให้พี่น้องชาวประมงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัด เพื่อของบประมาณในการปรับปรุง แก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงโดยเร็วที่สุด และจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาของพี่น้องชาวประมงให้ประสบผลสำเร็จ” นายอนุชา กล่าว

รองปลัดฯถกคณะอนุฯ แผนใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788196

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดิน ครั้งที่ 1/2567 โดยสรุปผลการประชุม ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบร่างมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน ครั้งที่ 3 ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะทำงานพิจารณาศึกษามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน (ตามคำสั่งคณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดอัตรา หลักเกณฑ์ และวิธีการเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมและการจัดรูปที่ดินที่ 8/2561 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2561) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 และผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดอัตรา หลักเกณฑ์ และวิธีการเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมและการจัดรูปที่ดิน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2566 และให้นำเสนอคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลางเพื่อพิจารณาต่อไป

2.ที่ประชุมรับทราบ รายงานสถานะเงินกองทุนจัดรูปที่ดิน (ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2566) และ 3.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ แผนงานและโครงการจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม ปี 2567 (เงินเหลือจ่ายครั้งที่ 1) ประกอบด้วย งานก่อสร้างจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม งานปรับปรุงจัดรูปที่ดิน งานปรับปรุงจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม งานซ่อมแซมจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม ค่าออกโฉนดที่ดินตกค้าง และโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและการผลิตในแปลงเกษตร รวมวงเงินทั้งสิ้น 14,186,120 บาท เพื่อให้การใช้งบประมาณเหลือจ่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามนโยบายการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ที่กำหนดไว้

‘กรมการข้าว’ร่วมมือภาคเอกชน มุ่งนำเทคโนโลยีสนับสนุนสินค้าข้าวทั้งระบบ เพิ่มรายได้แก่ชาวนาไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788144

'กรมการข้าว'ร่วมมือภาคเอกชน มุ่งนำเทคโนโลยีสนับสนุนสินค้าข้าวทั้งระบบ เพิ่มรายได้แก่ชาวนาไทย

‘กรมการข้าว’ร่วมมือภาคเอกชน มุ่งนำเทคโนโลยีสนับสนุนสินค้าข้าวทั้งระบบ เพิ่มรายได้แก่ชาวนาไทย

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 18.11 น.

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 กรมการข้าว จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง การจัดทำและรวบรวมข้อมูลตลาดสินค้าข้าว ร่วมกับบริษัท ดิจิตอล อีร่า กรุ๊ป จำกัด โดยในส่วนของกรมการข้าว นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นผู้ลงนามบันทึกข้อตกลงฯ และนายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว เป็นพยาน ในส่วนของบริษัท ดิจิตอล อีร่า กรุ๊ป จำกัด นางสาวธานัท โคจรานนท์ กรรมการบริษัท เป็นผู้ลงนาม และนายภาคภูมิ แสงวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี เป็นพยานของบริษัท ดิจิตอล อีร่า กรุ๊ป จำกัด พร้อมทั้งยังมีหน่วยงานนอกสังกัดกรมการข้าวและภาคเอกชน ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ตลาดเกษตรเชิงพาณิชย์เพื่อการส่งออก ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตร ร้านอาหาร และตัวแทนวิสาหกิจชุมชน เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ครั้งนี้ ซึ่งเป็นผู้ให้ความสนใจและสนับสนุนการดำเนินงานของการจัดทำและรวบรวมข้อมูลตลาดสินค้าข้าว ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์การลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ ว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อให้สามารถนำข้อมูลตลาดสินค้าข้าวในปัจจุบัน และข้อมูลแนวโน้มตลาดสินค้าข้าวในอนาคตมากำหนดนโยบาย แผนงาน โครงการในการสนับสนุน ส่งเสริม การพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สินค้าข้าวของเกษตรกรให้ตรงกับความต้องการของตลาด และสามารถบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานตลอดห่วงโซ่คุณค่าของสินค้าข้าวได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งช่วยเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นและความโปร่งใสให้ผู้ซื้อได้ทราบข้อมูลตลอดกระบวนการผลิตสินค้าข้าว ผ่านการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยสนับสนุนห่วงโซ่คุณค่าของตลาดสินค้าข้าวทั้งระบบ เช่น แอปพลิเคชัน (Application) บล็อกเชน(Blockchain) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI)  ซึ่งจะช่วยยกระดับ และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ตลอดจนสามารถนำข้อมูลตลาดหรือแหล่งรับซื้อสินค้าข้าว มาประชาสัมพันธ์ให้แก่เกษตรกรทำการผลิตสินค้าข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาดและทำการวิเคราะห์วางแผนจัดการข้อมูลด้านการตลาดสินค้าข้าวต่อไป

– 006

‘ซีพีเอฟ’ปันน้ำปุ๋ยปีที่ 23 เกษตรกรปลื้มช่วยลดต้นทุน-ผ่านพ้นวิกฤตแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788021

‘ซีพีเอฟ’ปันน้ำปุ๋ยปีที่ 23 เกษตรกรปลื้มช่วยลดต้นทุน-ผ่านพ้นวิกฤตแล้ง

‘ซีพีเอฟ’ปันน้ำปุ๋ยปีที่ 23 เกษตรกรปลื้มช่วยลดต้นทุน-ผ่านพ้นวิกฤตแล้ง

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 12.50 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้า “โครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร” แบ่งปันน้ำปุ๋ยจากระบบบำบัดของฟาร์มสุกรและคอมเพล็กซ์ไก่ไข่ ส่งให้เกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชในชุมชนรอบสถานประกอบการ บรรเทาผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน เพิ่มรายได้

19 กุมภาพันธ์ 2567 นายสมคิด วรรณลุกขี ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า คอมเพล็กซ์ไก่ไข่ของซีพีเอฟ ดำเนินโครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร นับตั้งแต่ปี 2564 ด้วยการนำน้ำจากระบบไบโอแก๊ส (Biogas) ที่ผ่านการบำบัดแล้ว ส่งให้แก่เกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชในพื้นที่ใกล้เคียง ใช้ในสวนปาล์มน้ำมัน ไร่แตงโม ฟักทอง อ้อย ข้าวโพด และหญ้าเนเปียร์ สำหรับปี 2566 คอมเพล็กซ์ไก่ไข่จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ฟาร์มสันกำแพง ฟาร์มจักราช ฟาร์มหนองข้อง ฟาร์มอุดร และฟาร์มจะนะ แบ่งปันน้ำปุ๋ยไปกว่า 181,000 ลูกบาศก์เมตร ให้กับพื้นที่การเกษตรมากกว่า 145 ไร่ ช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งแก่พี่น้องเกษตรกร และมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำให้กับชุมชน

“ซีพีเอฟ มีเป้าหมายในการไม่ปล่อยน้ำทิ้งออกภายนอกฟาร์ม หรือ Zero Discharge โดยน้ำหลังการบำบัดด้วย Biogas และยังคงมีแร่ธาตุที่เหมาะสมกับพืชที่เรียกว่า “น้ำปุ๋ย” ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ในฟาร์มทั้งรดต้นไม้ สนามหญ้า และแปลงผักปลอดภัยที่บุคลากรปลูกในพื้นที่ว่างของฟาร์ม เมื่อเกษตรกรรอบฟาร์มเห็นผลสำเร็จพืชพันธุ์เติบโตดี จึงติดต่อขอรับน้ำไปใช้รดพืชผลทั้งในช่วงแล้งและช่วงปกติตลอดปี น้ำปุ๋ยและกากตะกอนที่ส่งต่อสู่เกษตรกรมีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนค่าปุ๋ย ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี” นายสมคิด กล่าว

ทางด้าน นายหล๊ะ ดุไหน ต้นแบบเกษตรกรที่รับน้ำปุ๋ยจากฟาร์มจะนะ จ.สงขลา กล่าวว่า ใช้น้ำปุ๋ยรดสวนปาล์ม 10 ไร่ และใช้ในแปลงปลูกฟักทอง 10 ไร่ รอบการผลิตที่ผ่านมาน้ำปุ๋ยซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดี ช่วยให้ได้ผลผลิตฟักทองมากถึง 20,000 กิโลกรัม มีกำไร 200,000 บาท ส่วนรอบผลิตปัจจุบันคาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ล่าสุดขยายความสำเร็จไปใช้กับไร่แตงโมอีก 10 ไร่ ผลผลิตดีมาก เถาแตงแข็งแรง มีดอกมาก ติดผลดก แตงลูกใหญ่น้ำหนักดี น่าจะสร้างกำไรได้อย่างแน่นอน และยังมองหาแนวทางขยายการผลิตในพืชชนิดอื่นๆต่อไป

ส่วน นายวิโรจน์ ใจด้วง เกษตรกรปลูกหญ้าเนเปียร์ ที่รับน้ำปุ๋ยจากฟาร์มสันกำแพ จ.เชียงใหม่ โดยใช้น้ำปุ๋ย 720 ลูกบาสก์เมตรต่อรอบการผลิต ในการรดหญ้าเนเปียร์ 6 ไร่ ใช้เทคนิคผสมน้ำปุ๋ยกับน้ำคลอง ในอัตราส่วน 1:1 สามารถปลูกหญ้าเนเปียร์ได้ 4 รอบต่อปี ช่วยลดค่าปุ๋ยเคมีเฉลี่ย 16,000 บาทต่อปี หลังจากที่ได้ใช้น้ำปุ๋ย พบว่าต้นหญ้าโตเร็วกว่าที่เคยใช้ปุ๋ยเคมี ต้นอวบแน่น ใบใหญ่ ได้ผลผลิตที่ดีมาก ปัจจุบันไม่มีภาระต้นทุนค่าปุ๋ยอีกเลย และขอขอบคุณซีพีเอฟที่จัดโครงการฯนี้ ที่ช่วยให้ผ่านพ้นภัยแล้งและช่วยเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร

ซีพีเอฟ เดินหน้า “โครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร” สู่ปีที่ 23 ทั้งในฟาร์มสุกรและคอมเพล็กซ์ไก่ไข่ ภายใต้การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่การผลิต มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรและช่วยลดการใช้น้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลัก 3Rs ทั้งการลดปริมาณการใช้น้ำดิบจากธรรมชาติ (Reduce) การนำน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดแล้วกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ตามกลยุทธ์และเป้าหมายความยั่งยืน “CPF 2030 Sustainability in Action” สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (SDGs)   ////-005

กรมชลฯเชิญชวน เกษตรกรร่วมทำ นาเปียกสลับแห้ง ลดใช้น้ำในฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787928

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 58,517 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 77% ของความจุอ่างฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 17,138 ล้าน ลบ.ม. (69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) จึงวางแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มี ด้วยการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเป็นหลัก รักษาระบบนิเวศการเกษตร อุตสาหกรรม และสำรองไว้ใช้ในต้นฤดูฝนหน้าตามลำดับ

ขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งทั้งประเทศแล้วกว่า 7,369 ล้าน ลบ.ม. (34%) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,163 ล้าน ลบ.ม. (36%) ปัจจุบันทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 5.58 ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ 96 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 4.09 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 135 ของแผนฯ ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ถึงอย่างไรยังคงต้องติดตามพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังอย่างใกล้ชิด พร้อมประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำให้เกษตรกรและประชาชนรับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหาย รวมทั้งรณรงค์ให้เกษตรกรเก็บกักน้ำไว้ในบ่อสำรอง เพื่อสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้า ตลอดจนเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำได้ถึง 20-30% เพื่อประหยัดน้ำ ช่วยลดการใช้ปุ๋ย ทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิตด้วย

หม่อนไหมมอบของขวัญ แจกไข่ไหมพันธุ์ดีทั่วปท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787933

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.จ.อ.ประเสริฐ มาลัย อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังฟื้นตัวอย่างมีศักยภาพ ทำให้เกษตรกรต้องมีความเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงต่อสภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย สร้างขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม รวมถึงเป็นการส่งความสุขในเทศกาลวันปีใหม่และเทศกาลวันสงกรานต์ ประจำปี 2567 จึงยกเว้นการเก็บค่าบริการพันธุ์ไข่ไหมพันธุ์ดีในเทศกาล ส่งความสุข พ.ศ. 2567 ให้กับเกษตรกรที่จดทะเบียนกับกรมหม่อนไหม รายละ 5 แผ่น (แผ่นละ 22,000 ฟอง) ซึ่งเกษตรกรจะขอรับคราวเดียวกัน หรือแบ่งรับบริการก็ได้ โดยยกเว้นการเก็บค่าบริการไข่ไหม ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2567

“เกษตรกรที่ขอรับบริการไข่ไหมพันธุ์ดี ต้องเป็นเกษตรกรที่จดทะเบียนกับกรมหม่อนไหม และขอรับบริการกับหน่วยงานของกรมหม่อนไหมในพื้นที่รับผิดชอบ โดยการแจกจ่ายไข่ไหมพันธุ์ดีแต่ละครั้งจะมีความสอดคล้องกับพื้นที่แปลงหม่อนของเกษตรกร เพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์อื่นใดจากไข่ไหมที่ไม่ผ่านการเลี้ยงไหม เป็นการรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมโดยตรง” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

‘ธรรมนัส’ชูอ่างฯห้วยขอนแก่น เพิ่มประสิทธิภาพเก็บกักน้ำทำเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787930

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยขอนแก่น ต.ห้วยไร่ อ.หล่มสัม จ.เพชรบูรณ์ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดกลาง ก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2537 มีความจุที่ระดับเก็บกัก 33.22 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษตร และอุปโภค-บริโภค ให้เป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพในช่วงฤดูแล้ง ในพื้นที่ ต.บ้านติ้ว ต.ห้วยไร่ ต.บ้านหวาย ต.ปากดุก ต.ปากช่อง ต.บ้านกลาง ต.ช้างตะลูด และ ต.บ้านไร่ รวมพื้นที่รับประโยชน์ ทั้งหมด 31,880 ไร่ แต่ปัจจุบันยังขาดแคลนน้ำในการเกษตร และอุปโภค-บริโภค จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอกับความต้องการ และเพื่อรองรับการขยายตัวด้านการอุปโภค-บริโภคในอนาคต จึงพิจารณาเพิ่มความจุของอ่างเก็บน้ำจาก 33.22 ล้าน ลบ.ม. เป็น 37.96 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะสามารถช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ได้

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้ติดตามโครงการการบรรเทาอุทกภัยเทศบาลเมืองหล่มสัก พื้นที่เทศบาลหล่มสัก ตาลเดี่ยว สักหลง วัดป่าหนองไขว่ ปากดุก เนื่องจากแม่น้ำป่าสัก มีความจุลำน้ำ 80.00 ลบ.ม.(วินาที) แต่บริเวณต้นน้ำป่าสักที่ อ.หล่มเก่า มีความจุลำน้ำ 360.00 ลบ.ม.(วินาที) ซึ่งเกินศักยภาพการระบายน้ำ จึงศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมการบรรเทาอุทกภัยเทศบาลเมืองหล่มสัก วางแนวการศึกษา โดยมีแผนดำเนินการ 4 แผนงาน รวมทั้งศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมการบรรเทาอุทกภัยเทศบาลเมืองหล่มสัก แนวคลองผันน้ำเพื่อผันน้ำในเขตคลองสายหลักคลองส่งน้ำฝายฝั่งซ้ายแม่น้ำป่าสักซึ่งมีเขตคลองเหลืออยู่ประมาณ 40 เมตร โดยจากการประเมินความเป็นไปได้ในการระบายน้ำ จะสามารถตัดยอดน้ำได้ประมาณ 150 ลบ.ม.(วินาที) ระยะความยาวทางผันน้ำ 30 กิโลเมตร

จากนั้น รมว.เกษตรฯ เดินทางไป ต.วังท่าดี อ.หนองไผ่ ตรวจเยี่ยมโครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำกงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดกลาง มีความจุที่ระดับเก็บกัก 48.52 ล้าน ลบ.ม. หรือ 43% ของปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำ มีการก่อสร้างระบบส่งน้ำ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองลำกง ที่ก่อสร้างความเสร็จปี 2554 เพื่อใช้เป็นระบบส่งน้ำสำหรับการเกษตร และอุปโภค-บริโภค พื้นที่ ต.วังท่าดี ต.ท่าแดง ต.บ่อไทย และ ต.วังโบสถ์ อ.หนองไผ่ รวมพื้นที่รับประโยชน์ 50,000 ไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งซ้าย ดำเนินการแล้วเสร็จประมาณ 52.53% และมีแผนในการก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งขวา พร้อมอาคารประกอบ 4 สาย

อย่างไรก็ดี กรมชลประทาน มีแผนในการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำอ่างเก็บน้ำคลองลำกง โดยการปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้น พร้อมอาคารประกอบ ซึ่งจะสามารถเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำได้อีกประมาณ 6 ล้าน ลบ.ม.(จากเดิม 48.52 ล้าน ลบ.ม. เป็น 54.50 ล้าน ลบ.ม.) และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก 6,000 ไร่จากเดิม 50,000 ไร่ เป็น 56,000 ไร่